จดหมายเปิดผนึก 13 องค์กรเรียกร้องคุ้มครองสิทธิคุ้มครองสิทธิผู้ชุมนุม เด็ก และเยาวชน หลังสภาเห็นชอบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

13 องค์กรภาคประชาสังคมดังรายนามต่อไปนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สหภาพคนทำงาน Workers’ Union โมกหลวงริมน้ำ Freedom Bridge ThumbRights สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) Secure Ranger แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มยืนหยุดทรราช เชียงใหม่ เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ-CALL และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องคุ้มครองสิทธิผู้ชุมนุมประท้วง เด็กและเยาวชน หลังร่าง “พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ผ่านสภาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวตามข้อเสนอของวุฒิสภา มีมติเห็นด้วย 306 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง โดยคงหลักการเดิมให้นิรโทษกรรมคดีสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ที่ไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา และจำเลยจะเป็นเยาวชนก็ตาม

โดยองค์กรภาคประชาสังคมรวม 13 องค์กร ร่วมออกจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวส่งถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนภายหลังสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ตามที่วุฒิสภาแก้ไข โดยเฉพาะการที่คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่อยู่ภายใต้กลไกสำคัญของกฎหมาย ส่งผลให้เด็กและเยาวชนอย่างน้อย 20 รายที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว

จดหมายเปิดผนึกตอนหนึ่งระบุว่า การสร้างสังคมสันติสุขควรตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมชี้ว่าการดำเนินคดีต่อผู้ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับผลกระทบต่อการศึกษา สุขภาพ พัฒนาการ และอนาคต แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม ทั้งยังย้ำว่าประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ดังนั้นทั้ง 13 องค์กรภาคประชาสังคมที่ร่วมลงนามจึงเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา วุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับประกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คุ้มครองและเยียวยาเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดี ยุติการดำเนินคดีต่อผู้ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมถึงคดีตามมาตรา 112 ทบทวนแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการ จัดตั้งกลไกติดตามผลกระทบของกฎหมาย และริเริ่มทบทวนกฎหมายที่จำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

จดหมายเปิดผนึก

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

เรื่อง ขอให้ดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบ เด็ก และเยาวชน ภายหลังการเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….

เรียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา

พวกเรา องค์กรภาคประชาสังคมที่มีรายชื่อแนบท้ายจดหมายฉบับนี้ ขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ตามที่วุฒิสภาแก้ไข โดยเฉพาะบทบัญญัติที่มีผลให้การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่อยู่ภายใต้กลไกสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงการจำกัดไม่ให้เด็กและเยาวชนที่ถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 20 รายซึ่งถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ 

พวกเรารับทราบว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข และอาจเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนจำนวนมากจากการชุมนุมประท้วง การแสดงความคิดเห็น และเหตุการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การสร้างสันติสุขอย่างแท้จริงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยไม่ควรมีบุคคลกลุ่มใด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ถูกกีดกันออกจากมาตรการคุ้มครอง ฟื้นฟู หรือเยียวยา เพียงเพราะฐานความผิดที่ถูกกล่าวหา

การดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม สิทธิในการศึกษา สิทธิในสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตลอดจนสิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ สำหรับเด็กและเยาวชน ผลกระทบดังกล่าวยิ่งมีความร้ายแรง เนื่องจากกระบวนการอาญาอาจส่งผลต่อพัฒนาการ ชีวิตครอบครัว การศึกษา อนาคต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาในระยะยาว

แม้ในบางกรณีคดีจะยังไม่ถึงที่สุด หรือภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ผลกระทบจากการถูกกล่าวหา การถูกจับกุม การถูกเรียกตัว การต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การถูกตีตราทางสังคม การถูกจำกัดสิทธิในการประกันตัว หรือการถูกควบคุมตัว ล้วนเป็นภาระที่เกิดขึ้นจริงแล้วต่อผู้ถูกดำเนินคดีและครอบครัว การสร้างสังคมสันติสุขจึงไม่ควรมองเพียงผลลัพธ์ปลายทางของคดี แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการยุติธรรมด้วย

ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งรับรองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ หลักการไม่เลือกปฏิบัติ หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก และหลักการที่ว่าเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมการฟื้นฟู และสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคม มากกว่าการลงโทษทางอาญา

ด้วยเหตุนี้ พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา วุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการต่อไปนี้โดยเร่งด่วน

  1. ประกันว่าการบังคับใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. จะเป็นไปโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และหลักการไม่เลือกปฏิบัติ
  2. ประกันว่าเด็กและเยาวชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายอาญาต่อการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ จะสามารถเข้าถึงมาตรการคุ้มครอง ฟื้นฟู และเยียวยาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
  3. ยุติการดำเนินคดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  4. ทบทวนแนวปฏิบัติของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ศาล และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การจับกุม การควบคุมตัว การดำเนินคดี และการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เป็นไปตามหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน ข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
  5. ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และจัดให้มีการเยียวยาที่เหมาะสมแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
  6. จัดให้มีกลไกติดตามผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้ต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการตามกฎหมาย รวมถึงเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์ เหตุผลของการไม่เข้าถึงมาตรการ และแนวทางเยียวยาที่รัฐจะดำเนินการต่อไป
  7. ริเริ่มกระบวนการทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่ถูกใช้จำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

พวกเราเห็นว่าการสร้างสังคมสันติสุขไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการยุติคดีบางส่วน แต่ต้องเป็นกระบวนการที่รับรองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วน

ขอแสดงความนับถือ

  1. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
  2. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
  3. สหภาพคนทำงาน Workers’ Union
  4. โมกหลวงริมน้ำ
  5. Freedom Bridge
  6. ThumbRights
  7. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
  8. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)
  9. Secure Ranger
  10. แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
  11. กลุ่มยืนหยุดทรราช เชียงใหม่
  12. เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ-CALL
  13. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน