สรุปการเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”

การรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557 การเรียกตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หรือการออกหมายจับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายราย นำไปสู่การลี้ภัยของนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก หลายคนยังคงใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่หลายคนสูญหายหรือจบชีวิตลงโดยที่คดียังเต็มไปด้วยปริศนาและยังไร้ความคืบหน้าทางกระบวนการยุติธรรม 

ในบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหาย ชื่อของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ต้าร์” น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูใครหลายคนมากที่สุด เขาถูกบังคับสูญหายขณะที่ลี้ภัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 โดยในช่วงเวลาก่อนที่ชายนิรนาม 4 คน จะจับตัวเขาขึ้นไปบนรถตู้ วันเฉลิมกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว และเสียงสุดท้ายของวันเฉลิมที่พี่สาวของเขาได้ยินคือ “หายใจไม่ออก”

ความอุกอาจของปฏิบัติการ “อุ้มหาย” ที่เกิดขึ้นกลางกรุงพนมเปญในเวลากลางวัน พร้อมคำพูดสุดท้ายที่เห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับวันเฉลิม แทนที่จะส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในสังคม แต่ชื่อและเรื่องราวการถูกบังคับสูญหายของเขากลับเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ที่ปะทุขึ้นในปีเดียวกันนั้น และวันเฉลิมก็ไม่เคยถูกลืมเลือนอีกเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปี องค์กรภาคประชาสังคมและครอบครัวของวันเฉลิมยังคงเดินหน้าตามหาเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ยังมีการจัดงานระลึกถึงการหายตัวไปของวันเฉลิมอยู่เสมอ

26 มิถุนายน 2569 ในวาระครบรอบ 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม ครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล และเครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ร่วมกันจัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” ณ สวนครูองุ่น ทองหล่อ กรุงเทพมหานคร โดยหนึ่งในกิจกรรมหลักของงาน ได้แก่ วงเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” ซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความหวังของตัวแทนครอบครัว ทนายความ เจ้าหน้าที่จากองค์การระหว่างประเทศ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไป คือ “ความรัก” จากพี่สาวถึงน้องชาย

ก่อนการบังคับสูญหายวันเฉลิมในปี 2563 “สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “เจน” อาจเป็นเพียงชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตอิสระ ทำงาน และพักผ่อนเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่หลังจากการจากไปของน้องชายคนเดียวอย่างวันเฉลิม พร้อมเสียงอำลาสุดท้ายที่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก ชีวิตของสิตานันก็เปลี่ยนไป สู่การเป็นทั้งครอบครัวผู้สูญหาย ผู้เสียหาย และที่สำคัญคือการเป็น “พี่สาววันเฉลิม” กลับเข้มข้นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

“มันยากทุกตรงเลย ตั้งแต่วันแรกที่หายไป เพราะว่าเราไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ คือเราไม่สามารถบอกใครได้ หรือไว้ใจใครได้ เพราะว่าคดีของต้าร์ไม่เหมือนกับคดีอื่นๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากจริงๆ เพราะว่าตำรวจช่วยไม่ได้ ใครก็ช่วยไม่ได้ และเหตุมันเกิดขึ้นที่ต่างประเทศ มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่”

สิตานันเล่าว่า ในช่วงแรกที่เธอตัดสินใจออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับน้องชาย นอกเหนือจากการถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอำนาจ ยังมีความหวาดกลัวจากคนรอบข้าง ที่พยายามเตือนไม่ให้เธอออกมาส่งเสียงเรียกร้อง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเธออีกคน

ทำไมเราอยู่กับมันได้ ก็เพราะเขาเป็นน้องเรา ตั้งแต่วันแรกเราคิดเลยนะว่า ใครห้ามอะไรก็ช่าง แต่เราไม่รู้หรอก เราจะทำให้ดีที่สุด เราจะเก็บข้อมูล เก็บหลักฐานให้ได้มากที่สุด เราต้องทำตอนนี้ ถ้าเราจะมาทำทีหลังมันไม่เหลืออะไรให้เราเก็บแล้ว ไม่เหลืออะไรให้เราทำแล้ว

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

แม้ที่ผ่านมาสิตานันจะเป็นสายบู๊ ตรงไปตรงมา และไม่ประนีประนอมให้กับความไม่ถูกต้อง แต่การที่น้องชายถูกบังคับสูญหายไปต่อหน้าต่อตา ก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจของสิตานันอย่างรุนแรง ทั้งความรู้สึกไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากการถูกกระทำโดยระบบที่ไม่เป็นธรรม และการทุ่มเทแรงกายแรงใจทำในสิ่งที่เธอไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ เช่น การเดินทางไปทวงถามความยุติธรรมที่บ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มใหญ่ที่ประจำการอยู่

สิตานันบอกว่า “อดทน เข้มแข็ง อึด” คือคุณสมบัติของคนข้างหลังที่ต้องการตามหาและทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก เพราะการตามหาบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐทำให้สูญหายจะต้องสูญเสียทั้งเวลา เงิน และที่สำคัญคือกำลังใจ สิตานันเล่าว่า ในบางคืนที่นอนไม่หลับ เธอด่าทอน้องชายที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ แต่เธอก็เชื่อว่า หากวันเฉลิมอยู่ตรงหน้า เขาคงจะหัวเราะ เพราะการที่เขาถูกบังคับสูญหายกลับทำให้คนไทยตาสว่าง มีความตื่นรู้และรู้จักสิทธิของตัวเองมากขึ้น หลายอย่างในประเทศไทยเปลี่ยนไป และเขาจะไม่เสียใจกับเรื่องนี้

“ต้าร์มันเป็นคนที่ใส่ใจทุกคน แคร์ความรู้สึกคนอื่น เป็นสายประนีประนอม ต้าร์มันให้เพื่อนมาก แล้วพอต้าร์หายไป มันมีความรักจากคนที่ไม่รู้จัก เป็นใครก็ไม่รู้หลายๆ คน เด็กๆ น้องๆ ให้ความสำคัญและให้ความเห็นอกเห็นใจต่อพี่และครอบครัวพี่ ในการออกมาตามหา ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม” สิตานันเล่าถึงมิตรภาพต่างวัยที่น้องชายทิ้งไว้ให้ หลังจากที่เขาหายตัวไป

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือความรักที่เรามีให้กับน้อง

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

ทนายความ ผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายและสแตนด์บายทางจิตใจ

ในปีที่วันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย การพึ่งพากระบวนการทางกฎหมายต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา โดยการแจ้งความและดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร และสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการเรื่องคดี ซึ่งในขณะนั้น นอกจากข้อเท็จจริงที่สิตานันเดินทางไปค้นหาด้วยตัวเองที่ประเทศกัมพูชา ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลใดๆ ทำให้ทีมทนายความมีข้อเท็จจริงน้อยมาก อย่างไรก็ตาม 3 ปีหลังจากการบังคับสูญหายวันเฉลิม มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นความสำเร็จจากการต่อสู้ร่วมกันอย่างยาวนานระหว่างญาติผู้สูญหายกับภาคประชาสังคม ทำให้ในที่สุด กรณีบังคับสูญหายก็กลายเป็นความผิดตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จะสามารถใช้กฎหมายนี้ในการตามหาและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายได้ในที่สุด

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รับผิดชอบคดีบังคับสูญหายวันเฉลิม กล่าวว่า หลังจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ในปี 2566 ทำให้การบังคับสูญหายกลายเป็นข้อหาที่ชัดเจน ไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักร หรือกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมทั้งมีการกำหนดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. อย่างชัดเจน และหลังจากที่สิตานันเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ก็เริ่มมีผู้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีมากขึ้น

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

พอมีกฎหมายแล้วมันมีเจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบ มีหน่วยงานรับผิดชอบ และกลไกของเราก็จะทำหน้าที่ติดตามเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้ว่าดำเนินการถึงไหนแล้ว รวบรวมพยานหลักฐานถึงไหนแล้ว ก็ใช้วิธีนี้ติดตามกันเรื่อยมา

พรพิมล มุกขุนทด

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของคดี พรพิมลระบุว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง แสวงหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ และรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุ ซึ่งถือว่ายังมีความคืบหน้า เมื่อเทียบกับหลายกรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมืองรายอื่นๆ ที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากกรณีของวันเฉลิมนั้นมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าวันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย ในขณะที่กรณีบังคับสูญหายอื่นๆ ญาติต้องแบกภาระในการพิสูจน์ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายจริง ขณะที่ธรรมชาติของการบังคับสูญหายคือการมุ่งอำพรางพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุ

“คดีเกี่ยวกับคนหายยากมาก เพราะว่าเรามองไม่เห็นปลายทาง แต่สาเหตุที่ยังทำเรื่องนี้อยู่เพราะเรามองเห็นความเดือดร้อนของผู้เสียหาย เราเห็นความยากลำบากในการทำคดีเหล่านี้มากจริงๆ เราก็คิดว่าถ้าเป็นส่วนหนึ่งในการได้อยู่ ร่วมแลกเปลี่ยน หรือบอกเขาว่ายังมีพวกเราอยู่ ที่พร้อมสแตนด์บาย หรือว่าต่อสู้เรียกร้องให้ ก็คิดว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทำให้ยังทำเรื่องนี้อยู่”

“อีกเรื่องหนึ่งคือ เป้าหมายในการทำงานนี้ ประเด็นนี้ เพราะเราอยากให้ที่บ้านของเราปลอดภัย ไม่ควรมีใครต้องถูกจับหรือพาตัวไป เพียงเพราะเขาเชื่อบางอย่าง หรือแสดงความคิดเห็นบางอย่างที่ไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ ไม่ต้องมาเจอเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ดีๆ ก็มาอุ้มใครไปก็ได้ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยากทำงานนี้เพื่อให้สังคมได้รับความปลอดภัย” พรพิมลกล่าว

เมื่อได้รับการจดจำ ข้อมูลจะไม่มีวันหมดอายุ

“คิดว่าทุกที่มีคนหายไหม” นี่คือคำถามที่ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) มักจะใช้เริ่มบทสนทนา เมื่อมีโอกาสไปบรรยายในที่ต่างๆ เนื่องจากหลายครั้ง มักมีผู้ฟังบรรยายแสดงความเห็นว่า คนหายนั้นอาจไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ที่ไหนสักที่ หรือบางคนอาจมีความสัมพันธ์อื่นที่แอบแฝงอยู่ ทำให้ไม่ยอมกลับไปหาครอบครัว

ภัทรานิษฐ์อธิบายว่า สมัยก่อน การทำให้คนหายไปไม่ถือว่าผิดกฎหมาย และมีการอนุญาตให้กระทำเช่นนี้ได้ ดังเช่นหลายประเทศในลาตินอเมริกา ที่มีการบังคับสูญหายผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และนำไปสู่การพัฒนาหลักการและร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายในที่สุด

ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR)

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การบังคับสูญหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างเช่นนั้น โดยจากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า อาจมีกรณีคนหายที่เกิดขึ้นก่อนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างน้อย 91 กรณี แต่ผ่านการพิจารณาและค้นหาชะตากรรม รวมถึงญาติบางส่วนตัดสินใจว่าจะไม่ไปต่อกับกระบวนการของสหประชาชาติ จึงทำให้ขณะนี้ มีกรณีคนหายที่ยังอยู่กับคณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ 77 กรณี และมีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาล คือกรณีการบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร

“กรณีของต้าร์ไม่ได้อยู่ใน 77 กรณีที่เราติดตามอยู่ คือ 77 กรณี เป็นการติดตามผ่านคณะผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยเรื่องคนหาย การกระทำให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ แต่ว่ากรณีของต้าร์เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา ซึ่งถ้ามองในมุมกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เขาเป็นภาคีของอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกกระทำให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ ตั้งแต่ปี 2557 เพราะฉะนั้น ช่วงที่ต้าร์หายไปตอนนั้น จึงมีกระบวนการที่เรียกว่า Urgent Action มาตรการด่วนจากตัวคณะกรรมการที่ทำงานตามอนุสัญญานี้ส่งไปที่กัมพูชาก่อน หลังจากที่ไทยมีกฎหมายภายในออกมาเมื่อปี 2565 ใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 คณะกรรมการชุดนี้เลยตั้งใจจะส่ง Urgent Action กรณีวันเฉลิม ให้กับประเทศไทยด้วย”

ภัทรานิษฐ์ระบุว่า กรณีของวันเฉลิม และอีก 77 กรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้กระบวนการที่เรียกว่า “งานด้านมนุษยธรรม” อันประกอบด้วยการค้นหาและการสอบสวน อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับการค้นหาเป็นหลัก ซึ่งภัทรานิษฐ์อธิบายว่า

“เวลาไปคุยกับญาติ เขาจะไม่ถามคุณก่อนหรอกว่า หาคนกระทำผิดได้หรือยัง เขาถามเราก่อนตลอดว่าสรุปรู้หรือยังว่าลูกของฉันอยู่ไหน พ่อของฉันอยู่ไหน น้าชายของฉันอยู่ไหน นี่คือคำถามแรก เพราะฉะนั้น มันจึงมีความสำคัญว่าทำไมสหประชาชาติถึงจัดลำดับความสำคัญของปฏิบัติการพิเศษเหล่านี้ เพราะว่ามันเป็นภารกิจด้านมนุษยธรรม”

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ภารกิจของรัฐในการค้นหาคนหายไม่ควรมีความสำคัญน้อยไปกว่าภารกิจในการสอบสวน ทว่าเมื่อพิจารณาจากกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน ภัทรานิษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีโครงสร้างของหน่วยงานหรือบุคลากรที่รับผิดชอบภารกิจเกี่ยวกับการค้นหา มีเพียงโครงสร้างและหน่วยงานเป็นจำนวนมากที่ถูกมอบหมายมาให้รับผิดชอบเรื่องงานสอบสวน

สิ่งที่สหประชาชาติย้ำก็คือ การทำงานค้นหาคนหายกับการทำงานสอบสวนต้องทำควบคู่ไปด้วยกัน ความไม่คืบหน้าในการสอบสวน การที่ศาลยกฟ้อง หรือการสั่งยุติการสอบสวน ไม่อาจจะเป็นคำตอบให้กับญาติว่ารัฐจะไม่ค้นหาคนหายแล้ว คุณไม่สามารถให้คำตอบหรือยุติภารกิจในการค้นหาคนหายได้ จนกว่าจะรู้ชะตากรรมและที่อยู่ของเขา

ภัทรานิษฐ์ เยาดำ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จาก OHCHR ผู้นี้ยังย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นงานสอบสวนหรือภารกิจค้นหาคนหาย สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัวหรือว่าญาติของผู้เสียหาย ต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหา และกระบวนการสอบสวน นั่นหมายความว่า ต่อให้ไม่มีความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องแจ้งให้ญาติผู้สูญหายทราบอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา และสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างญาติผู้สูญหายกับรัฐ หรือบางเรื่องที่จำเป็นต้องสื่อสารหรือเป็นประเด็นสาธารณะก็จำเป็นต้องทำ 

“จริงๆ แล้ว Urgent Action หรือมาตรการเร่งด่วนมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่า อยากให้ภารกิจหน่วยงานที่ออกค้นหาสันนิษฐานไว้ก่อน หรือคิดไว้ในใจว่าคนที่หายยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น ภารกิจในการค้นหา หัวใจสำคัญที่สุดต้องไม่คิดว่าเขาตายแล้ว คุณต้องทำให้เร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องได้รับการแจ้งความหรือว่าร้องเรียนอย่างเป็นทางการ คุณต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่”

Urgent Action ปัจจุบันรับกรณีคนหายมาแล้วทั่วโลก 2,290 กรณี และมีการปิดเคสไปแล้วประมาณ 500 กว่าเคส ใน 470 กว่าเคสนั้น ผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่

ภัทรานิษฐ์ เยาดำ

เพราะฉะนั้น การที่ไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย และได้ Urgent Action จึงเป็นสัญญาณที่ดีในการได้รับเครื่องมือในการค้นหาคนหาย ด้วยข้อสันนิษฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

“เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเราพูดว่า เวลาพูดถึงเรื่องคนหาย ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องของคนหนึ่งตามหาอีกคนหนึ่งที่หายไป อย่าเพิ่งไปคิดว่าคนนี้เป็นรัฐ คนนี้เป็นศัตรู คนนี้อาจจะเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ให้คิดอย่างนี้ และเวลาเราคิดอย่างนี้ ต่อให้เขาหายไปนานแล้ว เราก็จะไม่คิดว่าจะเอาอะไรอีก ยิ่งมันนาน เขายิ่งอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มวลสารที่เกิดขึ้นกับญาติ กับผู้เสียหาย มันยิ่งสะสม เพราะฉะนั้น ไม่อาจใช้เวลาเป็นตัววัดได้ว่าเมื่อเกิดเหตุนานแล้ว ก็ไม่ต้องทำแล้ว ยิ่งเกิดขึ้นนาน คุณยิ่งต้องทำ นี่เป็นเรื่องที่คุณจำเป็นต้องทำ” ภัทรานิษฐ์ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ภัทรานิษฐ์ย้ำว่า ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการเข้าถึงกลไกระหว่างประเทศ คืออุปสรรคด้านภาษา ที่บังคับให้ต้องใช้หนึ่งในภาษาทางการขององค์การสหประชาชาติ เช่น ภาษาอังกฤษ ขณะที่คนจำนวนมาก เช่น ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ยังไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเหล่านี้ได้

“เพื่อนร่วมงานของเราคนหนึ่ง เวลาเขาไปบรรยาย เขามักจะพูดว่า ข้อมูลที่ส่งมายังสหประชาชาติไม่มีวันหมดอายุ เราเห็นได้ชัดในกรณีของตากใบ อายุความ 20 ปี หมดอายุไปโดยที่นำตัวผู้ต้องหามาขึ้นสู่ศาลไม่ได้ ทำให้ความผิดทางอาญาไม่เกิด แต่ว่าข้อมูลที่ถูกส่งเข้าไปที่องค์การสหประชาชาติ คนหายไปแล้ว 20 ปี 50 ปี มันไม่มีวันหมดอายุ เมื่อวันหนึ่งมันมีความจำเป็นที่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ ข้อมูลเหล่านี้มันจะมีประโยชน์ อีกประการหนึ่ง มันเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้สังคมจดจำ ของการทำให้ญาติจดจำ เราไม่อาจบอกได้ว่ากลไกเหล่านี้จะสามารถทำให้การสอบสวนในประเทศนี้เร็วขึ้น หรือว่าการค้นหาจะเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุด คุณถูกจดจำ” ภัทรานิษฐ์ทิ้งท้าย

ปัญหาคนหายเป็นเรื่องของคนทั้งสังคม

ในอดีต ประเด็นเรื่องคนหายถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น และสมาชิกในครอบครัวต้องพยายามจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ทว่าปัจจุบัน กรณีคนหายหลายกรณีประสบความสำเร็จเนื่องจากความเห็นอกเห็นใจและความร่วมมือของคนในสังคม ภาพที่น่ายินดีเช่นนี้มักพบได้จากข่าวคราวความสำเร็จของศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งนำโดยเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์นั่นเอง

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา

เอกลักษณ์เล่าว่า เมื่อราว 20 ปีก่อน ที่เขาเริ่มทำงานตามหาคนหาย การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่สมัยนี้นั้นง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยเทคโนโลยี การตื่นรู้ของคนในสังคม และความร่วมมือหลายอย่าง แม้กระทั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกัน ด้วยปัญหาสังคมที่ถาโถม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพแวดล้อม อากาศ ภัยพิบัติ ก็อาจจะแย่งพื้นที่การรับรู้ของคนทั่วไปเช่นกัน

“แต่ว่ามันก็มีส่วนที่อันตรายเหมือนกัน เพราะเมื่อมีคนเห็นใจ อิน รับรู้ มันจะกลายเป็นความชินชา สิ่งที่ต้องทำก็คือ เราจำเป็นจะต้องทำให้คนไม่ลืม การตามหาก็คือการไม่ลืม ไม่ลืมและพูดถึง เอาแค่แชร์ พิมพ์สเตตัสถึง วันหนึ่งจำเป็นต้องก้าวออกจากบ้านเพื่อยืนยันว่าคนนี้ยังหายไปอยู่ ก็จำเป็นต้องก้าวมาอยู่ คำว่าไม่ลืมไม่ได้แปลว่าต้องแมสนะ แต่ว่าคุณมีกระบวนการติดตามอยู่”

การทำงานของทีมตามหาคนหายของกระจกเงาจะทำทั้งการพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมาก และการรวบรวมหลักฐานทั้งหมด แต่ตรงกันข้ามกับแนวทางของคณะทำงานตามหาคนหายขององค์การสหประชาชาติ ที่ตามหาคนหายบนข้อสันนิษฐานว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่แนวทางของกระจกเงาจะทำทั้งสองกรณี คือกรณีที่บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ และกรณีที่เขาเสียชีวิตแล้ว นั่นทำให้ระยะหลังมีกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งเมื่อเวลาผ่านไป ยังมีการทำแคมเปญตามหาคนหาย เช่น การประกาศตามหาบนดิจิทัลบิลบอร์ด ข้างขวดน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งตู้เติมเงินหน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนไร้บ้านมานอนพัก และหลายครั้งก็มักจะเจอคนหายจากภาพในตู้เติมเงิน กลายเป็นคนไร้บ้านนอนอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง

“ผมจะบอกญาติเสมอว่าเขาไม่ได้สู้ตามลำพัง และไม่ได้สู้กับกระจกเงาแค่สองคน แต่มีคนสนับสนุนเราเป็นจำนวนมากที่ทำให้เราทำสิ่งนี้ และประวัติศาสตร์การเจอคนหาย ผมบอกเลยว่า มันเจอจากเบาะแสของคนในสังคม มันไม่ได้เจอจากการที่เราเก่งกาจมาก ไปหา สืบสวนจนได้พยานหลักฐานทั้งหมด

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข

เอกลักษณ์ยืนยันจากการทำงานติดตามหาคนหายนานถึง 22 ปีว่า ความหวังเป็นพลังที่ทำให้ครอบครัวคนหายยังเดินหน้าต่อ และการหมดหวังก็หมายถึงการยุติการตามหา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายคนเช่นกัน และไม่ใช่เรื่องผิด

“ตอนหลังที่ผมไปตามเคสที่หายไปนานแล้ว และยังหาไม่เจอ ผมต้องเช็คก่อนเลยว่าเขายังอยากตามอยู่หรือเปล่า ซึ่งมีครอบครัวที่ไม่อยากตาม แต่ผมเห็นแววตาคนอื่นๆ ในบ้าน เขายังอยากตาม และผมไปตามหาให้เจอด้วยนะ ดังนั้นมันหมายความว่า ถ้าสภาพแวดล้อมมันยังพอที่จะมีหวังอยู่ มันก็ทำให้มีโอกาส ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ” เอกลักษณ์ย้ำ

ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า “เราไม่หมดหวัง”

หลังจากต่อสู้เพื่อตามหาน้องชายมานานถึง 6 ปี สิตานันเปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มมีความหวังในการตามหาวันเฉลิมอีกครั้ง

“พี่คิดว่าสักวันหนึ่งต้องมีคนมาแจ้งเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องวันนี้ก็ได้ อีกสิบปีก็ได้ แต่ทุกวันนี้พี่มีความหวังแล้วในเรื่องข้อกฎหมาย ที่เราทำได้ถึงจุดหนึ่ง มันมีข่าวดีแล้วสำหรับปีนี้ เราอาจจะยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ พี่ก็คิดว่าอาจจะมีคนมาสารภาพว่าเคยทำอะไรไว้ ซึ่งไม่เป็นไร พี่รอได้ ทุกอย่างมันมีความหวัง ถ้าเราไม่หยุดหวัง ไม่หยุดฝัน เราต้องเจอแน่นอน” สิตานันกล่าว

ด้านภัทรานิษฐ์กล่าวว่า การทำงานตามหาคนหายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความเจ็บปวดในใจของครอบครัวผู้สูญหายนั้นสดใหม่ตลอดเวลา ทำให้ในการพูดคุยทุกครั้ง ครอบครัวเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความเสียใจ ความผิดหวัง และการโทษตัวเอง

“เราอาจจะบอกว่า คนเหล่านี้ทำให้เรายังทำงานนี้อยู่ แต่ว่าเพราะงานนี้ งานนี้เท่านั้นเลย มันทำให้เรายังมีความหวังแล้วก็จะทำมันต่อ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเราเห็นคุณค่าที่เรากำลังทำอยู่ กับคุณค่าที่เขากำลังตามหาอยู่ ก็คือคนที่เรารัก มันเป็นคุณค่าเดียวกัน มันไม่มีเหตุผลอะไรหยุด” ภัทรานิษฐ์กล่าว

สำหรับพรพิมล การบังคับสูญหายอาจดูเหมือนเป็นการลบตัวตนของบุคคล แต่ในกรณีของวันเฉลิม ผู้กระทำอาจได้ชัยชนะในการทำให้เขาหายไป แต่คนเหล่านี้กลับยิ่งทำให้ชื่อของวันเฉลิมถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 ปี 

“เราคิดว่าการจัดงานแบบนี้ การพูดถึงพี่ต้าร์ไปเรื่อยๆ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราในฐานะคนที่ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงภาคประชาสังคม ก็คงต้องพูดกันต่อไป สื่อสารกันต่อไป การบังคับสูญหายมันไม่มีจุดสิ้นสุดด้วยซ้ำว่าจะไปจบที่ตรงไหน แต่คิดว่ายังไง พอคนรับรู้รับทราบว่าคนเหล่านี้หายไปด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร เราคิดว่าด้วยสามัญมนุษย์อย่างพวกเราก็ยังคงไม่ลืม และจัดงานนี้ต่อไป” พรพิมลกล่าว

“วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ เรายังมีความหวังท่ามกลางสายฝน ที่มันดูเหมือนกับว่ามันควรจะล้มเลิก แต่เรายังสู้ ยังคุยกัน ยังทบทวน ให้กำลังใจกัน แล้วก็อย่าปล่อยให้ครอบครัวคนหายมีความหวังตามลำพัง มันเป็นเรื่องของทุกคนที่จะช่วยกัน เวลาผมทำงาน ผมเชื่อว่าการรอคอยต้องมีวันสิ้นสุดครับ” เอกลักษณ์ทิ้งท้าย

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน