เรามักจะพูดว่าการศึกษาคือรากฐานของสังคม หากเป็นเช่นนั้น ‘สิทธิมนุษยชนศึกษา’ ก็คือรากฐานของสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อมองดูในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา นโยบายการศึกษามักจะไม่ได้เป็นนโยบายเด่นหรือนโยบายชูโรงของผู้สมัครเท่าไรนัก ยิ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนศึกษาแล้วนั้น แทบไม่มีปรากฏอยู่เลย
ในกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของ กทม. มากกว่า 400 โรงเรียน มีเด็กอยู่ในระบบการศึกษามากกว่า 250,000 คน นอกจากนี้ กทม. ยังประกาศเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาไปสู่การเป็น Human Rights City หรือเมืองสิทธิมนุษยชน มีนโยบายด้วยกันถึง 9 ด้าน และหนึ่งในนั้นมี ‘เรียนดี’ อยู่ด้วย โดยในรายละเอียดนโยบายมีเรื่องของการให้การศึกษาเพื่อลดการเลือกปฏิบัติ การกลั่นแกล้ง แก้ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน มีเรื่องของการรณรงค์สิทธิพลเมือง และยังมีเรื่องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้กับกลุ่มเปราะบาง
อาจพูดได้ว่าในเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษา กทม. ตั้งใจจะทำและเห็นความสำคัญอยู่แล้ว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงตั้งใจให้ เวทีเสวนา กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งสิทธิมนุษยชน (ศึกษา) ไว้ข้างหลัง เป็นเวทีแรกของงาน วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่จัดขึ้นเนื่องในวาระเลือกตั้ง กทม. ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นโจทย์ไว้ให้กับผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนศึกษาตามขอบเขตอำนาจของตัวเอง
ทั้งนี้ มีผู้ร่วมเสวนาเป็นตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมใกล้ชิดกับการสร้างระบบนิเวศสิทธิมนุษยชนศึกษา ได้แก่ ชนะศึก สมเชื้อเวียง นักกิจกรรมเยาวชน กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ, ธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน, ดร.วัชรฤทัย บุญธินันท์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ประธานของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา วรุตม์ นิมิตยนต์ ผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ ดำเนินรายการโดย กรกฤช สมจิตรานุกิจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนศึกษา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ความหมายและความสำคัญของสิทธิมนุษยชนศึกษา
ดร.วัชรฤทัย เริ่มต้นเท้าความถึงเรื่องความเข้าใจในสิทธิทางการศึกษาก่อนว่า เวลาได้ยินคำว่าสิทธิทางการศึกษา คนมักจะนึกถึง ‘สิทธิที่จะเข้าถึงการศึกษา’ หรือการได้มีที่เรียน แต่แท้จริงแล้วสิทธิทางการศึกษา ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พูดรวมไปถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและสังคม ไม่ใช่แค่การเข้าไปนั่งเรียน และมีที่เรียนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเป้าหมายของการศึกษา ซึ่ง ดร.วัชรฤทัย เน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแท้จริงแล้วการศึกษามีเป้าหมายที่จะพัฒนาบุคลิกภาพและศักยภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ รวมถึงส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานด้วย

นอกจากนี้ สิทธิทางการศึกษา ยังหมายรวมถึงการจัดการศึกษาเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในสังคมเสรี นั่นหมายความว่าจะต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในสังคมด้วย ส่งเสริมความเข้าใจ ความอดทนอดกลั้น และมิตรภาพระหว่างทุกเชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ นี่คือสิ่งที่ระบุในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น
“อันนี้เป็นสิ่งที่คิดว่าหลายๆ คน ไม่ค่อยได้นึกถึงเวลาเราพูดถึงสิทธิเรื่องการศึกษา ซึ่งจริงๆ แล้วมันเกี่ยวโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษาเป็นอย่างมาก” ดร.วัชรฤทัย กล่าว
ในส่วนของ ‘สิทธิมนุษยชนศึกษา’ เธออธิบายว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้หรือต้องรู้แค่ว่าเรามีสิทธิอะไรเพียงเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานสำคัญ แต่สิทธิมนุษยชนศึกษานั้นรวมไปถึงการพัฒนาทักษะ และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งการพัฒนานั้นจะมาจากมิติการเรียนการสอนผ่านเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ใช่การเรียนแบบท่องจำว่าสิทธิมีอะไรบ้าง แต่คือการจัดสภาพการเรียนรู้ในห้องเรียนและภายในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกัน ส่งเสริมสิทธิ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ
เธออธิบายต่อไปอีกว่า เรามีสิทธิมนุษยชนศึกษาเพื่อที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเราเรียนสิทธิมนุษยชนศึกษาไปแล้วจึงต้องเกิดการเคารพสิทธิมากขึ้นในสังคม จะต้องสร้างให้เกิดวัฒนธรรมสิทธิมากขึ้นในสังคม
การเรียนรู้ผ่านสิทธิมนุษยชนศึกษา อาจเป็นการจัดสภาพแวดล้อมและการเรียนการสอนที่เอื้อให้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เช่น หากพูดถึงในชั้นเรียน จำเป็นอย่างมากที่จะต้องพูดถึงกติกาและสภาพห้องเรียน รวมถึงบรรยากาศและกฎระเบียบต่าง ๆ ในโรงเรียน
ประเทศออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างที่ ดร.วัชรฤทัย หยิบยกขึ้นมาพูดถึงการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่สะท้อนว่าให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเห็นของทุกคนอย่างเสมอภาคกัน เหล่านี้จะยิ่งเอื้อให้เกิดการตระหนักมากกว่านั่งท่องจำว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร หรือมีอะไรบ้าง
เธอกล่าวต่อไปอีกว่า เรื่องเหล่านี้สำคัญตั้งแต่การคิดโจทย์ว่าเราจะมองเรื่องการเรียนการสอนอย่างไรเพื่อจะเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนอย่างเสมอภาค หรือจะทำอย่างไรให้ครูไม่เลือกปฏิบัติกับนักเรียน เพราะบางครั้ง ‘การไม่เลือกปฏิบัติ’ ก็เป็นคำที่ครูเองก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร และต้องทำอย่างไร จะส่งเสริมให้มีการเคารพซึ่งกันและกันได้อย่างไร
ดังนั้นการเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น ชวนทุกคนพูดคุยเรื่องการจัดที่นั่งในห้องเรียน จัดชั้นเรียนให้มีบรรยากาศแบบอื่นที่ไม่ใช่นั่งเรียงหน้ากระดาน หรืออาจจะมีข้อตกลงในชั้นเรียนร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการรับฟังความคิดเห็น สิ่งเหล่านี้อาจต้องพูดถึงกันให้มากขึ้น ในมุมมองของ ดร.วัชรฤทัย และมากไปกว่านั้น คือการทำให้สมาชิก ‘ทุกคน’ ในสถานศึกษารู้สึกปลอดภัย ไม่รู้สึกว่าโดนเลือกปฏิบัติ เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์
“สิทธิมนุษยชนศึกษาจึงเป็นคำตอบที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้โดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ในที่สุดแล้วเราก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องการเรียนรู้ประเด็นสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ สามารถสอดแทรกเข้าไปในชั้นเรียนได้ในทุกระดับเลย ทำให้เยาวชนมีส่วนร่วม ให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน” ดร.วัชรฤทัย กล่าว
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนศึกษาในมุมมองของนักกิจกรรมเยาวชน
ในฐานะนักกิจกรรมเยาวชนกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่าง ชนะศึก สมเชื้อเวียง สะท้อนผ่านความเห็นตัวเองว่า เขาไม่ได้รู้สึกว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนศึกษาในสังคมไทยก้าวหน้ามากนัก
“สิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวกับเด็กทั้งทางตรงและทางอ้อม เราแทบไม่ได้มีการเรียนการสอนเท่าที่ควร นักเรียนเองก็จะรู้สึกว่าเข้าใจยาก เพราะโรงเรียนไทยไม่ได้ปลูกฝังให้เด็กเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนมากเพียงพอ”
เขาหยิบยกการเรียนการสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์เรื่องสงคราม ที่ในความเป็นจริงแล้วสิทธิมนุษยชนสอดแทรกอยู่ในทุกห้วงจังหวะของสงคราม เช่น อนึสัญญาเจนีวา เรื่องการไม่ทำร้ายเชลยศึก การไม่ทำร้ายพลเรือน การไม่ถล่มโรงพยาบาล นี่คือมิติหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่ควรจะมีในบทเรียน

“สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของเราคืออะไร เราได้รับการสอนให้มองโลกเป็นดำกับขาว โดยที่เราไม่เข้าในใจมิติของมนุษยชนเลยว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้ง สิทธิที่ทุกคนควรรับรู้มันคืออะไร”
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ที่ชนะศึกมองว่าสะท้อนการไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนศึกษา คือ เราจะเห็นว่าการบูลลี่นักเรียนโดยครูอาจารย์มันถูกทำให้เป็นปกติ ทั้งที่เด็กหลายคนได้รับผลกระทบอย่างมาก เขายกตัวอย่าง การแสดงออกทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 การเรียกร้องสิทธิเฟื่องฟู เพื่อนของชนะศึกโพสต์แสดงทัศนะทางการเมือง ซึ่งอาจารย์ได้โทรศัพท์ไปบอกผู้ปกครองของเพื่อนคนนั้น ผลสุดท้ายเพื่อนคนนั้นโดนพ่อทำร้ายร่างกาย โดยชนะศึกยืนยันว่านี่คือหนึ่งในเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากความเห็นทางการเมืองระหว่างครูและนักเรียนไม่ตรงกัน โดยที่ครูอาศัยการมีอำนาจเหนือมาเป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิ
นอกจากนี้เขายังสะท้อนว่าทุกวันนี้ครูอาจารย์ในโรงเรียนก็ยังมีการใช้ถ้อยคำบูลลี่ และถากถางนักเรียน โดยทำราวกับเป็นเรื่องปกติ โดยชนะศึก กล่าวถึงประสบการณ์ที่เจอกับตัวในช่วงที่ต้องลาเรียนบ่อยเนื่องจากมีปัญหาส่วนตัว อาจารย์ในโรงเรียนที่รับรู้ว่าตัวเองเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย มักจะพูดใส่บ่อย ๆ ว่า “ที่เธอไม่มาโรงเรียนเพราะเอาเวลาไปคอลเอาต์ใช่ไหม”
“ผมรู้สึกว่าถ้าหากนักเรียนขาดเรียนบ่อย มันเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ที่คุณจะต้องทำความเข้าใจว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงไม่อยากมา มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่สรรหาคำพูดต่าง ๆ มาแซะนักเรียน ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว มันยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเรียน หรือบรรยากาศในการเรียนมีแต่ความกลัว”
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการพูดคุยปรึกษากับเพื่อนด้วยกันเอง หรือพูดคุยกับครูอาจารย์ที่เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับคนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมในโรงเรียน เขาย้ำต่อไปอีกว่าคุณค่าที่โรงเรียนไทยปลูกฝังมากที่สุดไม่ใช่สิทธิมนุษยชนเลย แต่คือความเป็นชาตินิยมเสียมากกว่า และอีกเรื่องหนึ่งคือการปลูกฝังให้เด็กเชื่อฟังแบบไม่ตั้งคำถาม ที่ท้ายที่สุดทำให้เด็กอยู่ในกรอบ ไม่นำไปสู่การสร้างสังคมที่ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ และรับฟังความเห็นที่แตกต่าง
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนศึกษาในมุมมองของอดีตครู
หากมองกันแบบผิวเผิน เรื่องสิทธิมนุษยชนดูเหมือนจะมีอยู่ในตัวชี้วัดหลักสูตร มีอยู่ในเนื้อหาสาระการเรียนรู้แกนกลางของกลุ่มสาระสังคมศึกษา แต่ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล จากกลุ่มครูขอสอน เน้นย้ำอีกครั้งว่าเวลาพูดถึง สิทธิมนุษยชนศึกษา ไม่ได้หมายความถึงแค่เพียงเนื้อหา แต่คือการพูดถึงการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งในแง่ของการเคารพและการส่งเสริม ผ่านเนื้อหา รวมถึงผ่านกระบวนการ วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน

ธนวรรธ์ กล่าวอีกด้วยว่า ต้องตั้งคำถามถึงในระบบการศึกษาของไทยทุกชั้นเรียน วัฒนธรรมต่าง ๆ อยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชนแล้วหรือยัง เคารพความแตกต่างหลากหลายหรือไม่ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ การดูแล การใช้สื่อ หรือแม้แต่วิธีการสื่อสารของครู รวมไปถึงกิจกรรมนอกห้องเรียน กฎของโรงเรียน กิจกรรมต่าง ๆ เคารพสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า ยังมีการลงโทษ มีความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียนอยู่อีกหรือไม่
“ถ้าหากว่าวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติจริงในโรงเรียนไทย ยังไม่แสดงถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน ต่อให้เราพูดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน ให้เด็กทุกคนท่องปฏิญญาสากล 30 ข้อได้มันก็เท่านั้น” ธนวรรธ์ กล่าว
สุดท้าย การเรียนการสอน การศึกษา ต้องนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่จะไปสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่แค่ให้รู้สิทธิมนุษยชน แต่คือการปกป้องทั้งสิทธิของตัวเองและผู้อื่นในฐานะมนุษย์ คำถามของธนวรรธ์ที่มีต่อระบบการศึกษาคือ การสร้างพลเมืองของโรงเรียนในบริบทประเทศไทย จะเห็นว่าระดับของพลเมืองอาจจะยังไปไม่ถึงในจุดที่กล่าวถึงข้างต้น ทุกวันนี้เรามุ่งเน้นเพียงแต่การเป็นพลเมืองรับผิดชอบ ที่รู้หน้าที่ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนตามกฎหมาย จนบางครั้งอาจลืมตั้งคำถามไปว่า กฎหมายที่เป็นอยู่สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือกฎระเบียบของโรงเรียนละเมิดเนื้อตัวร่างกาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ของผู้เรียนหรือไม่ และชีวิตที่ควรเป็น สังคมที่อยากเห็น เราจินตนาการถึงมันอย่างไร ซึ่งธนวรรธ์เห็นว่าการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงตรงนั้น
ในส่วนของวิธีของครูที่มีต่อนักเรียน เขาสะท้อนว่าช่วงหลังมานี้มีครูที่ตระหนักถึงเรื่องสิทธิมากขึ้น แต่หลายครั้ง พอไม่ได้ถูกปลูกฝังให้หยั่งรากรึก หรืออาจย้อนไปตั้งแต่กระบวนการผลิตและพัฒนาครูไม่ได้ติดตั้งมุมมองวิธีคิดสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ต้น ทำให้บางครั้งครูไม่เข้าใจ หรืออาจจะเผลอทำบางอย่างตามความเคยชินจนไม่ได้ตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านี้ขัดกับหลักการหรือไม่ เช่น เรื่องเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของเด็ก การตรวจค้น การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก เยี่ยมบ้านเด็กแล้วเอามาเผยแพร่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำตามกันจนชิน จนไม่ได้ตระหนักว่ามันจะส่งผลเสียต่อเด็กยังไง
“ผมคิดว่าสังคมหรือระบอบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิยมก็ดี หรือทุนนิยมก็ดี ทำให้เราหลงลืมอะไรบางอย่าง เด็กมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต เศรษฐกิจ ตัวครูหรือในห้องเรียนมีอคติ แต่ไม่เท่าทัน ทำให้บางครั้งครูก็ใช้มุมมองตัวเองไปตัดสินเด็ก ทั้งที่หลายปัญหาเกิดมาจากต้นทุนที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น”
นอกจากนี้ธนวรรธ์ยังขยายบริบทภาพความหลากหลายเพิ่มเติมไปถึง ประเด็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. ที่ไม่ได้มีแค่เด็ก กทม. เท่านั้น แต่ยังมีเด็กที่มีภูมิลำเนาจากต่างจังหวัด และอีกจำนวนมากที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ มีโรงเรียนประถมใน กทม. บางโรงเรียน เกินครึ่งเป็นนักเรียนที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ตรงนี้จึงเป็นความท้ายทายให้กับผู้ว่าฯ กมท. และ สก. เช่นกัน
ความท้าทายแรกคือ อคติที่ฝังรากในสังคมไทยอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ความท้าทายถัดมาคือ ความยากในการจัดการ ที่พอโรงเรียนถูกบีบด้วยระบบประเมิณ ครูและผู้บริหารก็จะหาวิธีการบริหารจัดการที่ง่ายที่สุด ซึ่งท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย จะทำอย่างไรให้สามารถสร้างสังคมที่นับรวมทุกคนไว้ด้วยกันได้ และลดอคติที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งต้องทำงานร่วมกันไปถึงผู้ปกครองด้วย เพราะหลายครั้งเด็กอาจไม่ได้มีอคติต่อกันด้วยตัวเอง แต่เกิดขึ้นจากทั้งครูและผู้ปกครองที่กีดกันแบ่งแยกเด็ก ๆ จึงเป็นโจทย์ท้าทายว่าจะมีการบริหารจัดการตรงนี้อย่างไร
‘บอร์ดเกม’ เครื่องมือถึงของสิทธิมนุษยชนศึกษา
ในอีกด้านหนึ่ง การบูรณาการและการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนเป็นภาพที่หลายฝ่ายตั้งตารอ วรุตม์ นิมิตยนต์ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ เล่าว่าสถาบันของเขามองว่าการพัฒนาเมือง หรือการทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ใช่หน้าที่รัฐฝ่ายเดียว แต่เอกชนก็ต้องมีส่วนร่วมเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการนำบอร์ดเกมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อพัฒนาสิทธิมนุษยชนศึกษาให้เกิดขึ้นจริง
“บอร์ดเกมให้พื้นที่จำลองที่ทุกคนผิดได้” วรุตม์เริ่มต้นเล่า ก่อนอธิบายต่อไปว่าเรื่องการมีพื้นที่ให้ ‘ผิด’ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในกระบวนการเรียนรู้ และบอร์ดเกมเปิดพื้นที่ให้ได้ลองผิดพลาด ให้ตัดสินใจ ให้ทดลอง ให้เรียนรู้ และค่อยๆ เติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าบอร์ดเกมมีพื้นที่พอให้คนถกเถียงกัน แลกเปลี่ยนกันว่าคำว่าผิด คำว่าไม่ใช่ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

“บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจการเรียนรู้ไป ถ้านึกดี ๆ เวลาที่อยู่ในห้องเรียน หรืออยู่ในพื้นที่การเรียนรู้ใดๆ มันจะมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบคนนึงรู้ คนนึงเป็นคนตัดสินว่าทุกคนต้องเรียนรู้อะไร ต้องเข้าใจอะไร แต่บอร์ดเกมเป็นพื้นที่ที่เด็ก 8 ขวบ กับผู้ใหญ่อายุ 70 อยู่ในกติกาเดียวกัน มีอำนาจในกระบวนการนี้เท่ากัน มันเลยเป็นพื้นที่ที่ฝึกให้ผู้คนเข้าใจว่าเราต่างมีความรู้เป็นของตัวเอง มีวิธีคิดเป็นของตัวเอง และสามารถทำงานด้วยตัวเองได้”
วรุตม์ เล่าว่ามีการเอาบอร์ดเกมไปใช้งานกับหน่วยงานต่าง ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าสามารถเปลี่ยนจากการที่เด็ก ๆ เป็นผู้รอรับการเรียนรู้ กลายเป็นคนเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เช่น การที่เด็ก 10 ขวบ หยิบบอร์ดเกมหนึ่งกล่องไปชวนผู้ใหญ่เล่น หรือสอนผู้ใหญ่ให้เล่นไปพร้อมกัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทเชิงอำนาจ
ทั้งนี้ ในส่วนของงานที่สถาบันบอร์ดเกมฯ ทำร่วมกับ กทม. คือการทำแคมเปญเรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528’ ซึ่งโดยหลักการแล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้พูดเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทม. ในการบริหารจัดการเมือง ซึ่งไม่ได้แก้ไขมานานหลายสิบปี และโดยปกติทั่วไปการแแก้ไขเนื้อหาเชิงกฎหมายประชาชนมักไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม จึงหยิบยกบอร์ดเกมเข้ามาสร้างการทำความเข้าใจ เพื่อจำลองว่าเวลาที่พูดถึงอำนาจหน้าที่ พูดถึงความซับซ้อนของเมือง เราจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจได้ง่ายที่สุด เข้าถึงได้มากที่สุด
“ถ้าพูดถึงในเชิงสิทธิมนุษยชนก็คือ ทุกคนต้องมีสิทธิในการเข้าถึงความรู้ ความเข้าใจ ไม่ว่าเรื่องจะซับซ้อนมากแค่ไหน เพราะสิทธิมันไม่ใช่แค่การเข้าถึง แต่ทุกคนควรได้เข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขาจริง ๆ ซึ่งบอร์ดเกมช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ ผ่านการย่อยข้อมูลได้”
ซึ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนศึกษา ไม่ได้อยู่ใครในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถทำผ่านกระบวนการนอกห้องเรียนได้เช่นกัน
ภาพฝันของสิทธิมนุษยชนศึกษา ใน กทม.
วรุตม์ เริ่มต้นฉายภาพสิทธิมนุษยชนศึกษาที่อยากเห็นใน กทม. ว่าอยากให้รัฐลดบทบาทลง อยากเห็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนได้เข้ามาทำเดินงานมากขึ้น ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยมีรัฐทำหน้าที่สนับสนุน เช่น เอกชนบอกว่าอยากจัดกระบวนการเรียนรู้ สิ่งที่รัฐน่าจะทำได้ดีคือการไม่ต้องบอกว่าแบบไหนทุกต้อง แต่เปิดพื้นที่ให้มีหลากหลายแบบ หรือให้หลายฝ่ายได้มาพูดคุยถกเถียงกัน
“เวลาที่เราทำเรื่องการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือเราไม่มีพื้นที่มากพอให้คนหลากหลายแบบได้ถกเถียงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เลยมีแค่ 1-2 แบบเท่านั้นที่ยอมรับได้ ผมจึงอยากเห็นการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบหรือจัดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
เขายกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ในวันหยุดรัฐอาจเปิดให้เอกชนหรือประชาชนทั่วไปใช้งานสถานที่ราชการในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ รัฐอาจถอยไปมีบทบาทสนับสนุน ผลักดัน หรืออาจมีการตั้งกองทุน หรือทำอะไรก็ตามให้ภาคประชาชนมีทรัพยากรมากพอที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกันเอง เติบโตได้ด้วยตัวเอง
เช่นเดียวกันกับ ดร.วัชรฤทัย ที่เห็นด้วยกับการเสริมพลังให้ภาคประชาชน และให้รัฐเป็นตัวกลางในการสนับสนุนทรัพยากรให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความเห็นพร้อมกันในเรื่องของ การมองความสามารถของรัฐในกรอบสิทธิมนุษยชนจะมีอยู่ด้วยกันสามส่วน คือ การเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริม ซึ่งส่วนที่รัฐต้องส่งเสริม ตรรกะคือรัฐจัดเก็บภาษี กทม. เก็บภาษี และต้องเอาภาษีมาจัดสรรบริการ ทั้งให้เข้าถึงการศึกษา จัดการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ถ้า กทม. ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจจะยากที่เราจะสร้างเมืองให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้
ทั้งนี้ยังต้องมีกลไกของรัฐที่จะเคารพ และปกป้องคุ้มครองอยู่ ดร.วัชรฤทัย กล่าวว่าในจุดนี้เป็นหน้าที่รัฐที่จะต้องทำอย่างเข้มข้น จะทำอย่างไรให้กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ เอื้อต่อการให้ กทม. เป็นเมืองที่ปลอดภัยในทุกมิติ ตั้งแต่ชุมชน ครอบครัว ไปจนถึงโรงเรียน และไปสู่พื้นที่ที่กว้างขึ้น ฉะนั้นจึงต้องดูให้ดีว่าตรงไหนเป็นจุดที่ต้องเข้าไปหนุนเสริม และอะไรที่ กทม. ต้องเล่นบทบาทหลักในการสร้างกลไกปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะเมืองต้องเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย มีโอกาสเติบโต มีโอกาสเรียนรู้ และใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่
หากเฉพาะเจาะจงไปที่สิทธิมนุษยชนศึกษา เธอระบุว่า
“เราต้องสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่มีชุดความคิดแบบใหม่ ที่มองว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การท่องจำ และหยิบยื่นชุดคุณค่าเดิม ๆ แต่ต้องเป็นการสร้างกระบวนการที่ทำให้ทุกคนมีวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนร่วมกัน”
“ถ้าหากว่าเปลี่ยนตรงนี้ได้ มันจะไปกระทบจิ๊กซอว์ตัวอื่น ๆ ถ้าเราไม่มีระบบนิเวศการศึกษาที่มี mindset แบบใหม่ มันก็จะยากที่ครูจะลุกขึ้นมา แม้จะเป็นครูหัวก้าวหน้าก็เถอะ เพราะมันต้องต่อสู้กับระบบ ต้องทำให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม ตัวนักเรียนเองก็ต้องรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง มีเสียง ต้องสร้างระบบนิเวศแบบนี้” ดร.วัชรฤทัย กล่าว
ในมุมมองของเยาวชนอย่างชนะศึก การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยครูอาจารย์ไม่สามารถหมดไปอย่างสิ้นเชิงได้ แต่สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือการที่ต้อง ‘ไม่ทน’ เมื่อเจอการละเมิดสิทธิ
“เราต้องทำให้นักเรียนที่เป็นเหยื่อของการถูกละเมิดสิทธิในระบบการศึกษา มีสิทธิ มีเสียง ในการกำหนดโรงเรียนในแบบของตัวเอง และมีสิทธิ มีเสียงในการเรียกร้องสิทธิของตัวเอง”
อีกหนึ่งภาพฝันของ กทม. ที่ชนะศึกกล่าวว่าอยากเห็นคือการเป็นเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง เพราะจะเห็นได้ว่า กทม. เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก บางโรงเรียนอยู่ในเขตเศรษฐกิจ แต่ถัดไปอีกไม่กี่ช่วงตึกเป็นที่อยู่อาศัยของคนชายขอบ ซึ่งรูปธรรมของเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับชนะศึก เขาอยากให้ กทม. โอบรับผู้คนเหล่านั้น ให้การศึกษาที่ดีกับเยาวชนในพื้นที่ที่ไม่มีโอกาสหรือพื้นที่ชายของของเมือง
สุดท้าย เขากล่าวว่ามีความหวังอยากเห็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ทุกท่าน
“ผมไม่อยากให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นทางเลือก เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ และผมอยากให้การออกนโยบายของ กทม. แต่ละอย่างใช้สิทธิมนุษยชนเป็นตัวนำ นี่คือสิ่งที่เป็นภาพฝัน ที่คาดหวังเอาไว้กับ กทม.”
ด้าน ธนวรรธน์ ขยายเพิ่มเติมว่า การศึกษาคือชีวิต นั่นหมายความว่าคนเราสามารถเรียนรู้และมีการศึกษาได้ตลอดชีวิต ประเด็นสำคัญคือการศึกษาจะสามารถเสริมพลัง (Empower) ได้อย่างไร ซึ่งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือปัญหาความไม่เป็นธรรมมิติต่าง ๆ ที่ยังเกิดขึ้น นั้นเกิดจากอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำ และคนที่เขารู้สึกว่าตัวเล็กตัวน้อย ทำอย่างไรที่จะทำให้เขารู้สึกว่า เขาเองก็มีพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าเขาเองก็มีเสียงที่รัฐจะต้องรับฟัง
จากโจทย์ที่กล่าวมา ธนวรรธน์ให้มุมมองไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ หรือเลือกตั้งท้องถิ่นอย่าง กทม. ที่กำลังจะเกิดขึ้น เราอยากเห็นเมืองแบบไหน ไม่ใช่ว่าเลือกจากนโยบายเพียงเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงชุดคุณค่าหลักของนักการเมือง ว่าเขาพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือไม่
“สิทธิมนุษยชนคือขั้นพื้นฐาน คนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะต้องมีอะไรบ้าง ถ้าสิ่งเหล่านี้ยังจัดให้ไม่ได้ เรื่องที่ไกลกว่านั้นก็ยาก สิทธิมนุษยชนเกี่ยวโยงกับทุกเรื่องในชีวิต ถ้าสิ่งหนึ่งขาดหายไปก็จะไปกระทบอีกสิ่งหนึ่ง เรื่องการศึกษาขาดหายไปก็จะไปกระทบกับเรื่องเศรษฐกิจ สังคม”
เขากล่าวต่อไปอีกด้วยว่า หากว่าผู้บริหารของ กทม. อยากผลักดันสิ่งเหล่านี้ มีอย่างน้อย 5 มิติที่ต้องขับเคลื่อนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสิทธิมนุษยชน
หนึ่ง การบริหารจัดการของโรงเรียน ค่านิยม คุณค่าคำขวัญของโรงเรียน หรือนโนบายต่าง ๆ มีคุณค่าทางสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยอยู่หรือยัง
สอง ต้องเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับสิทธิมนุษยชน ทั้งในมิติของนักเรียนด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรด้วยกัน เพราะในเรื่องนี้ผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนยังใช้อำนาจกดขี่ครูอยู่ ดังนั้นการจะคาดหวังให้ครูเข้าใจนักเรียนอาจเป็นเรื่องยากหากไม่แก้ไขไปพร้อมกัน
สาม คือการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง สอดคล้องกับที่ ดร.วัชรฤทัย พูดไว้ว่าต้องสร้างระบบนิเวศทั้งหมดให้เอื้อต่อการเติบโตและเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง
สี่ หลักสูตรที่มีชุดคุณค่า เป้าหมายการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการมองเห็นหลักสูตรแฝงที่พยายามแฝงฝังชุดคุณค่าสิทธิมนุษยชนเข้าไปโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อหา แต่ทำอย่างเคารพความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงวิธีการสอนของครูด้วย
และสุดท้าย ห้า คือเรื่องของสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ที่ไม่เพียงแค่ทาสี ติดเครื่องปรับอากาศ แต่ต้องมองไปถึงการออกแบบอาคาร หรือพื้นที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย
“ถ้าเราให้คุณค่ากับเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษาและตั้งใจที่จะทำ โดยมองเห็นมิติครบถ้วน ผมว่าสิทธิมนุษยชนศึกษาก็จะสร้างเด็กที่มีความตระหนัก เข้าใจ เคารพ และสามารถปกป้องสิทธิของตัวเองและคนอื่นได้ โรงเรียนไม่ใช่แค่ภาพจำลองของสังคม แต่โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เราจินตนาการถึงสังคมใหม่ สังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน และเราสร้างผู้คนจากโรงเรียนได้” ธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนร่วมลงชื่อเพื่อบอกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนว่า กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่เคารพสิทธิของทุกคนเพราะกรุงเทพฯ คือพื้นที่ของชีวิต และสิทธิของทุกคน ในแคมเปญ Human Rights Agenda Bangkok กับเราได้ที่ https://bit.ly/4oLNyEb




