มกราคม–มิถุนายน 2569

การเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากผู้คน
หากมองย้อนกลับไปในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงกิจกรรม การรณรงค์ หรือเวทีเสวนาที่จัดขึ้นทั่วประเทศ แต่คือการเติบโตของผู้คน ความสัมพันธ์ และความร่วมมือ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในหลายพื้นที่ ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วม แต่เริ่มมีบทบาทในการออกแบบกิจกรรมและกำหนดประเด็นที่ต้องการผลักดันด้วยตนเอง เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่เริ่มสร้างพื้นที่เรียนรู้และชวนคนรอบตัวมาพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชน ภาคีและสื่อไม่ได้เพียงช่วยเผยแพร่ข่าวสาร แต่กลายเป็นผู้ร่วมผลักดันให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น
สำหรับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากองค์กรเพียงลำพัง แต่เกิดจากผู้คนจำนวนมากที่ร่วมกันลงมือทำ ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2569 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ซึ่งไม่เพียงสะท้อนผลของการทำงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคต
1. เมื่อความไว้วางใจกลายเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง
“การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มต้นจากการรณรงค์ครั้งใหญ่ แต่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ผู้คนเลือกจะสร้างร่วมกัน“
หากถามว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของแอมเนสตี้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 คำตอบอาจไม่ใช่จำนวนกิจกรรม จำนวนผู้เข้าร่วม หรือจำนวนข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ แต่คือ “ความไว้วางใจ” ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้คนและภาคีในหลากหลายพื้นที่
ความไว้วางใจเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากเกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง การรับฟังอย่างจริงจัง และการเคียงข้างชุมชนในประเด็นที่พวกเขาให้ความสำคัญ แม้ในวันที่ไม่มีแคมเปญใหญ่หรือประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เราเห็นชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อ และเครือข่ายในพื้นที่จำนวนมาก เริ่มชวนแอมเนสตี้เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำงาน ไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยสื่อสารประเด็นหรือร่วมจัดกิจกรรม แต่เพื่อร่วมคิด วิเคราะห์สถานการณ์ และออกแบบแนวทางการทำงานไปด้วยกัน
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของแอมเนสตี้ จากองค์กรที่ทำงานรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน สู่การเป็นพันธมิตรที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าจะร่วมเรียนรู้ รับฟัง และเดินไปด้วยกันในระยะยาว
เรื่องราวจากพื้นที่
กลุ่มพีมูฟซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรัฐจาก 19 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน–ป่าไม้ ข้อพิพาทกับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐรวมถึงกฎหมายด้านเศรษฐกิจพิเศษ

ความไว้วางใจยังสะท้อนผ่านความร่วมมือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องกับภาคีในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา Community Space ร้านหนังสืออิสระ หรือเครือข่ายสื่อในพื้นที่ หลายความร่วมมือเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการสนับสนุนกิจกรรมเล็กๆ แต่ค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันในระยะยาว ทั้งการเปิดพื้นที่เรียนรู้ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการสนับสนุนกันในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชน
การทำงานร่วมกับ Community Space และร้านหนังสืออิสระ ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ขณะที่ความร่วมมือกับสื่อช่วยให้เรื่องราวจากชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเผยแพร่ไปสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการมีภาคีเพิ่มขึ้น แต่คือการที่ผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนเริ่มมองเห็นว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และการทำงานร่วมกันสามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนได้มากกว่าการทำงานเพียงลำพัง
6 เดือนที่ผ่านมา เราเห็น…
- ชุมชนและภาคีเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการทำงานตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มากกว่าการร่วมเฉพาะช่วงรณรงค์หรือจัดกิจกรรม
- ความร่วมมือขยายไปสู่ภาคประชาสังคม สื่อ สถาบันการศึกษา Community Space และเครือข่ายในพื้นที่
- ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมกันในระยะยาว
รู้จักผู้ร่วมเดินทางของเรา
“กระบวนการทำงานเป็นทีม รวมถึงการประสานงานกับสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด“
หนึ่งในผู้เข้าร่วมการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง สำหรับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-Move
Highlight
- ภาคีและเครือข่ายที่ร่วมดำเนินงาน 17 องค์กร
- พื้นที่หรือชุมชนที่ร่วมทำงาน 4 พื้นที่
- Community Space / ร้านหนังสือ / พื้นที่เรียนรู้ 20 แห่ง
การสร้างความไว้วางใจอาจเป็นผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ไม่ชัดเท่าจำนวนกิจกรรมหรือผู้เข้าร่วม แต่สำหรับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ความไว้วางใจคือรากฐานที่ทำให้ผู้คนกล้าส่งเสียง ภาคีกล้าร่วมลงมือทำ และเครือข่ายสามารถเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้ในระยะยาว ครึ่งปีแรกของปี 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการขยายตัวของเครือข่ายการทำงาน หากยังสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าพวกเขาไม่ได้เดินเพียงลำพัง และมีพันธมิตรที่พร้อมก้าวไปด้วยกันทุกก้าวของการเปลี่ยนแปลง
2. เมื่อผู้คนลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง
“การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมีคนเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น แต่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนเชื่อว่าพวกเขาเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้“
การสร้างขบวนการสิทธิมนุษยชนไม่ใช่การทำให้คนจำนวนมากขึ้นมาฟังเรา แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ค้นพบเสียงของตนเอง และลุกขึ้นมาลงมือทำในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตและชุมชนของพวกเขา ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2569 เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งเยาวชน สมาชิก อาสาสมัคร และภาคี ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรมของแอมเนสตี้อีกต่อไป แต่เริ่มสร้างพื้นที่เรียนรู้ ชวนผู้คนมาพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชน และริเริ่มกิจกรรมของตนเองในมหาวิทยาลัย ชุมชน และเครือข่ายที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง
หนึ่งในพื้นที่สำคัญของการเติบโตนี้ คือ Human Rights Geek ค่ายที่จัดมาต่อเนื่องหลายปีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตั้งคำถามต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน หลายคนนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง บางคนร่วมก่อตั้งหรือขับเคลื่อน Amnesty Club บางคนจัดวงพูดคุยในมหาวิทยาลัย ขณะที่บางคนเริ่มเชื่อมโยงประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับงานหรือชุมชนที่ตนเองทำงานอยู่
Amnesty Club เองก็เติบโตไปอีกขั้นจากการเป็นกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมสู่การเป็นพื้นที่ที่สมาชิกสามารถกำหนดแนวทางการทำงานของตนเอง มีช่องทางการสื่อสารที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มและพัฒนากติกาการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน
แอมเนสตี้ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และพื้นที่ในการเรียนรู้ แต่การตัดสินใจว่าจะหยิบยกประเด็นใด วิธีการทำงานแบบไหน หรือจะชวนผู้คนในพื้นที่อย่างไร ล้วนเป็นสิ่งที่แต่ละ Club และผู้เข้าร่วมช่วยกันออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

การเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่เราเห็น คือการที่ผู้คนเริ่มใช้ประสบการณ์ของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารเรื่องสิทธิมนุษยชน แทนที่จะรอให้องค์กรเป็นผู้เล่าเรื่องแทน การเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ถ่ายทอดเรื่องราว ความกังวล และความหวังของตนเอง ทำให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเชื่อมโยงกับชีวิตจริงมากขึ้น และทำให้การรณรงค์มีความหมายมากกว่าการสื่อสารข้อมูลเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหกเดือนที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น แต่คือการที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองเห็นว่าพวกเขาเองก็สามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวัน และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้
เรื่องราวของการเติบโต
จากการได้รับ Activism Fund และการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาจากผู้สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนสู่การเป็นผู้ริเริ่มและออกแบบกิจกรรมสาธารณะด้วยตนเอง โดยเลือกหยิบยกประเด็นกระบวนการ EIA และผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากโครงการเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทดมาสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับสาธารณะ สะท้อนถึงความมั่นใจและศักยภาพของเยาวชนในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนในสังคม
6 เดือนที่ผ่านมา เราเห็น…
- เยาวชนและสมาชิกเริ่มสร้างพื้นที่เรียนรู้และกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในมหาวิทยาลัยและชุมชนของตนเอง
- Amnesty Club พัฒนาการทำงานและการสื่อสารที่สะท้อนบริบทของแต่ละกลุ่มมากขึ้น
- ผู้เข้าร่วมนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดในเครือข่ายและพื้นที่ของตนเอง แทนที่จะสิ้นสุดลงเมื่อกิจกรรมจบลง
รู้จักผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง
“หลายคนอาจคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องเครียด แต่พอมีแอมเนสตี้ คลับ ก็ทำให้มันใกล้ตัวมากขึ้น และเราคุยได้แบบไม่ต้องกังวล ไม่ได้เครียดอย่างที่คิด บางทีถ้าเหงาๆ ก็ไปนั่งเล่นบอร์ดเกมกันได้ บอร์ดเกมมีทั้งความรู้และความสนุก แถมได้เพื่อนเพิ่มด้วย“
สมาชิกแอมเนสตี้ คลับ
Highlight
- Amnesty Club ที่ดำเนินกิจกรรม 13 แห่ง
- กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมหรือ Club ริเริ่มต่อยอด 47 กิจกรรม

การสร้างขบวนการสิทธิมนุษยชนไม่ใช่การทำให้ผู้คนเดินตามองค์กร แต่คือการที่ผู้คนลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบของตนเอง และเชื่อมโยงสิทธิมนุษยชนเข้ากับชีวิตประจำวันของชุมชนที่พวกเขาอยู่ เมื่อผู้คนกลายเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนก็ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับโครงการหรือกิจกรรมหนึ่งครั้ง แต่สามารถเติบโตและส่งต่อไปยังผู้คนรุ่นต่อไปได้
3. เมื่อเสียงของผู้คนเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
“การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการรับฟังผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่การตัดสินใจแทนพวกเขา“
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือการกำหนดนโยบาย แต่คือเรื่องของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบเหล่านั้นทุกวัน ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2569 แอมเนสตี้ทำงานร่วมกับชุมชน เด็กและเยาวชน ภาคี และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้สะท้อนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และร่วมกำหนดประเด็นที่ต้องการผลักดัน ไม่ใช่ในฐานะผู้ให้ข้อมูล แต่ในฐานะเจ้าของประสบการณ์ที่มีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายระดับ ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ การทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่เวทีนโยบายทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของปีนี้ คือการเตรียมข้อเสนอสำหรับกระบวนการ Universal Periodic Review (UPR) ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมร่วมสะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ แทนที่จะเป็นเพียงรายงานขององค์กร กระบวนการนี้ให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อเสนอจากผู้ที่ทำงานและได้รับผลกระทบในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ข้อเสนอสะท้อนความเป็นจริงจากพื้นที่มากที่สุด
อีกพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนหลักการเดียวกัน คือ Child-led Consultation ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิของตนเองโดยตรง แทนที่จะให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ตีความหรือพูดแทน เสียงของเด็กจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบของกระบวนการ แต่เป็นหัวใจสำคัญของข้อเสนอที่ถูกนำไปใช้ในการทำงานต่อ
นอกจากการทำงานในเวทีระดับนานาชาติ แอมเนสตี้ยังร่วมผลักดันให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยเชิงนโยบายในประเทศไทย ผ่านการจัดเวทีสาธารณะ การทำงานร่วมกับภาคี และการเชื่อมโยงเสียงจากชุมชนเข้าสู่การแลกเปลี่ยนกับผู้กำหนดนโยบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้คน

แม้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจะต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหกเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการรับฟังผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ต้น ทำให้ข้อเสนอมีความหลากหลาย สะท้อนความเป็นจริง และสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความหมายมากขึ้น
6 เดือนที่ผ่านมา เราเห็น…
- ชุมชน เด็กและเยาวชน มีบทบาทในการร่วมกำหนดข้อเสนอด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
- ข้อเสนอจากผู้ได้รับผลกระทบถูกเชื่อมโยงเข้าสู่กระบวนการผลักดันเชิงนโยบายทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ
- การทำงานด้านนโยบายให้ความสำคัญกับการรับฟังและการมีส่วนร่วมของผู้คนตั้งแต่ต้นกระบวนการ
Highlight
- กระบวนการ UPR 5 องค์กรภาคี
- Child-led Consultation 38 เด็กและเยาวชน
- เวทีรับฟังความคิดเห็น / Policy Dialogue 3 เวที
ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ควรเป็นเพียงผู้เล่าปัญหา แต่ควรมีโอกาสร่วมออกแบบทางออกของปัญหานั้นด้วย ทุกครั้งที่เสียงจากชุมชน เด็ก และผู้ได้รับผลกระทบได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง กระบวนการกำหนดนโยบายก็มีโอกาสสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งอยู่บนประสบการณ์ของผู้คน ไม่ใช่เพียงข้อสมมติจากภายนอก


4. เมื่อสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องของทุกคน
“สิทธิมนุษยชนจะมีความหมายที่สุด เมื่อผู้คนรู้สึกว่านี่คือเรื่องของพวกเขา และเชื่อว่าตนเองสามารถลงมือทำบางอย่างได้“
สิทธิมนุษยชนอาจฟังดูเป็นเรื่องของกฎหมาย นโยบาย หรือประเด็นระดับประเทศ แต่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การรับฟังกัน การเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น ไปจนถึงการยืนหยัดเคียงข้างผู้คนที่กำลังเผชิญความไม่เป็นธรรม
ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2569 แอมเนสตี้พยายามเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบกับสิทธิมนุษยชนในรูปแบบที่ใกล้ตัวมากขึ้น ผ่านการพูดคุย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน การฉายภาพยนตร์ วงสนทนา กิจกรรมในช่วง Pride Month การทำงานร่วมกับ Community Space และร้านหนังสืออิสระ รวมถึงเครื่องมือสื่อสารที่พัฒนาร่วมกับภาคีและ Amnesty Club ช่วยให้การพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น และเปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนเลือกวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง



การสื่อสารในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ยังให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาที่เรียบง่ายและการเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ของผู้คน มากกว่าการอธิบายหลักการเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว เพราะเราเชื่อว่าการทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราว คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วม แนวทางการทำงานเช่นนี้ยังขยายไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานและภาคีที่ทำงานด้านการสื่อสาร เพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนของทุกคน แต่การสื่อสารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้คนยังไม่รู้สึกว่าพวกเขาสามารถลงมือทำอะไรได้
ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการแสดงพลังของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเขียนจดหมายถึงผู้ถูกคุมขัง การร่วมต้อนรับผู้ที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนสู่สังคม การยืนหยัดเคียงข้างนักข่าวเมียนมาที่ต้องลี้ภัยจากสถานการณ์ความขัดแย้ง การยื่นหนังสือเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ และการสนับสนุนผู้คนที่กำลังเผชิญความไม่เป็นธรรมในสถานการณ์ต่างๆ

การกระทำเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก การได้รับรู้ว่ายังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่ทอดทิ้งพวกเขา คือพลังสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไม่ได้เปลี่ยนแปลงสังคมเพียงเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่เปลี่ยนแปลงสังคมเมื่อผู้คนเริ่มเชื่อว่าการเขียนจดหมาย การร่วมลงชื่อ การเข้าร่วมวงสนทนา หรือการยืนเคียงข้างกัน ล้วนเป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนในแบบที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้
เรื่องราวของการยืนหยัดเคียงข้างกัน
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึง กุมภาพันธ์ 2569 ผู้คนจำนวนมากร่วมเขียนจดหมาย ลงชื่อ และส่งกำลังใจ “ไซ ซอว์ แต็ก” จนกลายเป็น 3,008 แอคชั่น

วันที่ 8 เมษายน 2569 หน้าสถานทูตเมียนมาในกรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยื่น 3,008 แอคชั่น พร้อมส่งเสียง #FreeSaiZawThaike เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว “ไซ ซอว์ แต็ก” ช่างภาพข่าวที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เพียงเพราะรายงานความจริงเรื่องพายุไซโคลนในเมียนมา ป้ายข้อความถูกยกขึ้นพร้อมกัน เสียง “Free Sai Zaw Thaike” ดังขึ้นพร้อมกัน 3 ครั้ง เสียงของการรวมตัวในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น แต่คือการยืนยันร่วมกันว่า การนำเสนอความจริงไม่ควรถูกทำให้เป็นความผิด หลังการยื่นจดหมาย แก้วชาเมียนมาถูกยกขึ้นพร้อมซาโมซาในมือ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ส่งไปถึงผู้คนในเมียนมา ภาพเหล่านี้ต้องการทำให้เห็นการยืนหยัดเคียงข้างกัน แม้อยู่คนละประเทศ และเสียงจากประเทศไทยที่ต้องการส่งไปถึงรัฐบาลทหารในเมียนมา เพื่อบอกว่ายังมีคนจำนวนมากที่ไม่ลืม และยังคงรอความยุติธรรม
6 เดือนที่ผ่านมา เราเห็น…
- สิทธิมนุษยชนถูกพูดถึงในพื้นที่ที่หลากหลายและใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
- ภาคีและ Amnesty Club มีเครื่องมือและพื้นที่ในการสื่อสารประเด็นสิทธิมนุษยชนในแบบที่เหมาะกับชุมชนของตนเอง
- ผู้คนร่วมแสดงพลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันผ่านการลงมือทำในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เรื่องราวของผู้ร่วมสร้างความหวัง
“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีความสัมพันธ์หรือคอนเน็กต์กับชุมชนรอบข้างมากขึ้น เพื่อทำให้เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตที่มันมีอยู่ ทั้งเรื่องความผูกพันธ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ใช่มองแค่ว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวหรือไม่เกี่ยวกับเรา“
ตีรณา บรรลือทรัพย์ – นักศึกษาฝึกงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
Highlight
- เดือนมีนาคมเราได้ส่งจดหมายจากแคมเปญ FreeRatsadon 1,525 ฉบับ ถึงผู้ถูกคุมขัง 61 คน
- กิจกรรมหรือการแสดงพลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 9 กิจกรรม
- กิจกรรมสื่อสารสาธารณะ 19 กิจกรรม

การเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือเวทีนโยบาย หากยังเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ผู้คนเลือกจะรับฟังกัน ยื่นมือช่วยเหลือกัน และลุกขึ้นยืนเคียงข้างกันในวันที่ใครบางคนกำลังเผชิญความไม่เป็นธรรม เมื่อสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง และเชื่อว่าตนเองสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุย การเรียนรู้ หรือการลงมือทำ การปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ขององค์กรเพียงแห่งเดียว แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม
การเดินทางยังไม่สิ้นสุด
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้น หรือประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม แต่คือผู้คนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมามีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เราเห็นชุมชนที่ได้รับความไว้วางใจมากพอจะชวนกันออกแบบการทำงาน เราเห็นเยาวชนที่เริ่มสร้างพื้นที่เรียนรู้ของตนเอง เราเห็นเสียงของผู้ได้รับผลกระทบที่ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่เวทีนโยบาย และเราเห็นผู้คนจำนวนมากเลือกยืนหยัดเคียงข้างกัน แม้ในวันที่การเปลี่ยนแปลงยังต้องใช้เวลา
หลายเรื่องราวอาจยังไม่สิ้นสุด หลายข้อเสนออาจยังต้องได้รับการผลักดันต่อ และอีกหลายความท้าทายยังรอการแก้ไข แต่ทุกก้าวที่เกิดขึ้นในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ยืนยันให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มต้นจากคนเพียงไม่กี่คน หากเกิดจากผู้คนจำนวนมากที่เลือกจะรับฟัง เรียนรู้ และลงมือทำร่วมกัน
ก้าวต่อไปในครึ่งปีหลัง
ครึ่งปีหลังของปี 2569 เราจะยังคงทำงานร่วมกับสมาชิก อาสาสมัคร ชุมชน ภาคี และผู้สนับสนุน เพื่อเดินหน้าผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง
- Universal Periodic Review (UPR) – ร่วมผลักดันข้อเสนอด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยร่วมกับภาคีและผู้ได้รับผลกระทบ
- HOME และ RESIST – เดินหน้าการทำงานร่วมกับชุมชนและเครือข่าย เพื่อผลักดันสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และการคุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม
- Write for Rights 2026 – เชิญชวนผู้คนร่วมส่งเสียงและแสดงพลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
- การมีส่วนร่วมของเยาวชนและสมาชิก – สนับสนุนพื้นที่เรียนรู้และการขับเคลื่อนโดยผู้คนในชุมชน มหาวิทยาลัย และเครือข่ายทั่วประเทศ
ขอบคุณที่ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง
ทุกเรื่องราวในบทความนี้เกิดขึ้นได้จากการร่วมมือของสมาชิก อาสาสมัคร ผู้บริจาค ภาคี ชุมชน และผู้คนอีกมากมายที่เชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกก้าวที่ผ่านมา เพราะไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเล็กหรือใหญ่ ทุกก้าวล้วนเริ่มต้นจากผู้คนที่เชื่อว่าโลกที่เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนของทุกคนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้




