แอมเนสตี้ ประเทศไทย ชวนทุกคนย้อนกลับไปดูวงเสวนา “Unchained Voices: เมื่อศิลปะและเสรีภาพมาบรรจบกัน” ที่เราจัดขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของ ‘จดหมาย’ และ ‘โปสการ์ด’ ในฐานะเครื่องมือที่หล่อเลี้ยงความหวัง และเป็นการฟังเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและผู้ที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
จากผู้รับสาร: จดหมายคือกำลังใจจากโลกภายนอก
ในวงเสวนา “ศิลปะในเรือนจำ เสรีภาพในจินตนาการ” ธี ถิรนัย อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง ได้ถ่ายทอดชีวิตของเขาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง แต่เต็มไปด้วยพลังของความรู้สึก เขาถูกคุมขังนานถึง 1 ปี 5 เดือน 11 วัน เพียงเพราะเลือกที่จะแสดงความเห็นต่างจากรัฐบาลในเวลานั้น
ย้อนกลับไปถึงปี 2563–2564 ช่วงเวลาที่คลื่นของการชุมนุมทางการเมืองแผ่กระจายไปทั่วประเทศ ธีเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาออกมามีส่วนร่วมการชุมนุมต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์
“ผมเหมือนรู้สึกว่าได้เรียนรู้ว่าเราโตขึ้น แต่ทำไมประเทศถึงมาเป็นแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อตัวผมเยอะมาก… ถ้ารัฐบริหารดีในช่วงนั้น ผมคงไม่ต้องมาติดคุก”
คำพูดของเขาสะท้อนความรู้สึกของคนรุ่นใหม่จำนวนมากในเวลานั้น จนนำมาสู่การถูกดำเนินคดี ซึ่งในช่วงเวลาที่มีการชุมนุมขนาดใหญ่นี้เองที่มีการดำเนินคดีสูงราว 1,959 คน
แต่เมื่ออิสรภาพถูกพรากไป โลกภายนอกถูกจำกัด ข่าวสารจากโลกภายนอกเป็นสิ่งที่ได้รับเพียงน้อยนิด เฉพาะเมื่อมีคนมาเยี่ยม และในวันที่ไม่มีใครมา ธีเล่าว่าสิ่งเดียวที่เฝ้ารอ คือ “จดหมาย”
จดหมายจึงไม่ได้เป็นเพียงกระดาษที่บรรจุข้อความเท่านั้น สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองแล้ว จดหมายเป็นกำลังใจที่สำคัญ
สิ่งยืนยันว่าเขายังไม่ถูกลืม
ถึงผู้สร้างสรรค์: สิ่งเล็กๆ ที่เราพอทำได้ในฐานะประชาชน
สำหรับใครหลายคน จุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นจากความรู้สึกบางอย่าง ความไม่ยุติธรรม ความโกรธ ความเศร้า หรือเพียงแค่ไม่อาจทนอยู่เฉยได้
ในวงสนทนาวงที่ 2 ศิลปะพูดได้ เมื่อศิลปะใช้สื่อสารเพื่อสิทธิมนุษยชน หนึ่งในศิลปินอย่าง ซัมเมอร์ร่วมแลกเปลี่ยนได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานสร้างสรรค์ ศิลปินเจ้าของเพจ Political Tarot ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ร่วมชุมนุมในช่วงปี 2563
ซัมเมอร์มีความสนใจในไพ่ทาโรต์อยู่แล้ว และเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เธอก็เริ่มรู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างเรื่องราวเหล่านั้นกับภาพและความหมายบนหน้าไพ่
“เลยตัดสินใจว่าวาดภาพออกมา… พอวาดออกมา กลายเป็นว่าลงทวิตเตอร์… ก็มีการแชร์กันเยอะ เราก็ได้เห็นว่าอันนี้ อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราพอทำได้ในฐานะประชาชน” เธอเล่า
ในมุมมองของซัมเมอร์ งานของเธอไม่ได้พูดแทนแค่นักกิจกรรมหรือผู้ชุมนุมเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหวังสำหรับคนที่อาจไม่ได้ออกไปแนวหน้า แต่อยากแสดงความรู้สึกร่วม อยากเชื่อในสิ่งเดียวกัน
หนึ่งในเรื่องที่เธอจดจำได้ไม่ลืม คือวันหนึ่งมีคนส่งภาพถ่ายมาให้ เผยให้เห็นว่าภาพที่เธอวาดถูกนำไปแปะไว้บนหัวของผู้ประท้วงคนหนึ่งระหว่างการชุมนุม
“เขาอาจจะรู้สึกบางอย่างคล้ายเรา แต่ไม่ได้มีคำพูดจะสื่อสาร
ก็เลยหยิบงานเราไปใช้แทน”
เรื่องราวของซัมเมอร์สะท้อนให้เห็นว่า การวาดภาพบนโปสการ์ด หรือการเขียนจดหมาย ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่เชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชน งานของซัมเมอร์ยังถูกใช้ในการระดมทุน และมีผู้คนติดต่อมาขอซื้อภาพ นำไปแปะตามที่ชุมนุม หรือนำไปแจกจ่ายเพื่อส่งกำลังใจให้ผู้ถูกคุมขัง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งเล็กๆเหล่านี้ สามารถเป็นความหวังที่ส่งต่อให้กับคนที่เชื่อและยังเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนแบบเดียวกัน
สู่การรณรงค์: จากความโกรธเล็กๆ สู่ขบวนการของผู้คนทั้งโลก ในฐานะองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
การกระทำของคนธรรมดา เมื่อถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน สามารถกลายเป็นพลังที่เปลี่ยนโลกได้ นี่คือหัวใจของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
ย้อนกลับไปในปี 1961 ปีเตอร์ เบเนนสัน ทนายความชาวอังกฤษ รู้สึกโกรธ หลังจากอ่านข่าวว่านักเรียนชาวโปรตุเกสสองคนถูกจับเพียงเพราะยกแก้วอวยพรให้กับเสรีภาพในร้านอาหาร ซึ่งในเวลานั้นประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการที่ปิดกั้นการแสดงออก
ปีเตอร์ใช้ความโกรธของเขา เขียนบทความเชิญชวนให้ผู้คนทั่วโลกส่งจดหมายเรียกร้องอิสรภาพให้กับนักเรียนทั้งสอง ผลตอบรับมหาศาลที่ได้รับ นำไปสู่การก่อตั้งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
“เสียงของคนธรรมดาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”
ขบวนการของแอมเนสตี้ได้ขยายไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่เรายังคงเชิญชวนผู้คนร่วมกันเขียนจดหมาย เขียนโปสการ์ด ส่งเสียงในนามของผู้ที่ไม่มีโอกาสพูดด้วยตนเอง
ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุด: ทำไมนิรโทษกรรมจึงสำคัญ?
แม้จดหมายและโปสการ์ดจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเยียวยาและประคับประคองจิตใจของผู้ต้องขังทางการเมือง แต่การแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือการยุติการดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมดผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม
นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในช่วงเวลานี้ ประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 1,959 คน ในกว่า 1,305 คดี โดยในจำนวนนี้ มีผู้ต้องขังที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบันอย่างน้อย 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง หรือกรณีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน
ในจำนวนผู้ต้องขังเหล่านี้ มีอย่างน้อย 32 คนที่ถูกคุมขังในคดีตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากร่างกฎหมายนิรโทษกรรมใดที่ไม่รวมคดีตามมาตรานี้ไว้ ก็เท่ากับเป็นการละเลยต่อผู้ต้องขังจำนวนมาก และเป็นการเพิกเฉยต่อต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในสังคมไทย
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มอภิปรายร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม รวมถึงร่างที่เสนอโดยภาคประชาชน ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 36,000 คน โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมด การพิจารณาจะดำเนินต่อในวันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งสภามีมติเห็นชอบรับหลักการร่างกฎหมายเพียงสามฉบับจากห้าร่าง โดยผ่านร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข เสนอโดย สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ สส. พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และ สส. พรรคภูมิใจไทย และไม่รับหลักการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับพรรคก้าวไกล และร่างกฎหมายภาคประชาชน
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายภาคประชาสังคมแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ไม่ว่าจะผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับใดก็ตามต้องครอบคลุมกับทุกคดีการเมืองเพื่อแก้ไขความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
นิรโทษกรรมจึงไม่ใช่เพียงการยกเว้นโทษทางกฎหมาย แต่คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและคือการสร้างบรรทัดฐานในสังคมใหม่ที่เคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
สามารถติดตามงานเสวนาฉบับเต็มได้ที่
นี่คือเวลาของเรา ที่จะลงมือเขียน ส่งเสียงและยืนหยัดเพื่อเสรีภาพ
- เขียนโปสการ์ดถึงผู้ต้องขังและเยี่ยมชมนิทรรศการ Freedom Beyond Walls นิทรรศการโปสการ์ดและจดหมายเพื่อส่งกำลังใจถึงเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำ 15 – 27 กรกฎาคม 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
- จับตาการพิจารณาร่างนิรโทษกรรมในรัฐสภาต่อไป
- แบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อให้เสียงของผู้ที่ถูกคุมขังทางการเมืองยังไม่เลือนหาย และยังส่งเสียงว่าเรายังไม่ลืมพวกเขา
กิจกรรมเสวนา “Unchained Voices: เมื่อศิลปะและเสรีภาพมาบรรจบกัน” เป็นกิจกรรมพิเศษในโครงการ “Freeratsadon Postcard Initiative 2025: Freedom Beyond Walls”
สามารถติดตามเพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปินผู้เข้าร่วมส่งผลงานได้ที่




