Keny Cheesecream คือนามปากกาของ “ครีม” เจ้าของผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้จัดทำเป็นโปสการ์ดในแคมเปญ FreeRatsadon Postcard Initiative ประเภทบุคคลทั่วไป
ครีมคือศิลปินที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนที่ซับซ้อน เปราะบาง แต่เข้มแข็ง “เราร้องไห้ง่ายค่ะ เสียใจง่าย แต่ก็รู้สึกว่าเข้มแข็ง เพราะผ่านเรื่องราวมาเยอะมาก”
โดยงานโปสการ์ดของเธอเป็นภาพที่เมื่อมองเข้าไปจะเห็นสีฟ้าสะดุดตา ตามด้วยใบหน้าของผู้คน บางคนอาจดูคุ้นตา บางคนอาจเป็นคนแปลกหน้า หรือในบางครั้งคุณอาจเห็นตัวคุณเองอยู่ในนั้น
“ที่จริงเราแอบซ่อนพี่ขนุนไว้ในนั้นด้วย แอบวาดตัวเองลงไปนิดหนึ่ง
แล้วก็มีทนายอานนท์กับคนอื่น ๆ ด้วยค่ะ”
เธอหมายถึง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และอานนท์ นำภา สองผู้ถูกคุมขังในคดีทางการเมืองจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก
เช่นเดียวกับเยาวชนคนอื่น ๆ ในช่วงวัยของเธอที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับวิกฤตการเมือง
ในปี 2563 เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นทั่วประเทศไทย ท่ามกลางการปราบปรามด้วยแก๊สน้ำตา เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนยาง ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย ครีมที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมคือหนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง เมื่อเธอเห็นการแสดงออกที่รุนแรงต่อผู้ที่คิดเห็นแตกต่างกัน
และขณะเดียวกัน เมื่อลุกขึ้นมาสนใจการเมืองแล้ว..
เธอมองเห็นคนใกล้ตัวที่ถูกละเมิดสิทธิ
“ตอนเราม.4 มีรุ่นพี่โดนจับไป แล้วเขาก็โพสต์ลง IG Story ว่า วันนั้นที่โดนตำรวจจับ เขารู้สึกในใจขึ้นมาว่า ‘ชีวิตแม่งก็แค่นี้แหละ’ และเรายังจำได้จนถึงตอนนี้เลย”
คนรอบตัวของเธอกลายเป็นหนึ่งในแนวหน้า บ้างเป็นการ์ดของการชุมนุมประท้วง บ้างเป็นหนึ่งในผู้ร่วมฝังหมุดคณะราษฎร
บ้างรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวกลายเป็นหน้าที่
หรือบ้างแสดงออกผ่านการแชร์เรื่องราวบนโซเชียลมีเดีย
เราจะพาทุกคนย้อนทำความรู้จักเธอไปด้วยกัน
ฮีโร่
“เวลาพูดถึงฮีโร่ บางคนอาจนึกถึงพ่อแม่ นึกถึงคนที่เป็นไอดอล แต่เรากลับนึกถึงคนที่เราอาจไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ”
จากปี 2563 สู่ 2568 เธอก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย เปลี่ยนบทบาทจากนักเรียนที่เคยช่วยเพื่อนกับรุ่นพี่ทำม็อบในโรงเรียน กลายเป็นนักศึกษา โดยคณะที่เธอเรียนมีการแข่งขันเพื่อชิงทุนการศึกษา ภายใต้โจทย์คือ ‘ฮีโร่ในชีวิตประจำวัน’
เธอได้ย้อนกลับไปสู่ปี 2563 อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลงานในหัวข้อดังกล่าวเข้าชิงทุนการศึกษาก็ตาม
“เรานึกถึงตอนปี 2563 ที่เราเคยเป็นเด็กม.4 คนหนึ่งที่ออกไปชุมนุมประท้วงกับเพื่อน แล้วมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งขึ้นปราศรัย จากนั้นก็ได้รู้จักกับหลาย ๆ คน”
“เขาก็ถามว่าเราอยากปราศรัยไหม แต่เราเลือกที่จะไม่ปราศรัย เพราะเรารู้สึกว่าอยากทำงานวาดภาพมากกว่า แต่ว่าเพื่อนเราอีกคนหนึ่งเขาเลือกจะทิ้งชีวิตส่วนตัวของเขาไป เรารู้สึกว่าการที่เขาออกไปประท้วงอย่างเต็มตัวได้ คือต้องทิ้งชีวิตส่วนที่เป็นของเขาด้วย”
เช่นเดียวกับผู้ชุมนุมประท้วงคนอื่น ๆ นอกจากประสบการณ์ร่วมบนท้องถนน พวกเขาและเธอยังเคยพบเจอกับเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงบนรถคันใหญ่ กับน้ำสีฟ้าที่สร้างความระคายเคือง
อย่างไรก็ตาม ครีมยังคงย้ำว่า สิ่งที่คนรอบข้างได้ทำลงไป คือเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่
“เหมือนเราแค่เอาเท้าไปจุ่มน้ำเลย”
แม้จะไม่ได้จับไมค์ปราศรัย แต่เพราะคุ้นเคยและผูกพันกับศิลปะ ครีมเลือกที่จะใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องที่เธออยากจะเล่า รวมถึงเรื่องราวความหลากหลายของประเทศไทย และมันกลายเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เธอได้รับรู้ว่า ต่อให้จะออกห่างไปจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่งานของเธอก็สามารถทำให้ผู้คนถกเถียงประเด็นเหล่านี้ได้

กาลเวลาพัดผ่าน
การชุมนุมบนท้องถนนค่อย ๆ จางหาย แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ประสบการณ์และความทรงจำยังอยู่กับเธอ
ยังอยู่กับเรา
และในบางครั้ง.. เรื่องราวเหล่านั้นและคนที่เคยได้พบพาน ก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจเล็ก ๆ ในชั่วโมงที่ท้อใจ
หลังปี 63
“หนูเชื่อว่าพี่เขาที่อยู่ในวงการการต่อสู้นี้ คงจะรู้จักคนหลายคนมาก ๆ พี่คงจำปอนด์ได้ แต่หนูไม่แน่ใจว่าพี่จะจำครีม ที่เป็นเพื่อนของปอนด์ได้ไหม”
ในแวดวงของศิลปิน มักจะมีคำเรียกพวกเขาว่าเป็น ‘สายผลิต’
พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นแกลอรี่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยงานนับพันชิ้นในแต่ละวัน ที่ในบางครั้งศิลปินตัวเล็กต้องแข่งขันกับอัลกอริธึม
ครีมบอกว่า พื้นที่ออนไลน์นั้นเป็นเหมือนมหาสมุทร “คุณจะไปต่อได้ต่อเมื่อได้รับความสนใจ แค่เรามีที่เพียงพิกเซลเดียวก็ยังดี
“เราทำงานศิลปะใช่ไหมคะ การที่ศิลปะของเราจะมีชีวิตอยู่ได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับสายตาที่มองมา ถ้าเขายอมรับ เราก็ได้ไปต่อ”
ครีมเล่าว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอทำงานแล้วผลตอบรับไม่ดีเท่าไรนัก
“เราเศร้ามาก” ครีมเล่า ก่อนที่จะเสริมว่าคนที่เธอเคยพบพานในช่วงชุมนุมประท้วง กลายมาเป็นคนในข่าวที่กำลังประท้วงด้วยการอดอาหาร จนกลายมาเป็นคนที่ฉุดเธอให้ลุกขึ้นมาจากความเศร้านั้น

“เราเห็นข่าวคุณขนุนอดอาหาร แล้วก็มีสติขึ้นมา” เธอว่า “เราเคยไปประท้วงแล้วช่วยพี่เขาทำม็อบ ตอนเห็นข่าวก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นอะไรอยู่ เราถูกอนุญาตให้กินดีอยู่ดี ให้ได้วาดรูปโดยที่ไม่เดือดร้อนอะไรเลย ขณะที่คนที่เรารู้จัก เขายอมสละชีวิตส่วนตัวของเขาเอง”
“เราจำที่พี่ขนุนพูดได้ค่ะว่า เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลง มันคงเป็นหัวใจของเขา ที่จะเรียกร้องสิทธิเพื่อคนอื่น”
เธอเสริมว่า การได้เห็นเรื่องราวของขนุนในตอนนั้น ทำให้เธออยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างอีกครั้ง เช่นการวาดภาพเพื่อสื่อถึงผู้ถูกคุมขังทางการเมือง
และนั่นคงเป็นคำตอบหนึ่งที่ว่า ทำไมงานของเธอเต็มไปด้วยใบหน้าของผู้คน
เราถามครีม “ถ้าสามารถพูดกับขนุนได้ อยากบอกอะไรกับเขา”
“เราก็หวังว่าพี่เขาจะได้รับโปสการ์ด พี่เขาที่อยู่ในวงการการต่อสู้นี้ คงจะรู้จักคนหลายคนมาก ๆ พี่คงจำปอนด์ได้ แต่หนูไม่แน่ใจว่าพี่จะจำครีม ที่เป็นเพื่อนของปอนด์ได้ไหม”
“ถึงแม้ว่าครีมจะช่วยอะไรพี่ขนุนไม่ได้มาก แต่ยังพูดถึงพี่ขนุนอยู่นะ ยังเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเราเคยทำมาตั้งแต่ปี 63 และเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งการปิดปากทางการเมืองจะหายไป หนูขอให้พี่ได้ออกมาเร็วๆ”

In This Corner of the World
‘สงครามเกิดขึ้นต่อหน้าฉัน แล้วจะให้ฉันทำยังไงต่อไป’
‘แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องมีชีวิตต่อไป’
เป็นประโยคหนึ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องโปรดของเธอ อย่าง In This Corner of the World
มันเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของ “ซูสุ” หญิงสาวศิลปินคนหนึ่งที่ย้ายเข้ามายังเมืองคุเระ ใกล้เมืองฮิโรชิมะ ที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งสงครามที่ควรจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่มือของเธอก็ยังสามารถสรรค์สร้างความหวังให้เกิดขึ้นในชั่วโมงอันแสนโหดร้าย
ครีมอาจไม่ใช่ซูสุ
แต่เธอยังมีความหวัง และความหวังของเธอนั้นได้ฝากไปถึงผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมือง รวมถึงขนุน สิรภพ
“เราหวังว่าพี่ขนุนจะสบายดี เท่านั้นก็โอเคแล้วค่ะ”
ครีมยังฝากข้อความถึงศิลปินทุกคนที่อาจได้อ่านอยู่ว่า
“ในตอนนี้มีคนที่สู้เพื่อสิทธิของเราอยู่ เราเข้าใจว่าบางคนอาจไม่สะดวก หรือไม่มีเวลา คุณอาจไม่จำเป็นต้องทำงานศิลปะก็ได้ค่ะ แต่แค่พิมพ์ข้อความลงในแท็ก
โพสต์ลง Instagram หรือทวิตเตอร์ก็ได้”
“ตอนที่เราพยายามวาดรูปแล้วไม่มีใครสนใจ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากเลยใช่ไหมคะ อยากให้ทุกคนลองนึกถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ว่าเขาจะรู้สึกยังไงที่ไม่มีใครพูดถึงเขา อย่างน้อยการที่เราโพสต์ ติดแท็ก มันยังทำให้เรื่องราวของเขาอยู่ในกระแส ถ้าเราเรียกเพื่อน เรียกพี่ เรียกน้องมาพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น เราก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้”
ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราถามครีมถึงเพลงที่ทำให้เธอนึกถึงการต่อสู้ของประชาชน
เธอตอบว่าบทเพลงนั้น คือเพลงแสงสุดท้าย ของวงบอดี้สแลม
“เคยเดินเล่นในสวน ฟังเพลงนี้ แล้วจู่ ๆ ก็น้ำตาไหลด้วยค่ะ”
เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นเส้นทางที่ยังต้องใช้เวลา แต่ความทรงจำที่ผ่านมาที่ฝังไว้ในใจของผู้คน คือสิ่งที่ตอกย้ำว่าความหวังเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
ก่อนที่แสงสุดท้ายจะจางไป จนกว่าวันใหม่จะมาถึง ทุก ๆ คนสามารถเขียนข้อความถึงเพื่อนในเรือนจำลงบนโปสการ์ดที่ออกแบบโดย Keny Cheesecream ได้ที่นิทรรศการ Freedom Beyond Walls ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2567 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (หอศิลปกรุงเทพฯ หรือ BACC)
หรือเขียนจดหมายออนไลน์ได้ที่ freeratsadon.amnesty.or.th




