“No Other Land สำหรับเราคือ ไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ใช้ชีวิต เพราะแผ่นดินไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดิน แต่คือชีวิต อนาคตของลูกหลาน และการยืนยันว่าพวกเขายังคงมีตัวตนอยู่ตรงนั้น” ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลายเป็นพื้นที่พบกันของคนทำหนัง นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักศึกษา และผู้คนที่อยากทำความเข้าใจเรื่องอิสราเอลกับปาเลสไตน์ผ่านชีวิตของผู้คนธรรมดา โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำภาพยนตร์สารคดี No Other Land ใครจองแผ่นดินนี้ กลับมาฉายในปัตตานีอีกครั้ง ภายใต้กิจกรรม Social Spark 2 ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ดูหนัง รับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันหลังภาพยนตร์จบลง
การจัดฉายหนังในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การพาผู้ชมมานั่งดูเรื่องราวของดินแดนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรจากประเทศไทย แต่ต้องการชวนมองเข้าไปในชีวิตของผู้คนที่กำลังสูญเสียบ้าน ถูกจำกัดการเดินทาง และถูกพรากสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ก่อนกลับมาตั้งคำถามร่วมกันว่า “แผ่นดิน” มีความหมายอย่างไรกับชีวิตมนุษย์ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนกลุ่มหนึ่งไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว
ภายหลังการฉายหนัง มีวงคุยร่วมกับ กูบาฮาโรม นิแห จาก Pattani Film ผศ.อสมา มังกรชัย จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย โดยมี ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นผู้ชวนคุย

แต่ละคนเข้ามามองภาพยนตร์เรื่องเดียวกันผ่านมุมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ภาษาของภาพยนตร์และพลังของการบันทึก ความทรงจำและความหวังของผู้คนภายใต้ความรุนแรง ไปจนถึงหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบของประชาคมโลก คำถามสำคัญของวงคุยครั้งอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้ชม “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” หนังเรื่องนี้ แต่อยู่ที่ว่าหลังจากได้เห็นชีวิตของผู้คนในมาซาเฟอร์ ยัตตาแล้ว เรามองเห็นอะไร และจะทำอย่างไรต่อไปกับความจริงที่ได้รับรู้
จากปาเลสไตน์ถึงปัตตานี เมื่อภาพยนตร์พาเรื่องราวข้ามพรมแดน
No Other Land พาผู้ชมติดตามชีวิตของ บาเซล อัดรา นักกิจกรรมชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางการรื้อถอนบ้านและการขับไล่ประชาชนออกจากชุมชนมาซาเฟอร์ ยัตตา ในเขตเวสต์แบงก์ ตั้งแต่วัยเด็ก บาเซลเห็นผู้คนในครอบครัวและชุมชนลุกขึ้นต่อต้านการรื้อถอน เขาเห็นทหารเข้ามาในหมู่บ้าน เห็นบ้าน โรงเรียน และสิ่งปลูกสร้างค่อยๆ ถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา เมื่อเติบโตขึ้น บาเซลจึงเลือกหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว เพื่อนบ้าน และแผ่นดินที่คนหลายรุ่นเรียกว่า “บ้าน”
กล้องของเขาเก็บภาพทั้งช่วงเวลาที่เครื่องจักรเคลื่อนเข้ามารื้อถอนอาคาร ผู้คนวิ่งเข้าไปปกป้องบ้านของตัวเอง เด็กๆ มองดูโรงเรียนถูกทำลาย ตลอดจนช่วงเวลาเล็กๆ ของชีวิตที่ยังดำเนินอยู่ ท่ามกลางเงื่อนไขที่ไม่มีใครรู้ว่าความสงบจะจบลงเมื่อใด และระหว่างทางบาเซลได้พบกับ ยูวัล อับราฮัม นักข่าวชาวอิสราเอลที่เข้ามาร่วมบันทึกเรื่องราวและช่วยส่งเสียงของชุมชนให้เดินทางออกไปไกลขึ้น ทั้งคู่มีสถานะและเสรีภาพในชีวิตแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะยูวัลสามารถเดินทางกลับบ้านได้ ขณะที่บาเซลต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในพื้นที่ซึ่งถูกยึดครอง
ความสัมพันธ์ของคนสองคนจึงพาผู้ชมมองลึกลงไปกว่าภาพความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หนังทำให้เราเห็นว่า แม้มนุษย์สองคนจะยืนอยู่ข้างกัน มีความเชื่อว่าความไม่เป็นธรรมควรยุติลงเหมือนกัน แต่สิทธิ เสรีภาพ และอำนาจในการควบคุมชีวิตของพวกเขากลับไม่เท่ากัน การนำ No Other Land มาฉายในปัตตานีอีกครั้งจึงเป็นการพาเรื่องราวหนึ่งข้ามพรมแดน จากมาซาเฟอร์ ยัตตา มาสู่ห้องเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนที่อาจไม่เคยไปถึงปาเลสไตน์ได้เห็นชีวิตของผู้คนผ่านสายตาของคนในพื้นที่อีกครั้ง

การดูหนังร่วมกันในพื้นที่ที่ผู้คนคุ้นเคยกับคำถามเรื่องอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และการเล่าเรื่องของตนเอง ยิ่งทำให้การพูดคุยกันหลังหนังจบนั้นมีความหมาย เพราะสุดท้ายแล้วนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ได้ขอให้ผู้ชมเข้าใจความขัดแย้งทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เราไม่ละสายตาจากชีวิตของคนธรรมดาที่กำลังได้รับผลกระทบ
เมื่อกล้องกลายเป็นเครื่องมือยืนยันว่าเหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้น
กูบาฮาโรม นิแห จาก Pattani Film ชวนมอง No Other Land ว่าเป็นสารคดีที่ใช้ภาษาของภาพยนตร์มาร้อยเรียงเหตุการณ์จริง เสียงที่ผู้ชมได้ยิน สถานที่ที่ปรากฏ ผู้คนที่อยู่ในภาพ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแสดง แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของคนเหล่านั้นจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอข้อมูล แต่ทำให้ผู้ชมเข้าใกล้ความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ ทั้งความกลัว ความโกรธ ความสับสน และความไม่แน่นอนที่พวกเขาต้องเผชิญในแต่ละวัน

“สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเป็นความจริง ทั้งเสียง สถานที่ และผู้คน หนังนำสิ่งเหล่านั้นมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ ทำให้คนข้างนอกได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และทำให้เรื่องที่บางคนอาจไม่กล้าพูด ไม่หายไปจากความทรงจำ”
สำหรับกูบาฮาโรม กล้องของบาเซลนั้นมีความหมายมากกว่าอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพราะในสถานการณ์ที่ผู้คนในชุมชนไม่มีอำนาจควบคุมว่าใครจะเข้ามารื้อถอนบ้าน ไม่มีอำนาจกำหนดว่าถนนเส้นใดจะเดินทางผ่านได้ หรือเสียงของตนจะถูกคนภายนอกรับฟังหรือไม่ การบันทึกภาพคือสิ่งหนึ่งที่เขายังพอทำได้
“บาเซลไม่มีอาวุธเป็นปืน แต่เขามีกล้องเป็นอาวุธประจำตัว ทุกครั้งที่ภาพตัดไปยังกล้องของเขา เราจะรู้สึกว่าเขาพร้อมออกไปต่อสู้ พร้อมบันทึก และพร้อมสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้น ยืนยันว่าผู้ได้รับผลกระทบมีชื่อ มีใบหน้า มีครอบครัว และมีชีวิตที่ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงตัวเลขในหน้าข่าว และสิ่งที่บาเซลทำยังสะท้อนความสำคัญของการที่ผู้คนในพื้นที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เพราะหากการเล่าเรื่องถูกผูกขาดไว้กับผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ความจริงบางส่วนอาจถูกทำให้เงียบ ถูกเลือกว่าจะเล่าหรือไม่เล่า และถูกกำหนดว่าชีวิตของใครสมควรได้รับการมองเห็น
“เมื่อเราอยากสื่อสารเรื่องที่เกิดขึ้น เราก็ต้องทำให้คนนอกรู้ว่าอะไรคือความจริงที่เราอยากให้เขาเห็น บางเรื่องในอดีตอาจไม่มีใครกล้าพูด แต่เมื่อเริ่มต้นจากคนหนึ่งหรือสองคน เสียงนั้นก็ทำให้คนอื่นเริ่มมองเห็นตามไปด้วย”
กูบาฮาโรมมองว่า เมื่อคนคนหนึ่งเริ่มลุกขึ้นมาสื่อสาร คนอื่นอาจค่อยๆ มองเห็นและเข้ามาร่วมรับฟัง จากกล้องของบาเซล เรื่องราวเดินทางไปถึงนักข่าว ผู้สร้างภาพยนตร์ และผู้ชมในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงผู้ชมในปัตตานีวันนี้ อีกทั้งการปรากฏตัวของยูวัล นักข่าวชาวอิสราเอล ยังทำให้หนังแสดงให้เห็นว่าการยืนอยู่ข้างความถูกต้องไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดด้วยสัญชาติ แต่คนคนหนึ่งสามารถตั้งคำถามต่ออำนาจของรัฐและร่วมส่งเสียงให้ผู้ถูกละเมิดได้ แม้เขาจะมาจากอีกฝั่งหนึ่งของความขัดแย้งก็ตาม
“ในเรื่องไม่ได้มีเพียงชาวปาเลสไตน์ แต่ยังมีนักข่าวชาวอิสราเอลเข้ามาร่วมด้วย บางครั้งเมื่อเราตั้งใจทำบางอย่างเพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเอง คนอื่นจะเริ่มมองเห็น และถ้าสิ่งนั้นถูกต้องจริง เขาอาจเข้ามาร่วมยืนยันความถูกต้องนั้นกับเรา”
หนังที่เคลื่อนไปตามจังหวะของความไม่แน่นอน
จุดเด่นอีกด้านหนึ่งของ No Other Land คือจังหวะการเล่าที่ไม่ได้พาผู้ชมอยู่กับความรุนแรงในระดับเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง บางช่วงเต็มไปด้วยเสียงเครื่องจักร ความวุ่นวาย และภาพผู้คนวิ่งเข้าไปปกป้องบ้าน ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นความเงียบในยามค่ำคืน ความสงบในหนังจึงไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยเสมอไป บางครั้งสิ่งนี้กลายเป็นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเช้าวันใหม่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ตอนเช้าเราจะรู้สึกถึงความวุ่นวาย การทำลายบ้าน และความโกลาหล แต่พอถึงช่วงค่ำ หนังกลับสงบลง การเล่าเรื่องสลับกันระหว่างความตื่นเต้นกับความหยุดนิ่ง ทำให้เรายังคงลุ้นอยู่ตลอดว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” กูบาฮาโรม กล่าว
จังหวะดังกล่าวคล้ายกับชีวิตของคนในพื้นที่ซึ่งต้องพยายามดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป ทั้งกินข้าว ดูแลลูกหลาน พบปะเพื่อนบ้าน และพูดคุยถึงอนาคต ขณะที่ความรุนแรงสามารถกลับเข้ามาได้ทุกเมื่อ การดูหนังจึงทำให้เราเห็นว่า ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งไม่ได้มีชีวิตอยู่กับเสียงระเบิดหรือการเผชิญหน้าเพียงด้านเดียว พวกเขายังเป็นพ่อ แม่ ลูก เพื่อน คนทำงาน และสมาชิกของชุมชนที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปกติ เพียงแต่ความปกติของพวกเขาถูกแทรกแซงและทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แผ่นดินนี้เป็นสิทธิของใคร
คำถามสำคัญที่ No Other Land ทิ้งไว้ คือใครมีสิทธิในแผ่นดินแห่งนี้ คนที่เกิด เติบโต และมีความผูกพันกับพื้นที่มายาวนานมีสิทธิเพียงใด ขณะเดียวกัน อำนาจจากรัฐ กฎหมาย หรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ สามารถมอบสิทธิให้คนอีกกลุ่มเข้ามาครอบครองพื้นที่ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่เดิมได้มากเพียงไหน
“หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วแผ่นดินนี้เป็นของใคร แต่ละฝ่ายต่างพูดถึงสิทธิในความหมายของตัวเอง ฝ่ายหนึ่งบอกว่าอยู่มาก่อนจึงมีสิทธิ อีกฝ่ายบอกว่ามีสิทธิเพราะได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ หนังไม่ได้รีบให้คำตอบ แต่วางคำถามนี้ไว้ให้เรากลับไปคิด” กูบาฮาโรม พูดถึงหนังเรื่องนี้
คำว่า “แผ่นดิน” ในหนังจึงไม่ได้หมายถึงเส้นแบ่งเขตแดนหรือกรรมสิทธิ์บนเอกสารเท่านั้น แต่หมายถึงบ้านที่คนสร้างขึ้นด้วยแรงกาย ต้นไม้ที่ปลูกไว้ ความทรงจำในวัยเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน แหล่งน้ำ โรงเรียน และสถานที่ซึ่งคนรุ่นก่อนเคยใช้ชีวิต เมื่อบ้านถูกทำลาย สิ่งที่หายไปจึงไม่ได้มีเพียงกำแพงหรือหลังคา แต่รวมถึงพื้นที่ปลอดภัย ความทรงจำ และความมั่นคงของชีวิต เมื่อการรื้อถอนเกิดขึ้นซ้ำๆ การสูญเสียก็ไม่ได้จบลงในวันที่บ้านพังลง แต่ติดตามผู้คนต่อไปว่า พวกเขาจะอยู่ที่ไหน จะส่งลูกไปเรียนอย่างไร จะเข้าถึงน้ำ อาหาร และการรักษาพยาบาลได้หรือไม่
NO OTHER LAND ภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกความทรงจำ
สำหรับ ผศ.อสมา มังกรชัย No Other Land เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ยากจะตอบว่าชอบหรือไม่ชอบ เพราะเรื่องที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เรื่องแต่งที่ผู้ชมจะวางอารมณ์ไว้นอกโรงภาพยนตร์ได้ง่ายๆ แต่เป็นชีวิตของคนจริงที่ยังคงดำเนินอยู่
“พูดได้ยากมากว่าชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไร เราชอบการที่หนังทำหน้าที่บันทึกความทรงจำ มันเริ่มต้นจากความทรงจำของคนคนหนึ่ง แล้วค่อยๆ พาเราเข้าไปเห็นเรื่องราวและชีวิตของคนจริงที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้น”
สิ่งที่เธอมองเห็นเด่นชัดคือการทำหน้าที่เป็น “บันทึกความทรงจำ” ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะหนังเริ่มต้นจากความทรงจำในวัยเด็กของบาเซล ก่อนค่อยๆ พาผู้ชมผ่านฤดูกาลต่างๆ ผ่านความเปลี่ยนแปลงของชุมชน และผ่านบ้านหลังแล้วหลังเล่าที่ถูกรื้อถอน

“เราเห็นฤดูกาลแห่งชีวิตของพวกเขา เห็นบ้านที่ถูกทำลาย และเห็นความพยายามจะมีชีวิตอยู่ หากถามถึงสิทธิมนุษยชนขั้น ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด สิ่งที่หนังทำให้เราเห็นชัดมากคือสิทธิในการมีชีวิตอยู่”
คำว่า “ฤดูกาลแห่งชีวิต” ทำให้เราเห็นว่าความรุนแรงในหนังว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วผ่านไป แต่ได้อยู่ต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายปี เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางการรื้อถอน ผู้ใหญ่หลายคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการปกป้องบ้าน ขณะที่คนรุ่นต่อไปอาจได้รับความทรงจำชุดเดียวกันเป็นมรดก ภาพจากกล้องของบาเซลจึงบันทึกมากกว่าการรื้อถอนบ้าน เพราะกล้องสามารถบันทึกการเติบโตของผู้คน บันทึกว่าชีวิตของพวกเขาเคยเป็นอย่างไร และบันทึกว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการตัดสินใจของคนในชุมชนเอง และเมื่อความทรงจำของผู้ถูกกระทำได้รับการบันทึก พวกเขาก็ยังสามารถยืนยันการมีอยู่ของตนเองได้ แม้บ้านและที่ดินที่เคยอาศัยอยู่จะถูกทำลายลงไปแล้วก็ตาม
ท่ามกลางความเศร้า ชีวิตยังพยายามเติบโตในแผ่นดิน
แม้ No Other Land จะเต็มไปด้วยความเครียด ความเศร้า ความโกรธ และความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม แต่หนังยังพาผู้ชมมองเห็นชีวิตในพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ของคนธรรมดา แต่หนึ่งในฉากที่ ผศ.อสมา จดจำได้ คือครอบครัวที่ถูกไล่ออกจากบ้านจนต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำ ภายในพื้นที่นั้นยังมีจอโทรทัศน์ เด็กหญิงตัวเล็กกอดแม่ และแม่บอกกับลูกว่า “พรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่” ประโยคสั้นๆ นี้อาจไม่ได้ทำให้ความรุนแรงหยุดลงในทันควัน แต่ช่วยยืนยันว่า แม้ผู้คนจะถูกพรากสิ่งต่างๆ ไปมากเพียงใด พวกเขายังพยายามประคับประคองความหวังเอาไว้ เพื่อให้ตนเองและลูกหลานสามารถตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตต่อในวันรุ่งขึ้น
“ขณะที่หนังเป็นหนังสงคราม เรารู้สึกเครียด เศร้า และโกรธ รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก เห็นความสุขในพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ของคนธรรมดา เห็นเด็กผู้หญิงกอดแม่ในถ้ำ และแม่บอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่”
“ท่ามกลางหนังสงคราม เรากลับเห็นความสุขเล็กๆ ของคนธรรมดา เห็นเด็กกอดแม่ เห็นครอบครัวพยายามใช้ชีวิต ถ้าถามว่าชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ เราคิดว่าเราชอบชีวิตและความหวัง”
ในสถานการณ์เช่นนี้ การทำอาหาร การอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว การพูดคุย หรือการบอกลูกว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่ ล้วนเป็นการยืนยันว่าพวกเขายังมีชีวิต และยังไม่ยอมให้ความรุนแรงเข้ามากำหนดความหมายทั้งหมดของการมีชีวิตอยู่ ความหวังในหนังจึงไม่ได้สวยงามหรือง่ายดายเท่าไหร่นักหากมองในความเป็นจริง แต่หนังเรื่องนี้อาจยังเป็นความหวังของคนที่รู้ว่าเช้าวันต่อไปอาจต้องเผชิญการรื้อถอนอีกครั้ง ถึงอย่างนั้น พวกเขายังเลือกดูแลกัน ยังบันทึกเรื่องราว และยังยืนยันว่าจะไม่หายไปจากแผ่นดินของตนเองอย่างเงียบๆ
จุดยืนต่อปาเลสไตน์ควรเริ่มจากความเป็นมนุษย์
ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและปาเลสไตน์มีความซับซ้อน ทั้งเรื่องดินแดน ศาสนา ความเชื่อ การเมืองระหว่างประเทศ และบาดแผลที่ถูกส่งต่อข้ามรุ่น การพูดคุยว่าใครอยู่มาก่อน หรือใครมีความชอบธรรมเหนือพื้นที่ จึงอาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งที่ไม่มีวันจบ ผศ.อสมา เสนอว่า ท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ เส้นที่ควรใช้เป็นหลักร่วมกันคือ “เส้นสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้ตัดสินคุณค่าของคนจากชาติ ภาษา ศาสนา หรือกลุ่มที่พวกเขาสังกัด แต่เริ่มต้นจากการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและมีสิทธิที่จะมีชีวิตอย่างปลอดภัย
“ถ้าจะพูดถึงความชอบธรรมเหนือดินแดนโดยย้อนกลับไปที่ความเชื่อ เรื่องนี้คงพูดกันไม่จบ เพราะดินแดนแห่งนี้มีความหมายต่อคนหลายศาสนา เราคิดว่าเส้นที่ดีที่สุดคือ ‘เส้นสิทธิมนุษยชน’ เป็นเส้นที่ทำให้เรากลับมามองชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน”
สำหรับเธอ การยืนอยู่ข้างประชาชนปาเลสไตน์ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องของความเป็นมุสลิมเท่านั้น เพราะการที่มนุษย์คนหนึ่งถูกพรากบ้าน ถูกจำกัดการเดินทาง หรือไม่มีสิทธิแม้กระทั่งจะมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนควรร่วมกันตั้งคำถาม
“จุดยืนต่อปาเลสไตน์ไม่ควรเป็นจุดยืนเพียงเพราะเราเป็นมุสลิม ไม่ใช่เพราะเราไม่ศรัทธา แต่อยากให้จุดยืนเรื่องนี้เป็นจุดยืนของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชาติไหน ใช้ภาษาใด มีศรัทธาร่วมกับเราหรือไม่ หรืออยู่บนดินแดนใด”
“เมื่อคนถูกละเมิดสิทธิจนไม่มีสิทธิแม้กระทั่งจะมีชีวิตอยู่ นี่ควรเป็นจุดยืนร่วมกัน ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ เราไม่อยากพูดเพียงในฐานะมุสลิมที่มีศรัทธา แต่จะพูดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มองเห็นชีวิตและคุณค่าของมนุษย์คนอื่น ไม่ว่าเขาจะเป็นใครในหนังเรื่องนี้”
การยืนหยัดเพื่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีศาสนาหรืออัตลักษณ์ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่เชื่อว่าพลเรือนไม่ควรถูกโจมตี เด็กควรมีสิทธิเติบโต ครอบครัวควรมีบ้าน และประชาชนควรมีสิทธิกำหนดชีวิตของตนเอง แต่หลักการเดียวกันนี้ต้องครอบคลุมพลเรือนทุกฝ่าย ผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นรัฐ กลุ่มติดอาวุธ หรือบุคคลใด ต้องได้รับการตรวจสอบภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้การโจมตีพลเรือนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ดินแดนอาจถูกยึดครอง แต่หัวใจของผู้คนยังไม่ถูกยึดครอง
ผศ.อสมาอธิบายว่า การยึดครองที่ปรากฏในหนังดำเนินไปผ่านหลายกลไก ตั้งแต่การรื้อถอนบ้าน โรงเรียน และสิ่งปลูกสร้าง การผลักผู้คนออกจากพื้นที่ การจำกัดการเคลื่อนที่ ตลอดจนการขัดขวางเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ ซึ่งในหนังทำให้ผู้ชมเห็นบางครอบครัวถูกผลักออกจากบ้านจนต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ เห็นการตัดน้ำและไฟ และเห็นผู้คนถูกจำกัดการเดินทางในดินแดนของตนเอง กระบวนการเหล่านี้ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันกลายเป็นการต่อสู้ แต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถพรากไปได้ทั้งหมด คือจิตใจของผู้คนและความพยายามที่จะยืนยันว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่
“เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการยึดครองดินแดน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยึดครองจิตใจของคนได้ คุณเห็นว่าคนปาเลสไตน์ยังสู้ เด็กก็สู้ ผู้หญิงก็อยู่ในด่านหน้าของการต่อสู้ หัวใจของชาวปาเลสไตน์ไม่ได้ถูกยึดครอง”
การต่อสู้ในความหมายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเผชิญหน้าอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการอยู่ต่อ การสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ การดูแลครอบครัว การบันทึกความจริง การปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ และการยืนยันว่าความทรงจำของชุมชนจะไม่ถูกทำลายไปพร้อมกับอาคาร จะเห็นว่าการยืนหยัดของผู้คนในหนังจึงทำให้เราเห็นว่า แม้การยึดครองจะเข้ามาควบคุมพื้นที่และชีวิตประจำวันได้มากแค่ไหน ผู้คนก็ยังพยายามรักษาความหวัง อัตลักษณ์ และสิทธิที่จะมีอนาคตเอาไว้
การยึดครองที่เข้ามาอยู่ในรายละเอียดของทุกวัน
ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่าเธอไม่สามารถบอกได้ว่าชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนี้ สิ่งที่บอกได้คือตลอดเวลาที่ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ดำเนินไป เธอจดจ่ออยู่กับเรื่องราวและเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากเราไปนับพันกิโลเมตร

“สารคดีเรื่องนี้คงพูดไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ สิ่งที่พูดได้คือเราจดจ่ออยู่กับมันและต้องกลั้นน้ำตา หนังทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น แม้ความเข้าใจของเราจะไม่มีทางเหมือนกับคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จริงๆ ก็ตาม”
หนังทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เข้าใกล้ประสบการณ์ของผู้คนได้มากขึ้น แม้ผู้ชมจะไม่มีทางเข้าใจความเจ็บปวดและความสูญเสียทั้งหมดได้อย่างแท้จริง แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นยูฮานีบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คำว่า “การยึดครอง” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางการเมืองหรือกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชีวิตของผู้คนอย่างมาก เพราะการยึดครองเข้ามากำหนดรายละเอียดพื้นฐานว่า คนคนหนึ่งจะใช้ชีวิตอย่างไร
“เราเห็นชีวิตของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง เห็นการรื้อถอนบ้าน การสูญเสียที่ดิน การบังคับให้ประชาชนออกจากพื้นที่ และความรุนแรงจากการใช้กำลังและอาวุธ คำว่า ‘ยึดครอง’ จึงไม่ใช่แค่คำทางการเมือง แต่คำนี้อยู่ใกล้กับชีวิตของผู้คนมาก”
“การยึดครองในที่แห่งนี้ เข้ามากำหนดว่าเราจะมีบ้านอยู่ไหม จะเดินทางไปที่ไหน เข้าถึงน้ำ อาหาร การศึกษา หรือการรักษาพยาบาลได้หรือเปล่า รวมถึงเราจะมีสิทธิกำหนดชีวิตและอนาคตของตัวเองหรือไม่ เพราะฉะนั้น การยึดครองจึงมากกว่าการยึดครองที่ดิน แต่มันคือการเข้าควบคุมทั้งชีวิตของคน”
เมื่อถนนบางเส้นถูกจำกัด เมื่อระบบน้ำและไฟฟ้าถูกตัด เมื่อโรงเรียนถูกทำลาย หรือเมื่อคนเจ็บไม่สามารถเดินทางไปรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที การละเมิดเหล่านี้ไม่ได้กระทบเพียงสิทธิข้อใดข้อหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันจนทำให้การมีชีวิตอย่างเป็นปกติแทบเป็นไปไม่ได้ การสูญเสียบ้านจึงเชื่อมโยงกับการสูญเสียความปลอดภัย การถูกจำกัดการเดินทางเชื่อมโยงกับการเข้าถึงอาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาล ขณะที่การถูกขับออกจากพื้นที่ซ้ำๆ ยังทำให้ผู้คนไม่สามารถวางแผนอนาคตหรือสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้
“เมื่ออยู่ภายใต้การยึดครอง ผู้คนอาจไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หนังจึงพาเรากลับไปมองสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด คือสิทธิในการมีชีวิตอยู่ และทำให้คำว่า ‘Land’ มีความหมายมากกว่าผืนดิน แต่มันคือพื้นที่ของการมีชีวิต”
“แผ่นดินไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดิน แต่คือชีวิต อนาคตของลูกหลาน และการมีตัวตน เป็นการยืนยันว่าพวกเขาเป็นชาวปาเลสไตน์ และยังคงมีตัวตนอยู่บนผืนดินแห่งหนึ่ง”
พลเรือนทุกคนต้องได้รับการคุ้มครอง
ยูฮานีย้ำว่า จุดยืนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพลเรือนทุกคนต้องได้รับการสืบสวนอย่างเป็นอิสระ และผู้ที่รับผิดชอบต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นชาวปาเลสไตน์หรือชาวอิสราเอล การยืนยันสิทธิของประชาชนปาเลสไตน์จึงไม่ได้หมายความว่าจะละเลยความเสียหายที่เกิดกับพลเรือนอิสราเอล เช่นเดียวกับการพูดถึงความปลอดภัยของชาวอิสราเอลก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลในการลดทอนคุณค่าชีวิตของชาวปาเลสไตน์ได้
“จุดยืนของแอมเนสตี้คือ พลเรือนต้องได้รับการคุ้มครองและต้องปลอดภัย อาชญากรรมที่กระทำต่อพลเรือนทุกคนต้องได้รับการสืบสวน และผู้รับผิดชอบต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลทำงานด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริง สืบสวน วิเคราะห์หลักฐาน และจัดทำรายงาน เพื่อไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงถูกผูกขาดโดยผู้มีอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ถ้าไม่มีการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง และเรามีแต่ข้อมูลจากผู้มีอำนาจ เราอาจไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลนั้นสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ การรวบรวมข้อเท็จจริงและการสืบสวนจึงมีความสำคัญ เพราะมันช่วยให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบและหลักฐานจากพื้นที่ไม่ถูกทำให้หายไป”
การเก็บข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในพื้นที่ความขัดแย้ง ความจริงเองก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกช่วงชิง บางเหตุการณ์อาจไม่ได้รับการรายงาน บางเสียงอาจถูกปิดกั้น และบางความสูญเสียอาจถูกลดทอนเหลือเพียงสถิติที่ไม่มีใครจดจำชื่อของผู้เสียชีวิตได้ ขณะที่งานด้านสิทธิมนุษยชนจึงต้องช่วยเก็บรักษาหลักฐาน เพื่อใช้เรียกร้องความรับผิดและความยุติธรรมในอนาคต รวมถึงทำให้โลกมองเห็นว่าเบื้องหลังตัวเลขทุกจำนวนคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว ความฝัน และสิทธิที่จะมีชีวิต
การสูญเสียนักข่าว คือการสูญเสียผู้บันทึกความจริง
อีกประเด็นที่ยูฮานีชวนให้ผู้ร่วมวงสนทนามองเห็นคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับนักข่าวและบุคลากรด้านสื่อซึ่งกำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ ในสถานการณ์ที่คนภายนอกเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก ผู้สื่อข่าวและประชาชนในพื้นที่กลายเป็นคนกลุ่มสำคัญที่ช่วยบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาทำหน้าที่ส่งภาพ เสียง และคำให้การออกมา เพื่อให้โลกยังคงมองเห็นชีวิตของผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความรุนแรง
“การเสียชีวิตของนักข่าวไม่ได้หมายถึงการสูญเสียคนทำงานสื่อเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียกระบอกเสียงสำคัญที่พยายามนำความจริงในพื้นที่ออกมาให้เราเห็น”
แต่เมื่อผู้บันทึกถูกทำให้เงียบลง โลกภายนอกยิ่งเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ยากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนอาจถูกปฏิเสธ บิดเบือน หรือลบหายไปจากความรับรู้ของสังคม
“เราดีใจที่อย่างน้อย No Other Land เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่นักข่าวและคนในพื้นที่สามารถนำออกมาสู่สายตาของเราได้ มันกลายเป็นประจักษ์พยานสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น”
ในความหมายนี้ No Other Land จึงทำหน้าที่เป็นมากกว่าภาพยนตร์สารคดี เพราะภาพที่บาเซลและผู้ร่วมสร้างบันทึกเอาไว้กลายเป็นประจักษ์พยานว่า บ้านเคยตั้งอยู่ตรงนั้น โรงเรียนเคยมีเด็กๆ เข้าเรียน และผู้คนเคยสร้างชีวิตร่วมกันก่อนสิ่งเหล่านั้นจะถูกทำลายลง การที่ภาพยนตร์เดินทางมาถึงปัตตานีและถูกฉายอีกครั้ง ยังทำให้ความพยายามบันทึกของบาเซลไม่สิ้นสุดลงไป แต่ยังทำให้ภาพของเขายังคงเดินทางข้ามภาษา วัฒนธรรม และพรมแดน เพื่อทำให้ผู้คนที่ไม่เคยพบกันมองเห็นชีวิตของกันและกัน
ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
จากหลักฐานและข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรวบรวมอย่างต่อเนื่อง องค์กรมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลอิสราเอล ประชาคมระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อยุติความรุนแรง คุ้มครองพลเรือน และนำผู้รับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนี้
- หยุดยิงทันที ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา และยกเลิกการปิดล้อมโดยอิสราเอล
- ยุติการยึดครองที่มิชอบด้วยกฎหมาย และระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติต่อชาวปาเลสไตน์
- ร่วมกันฟื้นฟูการเจรจา และเยียวยาชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ
- จัดตั้งกลไกการเยียวยาและจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวปาเลสไตน์
- สนับสนุนความรับผิดทางกฎหมายต่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การแบ่งแยกเชื้อชาติ และการยึดครองทางทหาร
- เพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อเรียกร้องเหล่านี้ของแอมเนสตี้ต้องการให้เงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงดำเนินต่อไปได้รับการแก้ไข ทั้งการปิดล้อม การยึดครอง การแบ่งแยก การทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวล และการขาดกลไกเยียวยาผู้สูญเสีย ซึ่งการหยุดยิงทันทีจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องเกิดควบคู่กับความยุติธรรม การคืนสิทธิให้ผู้ได้รับผลกระทบ และการทำให้ผู้รับผิดชอบต่ออาชญากรรมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
“เราต้องหยุดยิงทันที หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และทำให้พลเรือนปลอดภัย แต่การหยุดความรุนแรงต้องเดินไปพร้อมกับการยุติการยึดครอง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการนำผู้รับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”
สันติภาพไม่เกิดขึ้นจากการยอมรับความไม่เป็นธรรม
หลังจากภาพยนตร์จบลง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรารู้สึกเศร้าหรือโกรธมากแค่ไหน แต่คือเราจะทำอะไรต่อกับความจริงที่ได้รับรู้ เพราะหากการดูหนังจบลงพร้อมกับการลุกออกจากห้อง แล้วปล่อยให้เรื่องราวของผู้คนหายไปพร้อมกับหนังที่จบลงก็อาจทำหน้าที่ได้เพียงชั่วคราว แต่ถ้าผู้ชมนำเรื่องราวไปพูดต่อ ตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ สนับสนุนข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน หรือร่วมลงมือทำบางอย่าง เสียงจากพื้นที่ก็อาจเดินทางต่อไปได้ โดยยูฮานีมองว่าการสร้างสันติภาพไม่ใช่ภาระของคนที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งเท่านั้น เพราะเราทุกคนต่างเป็นพลเมืองของโลก และมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์
“เราต้องช่วยกันเก็บและช่วยกันมองเห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราเป็นพลเมืองโลก ถ้าเราอยากเห็นสันติภาพ เราต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้สันติภาพเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างจากพื้นที่นั้นมากเพียงใด”
สันติภาพในความหมายนี้ไม่ใช่แค่การไม่มีเสียงปืน แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้คนมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย มีบ้าน มีอาหาร เข้าถึงการศึกษาและการรักษาพยาบาล เดินทางได้อย่างเสรี และมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง สันติภาพจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากการยึดครองยังดำเนินต่อไป หากประชาชนยังถูกขับไล่จากบ้าน หากความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมยังถูกขัดขวาง หรือหากผู้กระทำความผิดยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ภายในกิจกรรมยังมีการชวนผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม “Let the Children Live” เพื่อเรียกร้องให้เด็กๆ มีชีวิตรอดและได้รับการคุ้มครอง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญทั้งการเสียชีวิต การบาดเจ็บ ความหิวโหย การพลัดพราก และการสูญเสียบ้าน อีกทั้งมีการทำ Take Action ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ END GENOCIDE ซึ่งการลงมือทำเช่นนี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ยูฮานีมองว่าการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากในประวัติศาสตร์เริ่มต้นจากการที่คนธรรมดาเลือกจะไม่เงียบ
โดยเธอย้อนถึงจุดเริ่มต้นของงานแอมเนสตี้ในประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งในเวลานั้นการเรียกร้องโดยตรงภายในประเทศเกิดขึ้นได้ยาก ทว่าสมาชิกแอมเนสตี้จากหลายประเทศร่วมกันเขียนจดหมายถึงรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางความคิดและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความทุกข์ของผู้คนในอีกพื้นที่หนึ่ง และเธอเชื่อว่าเสียงจากคนธรรมดาในหลายประเทศสามารถรวมกันเป็นแรงกดดันต่อผู้มีอำนาจได้
“เราอาจเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ แอมเนสตี้เองก็ตัวเล็ก แต่เมื่อก้อนหินเล็กๆ ถูกโยนลงไปในน้ำจำนวนมาก มันสามารถสร้างคลื่นใหญ่ได้ เราทุกคนมีอำนาจนั้นอยู่ในมือ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพบนโลกนี้ได้”
ก้อนหินที่ถูกหย่อนลงในน้ำจากปัตตานีอาจดูห่างไกลจากฉนวนกาซาหรือเวสต์แบงก์ แต่ทุกการรับฟัง การส่งต่อข้อมูล การตั้งคำถาม และการร่วมเรียกร้อง ล้วนช่วยให้เรื่องราวของผู้ถูกละเมิดไม่ถูกทำให้เงียบหาย
“กิจกรรมที่เกิดขึ้นในปัตตานีครั้งนี้อาจเป็นก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ถูกหย่อนลงในน้ำ แต่แรงกระเพื่อมจากที่นี่สามารถเดินทางไปถึงคนในพื้นที่อื่นได้ และเมื่อก้อนหินเล็กๆ ถูกหย่อนลงไปพร้อมกันมากพอ มันก็สามารถกลายเป็นคลื่นของการเปลี่ยนแปลง”
ไม่มีแผ่นดินอื่น ไม่มีชีวิตอื่นให้สูญเสีย
ชื่อ No Other Land อาจแปลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีแผ่นดินอื่น” แต่เมื่อมองผ่านชีวิตของผู้คนในหนัง คำนี้มีความหมายมากกว่าการไม่มีพื้นที่ให้ย้ายไป นี่อาจหมายถึงการไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้หลบหนี ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีโรงเรียนให้เด็กเข้าเรียน และไม่มีหลักประกันว่าคนในครอบครัวจะยังอยู่พร้อมหน้ากันในวันรุ่งขึ้น สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ปรากฏในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ แผ่นดินคือสถานที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน เป็นทั้งความทรงจำของคนรุ่นก่อน ชีวิตของคนรุ่นนี้ และความหวังว่าลูกหลานจะยังคงมีพื้นที่ให้เติบโต การพรากแผ่นดินจึงเท่ากับการพรากความมั่นคง อัตลักษณ์ และความสามารถในการกำหนดอนาคตออกไปพร้อมกัน

การนำ No Other Land กลับมาฉายในปัตตานีอีกครั้งจึงเป็นมากกว่าการนำภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งมาฉาย แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมองเห็นกันผ่านระยะทางที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือคนที่มาร่วมงาน เพื่อให้เรื่องราวที่อาจถูกปิดกั้นจากอัลกอริทึ่มในแพลตฟอร์ม ยังคงเดินทางต่อได้และทำให้เสียงของผู้คนที่กำลังถูกพรากบ้านไปจากชีวิตไม่เงียบหายไป โดยภาพยนตร์อาจไม่สามารถยุติการรื้อถอนบ้าน ไม่สามารถหยุดเสียงปืน หรือคืนชีวิตให้ผู้สูญเสียได้ในทันที แต่ภาพยนตร์สามารถเก็บความทรงจำ สามารถยืนยันว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นและสามารถทำให้ผู้ชมไม่หันหน้าหนีจากความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่บนจอ
No Other Land ใครจองแผ่นดินนี้ อาจไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคำถามว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร แต่ยังถามต่อไปว่าในโลกที่สิทธิในการมีบ้าน มีอาหาร เดินทาง เรียนหนังสือ และมีชีวิตอยู่ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่คนบางกลุ่มต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา เราจะเลือกยืนอยู่ตรงไหน เมื่อบ้านของใครสักคนถูกทำลาย เมื่อเด็กคนหนึ่งไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เติบโต และเมื่อครอบครัวหนึ่งไม่มีที่อื่นให้ไป เรื่องนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องของคนในดินแดนห่างไกลเท่านั้น แต่เป็นคำถามถึงความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน


