“ใครเลือกให้เราจำ ใครอยากให้เราลืม” 50 ปี 6 ตุลา กับประวัติศาสตร์ที่ยังอยู่ในชีวิตคนรุ่นปัจจุบัน ผ่านงาน The Memoir of People Resistance

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดแคมเปญ ‘THE MEMOIR OF PEOPLE RESISTANCE: ความทรงจำแห่งการต่อสู้ของคนธรรมดา 50 ปี หลัง 6 ตุลา 2519 กับความฝันของผู้คน’ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนผู้คนกลับมาทบทวนความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ผ่านเรื่องราวการต่อสู้ ความฝัน และความหวังที่ยังคงส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในกิจกรรม ‘The Memoir of People Resistance: ความทรงจำ ความฝัน และคนธรรมดา หลัง 6 ตุลา’ ณ ร้านอาหาร High Land ลาดพร้าว ซอย 2 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ร่วมแบ่งปันเรื่องราว มองย้อนอดีต และจินตนาการถึงอนาคตที่อยากเห็นร่วมกัน

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ ‘Lecture Sessions’ จาก พราว-ชญตา ศรีพาณิชย์ No Ref Left Club ในหัวข้อ ‘อะไรที่เราจำ อะไรที่เราลืม: ความทรงจำร่วมของสังคม และการเมืองของการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่’ และ ณัฐ-ณัฐชนน ไพโรจน์ ThumbRights ในหัวข้อ ‘มรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืออะไร และเราทำอะไรได้บ้าง?’

เมื่อความทรงจำส่งต่อกันได้ แล้วความทรงจำของสังคมจะหายไปได้อย่างไร?

“ความทรงจำไม่ได้อยู่แค่ในหัวของเราคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่สามารถถ่ายโอนจากตัวเราไปสู่คนอื่นได้ ผ่านการเล่าให้ฟัง ผ่านการโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเกิดการส่งต่อไปอีก ดังนั้น เมื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนกลายเป็นความสัมพันธ์ของคนทั้งสังคม เราอาจเรียกว่า ‘ความทรงจำร่วม’ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราตกลงกันว่าจะ ‘จำ’ หรือ ‘ลืม’ เรื่องอะไร”

ชญตาชวนผู้เข้าร่วมสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างความทรงจำกับประวัติศาสตร์ ผ่านสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ “ประวัติศาสตร์ในฐานะบทสนทนาระหว่างปัจจุบันกับอดีต” ที่ชวนมองว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ยังเชื่อมโยงกับชีวิต ความคิด และคำถามของผู้คนในปัจจุบัน ขณะที่อีกประเด็นคือ “ประวัติศาสตร์ที่อยากให้จำ แต่ถูกทำให้ลืม” ที่มีการชวนตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องราวบางอย่างจึงถูกจดจำและบอกเล่าซ้ำ ขณะที่บางเหตุการณ์หรือเสียงของผู้คนกลับถูกทำให้เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม รวมถึงใครเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดว่าเรื่องราวไหนควรถูกจดจำหรือถูกหลงลืม

เรียนรู้เรื่องราวในอดีต…เพื่อกลับมาเข้าใจตัวเองในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงสิ่งที่บอกว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น แต่กำลังบอกคนในรุ่นปัจจุบันว่า คุณเป็นใคร? คุณมีความคิดอย่างไร? และหันจะหันกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไหน?

ชญตา ศรีพาณิชย์

ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวในอดีต และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘ภาพเหมือนบุคคล’ ในอดีตที่ต้องอาศัยการวาดภาพ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง คนที่มีโอกาสเก็บภาพของตัวเองไว้จึงมักเป็นผู้มีฐานะหรืออำนาจ เช่น กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และขุนนาง ขณะที่คนธรรมดาแทบไม่มีโอกาสได้บันทึกภาพของตัวเอง

ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ทั้งกล้องถ่ายรูปและแฟลชที่ช่วยให้ถ่ายภาพในที่มืดได้ การบันทึกภาพจึงเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เราเริ่มเห็นใบหน้าและเรื่องราวของคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือแรงงาน รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ในอดีตอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังได้รับรู้อาจไม่ได้มีเรื่องราวของทุกคนอยู่ในนั้นเสมอไป และชวนให้ตั้งคำถามว่า ยังมีชีวิตของผู้คนอีกมากแค่ไหนที่ไม่เคยมีโอกาสถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เจสซี ทาร์บ็อกซ์ บีลส์ (Jessie Tarbox Beals) ช่างภาพข่าวหญิงคนแรกในสหรัฐอเมริกาและผู้บุกเบิกการถ่ายภาพกลางคืน (Night Photography) โดยใช้ผงแฟลชในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ในช่วงเวลานั้น อุปกรณ์ถ่ายภาพยังมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก อีกทั้งเทคโนโลยียังมีข้อจำกัด ทำให้การถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีแสงน้อยหรือในเวลากลางคืนเป็นเรื่องยาก เมื่อเขาคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมาได้ สิ่งแรกๆ ที่เขาเลือกบันทึกเก็บไว้คือภาพของการเรียกร้องสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของผู้หญิงในปี 1917 ภาพแรงงานหญิง ช่างทาสี และแมรี เอ็ดเวิร์ดส์ วอล์คเกอร์ (Mary Edwards Walker) แพทย์หญิงที่ยืนยันในการใส่กางเกงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

จาคอบ ริส (Jacob Riis) นักข่าวและช่างภาพผู้จัดทำหนังสือ How the Other Half Lives: Studies among the Tenements of New York (1890) ในยุคที่มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ในนิวยอร์ก หนังสือเล่มนี้ทำให้คนที่อ่านได้เห็นอีกด้านหนึ่งของนครนิวยอร์ก และช่วยกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจปัญหาความยากจนและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น จนนำไปสู่การผลักดันมาตรการและการปฏิรูปกฎหมายเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยของคนยากจนในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์ที่อยากให้โลกจำ แต่ถูกทำให้ลืม

เริ่มจากการถูกทำให้ลืมโดยคนรุ่นปัจจุบันที่บอกว่า “ไม่เอาสิ่งนี้ ลืมสิ่งนี้” ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ล้มอนุสาวรีย์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นหลายระลอกซึ่งสะท้อนมุมมองของคนในยุคนั้นๆ ที่ต้องการบอกว่า “นี่ไม่ใช่คุณค่าที่เรายอมรับได้อีกต่อไป กูก็ไม่อยากจำ กูจะลืม”

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) ในปี 1865 ตอนนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับรัฐฝ่ายใต้ที่แยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกา โดยมีประเด็นเรื่องระบบทาสเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้ง แม้สงครามจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้ และนำไปสู่การเลิกทาสทั่วประเทศ แต่การสิ้นสุดของระบบทาสก็ไม่ได้หมายความว่าคนผิวดำจะได้รับสิทธิและความเท่าเทียมในชีวิตจริงทันที

ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา ทำให้รัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า จิม โครว์ (Jim Crow Laws) เพื่อแบ่งแยกการใช้ชีวิตระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ตั้งแต่โรงเรียน รถไฟ ห้องน้ำ สระว่ายน้ำ ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยใช้แนวคิดที่ชื่อว่า “Separate but Equal” หรือ “แยกกันอย่างเท่าเทียม” แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อ้างว่าการแยกคนต่างเชื้อชาติออกจากกันสามารถทำได้ ตราบใดที่แต่ละฝ่ายได้รับบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริง คนผิวดำกลับต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำอย่างกว้างขวาง

ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ก็ยังมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงบุคคลสำคัญของฝ่ายใต้ หนึ่งในนั้นคือ โรเบิร์ต อี. ลี (Robert E. Lee) ผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง ผู้มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสมาพันธรัฐที่ต้องการรักษาระบบทาสเอาไว้ อนุสาวรีย์เหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับสงคราม และนำมาสู่คำถามในเวลาต่อมาว่า เหตุใดบุคคลบางคนจึงได้รับการยกย่องผ่านอนุสาวรีย์ ขณะที่เรื่องราวและความเจ็บปวดของผู้คนอีกจำนวนมากกลับไม่ได้รับการจดจำในพื้นที่สาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี แต่การแบ่งแยกเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นปัญหาที่ผู้คนต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งสำคัญ เช่น ในปี 1954 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการแยกโรงเรียนระหว่างเด็กผิวขาวกับเด็กผิวดำเป็นการละเมิดหลักความเท่าเทียม ก่อนที่สหรัฐฯ จะออกกฎหมายสิทธิพลเมืองในปี 1964 เพื่อห้ามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในพื้นที่สาธารณะและด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความคิดเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติและความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ในสังคมอเมริกัน รวมถึงคำถามเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลสำคัญของฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นฝ่ายที่เคยต่อสู้เพื่อรักษาระบบทาสเอาไว้

กระทั่งในปี 2017 เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ (Charlottesville) รัฐเวอร์จิเนีย มีมติให้ย้ายอนุสาวรีย์ของ โรเบิร์ต อี. ลี (Robert E. Lee) ออกจากพื้นที่สาธารณะ การตัดสินใจครั้งนี้นำไปสู่การรวมตัวประท้วงของกลุ่มชาตินิยมผิวขาวที่ต้องการรักษาอนุสาวรีย์เอาไว้ ก่อนเกิดเหตุปะทะกับกลุ่มผู้ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขับรถพุ่งชนผู้ประท้วง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมอเมริกันกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า อนุสาวรีย์เหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้รำลึกถึงประวัติศาสตร์ หรือกำลังสะท้อนการยกย่องบุคคลและแนวคิดที่เคยมีส่วนในการกดขี่ผู้คน

ต่อมาในปี 2018 และโดยเฉพาะปี 2020 กระแสเรียกร้องให้รื้อถอนอนุสาวรีย์ยิ่งขยายตัวขึ้น ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติของขบวนการ Black Lives Matter (BLM) หลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ชายผิวดำที่เสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจควบคุมตัว

นักศึกษาและประชาชนในหลายพื้นที่ร่วมกันเรียกร้องให้รื้อถอนอนุสาวรีย์ บางแห่งมีผู้ประท้วงดึงรูปปั้นลงมาด้วยตัวเอง เช่น ไซเลนท์ แซม (Silent Sam) อนุสาวรีย์ทหารฝ่ายใต้ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา รวมถึงอนุสาวรีย์ของ เจฟฟ์สัน เดวิส (Jefferson Davis) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ และรูปปั้นของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการกดขี่ชนพื้นเมือง

จากการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ประเด็นจึงขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และการกดขี่ผู้คนในประวัติศาสตร์ รวมถึงคำถามว่า เหตุใดสังคมจึงเลือกสร้างอนุสาวรีย์เพื่อยกย่องคนบางกลุ่ม ขณะที่เรื่องราวของผู้ถูกกดขี่กลับมีพื้นที่อยู่ในความทรงจำของสังคมน้อยกว่ามาก

“สมาคมประวัติศาสตร์ในอเมริกากล่าวถึงเหตุการณ์โค่นล่มอนุสาวรีย์ต่างๆ ในสหรัฐฯ ว่าการล้มอนุสาวรีย์เหล่านี้ไม่เท่ากับการลบประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเปลี่ยนหรือทำให้เห็นชัดขึ้นว่าสังคมในปัจจุบันเลือกตีความและให้คุณค่ากับอดีตอย่างไร เพราะว่าอนุสาวรีย์ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมด คุณสามารถจำในรูปแบบอื่นได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะจดจำประวัติศาสตร์ส่วนใดในพื้นที่สาธารณะ”

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงกรณีหมุดคณะราษฎรบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าสูญหาย

ขณะเดียวกันก็มีประวัติศาสตร์ที่ประชาชนอยากจำ แต่รัฐอยากให้ลืม ชญตายังยกตัวอย่างการรักษาความทรงจำของผู้คนที่ถูกปราบปรามทางการเมืองในยุคสหภาพโซเวียต ภายใต้การปกครองของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผ่านโครงการThe Last Address ที่นำป้ายชื่อไปติดไว้หน้าบ้านของผู้ถูกจับกุมและเสียชีวิตจากการปราบปราม แม้บางแห่งจะถูกถอดออก แต่ก็มีประชาชนช่วยกันนำป้ายกลับมาติดใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้สูญเสียถูกลืม

เช่นเดียวกับโครงการ Stumbling Stones ในเยอรมนี ที่นำแผ่นทองเหลืองขนาดเล็กจารึกชื่อผู้ตกเป็นเหยื่อของระบอบนาซีฝังไว้บนทางเท้า เพื่อเตือนให้ผู้คนที่เดินผ่านได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีใครบางคนใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ และเรื่องราวของพวกเขายังคงควรค่าแก่การจดจำ

อีกหนึ่งตัวอย่างคือเรื่องราวของ ‘Comfort Women’ หรือผู้หญิงจากหลายประเทศในเอเชียที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบังคับให้เป็นทาสทางเพศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดเงียบมานานหลายสิบปี

กระทั่งปี 1991 คิม ฮักซุน (Kim Hak-Sun) หนึ่งในผู้รอดชีวิต ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลทุกวันพุธตั้งแต่ปี 1992 และยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2011 มีการสร้าง ‘Statue of Peace’ รูปปั้นเด็กหญิงนั่งบนเก้าอี้ โดยมีเงาเป็นหญิงสูงวัย เพื่อรำลึกถึงผู้เสียหายและการรอคอยความยุติธรรม แม้รูปปั้นนี้จะเผชิญแรงกดดันให้รื้อถอนในหลายพื้นที่ แต่ก็มีการสร้างและติดตั้งขึ้นในหลายประเทศ เพื่อให้เรื่องราวของผู้หญิงเหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน

“ทั้ง 2 กรณี ทำให้เห็นว่ารัฐพยายามทำให้บางสิ่งบางอย่างหายไปจากความทรงจำ แต่การนำความทรงจำกลับมาโดยการสร้างเรื่องเล่าของคนธรรมดา การบันทึก หรือการบอกเล่าปากต่อปาก เป็นหนึ่งในวิธีการโต้กลับของผู้คนในปัจจุบัน”

เมื่อหันมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น หมุดคณะราษฎรที่หายไป เราก็ไม่รู้ว่าเด็กในรุ่นต่อไปจะรู้จักสิ่งเหล่านี้อ

มรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืออะไร? ส่งผลกระทบต่อปัจจุบันอย่างไร?

6 ตุลาคม 2519 กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายขวาบุกปราบนักศึกษาและผู้ประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนมีผู้เสียชีวิตและถูกทำร้ายอย่างทารุณจำนวนมาก ก่อนจะเกิดการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในเย็นวันเดียวกัน 

21 ตุลาคม 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินออกคำสั่งฉบับที่ 41 เพิ่มโทษความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น หมิ่นประมุขต่างชาติ, หมิ่นธงชาติ, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และโดยมีหนึ่งมาตราสำคัญ คือ มาตรา 112 ที่โทษเดิมไม่เกิน 7 ปี เป็นขั้นต่ำ 3 ถึง 15 ปี ซึ่งกฎหมายเหล่านี้่ยังส่งผลสะเทือนมาถึงปัจจุบัน ผ่านการเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ควบคุมสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน 

“สมมติว่าผมถูกฟ้องด้วยมาตรา 112 หากย้อนไปใต้กฎหมายเดิม ศาลอาจมองว่ามีความผิดแต่ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกเพียง 2-3 วันได้ แต่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันที่กำหนดโทษไว้ที่ 3 ถึง 15 ปี ต่อให้ทำผิดมากหรือน้อย เบื้องต้นก็ต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 3 ปีเต็มโดยไม่มีทางต่ำกว่านี้ เว้นแต่ศาลจะใช้ดุลยพินิจลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งจะเหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนในคุกก็ยาวนานอยู่ดี”

ณัฐชนนชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มโทษกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งนอกจากโทษจำคุกที่ยาวนานขึ้น อัตราโทษที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกันตัวด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมืองราว 50 คน มีประมาณ 20 คนที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งศาลมักไม่อนุญาตให้ประกันตัวด้วยเหตุผลว่าอัตราโทษสูงและเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

มาตรา 112 จากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ส่งผลให้การใช้สิทธิเสรีภาพมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

ณัฐชนน ไพโรจน์

“เราจะกล้าไปสมัครงานไหม? ถ้าเรารู้ว่าเราทำงานได้สักพักอาจต้องออกไปติดคุก 3 ปี จะติดให้จบไปก็ไม่ได้เพราะ 3 ปี ก็เป็นระยะเวลาที่นาน แต่ถ้าไม่มีโทษขั้นต่ำแล้วเราอาจจะถูกโทษจำคุกแค่ 10 วัน ซึ่งไม่ควรมีใครถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังดีกว่า 3 ปี การวางแผนครอบครัว วางแผนชีวิต วางแผนอนาคต ก็ยากขึ้น นี่เป็นผลกระทบจากกฎหมายที่เพิ่มโทษขึ้นมา”

นอกจากมาตรา 112 การเพิ่มโทษมาตราอื่นๆ ก็ยังส่งผลต่อการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ยกตัวอย่าง คดีมาตรา 118 ลบหลู่ธงชาติ นักกิจกรรม 2 คน ชักผ้าสีแดงมีตัวเลข “112” ขึ้นไปบนยอดเสาธงแทนธงชาติ บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อปี 2564 ระหว่างกิจกรรมติดตามให้กำลังใจเพื่อนที่ถูกจับกุมอย่างไม่เป็นธรรม

คดีมาตรา 138 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหญิงวัย 64 ปี ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จากเหตุยืนรอขบวนและตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ขณะลงพื้นที่ในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อปี 2566

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ มีตำรวจหญิง 2-3 คน วิ่งไปล็อกตัวป้าทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง พยายามปิดปาก และดึงออกจากพื้นที่ สิ่งที่ป้าทำคือเหยียบเท้าตำรวจที่ใส่รองเท้าคอมแบทเพื่อขัดขืน แต่สิ่งที่ป้าโดนคือการถูกดำเนินคดีในฐานทำร้ายเจ้าพนักงาน”

คดีมาตรา 198 ดูหมิ่นศาล นักกิจกรรม 3 คน ร่วมชุมนุมหน้าศาลอาญา เมื่อปี 2564 ซึ่งมีการปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ให้สิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดี 112

คดีมาตรา 326 หมิ่นประมาท และมาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ถูก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฟ้องหมิ่นประมาทจากกรณียื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา

กฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยตรง และมุ่งใช้จัดการกับผู้ที่ออกมา ‘ต่อต้านรัฐบาล’ ใครที่เห็นต่างจึงมีแนวโน้มที่จะถูกดำเนินคดีจากมาตราเหล่านี้

“กฎหมายนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์สุขหรือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหายังฝังรากลึกตั้งแต่ที่มาซึ่งเกิดจากคณะรัฐประหารที่ใช้อำนาจปืนเข้ายึดครอง ทั้งเนื้อหาและที่มาจึงไม่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมสากล”

สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองและการเคลื่อนไหว

ณัฐชนนกล่าวถึงสถานการณ์ผู้ถูกคุมขังและถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกว่า ในปี 2567 ภาคประชาชนได้รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ให้ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองพ้นผิดและออกจากเรือนจำรวมคดีมาตรา 112 ซึ่งร่างดังกล่าวไม่ผ่านมติรัฐสภา

ขณะนี้ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ 50 คน เป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ 110 จำนวน 35 คน ขณะที่รัฐสภาได้ผ่านกฎหมาย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเป็นร่างของรัฐบาลที่ไม่รวมคดีมาตรา 112 หมายความว่าผู้ถูกดำเนินคดีจากมาตรานี้จะถูกคุมขังต่อไปและไม่ได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรมตามกฎหมายดังกล่าว

ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา 2519 เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา จึงชวนทุกคนร่วมลงชื่อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ผ่านแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’ เพื่อผลักดันให้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนกลับมาได้รับการคุ้มครองอย่างน้อยเทียบเท่ากับช่วงก่อนรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519

แม้แคมเปญจะปิดรับรายชื่อไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 แต่เรื่องราวของ 6 ตุลา และผลกระทบจากกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารยังคงเป็นสิ่งที่เครือข่ายต้องการสื่อสารต่อไป เพราะการครบรอบ 50 ปี อาจไม่ได้หมายความว่าความทรงจำจะต้องสิ้นสุดลงไปพร้อมกับกิจกรรมรำลึก แต่ยังเป็นโอกาสให้คนรุ่นปัจจุบันได้กลับมาทำความเข้าใจอดีต และมองเห็นว่ามรดกจากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังเกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของผู้คนในวันนี้อย่างไร

“ชีวิตของคนที่ออกมายืนหยัดต่อสู้เหล่านี้ บางทีมองไปก็เหมือนดอกไม้ไฟ ย้อนกลับไปปีนั้นมีแต่คนรู้จักเขา แสงไฟมันวูบวาบ ในวันที่เราเห็นว่ารัฐบาง คสช. เลือกตั้งก็โกง เครื่องคิดเลขก็ไม่มี ไฟก็ดับ วันที่มืดที่สุดของเมืองไทย พวกเขาเป็นแสงเล็กๆ ที่ทำให้ประเทศสว่างขึ้นมา แล้วเราพอจะมีความหวังขึ้นมาได้บ้าง”

“แต่แสงพลุหรือดอกไม้นั้น มันไม่คุ้มหรอก ขึ้นไปแปบเดียวตกก็แตก เรามาร่วมลงชื่อ ร่วมทำอะไรสักอย่าง ร่วมพูดถึงพวกเขา อะไรที่ทำได้ก็ช่วยกันทำ เปลี่ยนให้เขาเป็นเทียนพรรษากัน มาเปลี่ยนให้เขาเป็นแสงไฟหลอดนีออนกัน หรือทำให้ประเทศนี้มีความหวังเหมือนหลอดซีนอนไปด้วยกัน เพียงทำวันนี้เล็กๆ น้อยๆ ร่วมลงชื่อ ร่วมพูดถึงคนในเรือนจำ อยากฝากทุกคนไว้ด้วยนะครับ”

สุดท้ายนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ p.s. publishing ขอชวนทุกคนมาร่วมบอกเล่าและบันทึกความทรงจำผ่านแคมเปญ ‘THE MEMOIR OF PEOPLE RESISTANCE: ความทรงจำแห่งการต่อสู้ของคนธรรมดา 50 ปี หลัง 6 ตุลา 2519 กับความฝันของผู้คน’ เพราะทุกความทรงจำมีคุณค่า และทุกเรื่องราวควรมีพื้นที่ให้ถูกบอกเล่า โดยเรื่องราวที่ทุกคนร่วมแบ่งปันจะถูกรวบรวมและจัดทำเป็น E-book เพื่อเก็บรักษาและส่งต่อความทรงจำเหล่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้อ่านและทำความเข้าใจ

ร่วมบันทึกความทรงจำของคุณได้ที่https://memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th ภายในวันที่ 21 ตุลาคม 2569