จากเชียงใหม่ถึงทำเนียบรัฐบาล “โฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน-กฎหมายที่ดิน”

การเดินทาง 800 กิโลเมตร เพื่อทวงคืนที่ดินและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ระยะทาง 700 – 800 กิโลเมตรจากหลากหลายพื้นที่ในภาคเหนือ สู่สถานีรถไฟจังหวัดเชียงใหม่ มาถึงสถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อเดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ระยะทางใกล้ ๆ สำหรับใครก็ตาม 

แต่สำหรับ วิศรุต ศรีจันทร์ หรือ “ช้าง” และ จรัสศรี จันทร์อ้าย หรือ “ติ๋ม” สมาชิกพีมูฟ และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จากจังหวัดเชียงใหม่ การนั่งรถไฟยาวข้ามคืนลงมาเพื่อสมทบกับเพื่อนพี่น้องขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล คือการเดินทางสำคัญที่ที่รอเวลาไม่ได้อีกแล้ว 

สำหรับการเดินทางลงมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ วิศรุต ปักธงชัดเจนไว้ 3 เรื่องใหญ่ในการเคลื่อนไหว คือเรื่องชีวิต ปากท้อง และสิทธิในที่ดินทำกินของชาวบ้านใน 210 พื้นที่ที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน และพื้นที่อื่น ๆ 

การเดินหน้าและคุ้มครอง “โฉนดชุมชน”

จุดเริ่มต้นมาจากผลกระทบของการที่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 โดยทางฝั่งรัฐบาลกล่าวว่าโฉนดชุมชนไปซ้ำซ้อนกับการทำงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

“ที่ผ่านมาเรายืนยันว่าโฉนดชุมชนเกิดมาก่อนคณะกรรมการ คทช. นี้ด้วยซ้ำ แล้วปัญหานี้จะซ้ำซ้อนได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราเคยผลักดันมา และออกแบบร่วมกันแล้วว่าโฉนดชุมชนเป็นการจัดการที่ดินในรูปแบบสิทธิชุมชน ที่มีความยั่งยืนกว่า เพราะว่าเรามีกรรมการ เรามีกฎระเบียบ เรามีแผนที่เพื่อรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดิน แล้วก็เชื่อว่าอำนาจหรือการมีส่วนร่วมนั้นเกิดจากประชาชนทุกส่วน”

การยกเลิกครั้งนี้กลายเป็นการทำลายความหวังของภาคประชาชน และจนถึงตอนนี้ที่ออกมาชุมนุมประท้วง รัฐบาลก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้ายกเลิกต่ออย่างไร หรือจะมีรูปแบบการคุ้มครองโฉนดชุมชนแบบไหน ทั้งที่ขณะนี้มีถึง 210 พื้นที่ทั่วประเทศที่ยืนยันร่วมกันว่าจะจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน

ทวงถามความชัดเจนเรื่อง “ธนาคารที่ดิน”

ประเด็นต่อมาคือการทวงถามเรื่อง “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)” หรือ บจธ. องค์กรชั่วคราวที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาชนเพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นสถาบันตามกฎหมาย แต่ปัจจุบันกลับถูกผลประเมินความคุ้มค่ามองว่าซ้ำซ้อนกับ คทช.

“ปัญหาของ คทช. คือไม่มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มันเป็นอำนาจการจัดการรวมศูนย์โดยให้รัฐเป็นส่วนกลาง เรามองว่า ที่ผ่านมา คทช. ไม่นำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบที่ดินที่มีข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรกับเอกชนเลย”

วิศรุตเสริมว่า ในตอนนี้รัฐบาลพยายาม “ทำเกียร์ว่าง” ปล่อยให้องค์กรนี้หมดอายุไปในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยไร้ทิศทางว่าจะเดินหน้าต่อหรือยกระดับธนาคารที่ดินอย่างไรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน ที่ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นองค์กรหลักในการกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรและคนจน

ติดตามการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ 2 ฉบับ

“เรื่องสุดท้ายคือการติดตามการแก้ไข พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562” วิศรุตกล่าว  

“ในประเด็นนี้ เราเคยร่วมกับสมัชชาคนจนคนอยู่กับป่าผลักดันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ จนมีมติให้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะรับฟังความเห็นของภาคประชาชนครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศแล้ว แต่ปัญหาก็คือเรื่องเงื่อนไขระยะเวลาของอนุกรรมการชุดนี้กลับไร้ข้อสรุปเสียที จนต้องเดินทางมาทวงถามก้าวต่อไปด้วยตัวเอง”

ล่าสุดในการเจรจากับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) มีข้อสรุปในแต่ละประเด็นดังนี้

  • โฉนดชุมชน ภาคประชาชนยื่น 3 ข้อเรียกร้องหลัก คือ 1.ยุติการผลักประชาชนใน 210 พื้นที่เข้าสู่กฎหมายที่ละเมิดสิทธิชุมชน ไม่ให้ชาวบ้านต้องรับภาระพิสูจน์สิทธิ์ตามเงื่อนไขกฎหมายที่ไม่มีส่วนร่วม 2. เปิดให้พื้นที่โฉนดชุมชนทั้ง 210 แห่งเข้าถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และ 3.ยุติการดำเนินคดีกับชาวบ้าน โดยเสนอให้ทำเป็นมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งผลเจรจาคือจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. เพื่อรับทราบและร่วมกันพิจารณาต่อไป
  • ธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภาคประชาชนได้นำข้อเท็จจริงเข้าชี้แจง หลังถูกตั้งคำถามเรื่องความซ้ำซ้อน โดยยืนยันว่า บจธ. เคยทำหนังสือเวียนถาม 17 หน่วยงานรัฐไปแล้ว และทุกหน่วยงานต่างตอบกลับมาตรงกันว่า “ไม่มีความซ้ำซ้อน”

“เราก็ไม่แน่ใจว่า รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์คิดยังไงว่ามีความซ้ำซ้อน ทั้งที่หน่วยงานที่เขาบอกว่าซ้ำซ้อน บอกเองว่าไม่มีความซ้ำซ้อน”

สำหรับข้อเสนอของภาคประชาชนคือ ต้องยกระดับธนาคารที่ดินเพื่อนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดิน แต่หากกระบวนการไม่ทันกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้ รัฐจะต้องยืดระยะเวลาการทำงานของ บจธ. ออกไปก่อน เพื่อเตรียมโครงสร้างองค์กรใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด ซึ่งการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ 2 ฉบับ ที่มีการเรียกร้อง ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี รับปากว่าจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานและเดินหน้าต่อในการแก้ไขปัญหากฎหมายทั้งสองฉบับ

เมื่อบ้านในป่า “โฉนดชุมชน” ถูกรัฐบีบให้ไร้ที่ยืนในที่ดินทำกิน

“เรารู้สึกว่า คนจนเวลาจะเสนออะไรแต่ละข้อ เวลาจะให้รับปากว่าทำได้ไหม คุ้มครองได้ไหม เอาเป็นมติคณะรัฐมนตรีได้ไหม ในที่ประชุมเขาพูดว่าจะเอาเข้าหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ก็จะเอาเข้า เอาเข้าเพราะจะ ต้องหาสถาบันอันใดอันหนึ่ง มากระจายที่ดินให้คนยากคนจนให้ได้ แต่ในช่วงที่ถือครองไม่ได้ก็ให้ บจธ. ไปชั่วคราวก่อน คือให้ธนาคารที่ดินจัดการเรื่องนี้ไปก่อนระหว่างรอ จนกระทั่งสถาบันอันนี้มันจะเกิดขึ้นมาได้”

“เพราะเราเชื่อว่าในประเทศไทย ยังไม่มีสถาบันหรือองค์กรไหนของหน่วยงานรัฐที่กระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจนได้จริง มันมีแต่คนรวยถือครองได้หมด”

บ้านของ จรัสศรี จันทร์อ้าย หรือ “ติ๋ม”ชื่อว่า บ้านห้วยผาตื่น อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ป่าขุนแม่กวง” จากการประกาศเป็นเขตป่าสงวน ทำให้ชาวบ้านถูกบังคับให้ต้องเข้าระบบการจัดการที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดแบ่งประเภทที่ดินออกเป็น 5 ประเภท พื้นที่ของพี่ถูกจัดให้อยู่ในประเภท “ป่าขุนน้ำ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขทางกฎหมายบีบรัดเยอะมากจนชาวบ้านแทบไม่สามารถทำกินหรือใช้ชีวิตได้ตามวิถีเดิม” จรัสศรีกล่าว“ที่เราพยายามเรียกร้องโฉนดชุมชนเพราะเรามองว่า การจัดระเบียบการใช้ที่ดินแบบนี้ (คทช.) การใช้ทรัพยากรแบบนี้ มันไม่เข้ากับชุมชนของเรา พอมันไม่เข้ากับชุมชนของเรา มันมีทางเลือกก็คือในเมื่อชุมชนอยากจัดการทรัพยากรของตัวเอง โดยมีกติกาของชุมชน มีขอบเขตของชุมชนชัดเจนว่าไม่มีการบุกรุก เราก็เลยมองว่าโฉนดชุมชนเป็นแนวทางหนึ่ง เป็นสิทธิของชุมชน ในการเป็นทางเลือกของเราอย่างหนึ่ง ที่ไม่ต้องถูกจำกัดสิทธิโดยกฎหมายของรัฐที่ละเมิดสิทธิชุมชนทุกข้อ เราก็เลยมาสู้เรื่องนี้”

เมื่อ “โฉนดชุมชน” หายไป บทลงโทษเลยกระหน่ำมาที่คนภาคเหนือ

สำหรับจรัสศรี ผลกระทบจากการที่รัฐบาลยกเลิกโฉนดชุมชนนั้น เไม่ได้หยุดอยู่แค่การหยุด จัดระเบียบที่ดิน หรือการเอาผิดทางกฎหมาย แต่การยกเลิกโฉนดชุมชนกลายเป็นไฟเขียวเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐเปิดฉากคุกคามและใช้อำนาจกดทับชาวบ้านที่อยู่ก่อนจะมีการประกาศเขตป่าหรืออุทยานฯ ต่างๆ 

เมื่อไม่มีเกราะคุ้มกันในรูปแบบโฉนดชุมชนแบบที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็กระหน่ำเข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะหลังจากมีเรื่องนี้ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ตอนนี้จึงทำให้พี่น้องในภาคเหนือเจอมรสุมคดีความและการลิดรอนสิทธิชุมชนและที่ดินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการห้ามเข้าพื้นที่ทำกินและการดำเนินคดีทางกฎหมาย

“พอมีนโยบายยกเลิกโฉนดชุมชน พื้นที่ป่าที่เชียงดาวเจอการตัดฟันพืชผล ซึ่งเป็นการเจาะต้นอะโวคาโด โดยเจ้าหน้าที่อุทยาน ไปเจาะต้นอะโวคาโดเป็นรู  แล้วก็ไปหยอดยาให้มันตายเป็นต้น ๆ แล้วก็ดำเนินคดีกับชาวบ้าน บอกชาวบ้านว่าห้ามใช้เป็นพื้นที่ทำกิน”

“การยกเลิกโฉนดชุมชนทำให้เราเห็นว่าที่พึ่งของเราหายไปเพราะปกติเราจะบอกว่า ‘เราไม่เอา คทช. เราไม่เอา อส.12’ แต่เราจะเอาเรื่องโฉนดชุมชน เพราะเราสามารถจัดการเรื่องที่ดินของเราได้ พอจะมีการยกเลิกโฉนดชุมชน ก็ทำให้ป่าไม้ก็กระหน่ำเข้ามาเลย ตอนนี้พี่น้องในภาคเหนือเจอเรื่องนี้หนักมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้ามเข้าพื้นที่ดินทำกิน พี่น้องโดนคดี”

การเจรจาที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อสิทธิชุมชนและสิทธิในที่ดินทำกิน

การเดินทางมาเรียกร้องและเจรจากับรัฐบาลถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลในรอบนี้ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ต่อสู้ บางช่วงมีความเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ และมีความคลางแคลงใจจากท่าทีของรัฐบาล เพื่อให้ยอมรับปากเรื่องการทำพื้นที่คุ้มครองโฉนดชุมชน เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการยกเลิกโฉนดชุมชน และยอมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

“เราไม่รู้ว่าเราจะมั่นใจได้ขนาดไหน กว่าจะทำให้เขาทำเรื่องพื้นที่คุ้มครอง ให้มีพื้นที่คุ้มครองโฉนดชุมชน เพราะเขายกเลิกเราไป และเรารู้สึกว่า กว่าจะบอกให้ตกลงนั้นยากมาก และเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเชื่อมั่นในตัวเขาได้ยังไง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่บอกว่า เขารับปากว่าเขาจะคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชนในกรณีที่เขายกเลิกไป แล้วก็พอยกเลิกโฉนดชุมชน แล้วมีผลกระทบต่างๆ มากมาย”

“เรามาคุยวันนี้กับทางรัฐบาล เราพยายามเรียกร้องว่าอยากให้ท่านคุ้มครองโฉนดชุมชน แต่กว่าจะเข้าใจเรื่องการคุ้มครอง กว่าท่านจะบอกว่าจะเอาเข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ แต่เราก็ไม่มีความมั่นใจว่าท่านจะให้เราจริง ๆ หรือเปล่า เพราะว่าท่านทำกับเรามาหนึ่งครั้ง ตอนวันที่ 27 เมษายน มีการคุยกันดีๆ ว่าเราจะยกระดับโฉนดชุมชนให้โฉนดชุมชนเป็นไปตามมาตรา 10 (4) คุยอยู่ดีๆ วันนั้น วันที่ 5 พฤษภาคม มีประเด็นออกมาว่าจะยกเลิกโฉนดชุมชนเฉยเลย”

ธนาคารที่ดิน (บจธ.) และมายาคติเรื่องการกระจายที่ดินของรัฐ

นอกจากประเด็นโฉนดชุมชนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่ต้องมาทวงถามความชัดเจนคือความพยายามจะยุบหรือปล่อยให้ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)” หรือ บจธ. หมดอายุไป โดยฝ่ายรัฐบาลมักพยายามบ่ายเบี่ยงและอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับที่ดินและโฉนดจัดการอยู่แล้ว เช่น ส.ป.ก. หรือ คทช. ทั้งที่ในความเป็นจริง หัวใจ เจตนารมณ์ และกลไกในการกระจายการถือครองที่ดินให้กับประชาชน คนจน และคนที่ไม่มีที่ดินทำกินของหน่วยงานเหล่านั้น พบว่าแต่ละพื้นที่หรือแต่ละชุมชนเป็นคนละเรื่องและไม่เคยตอบโจทย์คนยากคนจนได้จริงเท่าไรนักหากภาคประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม

“ความมั่นใจของรัฐบาลชุดนี้ที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฉนดชุมชนหรือ ‘สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)’ หรือ บจธ. ที่กระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจนที่พยายามจะบอกให้ยุบๆ ๆ ๆ วันนี้ในกรณีของเรื่องสถาบันการจัดการสถาบันจัดการที่ดินให้กับคนจน ให้กับคนต่างๆ ทั่วประเทศ หรือว่าการกระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจน วันนี้คุยแล้วรู้สึกว่าความมั่นใจเรามีน้อย เพราะเขาไม่ได้เข้าไปกับเรา เพราะเขารู้สึกแค่ว่ามีหน่วยงานแล้วนะ เช่น สปก. เราอยากบอกว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ เพราะหัวใจในการกระจายการถือครองที่ดินก็คนละอย่างกัน”

#ยกฟ้องทุกคดีPMove : การปิดปากที่ไม่เคยหยุดยั้ง

นอกเหนือจากการเจรจาขับเคี่ยวบนโต๊ะประชุมกับรัฐและชาวบ้านแล้ว สิ่งที่ผู้ชุมนุมประท้วงต้องแบกรับควบคู่กันไปตลอด คือภาระทางคดีความ ในวันที่มาเจรจาหลายครั้งเช่นตอนนี้ ชาวบ้านหลายคนต้องใส่เสื้อสกรีนข้อความ #ยกฟ้องทุกคดีP-Move เพราะนอกจากการปักหลักชุมนุมแล้ว พวกเขายังต้องแบ่งเวลาไปขึ้นศาลเพื่อสืบพยานในคดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 

“เราต้องไปฟังสืบพยาน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ วันนี้เราใส่เสื้อนี้ด้วย #ยกฟ้องทุกคดีP-Move เพราะเราเริ่มคุยกับรัฐบาลชุดนี้ว่า วันนี้ตั้งแต่เรามาชุมนุมที่นี่ ไม่ควรฟ้องปิดปากเรา หลังจากเรากลับไป ต้องไม่มีคดีตามเรามานะ เราพยายามบอกแบบนี้ อันนี้เราต่อรองไปนอกรอบแล้ว แต่เขาไม่รับปากเรา คือ สน. ดุสิต ก็ไม่ยืนยันว่า เรามาไม่ถึง 50 เมตร เรายังมาไม่ถึงแต่ท่านประกาศแล้วก่อนเรามา”

“เจตนาคุณมันฟ้องปิดปากอยู่แล้วคือไม่อยากให้เราเคลื่อนไหว นี่คือการฟ้องปิดปากของประชาชนที่จะแสดงออก ที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ถึงปัญหาตัวเองที่จะส่งเสียงถึงรัฐบาล ถ้าตรงนี้ไม่ใช่ศูนย์รวมอำนาจเราไม่มาหรอก อันนี้ที่เรามาเพราะเรายังเห็นว่าที่นี่เป็นศูนย์รวมอำนาจของประเทศเลยต้องมา พอต้องมาคุณจะใช้ พรบ.ชุมนุม แบบนี้กับเราไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามคุย”

ที่ผ่านมา แม้ผลการเจรจาจะจบลงดด้วยฝ่ายตัวแทนรัฐบาลจะรับปากว่าจะนำทุกข้อเรียกร้องและความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา แต่นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรือคำตอบที่ทำให้ชาวบ้านวางใจได้ แต่การรับปากเป็นเพียงอีกหนึ่งบททดสอบที่ภาคประชาชนต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และความเสี่ยง เพื่อ “วัดใจ” รัฐบาลว่าจะยอมทำตามคำพูดที่ให้คำมั่นกับประชาชนหรือจะเป็นเพียงการยื้อเวลาและหักหลังประชาชนอีกครั้ง

“เขาก็รับปากในเรื่องนี้แต่ความมั่นใจของภาคประชาชนมีน้อย เพราะเขาบอกว่าจะเอาเข้าคณะรัฐมนตรี แต่เราก็ต้องวัดใจว่า จะนำเรื่องนี้เข้าไปในครม.จริงไหมในเรื่องที่เขารับปากเรา… วัดใจดู”

ทั้งนี้ ในการประชุมครม. 5 สิงหาคม 2569 ไม่มีมติที่ได้เจรจากับพีมูฟเข้าไปอยู่ในการประชุมดังกล่าว ทำให้มวลชนยังคงปักหลักจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2569