สาระสำคัญ
วาระสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนในประเทศไทยเผชิญอยู่จริงในชีวิตประจำวัน และเพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่รัฐและผู้กำหนดนโยบายควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เพียงหลักการทางกฎหมาย หรือประเด็นเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย เสรีภาพ ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น เยาวชน ผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือกลุ่มเปราะบางในสังคม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับรูปแบบการใช้อำนาจรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่ม การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามประชาชน การควบคุมตัวและการใช้กำลังโดยมิชอบ การขาดความรับผิดและการลอยนวลพ้นผิด ไปจนถึงนโยบายการพัฒนาและโครงการขนาดใหญ่ที่ละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และการดำรงชีวิตของชุมชน
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของรัฐไทยในระดับนโยบาย ความมั่นคง การทูต และความร่วมมือข้ามพรมแดน ยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสะท้อนว่าความรับผิดด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในพรมแดนประเทศ
วาระสิทธิมนุษยชนฉบับนี้เสนอกรอบนโยบายหลัก 7 ด้าน ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ การสร้างระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และการรับรองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และการยืนยันความรับผิดของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนทั้งภายในประเทศและในภูมิภาค เพื่อให้การพัฒนาและการใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

1. เสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
สำหรับประชาชนจำนวนมากในประเทศไทย การพูดในสิ่งที่คิด การรวมตัวกับผู้อื่น หรือการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ปลอดภัยหรือเกิดขึ้นได้อย่างเสมอภาคเสมอไป คนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการแสดงความเห็น การตั้งคำถามต่อโครงการของรัฐ หรือการออกมาใช้สิทธิของตนในพื้นที่สาธารณะและออนไลน์
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของปัจเจก แต่เป็นผลจากกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของรัฐที่เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจอย่างกว้างขวางและขาดการตรวจสอบ การใช้กฎหมายอาญา กฎหมายความมั่นคง กฎหมายดิจิทัล หรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ ถูกนำมาใช้ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนลังเล กลัว หรือไม่สามารถมีส่วนร่วมในประเด็นที่กระทบต่อชีวิตของตนเองได้อย่างเต็มที่
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนได้ รัฐมีหน้าที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกคน โดยไม่ใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการปิดปาก คุกคาม หรือทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนอ่อนแอลง รัฐไม่เพียงต้องงดเว้นจากการละเมิดสิทธิ แต่ต้องมีหน้าที่เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างปลอดภัย
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- รัฐต้องรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมโดยสงบให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ดิจิทัล
- ต้องมีการทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสงบ ซึ่งส่งผลให้การแสดงออก การรวมกลุ่ม หรือการชุมนุมของประชาชนกลายเป็นความผิดทางอาญา
- ต้องยุติการใช้กฎหมาย มาตรการ หรือกระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดกั้น คุกคาม หรือขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยไม่จำเป็นและไม่สมส่วน รวมถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
- ต้องรับรองว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพใด ๆ เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น และความได้สัดส่วน โดยไม่เลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
- ต้องคุ้มครองผู้ชุมนุม ผู้จัดกิจกรรม นักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ จากการคุกคาม การใช้กำลังเกินสมควร หรือการดำเนินคดีโดยมิชอบ
- ต้องป้องกันและยับยั้งการใช้การฟ้องคดีหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดปาก สร้างบรรยากาศหวาดกลัว หรือทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ (SLAPP)
- ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย และการตัดสินใจของรัฐ ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น ไม่ใช่เพียงการรับฟังเชิงพิธีกรรม
ตัวอย่างกฎหมายและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
- การบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดต่อการจัดการชุมนุมสาธารณะ
- การดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกทางการเมืองภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา เช่น มาตรา 112 และมาตรา 116
- การใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น มาตรา 14 ต่อการสื่อสารและการแสดงออกออนไลน์
- การฟ้องคดีเพื่อปิดปากหรือคุกคามการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคม (SLAPP) เช่น การใช้กฎหมายแพ่งหรืออาญาต่อผู้วิพากษ์นโยบายหรือการทำงานของรัฐ
- แนวปฏิบัติหรือคำสั่งของรัฐที่ส่งผลให้สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทำงานภายใต้บรรยากาศหวาดกลัวหรือการเซ็นเซอร์ตนเอง
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด

2: ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
ความยุติธรรมไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยอำนาจ เงิน หรือสายสัมพันธ์ แต่ควรเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความคิดทางการเมือง เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ผู้คนจำนวนมากยังเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่การไม่ได้รับการประกันตัว การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นเวลานาน การถูกตั้งเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวที่จำกัดเสรีภาพเกินสมควร ไปจนถึงการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และการตรวจสอบ
สำหรับหลายคน โดยเฉพาะคนยากจน เยาวชน ผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ย้ายถิ่น ชนเผ่าพื้นเมือง และผู้ที่ออกมาใช้สิทธิหรือแสดงความคิดเห็นโดยสงบ กระบวนการยุติธรรมกลับกลายเป็นภาระ ความหวาดกลัว และการลงโทษล่วงหน้า ทั้งที่พวกเขายังไม่เคยได้รับการตัดสินว่ามีความผิด
ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม หรือการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายยังสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิด ส่งผลให้เกิดภาวะลอยนวลพ้นผิด และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบยุติธรรมโดยรวม ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงเพียงการตัดสินคดีตามตัวบทกฎหมาย แต่ต้องหมายถึงระบบที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค คุ้มครองสิทธิของทั้งผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และชุมชน และรับรองว่ากระบวนการยุติธรรมจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษหรือทำให้ใครต้องเงียบเสียง
ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบยุติธรรมที่ ปกป้องคน ไม่ใช่ทำร้ายคนที่เปราะบางกว่า และยืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- รับรองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ให้การประกันตัวเป็นหลักทั่วไป และการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการสุดท้าย เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นอย่างแท้จริง
- ยุติการใช้เงื่อนไขปล่อยชั่วคราวที่มีลักษณะเป็นการลงโทษล่วงหน้า หรือจำกัดเสรีภาพเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน
- รับรองให้การสอบสวนคดี โดยเฉพาะคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง
- รับรองความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน หรือข้อยกเว้น
- เสริมสร้างระบบความช่วยเหลือทางกฎหมายให้เพียงพอ มีคุณภาพ และเข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง
- รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที
- ต้องยกเลิกโทษประหารชีวิต และปรับระบบการลงโทษให้เคารพสิทธิในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยระหว่างการเปลี่ยนผ่านต้องประกาศพักการประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ
ตัวอย่างกฎหมายและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
- การจำกัดหรือปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งนำไปสู่การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นเวลานาน
- การกำหนดเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวที่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก การเคลื่อนไหว หรือการดำรงชีวิตของผู้ต้องหา
- การสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขาดความเป็นอิสระ ความโปร่งใส หรือกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
- การบังคับใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการบังคับใช้และความรับผิดของผู้กระทำ
- การดำเนินคดีอาญาที่นำไปสู่ โทษประหารชีวิต ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งขัดกับแนวโน้มด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากล
- ข้อจำกัดในการเข้าถึงกลไกการเยียวยา การชดเชย และการฟื้นฟูของผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด

3: การคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ
ไม่มีใครควรถูกทำร้าย ทรมาน หรือหายตัวไป เพียงเพราะอยู่ในความควบคุมของรัฐ การจับกุม ควบคุมตัว หรือการบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม ไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่สิทธิมนุษยชนถูกระงับ หรือชีวิตของใครบางคนถูกมองว่า “ไม่มีค่า”
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในระหว่างการจับกุม การควบคุมตัว หรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ การใช้กำลังเกินสมควร การทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย และการเสียชีวิตในความควบคุมของรัฐ
สำหรับครอบครัวของผู้เสียหาย ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ในอดีต แต่คือบาดแผลที่ยังคงดำรงอยู่ เมื่อคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” ไม่เคยได้รับคำตอบ เมื่อการสอบสวนไม่คืบหน้า หรือไม่เป็นอิสระ และเมื่อผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย การปล่อยให้การละเมิดเช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีความรับผิด ไม่เพียงทำลายชีวิตของผู้เสียหายและครอบครัว แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบังคับใช้กฎหมาย และเปิดทางให้ความรุนแรงและการใช้อำนาจโดยมิชอบเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดในความควบคุมของรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องของ “ความมั่นคง” หรือ “ความจำเป็นพิเศษ” แต่เป็นหัวใจของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักการพื้นฐานที่รัฐต้องยึดถือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบที่รับรองว่า ทุกการจับกุม ทุกการควบคุมตัว และทุกการใช้กำลังของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบ มีความรับผิด และไม่ปล่อยให้ใครลอยนวลพ้นผิด
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- ยุติการควบคุมตัวโดยพลการ และจำกัดการคุมขังให้เป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน
- ยุติการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีในทุกสถานที่ควบคุมตัว
- ป้องกันและยุติการบังคับบุคคลให้สูญหาย และรับรองการเข้าถึงความจริงของผู้เสียหายและครอบครัว
- ยุติการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการใช้กำลังเกินสมควรโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
- รับรองให้มีการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
- รับรองการเยียวยาที่เป็นธรรม ครอบคลุม และเข้าถึงได้ สำหรับผู้เสียหายและครอบครัว
- ยุติภาวะลอยนวลพ้นผิด และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
- รับรองสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายในการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการรายงานต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ตัวอย่างกฎหมายและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
- การควบคุมตัวตามกฎหมายความมั่นคงหรือกฎหมายพิเศษ ที่เปิดช่องให้ควบคุมตัวโดยขาดการตรวจสอบที่เพียงพอ
- การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกินสมควรต่อเหตุ โดยไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ
- การบังคับใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการบังคับใช้และความรับผิดของผู้กระทำ
- กรณีการเสียชีวิตในความควบคุมของรัฐที่ขาดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายและปัญหาเชิงโครงสร้างในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด
4: ระบบกฎหมายและการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบ
กฎหมายควรเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน ไม่ใช่อาวุธที่ถูกใช้เพื่อปิดปาก คุกคาม หรือทำให้ผู้คนหวาดกลัวต่อการมีส่วนร่วมในสังคม แต่ในประเทศไทย กฎหมายและอำนาจรัฐจำนวนไม่น้อยกลับถูกนำมาใช้ในลักษณะที่บั่นทอนเสรีภาพ ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่แสดงความคิดเห็น วิพากษ์นโยบายรัฐ หรือปกป้องสิทธิมนุษยชน ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายและความไม่มั่นคงในชีวิต
การใช้กฎหมายอย่างกว้างขวาง ขาดการตรวจสอบ และไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน ทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะเป็นหลักประกันสิทธิ การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) การใช้กฎหมายดิจิทัลเพื่อควบคุมการสื่อสาร การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงโดยขาดความรับผิด ล้วนสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวและการเซ็นเซอร์ตนเองในสังคม
เมื่อประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าตั้งคำถาม หรือไม่กล้ามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ สังคมย่อมไม่อาจพัฒนาได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การยุติการใช้อำนาจรัฐในทางที่ละเมิดสิทธิ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่แท้จริง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- ยุติการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคามหรือปิดปากประชาชน
- ทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวางโดยขาดกลไกตรวจสอบและความรับผิด
- ป้องกันและยับยั้งการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) ต่อประชาชน ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
- รับรองว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพใด ๆ ต้องเป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น และความได้สัดส่วน
- คุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และพื้นที่สาธารณะทั้งออนไลน์และออฟไลน์
- เสริมสร้างหลักนิติธรรม ความเป็นอิสระของศาล และความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
ตัวอย่างกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
- การดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองภายใต้กฎหมายอาญา
- การใช้กฎหมายดิจิทัลเพื่อจำกัดการสื่อสารและการแสดงออกออนไลน์
- การฟ้องคดีแพ่งหรืออาญาเพื่อคุกคามนักกิจกรรม นักข่าว และภาคประชาสังคม (SLAPP)
- การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงโดยขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด
5: สิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ดิจิทัล
ในโลกที่ชีวิตประจำวันของผู้คนผูกพันกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น การสื่อสาร การทำงาน การเรียนรู้ และการแสดงออกทางความคิดเห็น ล้วนเกิดขึ้นผ่านพื้นที่ออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ดิจิทัลก็กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากเผชิญกับการเฝ้าระวัง การคุกคาม และการละเมิดสิทธิ โดยไม่มีหลักประกันด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เพียงพอ
ในประเทศไทย การใช้เทคโนโลยีของรัฐและเอกชน รวมถึงการเก็บ ใช้ และแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ยังขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ การเฝ้าระวัง การสอดแนมทางดิจิทัล การใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการสื่อสารออนไลน์ รวมถึงการปล่อยให้ข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แพร่กระจายโดยขาดความรับผิด ล้วนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ความปลอดภัย และความไว้วางใจในสังคม
สิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิดิจิทัล ไม่ใช่สิทธิของ “คนใช้เทคโนโลยีขั้นสูง” แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน โดยเฉพาะเยาวชน นักกิจกรรม นักข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และประชาชนทั่วไปที่ใช้พื้นที่ออนไลน์เพื่อเรียนรู้ สื่อสาร และมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดในโลกดิจิทัล ไม่ใช่เป็นผู้สร้างหรือสนับสนุนความเสี่ยงเสียเอง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- รับรองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งจากการกระทำของรัฐและเอกชน
- ยุติการเฝ้าระวัง การสอดแนม หรือการเก็บข้อมูลของประชาชนโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น และความได้สัดส่วน
- ยุติการใช้กฎหมายดิจิทัลเพื่อควบคุม ปิดกั้น หรือคุกคามการแสดงออกทางออนไลน์โดยมิชอบ
- คุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารออนไลน์ และรับรองว่าพื้นที่ดิจิทัลเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ป้องกันและรับมือกับข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ด้วยมาตรการที่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ใช้การเซ็นเซอร์หรือการลงโทษทางอาญาเป็นหลัก
- เสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิดิจิทัล ความปลอดภัยออนไลน์ และการรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง
ตัวอย่างกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
- การบังคับใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น มาตรา 14 ต่อการสื่อสารและการแสดงออกออนไลน์
- การใช้เทคโนโลยีสอดแนม หรือการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ
- การบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ยังมีข้อจำกัดในการคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดโดยรัฐ
- ปรากฏการณ์ข้อมูลบิดเบือน ปฏิบัติการ IO และการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุกคามหรือทำให้ผู้เห็นต่างเงียบเสียง
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายและแนวปฏิบัติในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด

6: สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน
การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย คือพื้นฐานของการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของทุกคน แต่ในประเทศไทย ผู้คนจำนวนมากยังคงเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิตจากการถูกไล่รื้อ การสูญเสียที่ดินทำกิน และผลกระทบจากโครงการพัฒนา การลงทุน และการจัดการทรัพยากรที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน
การละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของชุมชน แต่เป็นผลจากรูปแบบการพัฒนาและการลงทุนของรัฐและภาคธุรกิจ ที่ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเหนือสิทธิและเสียงของประชาชน การตัดสินใจที่ขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย การใช้กฎหมายและนโยบายที่ไม่เป็นธรรม และการขาดความรับผิดของผู้มีอำนาจและผู้ลงทุน ทำให้ชุมชนจำนวนมากต้องสูญเสียบ้าน ที่ดิน วิถีชีวิต และความมั่นคงในอนาคต
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักเป็นชุมชนรายได้น้อย ชุมชนชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิง เยาวชน และผู้ย้ายถิ่น ซึ่งมักถูกทำให้มองไม่เห็นในกระบวนการตัดสินใจ และเมื่อพวกเขาออกมาเรียกร้องสิทธิ กลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี หรือการถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา
สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และทรัพยากร ไม่ใช่เรื่องของความเมตตาหรือโครงการสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้เกิดขึ้นได้จริง การพัฒนา เศรษฐกิจ และการลงทุน จะต้องไม่เกิดขึ้นบนความสูญเสียของประชาชน และภาคธุรกิจต้องไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดด้านสิทธิมนุษยชนได้
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- รับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ยุติการไล่รื้อและการบังคับโยกย้ายถิ่นฐานโดยไม่สมัครใจ โดยไม่มีการปรึกษาหารืออย่างมีความหมายและการเยียวยาที่เป็นธรรม
- รับรองสิทธิในที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์
- รับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนอย่างมีความหมายในโครงการพัฒนา การลงทุน และการกำหนดนโยบาย ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น ไม่ใช่เพียงการรับฟังเชิงพิธีกรรม
- กำหนดให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่การลงทุน ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เปิดเผยข้อมูล และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนอย่างแท้จริง
- จัดให้มีกลไกการเยียวยา การชดเชย และการฟื้นฟูที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และทรัพยากร
- คุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชน นักปกป้องสิ่งแวดล้อม และผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย จากการคุกคาม การใช้ความรุนแรง และการฟ้องคดี
ตัวอย่างกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
- การไล่รื้อและการบังคับโยกย้ายชุมชนจากโครงการพัฒนา โครงการโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการลงทุนของรัฐและภาคธุรกิจ โดยขาดการปรึกษาหารืออย่างมีความหมายและการเยียวยาที่เหมาะสม
- การบังคับใช้กฎหมายที่ดิน ป่าไม้ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ชุมชนดั้งเดิม ชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนชาติพันธุ์ สูญเสียสิทธิในที่ดินหรือถูกดำเนินคดี
- การดำเนินโครงการของภาคธุรกิจหรือรัฐวิสาหกิจ โดยขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และการรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ
- การขาดกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งภายในประเทศและตลอดห่วงโซ่อุปทาน
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายและแนวปฏิบัติในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด

7 ความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
ในโลกที่ผู้คน การค้า การลงทุน และเทคโนโลยีข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐไม่อาจหยุดอยู่แค่ภายในพรมแดนของประเทศ การตัดสินใจ นโยบาย และการกระทำของรัฐไทย รวมถึงภาคธุรกิจที่มีฐานหรือผลประโยชน์ในประเทศไทย ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนในประเทศอื่น ๆ และในทางกลับกัน ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากก็เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน หรือแสวงหาความปลอดภัยในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัย ผู้ย้ายถิ่น แรงงานข้ามชาติ และผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (scam compounds) ที่เผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ การควบคุมตัวโดยมิชอบ การไม่เข้าถึงกระบวนการคุ้มครอง และการถูกผลักดันกลับไปสู่สถานการณ์อันตราย
ประเทศไทยในฐานะประเทศปลายทาง ประเทศทางผ่าน และผู้มีบทบาทในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ มีหน้าที่ต้องดำเนินนโยบายที่เคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ และต้องไม่เพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นทั้งภายในและข้ามพรมแดน การปกป้องสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนไม่ใช่เพียงเรื่อง “มนุษยธรรม” แต่เป็นความรับผิดชอบตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเป็นเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคง ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในภูมิภาค
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- รับรองการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย ผู้ย้ายถิ่น และแรงงานข้ามชาติ โดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ยุติการผลักดันกลับ (refoulement) และรับรองการเข้าถึงกระบวนการคุ้มครองระหว่างประเทศอย่างเป็นธรรม
- ป้องกัน ปราบปราม และเยียวยาการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (scam compounds) โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง
- รับรองการช่วยเหลือ การคุ้มครอง และการเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดให้นโยบายต่างประเทศ ความร่วมมือด้านความมั่นคง และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของไทย เคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
- รับรองความรับผิดของภาคธุรกิจไทยและธุรกิจที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- เสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและปกป้องผู้คนจากการละเมิดข้ามพรมแดน
ตัวอย่างกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
- การจัดการผู้ลี้ภัยและผู้ย้ายถิ่นที่ยังขาดระบบคุ้มครองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
- กรณีการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (scam compounds) ที่ผู้เสียหายขาดการคุ้มครองและการเยียวยาที่เหมาะสม
- การดำเนินนโยบายความมั่นคงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศที่ขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน
- ความรับผิดของภาคธุรกิจไทยในกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศหรือในห่วงโซ่อุปทาน
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นมีไว้เพื่อสะท้อนภาพการบังคับใช้กฎหมายและแนวปฏิบัติในทางปฏิบัติ มิได้เป็นการระบุรายการกฎหมายทั้งหมด



