จากเด็กมัธยมในภาคอีสานคนหนึ่งที่เติบโตมากับความฝันเรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า จะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด ปกป้องลมหายใจของชุมชน และปกป้องสิ่งแวดล้อมที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้าน พายุ บุญโสภณค่อยๆ เดินมาสู่เส้นทางนักกิจกรรม ด้วยความเชื่อว่าการยืนหยัดของคนธรรมดาอาจเปลี่ยนอนาคตได้ แต่แล้วความฝันของเขาที่เริ่มจากการปกป้องบ้านเกิด กลับพามาถึงวันที่ต้องสูญเสียอย่างไม่มีวันได้คืน
เพราะการเดินตามความฝันและเลือกยืนอยู่ข้างบ้านเกิด วันนี้พายุต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาอย่างถาวร จากเหตุสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐในปี 2022 เหตุการณ์ที่ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงบาดแผลบนร่างกาย แต่ยังทิ้งคำถามค้างคาในสังคมว่า เหตุใดความรุนแรงจากผู้มีอำนาจต่อประชาชนจึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเหตุใดความสูญเสียเช่นนี้จึงถูกปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ความรับผิดชอบจากผู้ใดเลย
พายุ บุญโสภณ คือหนึ่งในผู้ชุมนุม “ม็อบราษฎรหยุด APEC” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรงในเหตุสลายการชุมนุม บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ได้ทิ้งไว้แค่ร่องรอยบนร่างกาย หากยังฝังลึกไปถึงจิตใจ หรืออาจเป็นแผลชนิดที่เวลาไม่ได้ช่วยลบให้ลืมได้ง่ายนัก เพราะเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้พรากเพียงช่วงเวลา หรือความมั่นใจบางอย่างของเขาไปเท่านั้น แต่ยังพรากสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งมองโลกได้อย่างเดิมไปด้วย เพราะจากที่ชีวิตร่างกายเคยมีครบทุกอย่าง กลับมีบางส่วนหล่นหายไปอย่างไม่มีวันได้คืน นั่นคือ “ดวงตา”

จะเรียกได้ว่านี่คือความโหดร้ายที่เกินกว่าคำว่าบาดเจ็บ หรืออาจจะอธิบายได้ว่าสิ่งที่เขาต้องเจอ เกิดขึ้นเพราะรัฐเลือกใช้ความรุนแรงกับประชาชน และความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้จบลงที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บในวันนั้น แต่กลับยืดเยื้อส่งผลกระทบไปถึงชีวิตทั้งชีวิตที่ต้องอยู่กับความทรงจำ การสูญเสีย และการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่เคยยุติธรรมเลยตั้งแต่ต้น
และจนถึงวันนี้ เวลากว่า 3 ปีได้ผ่านไป พายุยังคงรอคอยความยุติธรรมที่ไม่เคยมาถึง ไม่ว่าจะเป็นคำตอบจากกระบวนการทางกฎหมาย หรือการเยียวยาที่สมควรได้รับ ความเงียบงันจากรัฐยิ่งตอกย้ำคำถามสำคัญว่า เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถูกได้ยินและได้รับการเยียวยาเมื่อใด
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนทุกคนมาอ่านเรื่องราวของบทสนทนาที่มากกว่าการเล่าเรื่องบาดแผล แต่คือการมองไปข้างหน้า ผ่านการพูดคุยถึงกระบวนการเยียวยาทางกฎหมาย พร้อมเจาะลึก “พลังของจดหมาย” ในแคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ที่เชื่อว่าเสียงเล็กๆ จากผู้คนทั่วโลก สามารถกดดันให้ความยุติธรรมขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น
จากคำถามเล็กๆ สู่เส้นทางนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม
จุดเริ่มต้นของการเดินทางบนเส้นทางนักกิจกรรมของพายุ ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่หรือภาพฝันอันหวือหวา สำหรับเขาการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเริ่มจากคำถามสั้นๆ ที่ผุดขึ้นในใจตั้งแต่ยังเด็ก เป็นคำถามธรรมดา แต่กลับพบว่าค่อยๆ พัฒนาและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำถามที่ทำให้เป็นแรงผลักให้เขาเลือกต่อสู้เพื่อบ้านเกิดและคนในชุมชนของตัวเอง
“การที่เราไปปลูกป่าเรื่อยๆ มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีป่าที่ถาวรจริงๆ ไหม เพราะทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่”
คำถามนั้นค่อยๆ พาพายุไปไกลกว่ากิจกรรมปลูกป่าที่เขาเคยทำกับเพื่อนๆ ในช่วงมัธยม ในสายตาของใครหลายคน เด็กกลุ่มหนึ่งที่ออกไปทำจิตอาสาอาจเป็นภาพคุ้นตาและไม่ต่างจากเยาวชนทั่วไปนัก แต่สำหรับพายุ การได้ลงมือปลูกต้นไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้จบลงแค่ความอิ่มใจหลังเสร็จกิจกรรม แต่กลับทำให้เขาเริ่มมองเห็นรากของปัญหา และตั้งข้อสังเกตที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ หากโครงสร้างและเงื่อนไขรอบข้างยังเปิดทางให้การทำลายเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างไม่สิ้นสุด
เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พายุจึงเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจังบนเส้นทางนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจที่จะมองลึกไปกว่ากิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างการปลูกป่า และขยับไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แตะถึงระบบ เพื่อให้สังคมมีความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว และไม่ต้องคอยปลูกซ่อมในโลกที่ยังถูกทำลายซ้ำอยู่ทุกวัน
ขณะเดียวกัน เขายังเริ่มตั้งคำถามกับกิจกรรมที่ถูกห่อหุ้มด้วยคำว่าปลูกป่า ซึ่งมักถูกทำให้เป็นวาทกรรมสวยหรูในพื้นที่สาธารณะว่าแท้จริงแล้วภายใต้คำที่ฟังดูดีนั้น มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง และเรากำลังแก้ปัญหาที่ต้นตอ หรือแค่ปลอบใจตัวเองด้วยภาพที่ดูถูกต้องเท่านั้น

แต่แล้ว เส้นทางการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมของพายุ เดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2022 วันที่เขาเลือกออกมาส่งเสียงร่วมกับผู้คนจำนวนมากในการชุมนุม “ม็อบราษฎรหยุด APEC” เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายและทิศทางการพัฒนาที่กำลังจะเกิดขึ้น
การชุมนุมในวันนั้นมีเป้าหมายเพื่อตั้งคำถามต่อแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ถูกผลักดันควบคู่ไปกับการจัดประชุม APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ซึ่งนักกิจกรรมจำนวนมากมองว่านโยบายดังกล่าวอาจกลายเป็นเพียง “การฟอกเขียว” ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เดินหน้าทำลายทรัพยากรธรรมชาติในระดับโครงสร้าง โดยไม่รับฟังเสียงของประชาชนผู้ต้องอาศัยและพึ่งพิงธรรมชาติในการดำรงชีวิต
สำหรับพายุและเครือข่ายนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาไม่ควรถูกนิยามเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือภาพลักษณ์สีเขียว หากต้องตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม การมีส่วนร่วม และการเคารพสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ชาวบ้าน และผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ในวันนั้น พายุ นักกิจกรรม และชาวบ้านจากหลากหลายพื้นที่จึงรวมตัวกัน เพื่อส่งเสียงข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล ให้ทบทวนทิศทางการพัฒนาที่กำลังเดินหน้าอย่างเร่งรีบ โดยทิ้งคำถามสำคัญไว้กลางสังคมว่า ความยั่งยืนที่ไร้เสียงของประชาชน จะเรียกว่าเป็นความยั่งยืนได้จริงหรือไม่
“ถ้าคุณเอาข้อเสนอของ BCG ไปเสนอต่อนานาชาติให้เขาลงความเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่คนที่คุมนโยบายนั้นยังเป็นคนที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ต้องอะไรจากการฟอกเขียว เพราะเมื่อนโยบาย BCG ผ่านแล้ว ชาวบ้านก็ยังได้รับผลกระทบอยู่”
“เราต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนในการแก้ไขนโยบายต่างๆ มากกว่านี้” พายุสรุปให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงเหตุผลของการลุกขึ้นมาส่งเสียงเพื่อเรียกร้องไปยังภาครัฐ
เสียงที่ถูกมองข้ามจากกระบวนการยุติธรรม
“ถ้าถามว่าตัวผมเองมีความเปลี่ยนแปลงไปไหม ก็ต้องเปลี่ยนแน่ๆ เพราะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถ้าหากถามในเชิงของการต่อสู้ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เพราะรัฐก็ยังคงไม่รับฟังเสียงชาวบ้าน ม็อบเราจบ ทุกอย่างก็ผ่าน คนที่มาเข้าร่วมกันชุมนุมในวันนั้นก็ถูกดำเนินคดี”
คำพูดของพายุสะท้อนบาดแผลที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนร่างกาย หากยังฝังลึกอยู่ในความรู้สึก แม้ระหว่างคุยกันเขาจะยังมีรอยยิ้มให้เห็นเป็นระยะ แต่เหตุการณ์วันนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างถาวร เพราะการสลายการชุมนุมทำให้พายุต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาไปตลอดชีวิต และความเจ็บปวดไม่ได้หยุดอยู่ที่การสูญเสียทางกายภาพเท่านั้น หากยังรวมถึงการที่เขาไม่เคยได้รับความเป็นธรรม หรือการเยียวยาที่เหมาะสมต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความรู้สึกท้อและสิ้นหวังค่อยๆ สะสมขึ้น เมื่อการต่อสู้ของประชาชนถูกเมินเฉยจากรัฐ เสียงเรียกร้องที่ตั้งอยู่บนสิทธิและเสรีภาพกลับไม่ถูกรับฟัง ขณะเดียวกัน นักกิจกรรมจำนวนหนึ่งกลับต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดี เพียงเพราะออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของตัวเอง และในบางกรณีคดีก็ลงเอยด้วยคำพิพากษาที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าความยุติธรรมถูกผลักให้ไกลออกไปอีก เหมือนความไม่เป็นธรรมถูกย้ำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในระบบเดิมๆ
แม้ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความล่าช้าจากกระบวนการยุติธรรม พายุก็ยังไม่เลือกที่จะถอย เขาและเพื่อนๆ ตัดสินใจเดินหน้าต่อ ด้วยการยื่นอุทธรณ์และฟ้องกลับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนต่อความอยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะเมื่อการสลายการชุมนุมในวันนั้นเกิดขึ้นโดยปราศจากคำสั่งศาล จนถึงวันนี้ เวลากว่า 3 ปีได้ผ่านไปแล้วนับตั้งแต่คำฟ้องของพายุถูกยื่นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ความคืบหน้ายังคงไม่ปรากฏชัด เช่นเดียวกับคำถามที่ยังค้างอยู่ว่าความยุติธรรมสำหรับผู้ถูกละเมิดสิทธิจะต้องรอคอยไปอีกนานเพียงใด
“ถ้าเทียบกันระหว่างการที่เจ้าหน้าที่รัฐฟ้องเราและเราฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกลับ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้เราไม่ได้รับความยุติธรรมจากศาลเลย”
ในมุมมองของพายุ การที่เสียงของชาวบ้านไม่เคยถูกรับฟัง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเป็นผลจากความพยายามของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานรัฐในการทำให้เรื่องราวเหล่านี้เงียบหายไปจากพื้นที่สาธารณะ เพราะยิ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกเปิดเผยในวงกว้างมากแค่ไหน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้สังคมตั้งคำถามและลุกขึ้นต่อต้าน ซึ่งในสายตาของรัฐนั่นคือสถานการณ์ที่ยากต่อการควบคุม

ตลอดเส้นทางการทำงานของพายุ เขาเล่าว่าได้พบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่เพียงประสบการณ์ของตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังพบว่ามีการเกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่รอบพื้นที่เหมือง เขื่อน เขตอุตสาหกรรม หรือรวมถึงพื้นที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดอย่างรั้วมหาวิทยาลัยที่เขาเติบโตมา การละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่สังคมมักตระหนัก
แม้จะเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พายุก็ยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าสังคมไทยจะค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้กับความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เขาเชื่อว่าหากประเด็นเหล่านี้ถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่ในบทเรียน หรือเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ จะช่วยสร้างสังคมที่ตระหนักรู้และเคารพซึ่งกันและกันมากกว่าเดิม
“เรารู้สึกว่า ถ้าหากทำให้ทุกคนตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของตัวเองได้ เราก็จะมีความเข้าใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของคนอื่นด้วย เพราะมันอยู่ในหลักการแรกของการอยู่ในสังคมกันอย่างเท่าเทียม”
สำหรับพายุ การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่การทำให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องของทุกคน คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมกว่าเดิม
“ถ้าเราทำให้เพียงแค่คนเดียวรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนได้ มันก็จะเป็นสื่อสารหรือถ่ายทอดต่อไปได้ และก็จะทำให้สิทธิมนุษยชนสามารถเบ่งบานในประเทศนี้ได้”
พลังจากการเขียนเปลี่ยนโลกได้จริงๆ
“ถ้าเขาไม่ให้เคลื่อนไหว เราก็จะพูด ถ้าเขาไม่ให้เราพูด เราก็จะเขียน” คือคติที่พายุยึดถือมาตลอดเส้นทางการต่อสู้ เพราะสำหรับเขา การเขียนคืออีกหนึ่งรูปแบบของการไม่ยอมจำนนต่อความเงียบ
พายุเชื่อว่าการเขียนไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้สึกหรือบันทึกเรื่องราว หากคือเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้สังคมรับรู้ การรณรงค์ผ่านแคมเปญการเขียน เช่น การส่งจดหมายหรือข้อความสนับสนุนผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ คือการขยายเสียงของผู้ที่ถูกทำให้เงียบ ให้ดังไปไกลกว่าขอบเขตของพื้นที่การชุมนุม พลังของการเขียนอยู่ที่การเข้าถึงได้ของทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกิจกรรม ไม่ต้องมีเวทีหรือไมโครโฟน เพียงแค่ลงมือเขียน เสียงของการต่อสู้ก็จะไม่หยุดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถูกส่งต่อและทวีคูณออกไป เมื่อมีผู้คนจำนวนมากร่วมกันเขียน ความยุติธรรมก็ไม่ใช่ภาระของผู้ถูกละเมิดเพียงลำพังอีกต่อไป
สำหรับพายุ การเขียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวอักษรเท่านั้น หากยังรวมถึงการวาดภาพ การใช้สัญลักษณ์ หรือรูปแบบการสื่อสารใดๆ ที่สามารถถ่ายทอดสารและทำให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของสิทธิมนุษยชนได้ เพราะทุกการแสดงออกล้วนเป็นภาษา ที่บอกได้ชัดเจนว่าเรายังไม่ยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
“ยิ่งมีคนมาร่วมกันเขียนมากเท่าไร ก็ยิ่งตอกย้ำว่าการเขียนของเรามีคุณค่าและมีความหมาย”
นอกจากนี้อการเขียนไม่ได้มอบพลังให้กับผู้เขียนเพียงฝ่ายเดียว หากยังส่งต่อกำลังใจไปถึงผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ ให้พวกเขาได้รู้ว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเสียงของพวกเขายังถูกมองเห็นและรับฟังอยู่เสมอ แม้กระบวนการยุติธรรมจะคืบหน้าอย่างเชื่องช้า หรือยังไม่ตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ก็ตาม

และในวันนี้ พายุเองได้กลายมาเป็นหนึ่งในเรื่องราวของแคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยนำมาเล่าและชวนสังคมร่วมลงมือเขียน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ไม่เพียงให้กับพายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนอีกมากมายจากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็น
- ไซ ซอว์ แต็ก ช่างภาพข่าวชาวเมียนมาที่ถูกจับกุมขณะรายงานผลกระทบจากไซโคลนโมคาในปี 2566
- กลุ่มพระแม่ธรรมชาติแห่งกัมพูชา (Mother Nature Cambodia) กลุ่มนักปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ทำงานอย่างกล้าหาญมาตั้งแต่ปี 2556 แต่กลับถูกจับกุมและดำเนินคดีซ้ำซ้อนในปี 2567
- กลุ่มผู้หญิงนักต่อสู้เพื่อผืนป่าแอมะซอนในเอกวาดอร์ ที่ลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านการเผาแก๊สและมลพิษจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เรื่องราวเหล่านี้อาจอยู่ไกลกันคนละซีกโลก แต่การเขียนหนึ่งฉบับสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน และเปลี่ยนความเงียบให้กลายเป็นแรงกดดันที่ทรงพลังต่อผู้มีอำนาจ
“ถ้าผู้มีอำนาจฟังอยู่ ก็ขอให้ฟังเสียงของประชาชนตัวเล็กๆ ที่คุณไม่เคยมองเห็น และรับฟังพวกเขาด้วยใจ”
คือถ้อยคำที่พายุทิ้งท้ายไว้ เพราะเขาเชื่อว่าโลกที่เป็นธรรม เริ่มต้นจากการที่ทุกเสียงได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียม และการเขียนของพวกเราทุกคน คือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะพาไปถึงวันนั้น
เขียนจดหมายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ถูกละเมิดสิทธิได้ที่: https://bit.ly/4pyMy5h
การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ
กลุ่มชาติพันธ์ุและชนเผ่าพื้นเมือง
นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน




