อยากให้โครงการแลนด์บริดจ์คิดถึงชาวมอแกน คิดถึงสิทธิของคนที่อยู่ที่นี่ก่อนโครงการจะเกิดขึ้น สิ่งที่เราทำมาตลอดคือการปกป้องที่ดินทำกินและทรัพยากรที่บรรพบุรุษใช้มา
ก้อย ทะเลลึก
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของก้อย ทะเลลึก ชนเผ่าพื้นเมืองชาวมอแกน เกาะพยาม จังหวัดระนอง ผู้ยืนหยัดเพื่อสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองชาวมอแกน
การจากไปของ ก้อย ทะเลลึก ในช่วงเช้าวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จากโรคมะเร็งต่อมเหงื่อระยะสุดท้าย ไม่เพียงเป็นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวและชุมชนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียหนึ่งในเสียงสำคัญของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ยืนหยัดต่อสู้มาโดยตลอดเพื่อปกป้องท้องทะเล ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมือง
ก้อย ทะเลลึก คือแกนนำคนสำคัญที่ลุกขึ้นมาปกป้องถิ่นฐานบ้านเกิดบนเกาะพยาม แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางร่างกายจาก “โรคน้ำหนีบ” ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการลดความดันอากาศอย่างรวดเร็วระหว่างการดำน้ำลึกเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ตลอดมาเขายังคงมุ่งมั่นเรียกร้องสิทธิในที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองมอแกน และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ที่ผ่านมา “ก้อย” ได้ส่งเสียงถึงผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอันดามันและอ่าวไทยในพื้นที่ระนอง – ชุมพร เพราะหากโครงการเหล่านี้เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อที่อยู่อาศัย แหล่งทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และอนาคตของพี่น้องชาวมอแกนบนเกาะพยามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ เขายังเป็นชาวมอแกนที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพด้วยการออกมามีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนชาวเล ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายชาวเลอันดามัน และมีส่วนสำคัญในการผลักดันมติคณะรัฐมนตรี29 เกี่ยวกับสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นกลไกคุ้มครองวิถีชีวิตและสิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE)
อีกทั้ง เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมเดินเท้าคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเรียกร้องให้ยกเลิกร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยร่วมเดินเท่าระยะทางหลายสิบกิโลเมตรกับพี่น้องประชาชนในภาคใต้ที่จังหวัดระนอง พร้อมทั้งเข้าร่วมเวทีสาธารณะและกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสียงเรียกร้องเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ
ตลอดเส้นทางการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ก้อยยังคงทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ในเวลาต่อมาเขาจะทราบว่าตนเองป่วยและอยู่ในระยะท้ายของชีวิตด้วยโรคมะเร็ง แต่ร่างกายที่อ่อนแรงลงไม่เคยทำให้จุดยืนของเขาสั่นคลอน เขายังคงยืนเคียงข้างท้องทะเล ชุมชน และการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมจนถึงวาระสุดท้าย
สิ่งที่ก้อยติดตามและรับรู้จากพี่น้องประชาชนอยู่เสมอระหว่างพักรักษาตัว คือความคืบหน้าของการต่อสู้ร่วมกันของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐชะลอหรือถอยโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงการไม่นำร่างกฎหมาย SEC เข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ทำให้เห็นว่าการยืนหยัดของผู้คนและชุมชนไม่สูญเปล่า และเป็นความหวังที่ก้อยประคองไว้จนถึงลมหายใจสุดท้าย

สมการพัฒนาต้องมีคนอยู่ในนั้น
ก้อย ทะเลลึก
นอกจากต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก้อยยังใช้ชีวิตอยู่กับโรคน้ำหนีบ ซึ่งบางช่วงก็ส่งผลต่อการเดินและการทรงตัวของเขาอยู่บ้าง แต่เขายังคงเดินทาง ทำงาน และเคลื่อนไหวร่วมกับพี่น้องอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดทางร่างกายเหล่านี้ไม่เคยหยุดหัวใจ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณในการยืนหยัดเพื่อทะเล ชุมชน และความเป็นธรรมของเขาเลย
ก้อยยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวมอแกน เป็นพลังขับเคลื่อนในการปกป้องผืนดินและผืนน้ำอันเป็นบ้านเกิด จากการรุกคืบของโครงการแลนด์บริดจ์และ พ.ร.บ. SEC ที่เสี่ยงจะพรากที่อยู่อาศัย แหล่งทำกิน และวิถีชีวิตดั้งเดิมไปจากชุมชน รวมถึงเรียกร้องเรื่องบัตรประชาชนและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชาวมอแกนอย่างต่อเนื่อง เขาเคยพูดเรื่องความกังวลของชุมชนต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งอาจทำให้ทะเลเสื่อมโทรมและทำลายฐานชีวิตของชาวมอแกนอย่างไม่อาจย้อนกลับได้
ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง และทำให้ทะเลเสีย เรากลัวว่าจะไม่มีหอย ไม่มีปู ไม่มีปลา นั่นไม่ใช่แค่บ้านที่หายไป แต่อาชีพและข้าวในจานของพวกเราก็จะหายไปด้วย
ก้อย ทะเลลึก
สำหรับก้อยและพี่น้องชาวมอแกน ไม่ว่าจะพูดกี่ครั้ง กี่เวลา เขาบอกว่าบ้านสำหรับเขาไม่เคยแยกออกจากทะเล เพราะทะเลคือแหล่งอาหาร อาชีพ และวิถีชีวิตที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ทำให้ชาวมอแกนจำนวนมากไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพหรือย้ายถิ่นได้ง่าย เนื่องจากชีวิตของพวกเขาผูกพันกับทะเลมาตั้งแต่เกิด
เรามีบ้านอยู่ที่เดียว คือชุมชนมอแกนบนเกาะพยาม ถ้าไม่มีทะเล เราก็ไม่มีอาชีพ และไม่มีที่ไป
ก้อย ทะเลลึก
ก้อยยังเคยพูดถึงแรงกดดันที่ทะเลภาคใต้กำลังเผชิญ ทั้งจากเรืออวนลาก และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอนาคตที่ไม่รับฟังเสียงประชาชนอย่างรอบด้านและมีความหมาย หากรัฐละเลยหรือปล่อยผ่าน อาจสร้างความเสียหายเกินกว่าที่ระบบนิเวศจะฟื้นตัวได้ รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของชุมชนในพื้นที่
ถ้าปลาไม่มีอาหาร ปลาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์ จะเสียหายมากกว่านี้ รุ่นลูกหลานอาจไม่เหลืออะไรเลยในชีวิตจากนี้ไป
ก้อย ทะเลลึก
อีกด้านหนึ่งที่ก้อยพูดถึงอยู่เสมอ นั่นคือความเปราะบางด้านสิทธิของชาวมอแกนจำนวนไม่น้อย ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่ได้รับการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานจากรัฐ หลายคนไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนเรือ และไม่ถูกมองว่าเป็น “ผู้มีสิทธิขั้นพื้นฐาน” ในระบบราชการ ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการที่ควรจะได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเมื่อพื้นที่ชายฝั่งถูกพัฒนา คนกลุ่มนี้จึงเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกผลักออกจากพื้นที่โดยไม่มีหลักประกันอะไรมารองรับชีวิตในอนาคต
เกาะพยามเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาตลอด พี่น้องหวังว่าเราจะไม่อด แต่ถ้ามีท่าเรือ เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนเรือ จะทำมาหากินยังไง
ก้อย ทะเลลึก
นอกจากนี้ ก้อยยังตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐบาล ที่ไม่เคยลงมาพูดคุยหรืออธิบายกับพี่น้องชาวมอแกนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่พวกเขาเป็นอีกกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด เพราะโครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทะเลและสัตว์น้ำ ขณะที่ปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำใช้ หรือการเข้าถึงบริการของรัฐ ก็ยังคงถูกละเลย
คนมอแกนยังมีสิทธิใช่ไหมครับ หรือเพราะเขาไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยต้องเป็นแบบนี้
ก้อย ทะเลลึก
ก้อย ทะเลลึก เคยฝากข้อเรียกร้องถึงรัฐไว้ว่า หากในที่สุดแล้ว ชาวมอแกนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมได้จากผลกระทบของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อย่างน้อยที่สุด รัฐควรเปิดทางให้ชาวมอแกนยังสามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองต่อไปได้ หนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้ชาวมอแกนมีสิทธิตัดไม้เพื่อนำมาทำ “กระบัง” หรือเพิงพักบนเรือก่าบาง เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย

สำหรับชาวมอแกน “กระบัง” บนเรือไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือบ้าน คือที่ทำกิน และคือชีวิตที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม อาชีพ และตัวตนของผู้คนที่ผูกพันกับทะเลมาหลายชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม หากมีทางเลือกในปัจจุบัน ชาวมอแกนจำนวนมากอาจไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตบนเรือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการมีชีวิตที่มั่นคงในพื้นที่ที่บรรพบุรุษเคยเกิด เติบโต และทำมาหากินมาโดยตลอด และได้รักษาความสัมพันธ์กับทะเลและวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองไว้
“ผมเกิดในเรือ เกิดในกระบัง เรามีอาชีพปลิงทะเล หอยทะเลเป็นหลัก ถ้าสร้างแบบนี้ จะให้เรากลับไปอยู่ทะเลแบบเดิมได้ไหม”
เสียงของก้อยไม่ใช่แค่คำถามต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ แต่ยังสะท้อนคำถามถึงรัฐและสังคมว่า การพัฒนาที่เรียกว่าความเจริญนั้น ยังมีพื้นที่วิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองได้ดำรงอยู่หรือไม่ “พวกเรามีความสุขกันอยู่แล้ว อย่าให้ลูกหลานต้องมาลำบากอีกเลย”
ก้อยยังเตือนว่า การถมทะเลหรือการทำลายระบบนิเวศ ไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อมหรือสัตว์น้ำ แต่คือการทำลายฐานชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาทะเลโดยตรง หากทะเลถูกทำลาย บ้าน อาชีพ และอนาคตของชาวมอแกนก็จะหายไปพร้อมกัน
“ผมขอร้องเถอะครับ อย่าถมทะเลระนองเลย”
ก้อย ทะเลลึก
การจากไปของ ก้อย ทะเลลึก ชนเผ่าพื้นเมืองชาวมอแกน ผู้ยืนหยัดเพื่อสิทธิชุมชน ไม่ควรทำให้เสียงเหล่านี้เงียบหาย ตรงกันข้าม เสียงของเขาควรถูกจดจำและส่งต่อ เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาไม่ควรแลกมาด้วยการทำลายบ้าน วิถีชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมือง
เพราะการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ครอบคลุม ชัดเจน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือหัวใจสำคัญของการพัฒนา เมื่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีชนเผ่าพื้นเมืองมอแกน และคนไทยพลัดถิ่น ที่บางกลุ่มยังไม่สามารถรับรู้ข้อมูลภาษาไทยได้อย่างชัดเจนมากนัก ทำให้การรับฟังความคิดเห็นไม่ครอบคลุมอย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ได้ระบุถึงหลักการให้ฉันทานุมัติที่ได้รับการรับรู้ว่า จะต้องมีการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง (Free, Prior and Informed Consent)” หรือหลัก FPIC โดยมีหัวใจสำคัญ 4 ด้าน คือ เป็นอิสระ รับทราบล่วงหน้า แจ้งข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และฉันทานุมัติของชุมชน
———-
ที่มา
จาก…เกาะลับสู่แนวหน้าสู้แลนด์บริดจ์ เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัย คนเกาะพยาม จ.ระนอง
สิทธิในที่อยู่อาศัย คือสิทธิมนุษยชน




