ขณะที่รัฐบาลไทย เร่งผลักดันให้ไทยเข้าเป็นเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 และกำลังเข้าสู่ช่วงการประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการ OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่ง การเข้าเป็นสมาชิก ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ การค้า การกำกับดูแลภาครัฐ รวมไปถึงความโปร่งใส การต่อต้านคอรัปชั่น ให้ได้มาตรฐานสากลตามหลักเกณฑ์ของการเข้าเป็นสมาชิก
กระบวนการทบทวนของ OECD ที่ผ่านมา แม้ไทยจะมีความก้าวหน้าในหลายจุด แต่จุดอ่อนสำคัญที่ยังต้องปฏิรูปคือกลไกที่เอื้อให้เกิดการตรวจสอบจากภาคประชาชนและสื่อมวลชนได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (whistleblower) และการยุติการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP) ถือเป็นส่วนหนึ่งของโจทก์ของประเทศไทยด้วย
ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งหมายถึงการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย โดยมักพุ่งเป้าไปยังผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบรัฐ ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไป เป้าหมายหลักของการดำเนินคดีลักษณะนี้มิใช่เพียงการชนะคดีหรือได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย แต่รวมถึงการสร้างภาระด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และสภาพจิตใจ เพื่อกดดัน ข่มขู่ หรือทำให้ผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกในประเด็นสาธารณะลังเลและจำกัดการแสดงออกของตนเอง เพราะต้นทุนในการยืนยันสิทธินั้นสูงเกินไป ผลกระทบของ SLAPP จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ถูกดำเนินคดีเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและผลกระทบเชิงยับยั้งต่อสังคมโดยรวม เมื่อประชาชนรู้สึกว่าการตรวจสอบรัฐ ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดี พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะก็ย่อมหดแคบลง
กรอบมาตรฐานสากลในการระบุคดี SLAPP
กรอบมาตรฐานระหว่างประเทศปรากฏชัดเจนในเอกสารสองฉบับ ได้แก้ ข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรีแห่งสภายุโรป ว่าด้วยการต่อต้านการใช้การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPPs) โดยเอกสารนี้นิยาม SLAPP ว่าเป็นการดำเนินคดีที่ถูกข่มขู่ว่าจะฟ้อง เริ่มฟ้อง หรือดำเนินต่อเนื่อง เพื่อคุกคามหรือข่มขู่เป้าหมาย โดยมุ่งขัดขวาง ยับยั้ง จำกัด หรือลงโทษการแสดงออกในประเด็นสาธารณะ และวางตัวชี้วัด 10 ข้อเพื่อช่วยให้ศาลและผู้บังคับใช้กฎหมายระบุคดีลักษณะนี้ได้1 โดยตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นรายการที่ไม่ได้จำกัดตายตัวและไม่จำเป็นต้องปรากฏครบทุกข้อ และเอกสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เรื่อง “ผลกระทบของ SLAPP ต่อสิทธิมนุษยชน และแนวทางการโต้กลับ” ซึ่งนิยาม SLAPP ผ่านการใช้ยุทธวิธีดำเนินคดีโดยมิชอบที่มีเจตนาหรือผลเป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ2 เมื่อพิจารณาจากเอกสารทั้งสองฉบับ อาจสรุปลักษณะร่วมที่สำคัญไว้สามด้าน ดังนี้
1. ความไม่สมดุลของอำนาจ (Imbalance of Power) ระหว่างผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องในแง่ทรัพยากรทางการเงินและอำนาจ ผู้ฟ้องคดี SLAPP มักเป็นฝ่ายที่มีทรัพยากรทางการเงินมากกว่า มีอิทธิพลทางการเมืองหรือทางสังคมสูงกว่า และใช้ความได้เปรียบนี้กดดันผู้ถูกฟ้องซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัดกว่ามาก หลักการนี้สะท้อนว่าความไม่สมดุลเชิงอำนาจนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้ SLAPP ต่างจากข้อพิพาททางกฎหมายทั่วไป
2.ประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ (Public Interest) การกระทำหรือการแสดงออกของผู้ถูกฟ้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างบุคคล องค์ประกอบนี้ถือเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าคดีใดควรได้รับการคุ้มครองตามกลไกต่อต้าน SLAPP หรือไม่
3. การใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิด (Abuse of Process) คือองค์ประกอบที่สาม ซึ่งแสดงออกผ่านพฤติการณ์เชิงยุทธวิธีที่เห็นได้ชัดหลายรูปแบบ เช่น การประวิงเวลาคดีเพื่อยืดระยะเวลาความทุกข์ทรมานของผู้ถูกฟ้อง การเลือกฟ้องในสถานที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกฟ้องเพื่อสร้างภาระในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือการใช้สิทธิฟ้องร้องโดยไม่สุจริตในลักษณะอื่นๆ ข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรีแห่งสภายุโรป ระบุพฤติการณ์เหล่านี้ไว้ว่าเป็นยุทธวิธีที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มต้นทุนให้ผู้ถูกฟ้องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเขตอำนาจศาลที่ไม่เอื้อต่อผู้ถูกฟ้อง การสร้างภาระงานที่มากเกินสมควร หรือการยื่นอุทธรณ์ที่แทบไม่มีโอกาสชนะ
รายงานของ Protection International ระบุว่าหลังการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้หญิงนักสิทธิมนุษยชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องปิดปากทั้งหมด 595 คดี จาก 13 ฐานความผิด3 ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วทุกเดือนจะมีอย่างน้อยสองคนเผชิญการใช้กระบวนการยุติธรรมคุกคาม นอกจากนี้ ข้อสังเกตคือ ฐานความผิดทั้ง 13 ฐานที่ปรากฏในรายงานล้วนเป็นฐานความผิดทางอาญา ได้แก่ หมิ่นประมาท พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยุยงปลุกปั่น การฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนลักษณะเฉพาะของ SLAPP ในบริบทไทยที่ต่างจากบริบทยุโรปอันมีคดีแพ่งเป็นแกนหลัก ขณะที่รายงานภายใต้การสนับสนุนของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของการฟ้องคดีตั้งแต่ปี 2544-2565 ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านและกลุ่มเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่นถึงร้อยละ 78 ตามด้วยนักกิจกรรมร้อยละ 10 นักสหภาพแรงงานร้อยละ 6 สื่อมวลชนร้อยละ 3 นักวิชาการร้อยละ 1 นักการเมืองร้อยละ 1 และกลุ่มอื่น ๆ ร้อยละ 1 และเมื่อพิจารณาเฉพาะคดีที่ฟ้องโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจในช่วงปี 2540 ถึงมิถุนายน 2565 ซึ่งมีอย่างน้อย 109 คดี พบว่าธุรกิจเหมืองแร่เป็นภาคธุรกิจที่ฟ้องปิดปากมากที่สุด คิดเป็นราวร้อยละ 344
รูปแบบการฟ้องที่เข้าข่ายคดี SLAPP ในระยะหลังปรากฏเด่นชัดในบริบทของการตรวจสอบนักการเมืองและกระบวนการเลือกตั้ง โดยมีลักษณะร่วมคือการดำเนินคดีกับบุคคลหลายรายในหลายคดีจากประเด็นเดียวกัน และพุ่งเป้าไปที่ประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์วิจารณ์หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบนักการเมืองในหลายพื้นที่ฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์เพิ่มขึ้น5
ตัวอย่างในการดำเนินคดีกับบุคคลหลายราย ได้แก่ กรณีนักการเมืองรายหนึ่งมอบอำนาจให้ตัวแทนไปแจ้งความดำเนินคดีประชาชนที่โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยแจ้งความรวมศูนย์ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ผู้ถูกดำเนินคดีมีทั้งประชาชนทั่วไปจากต่างจังหวัด สื่อมวลชน และนักการเมืองฝ่ายค้าน โดยหลายรายถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาพ่วงกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 6 นอกจากนี้ยังมีกรณีที่หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Isaan Record มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ขณะที่โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าวเดียวกันก็ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 จากการแชร์เนื้อหาการรายงานข่าวแรงงานเก็บเบอร์รีในฟินแลนด์ ชิ้นเดียวกัน ซึ่งมีการถอนฟ้องในคดีที่ฟ้องหทัยรัตน์ ขณะที่กรณีของโกวิทศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษายกฟ้องคดีหลังเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 โดยระบุเหตุผลตรงกับนิยาม SLAPP ว่าจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ7 รวมถึงกรณีที่ประชาชนอย่างน้อย 4 รายถูกฟ้องจากการแชร์โพสต์เพจ CSI LA เพื่อให้ตรวจสอบผู้สมัครในช่วงเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ขณะเดียวกัน ยังปรากฏกรณีที่หน่วยงานรัฐเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนโดยตรงเช่นกัน ดังกรณีที่ กกต. แจ้งความอดีตกรรมการ กกต. และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลรวม 4 คน จากการวิเคราะห์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง8 ข้อกล่าวหาหลักคือความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 209 ฐานเป็นอั้งยี่ มาตรา 322 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
กฎหมายและกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันไทยมีกลไกป้องกันการฟ้องปิดปากอย่างน้อย 2 กลไก ดังนี้
กลไกในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ มาตรา 161/1 ซึ่งเพิ่มเข้ามาโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2562 ให้อำนาจศาลยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากเห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย และ มาตรา 165/2 เปิดช่องให้จำเลยแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้ศาลพิจารณาว่าคดีไม่มีมูล
ในทางปฏิบัติ ม.161/1 แทบไม่เคยถูกใช้ยุติคดี SLAPP เพราะความคลุมเครือของคำว่า ไม่สุจริต การยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องไต่สวนหรือขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล รวมไปถึงการไม่มีกรอบเวลาให้ศาลต้องดำเนินการ
อย่างไรก็ตามในปี 2569 ประธานศาลฎีกาได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยเผยแพรในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม คำแนะนำนี้เป็นการขยายความมาตรา 161/1 ให้ศาลมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นในการยกฟ้องคดีลักษณะ SLAPP ตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง โดยระบุพฤติการณ์ที่เข้าข่ายไว้ชัดเจน เช่น การฟ้องคดีในเขตอำนาจศาลที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาจำเลยเพื่อสร้างภาระด้านการเดินทางและค่าใช้จ่าย การฟ้องคดีเพราะจำเลยเข้าร่วมรณรงค์หรือแสดงความเห็นในการปกป้องสิทธิมนุษยชน และการฟ้องคดีเพราะจำเลยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต ซึ่งครอบคลุมถึงนักข่าว ผู้แจ้งเบาะแส และภาคประชาสังคมโดยตรง910
แม้คำแนะนำดังกล่าวจะช่วยลดความคลุมเครือของมาตรา 161/1 แต่ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น คำแนะนำของประธานศาลฎีกาไม่มีสถานะเป็นกฎหมายบังคับ เป็นเพียงแนวปฏิบัติ การนำไปใช้จริงจึงยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละคนในแต่ละคดี
ขณะที่ขอบเขตการบังคับใช้ของมาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 ยังจำกัดอยู่เฉพาะคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องราษฎรด้วยกันเองเท่านั้น ไม่ครอบคลุมคดีที่พนักงานอัยการหรือหน่วยงานรัฐเป็นผู้ฟ้อง และไม่ครอบคลุมคดีแพ่ง ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่โจทก์ใช้หลบเลี่ยงกลไกคัดกรองในคดีอาญาได้ โดยเฉพาะการฟ้องเรียกค่าเสียหายมูลค่าสูงเพื่อข่มขู่
นอกจากนี้ ในปัจจุบันไทยยังไม่มีกลไกเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อเยียวยาจำเลยที่ถูกฟ้องปิดปากโดยตรง เช่น การบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าทนายความ หรือค่าเสียเวลา ทำให้แม้คดีจะถูกยกฟ้องในที่สุด จำเลยก็ยังต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินและเวลาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ
กลไกที่สองคือการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) เป็นอีกกลไกหนึ่งที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกฎหมายต่อต้าน SLAPP แต่ในความเป็นจริงแล้ว มาตรา 132 ให้ความคุ้มครองบุคคลที่ “ให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูลหรือเบาะแส ส่งมอบพยานหลักฐาน หรือแสดงความเห็น” ต่อ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. โดยตรงเท่านั้น โดยคุ้มครองจากความรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย ส่วนมาตรา 132/1-132/3 วางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองในลักษณะเดียวกับกฎหมายคุ้มครองพยาน จึงมีสถานะเป็นกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสให้ ป.ป.ช. ไม่ใช่กฎหมายต่อต้าน SLAPP ในความหมายทั่วไป
ความคุ้มครองตามกลไกนี้จึงมีเงื่อนไขว่าการเปิดเผยข้อมูลต้องทำ “ต่อ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช.” เท่านั้น ไม่ครอบคลุมผู้ที่ออกมาพูดผ่านสื่อสาธารณะ โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางสาธารณะอื่นๆ ซึ่งเป็นช่องทางที่เป้าหมาย SLAPP ส่วนใหญ่ใช้จริงในทางปฏิบัติ นักข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ หรือผู้แจ้งเบาะแสที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะโดยตรงจึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากมาตรานี้เลย เคยมีความพยายามเสนอแก้ไขในชั้นกรรมาธิการเพื่อขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมการเปิดเผยผ่าน “สื่อสาธารณะ” โดยอ้างอิงมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธในชั้นกรรมาธิการและตกไปในการลงมติของสภา
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน: เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
แม้จะมีกลไกในการป้องกันการฟ้องปิดปาก แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการฟ้องปิดปาก และยังไม่ครอบคลุมมากนัก ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างนี้ยังเป็นปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างและการบังคับใช้ โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยตั้งข้อสังเกตไว้ 6ก ข้อดังนี้
ข้อแรก กลไกทั้งหมดที่มีอยู่ใช้ได้เฉพาะคดีที่ “ราษฎรเป็นโจทก์” เท่านั้น ทั้งมาตรา 161/1 มาตรา 165/2 และคำแนะนำประธานศาลฎีกา ล้วนจำกัดขอบเขตไว้ที่คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์เท่านั้น ส่วนคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้องเอง เช่น คดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ หรือคดีความมั่นคงอื่นๆ อยู่นอกขอบเขตการคุ้มครอง อ้างอิงจากเอกสารของ OHCHR ระบุชัดเจนว่า คดี SLAPP ถูกใช้ทั้งรัฐและผู้กระทำที่ไม่ใช่รัฐ
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนช่องว่างดังกล่าวคือการดำเนินคดีกับสมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) โดยแกนนำ P-Move ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท จากการยื่นฟ้องโดยพนักงานอัยการ เนื่องจากเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคสี่ พรบ.ชุมนุมฯ11 เหตุจากการรวมตัวของเครือข่ายชาวบ้ายปักหลักเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ในช่วง เดือนกุมพันธ์ 2567 และ วันที่ 16 ตุลาคม 256712 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องแกนนำและเครือข่ายอีก 5 ราย ในคดีลักษณะเดียวกัน โดยศาลให้ประกันตัวคนละ 5,000 บาท13
คดีนี้นับเป็นคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการฟ้องปิดปาก เพราะพบลักษณะร่วมกับตัวชี้วัดของสภายุโรป คือ ปรากฏการดำเนินคดีหลายคดีต่อบุคคลกลุ่มเดิม จากเหตุการณ์การชุมนุมคนละครั้ง รูปแบบนี้ตรงกับตัวชี้วัดของสภายุโรปว่าด้วยการดำเนินคดีหลายคดีหรือคดีในลักษณะประสานกัน นอกจากนี้การดำเนินคดีที่ต้องโทษทางอาญา ทำให้การชุมนุมครั้งถัดไปมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งที่การชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบเป็นช่องทางการเจรจากับรัฐกับเครือข่ายชาวบ้านที่เข้าถึงได้ ซึ่งตามข้อเสนอแนะของสภายุโรประบุว่าเป็นผลกระทบยับยั้งการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการนิยาม SLAPP
แม้ว่าคำสั่งห้ามการชุมนุมเป็นไปโดยชอบ ตาม พรบ.ชุมนุมฯ ข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งไทยเป็นภาคี กำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบต้องเป็นไปตามกฎหมาย มีความจำเป็น และได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม โดยความเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 อธิบายว่าการจำกัดสถานที่ชุมนุมต้องพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็น และผู้ชุมนุมสามารถจัดการชุมนุมในระยะที่ผู้รับสารมองเห็นและได้ยิน ซึ่งการกำหนดระยะห้ามชุมนุมย่อมมีผลต่อการสื่อสารกับผู้รับโดยตรง
ข้อจำกัดที่สอง กลไกเหล่านี้บังคับใช้เฉพาะในคดีอาญา ไม่ครอบคลุมคดีแพ่ง ทำให้โจทก์ที่ไม่สุจริตสามารถหลีกเลี่ยงด่านสกัดนี้ได้โดยง่ายเพียงเปลี่ยนไปฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งแทน ซึ่งจำนวนเงินที่เรียกร้องในหลายคดีสูงถึง 50 ล้านบาท กลายเป็นเครื่องมือข่มขู่ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าโทษทางอาญา ข้อจำกัดนี้สัมพันธ์โดยตรงกับองค์ประกอบเรื่องการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิด เพราะการเลือกช่องทางฟ้องคดีเพื่อหลบเลี่ยงกลไกคุ้มครองที่มีอยู่ ก็คือรูปแบบหนึ่งของการใช้ยุทธวิธีทางกระบวนการเพื่อสร้างภาระให้ผู้ถูกฟ้องตามความหมายที่มาตรฐานสากลระบุไว้
ข้อจำกัดที่สาม กลไกคุ้มครองตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. คุ้มครองเฉพาะการแจ้งเบาะแสต่อ ป.ป.ช. โดยตรงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการพูดต่อสาธารณะผ่านสื่อหรือช่องทางอื่นใด ทั้งที่ช่องทางสาธารณะเป็นช่องทางที่เป้าหมายของ SLAPP ส่วนใหญ่ใช้จริงในทางปฏิบัติ ข้อจำกัดนี้ยังไม่ครอบคลุมขอบเขตของการมีส่วนร่วมสาธารณะที่มาตรฐานสากลมุ่งคุ้มครอง
ข้อจำกัดที่สี่ กลไกคัดกรองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเริ่มทำงานเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว โดยมาตรา 161/1 มาตรา 165/2 ไม่ครอบคลุมการร้องทุกข์ การกล่าวโทษ และภาระที่เกิดขึ้นในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนนั้นไม่มีอำนาจยุติคดีด้วยเหตุว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริตเลย ทำให้ภาระจากกระบวนการสอบสวนที่ยืดเยื้อสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนที่คดีจะไปถึงชั้นศาล ในขณะที่มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 เปิดช่องให้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องได้เมื่อเห็นว่าการฟ้องคดีจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน อำนาจดังกล่าวจึงมีอยู่แล้วในทางกฎหมาย แต่ปัญหาที่แท้จริงคือไม่มีเกณฑ์เฉพาะสำหรับคดีลักษณะ SLAPP ให้ยึดถือ ไม่มีกรอบเวลา ไม่มีขั้นตอนบังคับให้ต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพิจารณา และในทางปฏิบัติแทบไม่มีการใช้อำนาจนี้กับคดีลักษณะดังกล่าว
กรณีการแจ้งความจำนวนมากที่สถานีตำรวจเมืองพะเยาสะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้ เนื่องจากภาระที่เกิดกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายเริ่มขึ้นทันทีตั้งแต่ได้รับหมายเรียกให้เดินทางข้ามจังหวัดไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่มีกลไกใดเข้าไปตรวจสอบก่อนที่คดีจะไปถึงชั้นศาล
ข้อจำกัดที่ห้า ประเทศไทยยังไม่มีนิยามทางกฎหมายของคำว่า “SLAPP” ทำให้การใช้ดุลพินิจของศาล พนักงานสอบสวน และอัยการยังไม่เป็นเอกภาพ การไม่มีนิยามทางกฎหมายนี้เป็นอุปสรรคเชิงระบบที่ทำให้ไม่สามารถประเมินองค์ประกอบทั้งสามด้านของมาตรฐานสากลได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ช่องว่างดังกล่าวครอบคลุมถึงการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการโพสต์ แชร์ หรือเผยแพร่ข้อมูลออนไลน์ ซึ่งยังไม่มีนิยามหรือมาตรการใดๆคัดกรองเช่นกัน
ข้อจำกัดที่หก การไม่มีกรอบระยะเวลาและไม่มีกลไกการเยียวยาที่ครอบคลุมจำเลยที่ถูกฟ้องปิดปาก เช่น การบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าทนายความหรือค่าเสียเวลา และไม่มีกลไกยกฟ้องเร็วที่กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ยื่นฟ้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และชาวบ้าน รวม 6 คน ในฐานความผิดทางอาญา ด้วยการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา เป็นต้น จากการใช้สิทธิคัดค้านและติดตามตรวจสอบผลกระทบของเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ แม้คดีจะยุติลงแล้วแต่จำเลยต้องแบกภาระการเดินทางและค่าเสียโอกาสในการทำงานตลอดกระบวนการ14
ปิดช่องว่าง: ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อิงหลักการระหว่างประเทศ
จากช่องว่างที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า กฎหมายหรือมาตรการป้องกันการฟ้อง SLAPP ยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้
1.รัฐต้องป้องกันและยับยั้งการใช้การฟ้องคดีหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดปาก สร้างบรรยากาศหวาดกลัว หรือทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ และต้องทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสงบ
2.ยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท และยุติการจำคุกหรือการปรับเป็นบทลงโทษสำหรับการหมิ่นประมาท และปล่อยตัวบุคคลทุกคนจากการควบคุมตัวโดยพลการ และยุติกระบวนการทางอาญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพียงเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับช่องว่างเรื่องการฟ้องคดีโดยรัฐที่กล่าวถึงข้างต้น เพราะจุดร่วมของทั้งสองประเด็นคือรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายจำกัดสิทธิของประชาชนโดยตรง
3. รัฐไม่เพียงต้องงดเว้นจากการละเมิดสิทธิ แต่ต้องมีหน้าที่เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างปลอดภัยและปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการสากล
ร่างกฎหมายสามฉบับที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องปิดปาก
ปัจจุบันประเทศไทยมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องปิดปากอยู่พร้อมกันสามฉบับ ร่างของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดเวทีรับฟังความเห็นมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้งตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 จนถึงล่าสุดในปี 2569 มีเจ้าภาพหลักคือกระทรวงยุติธรรม โดยแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับพร้อมกัน คือประมวลกฎหมายอาญา ป.วิ.อาญา ป.พ.พ. และ ป.วิ.แพ่ง จุดเด่นที่แตกต่างจากร่างอื่นคือกลไกระดับพนักงานสอบสวน ซึ่งให้อำนาจตำรวจทำความเห็นเสนออัยการและพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาโดยไม่มีหลักประกันได้หากพบว่าเป็นการฟ้องปิดปาก นี่คือกลไกที่เข้าไปแก้ช่องว่างเรื่องภาระในชั้นสอบสวนที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้โดยตรง ในเวทีรับฟังความเห็นล่าสุดยังมีข้อเสนอให้ขยายนิยาม “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมการตรวจสอบทุจริตทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และปรับถ้อยคำจาก “ระงับ” เป็น “ขัดขวางหรือยับยั้ง”
อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังไม่มีความคืบหน้าเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เรื่อง “ขอให้เร่งรัดผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน และสื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ”15
ร่างของพรรคประชาชน ยื่นเข้าสภาแล้วและรอบรรจุเข้าวาระ แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับเช่นกัน มีนิยาม “การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ชัดเจนในกฎหมายอาญามาตรา 1 มีกลไกยกฟ้องเร็วที่ยื่นคำร้องได้ภายใน 15-30 วัน ให้อำนาจอัยการยุติคดีที่มีเจตนาปิดกั้นการมีส่วนร่วม และให้ศาลสั่งโจทก์จ่ายทั้งค่าใช้จ่ายดำเนินคดีและค่าสินไหมเพื่อการลงโทษ พร้อมยกเลิกโทษจำคุกฐานหมิ่นประมาทเปลี่ยนเป็นโทษปรับ
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การใช้สิทธิไม่สุจริตและมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี) โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ปัจจุบันเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือมาตรา 33/1-33/5 ที่วางกลไกตรวจสอบเจตนาไม่สุจริตในชั้นคดีแพ่ง และมาตรา 252/1-252/7 ที่ว่าด้วยมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับนี้ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ส่วนแรกเกี่ยวข้องกับความสุจริตในกระบวนพิจารณา (มาตรา 33/1-33/5) วางหลักการที่ดีแต่มีถ้อยคำกว้างเกินไปจนเสี่ยงครอบคลุมถึงการรายงานข่าวหรือการแสดงความเห็นสาธารณะ และขาดมาตรการที่สำคัญที่สุดคืออำนาจยกฟ้องคดีที่ปราศจากมูลโดยเร็ว ขณะที่ส่วนที่สองคือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี (มาตรา 252/1-252/7) กลับเป็นความเสี่ยงเชิงหลักการที่ร้ายแรงกว่า เนื่องจากกำหนดเกณฑ์ก่อนฟ้องต่ำกว่าเกณฑ์หลังฟ้องตามมาตรา 255 ที่ใช้บังคับอยู่ ทั้งที่ตามหลักสากลการจำกัดสิทธิล่วงหน้าต้องผ่านการทดสอบความจำเป็นและได้สัดส่วนอย่างเข้มงวดกว่าปกติ ที่ร้ายแรงที่สุดคืออำนาจจับกุมและกักขังตามมาตรา 252/3 วรรคสอง เปลี่ยนฐานของอำนาจจากการป้องกันมิให้จำเลยหลบหนีหรือซุกซ่อนพยานหลักฐาน มาเป็นการบังคับให้เชื่อฟังคำสั่งศาลโดยตรงซึ่งเป็นการเปลี่ยนลักษณะของอำนาจโดยสิ้นเชิง ไม่มีเพดานระยะเวลารวมของการกักขังต่างจากกฎหมายปัจจุบันที่จำกัดไว้ไม่เกินหกเดือน และไม่มีสิทธิขอเพิกถอนคำสั่งหรือปล่อยตัวเนื่องจากร่างกำหนดให้คำสั่งเป็นที่สุด หากคำสั่งต้นทางที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนนั้นมีผลเป็นการห้ามเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็น การกักขังที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงมาตรการบังคับคดีที่เข้มงวดเกินไป แต่กลายเป็นการลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลเพราะเหตุแห่งการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยตรง ซึ่งขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งข้อ 9 ว่าด้วยการห้ามควบคุมตัวโดยพลการ และข้อ 19 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก
ปัจจุบันร่างฉบับนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 และมีกำหนดปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนปิดรับฟัง จึงควรเข้าไปแสดงความคิดเห็นโดยเร็วที่สุด




