21 เมษายน 2569 ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2568/69 ที่เปิดเผยสถานการณ์โลกที่กำลัง “หันขวา” จากการที่ประเทศมหาอำนาจที่มีแนวปฏิบัติแบบอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมกลายเป็นขั้วอำนาจใหญ่ และกำลังไล่ล่าโจมตีดินแดนอื่นๆ เพื่อชิงทรัพยากรมาเป็นของตัวเอง สงครามที่เกิดขึ้นหลายครั้งในหลายประเทศนับตั้งแต่ปี 2568 เรื่อยมาจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการปราบปรามการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงในหลายประเทศ สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรม ซึ่งผลักให้ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกต้องพลัดถิ่นและลี้ภัย นั่นหมายความว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่
ไม่เฉพาะประเทศมหาอำนาจเท่านั้น รัฐที่มีขนาดเล็กกว่าก็มีท่าทีเช่นเดียวกับมหาอำนาจนักล่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นพื้นที่ที่มีการปราบปรามข้ามพรมแดนต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายราย ทั้งการส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศจีนโดยรัฐบาลไทย การส่งกลับนักกิจกรรมไปยังเวียดนาม และการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายค้านโดยรัฐบาลกัมพูชา ซ้ำร้ายยังมีกรณี “ศูนย์สแกมเมอร์” ในเมียนมาและกัมพูชา ที่มีทั้งการเอาคนลงเป็นทาส การค้ามนุษย์ ไปจนถึงการทรมาน ขณะที่วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมก็ทวีคูณขึ้น จนนำไปสู่การโยกย้ายถิ่นฐานของประชาชนจำนวนมาก
ในประเทศไทย ผู้ชุมนุมประท้วง นักกิจกรรมที่ชุมนุมประท้วงอย่างสงบในช่วงปี 2563 กลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองจากกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมที่มีลักษณะจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก สื่อมวลชนถูกคุกคามโดยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งถูกนักการเมืองฟ้องร้องดำเนินคดีจากการนำเสนอข้อเท็จจริง ขณะที่ในต่างจังหวัด หลายชุมชนกำลังเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนและเหมืองแร่ ที่ก่อมลพิษและส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของผู้คน รวมทั้งประเด็นด้านความมั่นคงที่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิและจำกัดเสรีภาพของประชาชน
ไม่ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเกิดขึ้นในประเทศที่ห่างไกลจากเราหลายพันกิโลเมตร หรือในพื้นที่ที่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร เราต่างปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ปัญหาข้าวยากหมากแพงไปจนถึงสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ นี่คือลูกโซ่ผลกระทบที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยง และอาจเป็นเหตุผลที่เราต้องยืนหยัดเคียงข้างผู้คนที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงและไม่สยบยอมต่ออำนาจ ผู้คนที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสิทธิเสรีภาพของคนทั่วไปในสังคม ซึ่งคนเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน”
“กฎหมาย” เครื่องมือใหม่ในการคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ
ไม่ว่ายุคสมัยใด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเป้าโจมตีหรือคุกคามโดยรัฐอยู่บ่อยครั้ง ด้วยรูปแบบการคุกคามที่หลากหลาย ตั้งแต่การข่มขู่ ไปจนถึงการควบคุมตัว การทรมาน การบังคับสูญหาย หรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม แต่ในปัจจุบัน รัฐมีวิธีการที่แยบยลกว่าเดิมในการ “ปิดปาก” นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นั่นคือการใช้กฎหมายในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และดำเนินคดีในลักษณะ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อสร้างความหวาดกลัว และกำราบไม่ให้ผู้ใดลุกขึ้นมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ สำหรับในประเทศไทย หนึ่งในกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์นี้คือ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งบังคับใช้ในยุคของคณะรัฐประหาร คสช.
จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) เป็นคนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ จากการที่เขาและผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ออกมาชุมนุมเรียกร้องเรื่องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐมีหน้าที่ต้องสนับสนุน

จำนงค์บอกว่า ขณะที่เขาเคลื่อนไหวอยู่ในยุครัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เขาถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถึง 8 คดี แต่ที่น่าตกใจและแปลกใจกว่านั้นคือ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จำนงค์กลับถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ ที่ห้ามจัดการชุมนุมในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล
“เราก็พยายามต่อสู้ว่าเราใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ศาลก็บอกว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสิทธิหนึ่ง แต่ตราบใดที่ยังมี พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ ปี 58 เรื่องระยะ 50 เมตร ยังไม่ถูกยกเลิก คุณก็ยังโดนอยู่เหมือนเดิม” จำนงค์กล่าว
คดีของจำนงค์ ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว 2 คดี โดยคดีแรกเป็นการจ่ายค่าปรับ ส่วนคดีที่สองมีโทษจำคุก 2 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งจำนงค์บอกว่าเหมือนถูกล่ามขาไว้ เพราะหากเขาออกมาชุมนุมอีกจะต้องถูกจำคุก ส่วนคดีที่สาม แม้เขาจะไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม แต่ก็ต้องจ่ายค่าปรับ พร้อมโทษจำคุก และรอลงอาญา นอกจากนี้ ในวันที่ 29 – 30 เมษายน 2569 จำนงค์และแกนนำผู้ชุมนุมของ P-move ทั้งหมด รวม 7 คน จะต้องขึ้นศาลอีก 1 คดี ซึ่งจำนงค์มองว่า การถูกดำเนินคดีซ้ำๆ เช่นนี้จะทำให้แกนนำการชุมนุมไม่สามารถขออนุญาตจัดการชุมนุมได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น เจ้าของรถเครื่องเสียง หรือคนทั่วไปที่บังเอิญอยู่ในพื้นที่ชุมนุม ก็จะถูกดำเนินคดีเช่นกัน
“เจ้าหน้าที่หลายคนบอกว่า พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ปี 58 มีประโยชน์นะ แต่ผมมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ประเทศไทยพยายามให้เป็นสากลนะ แต่การนำไปใช้ไม่เป็นสากลเลย สะเปะสะปะ ไม่ได้มองว่าอันไหนเขามาเรียกร้องเพื่อประโยชน์คนทั้งประเทศ อย่างที่เรามาเรียกร้องด้วยเรื่องของกองทุนยุติธรรม P-move เสนอแล้วก็ผ่าน คนทั้งประเทศได้ประโยชน์ ศาลบอกว่าอันนั้นต้องแยก เพราะว่าตราบใดที่ยังมี พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พวกคุณออกมาเมื่อไรก็โดนเมื่อนั้น แล้วแต่หน่วยงานรัฐเขาจะพิจารณา แล้วแต่ตำรวจ แล้วแต่อัยการ สมัยพลเอกประยุทธ์ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยกฟ้องบ้าง สั่งไม่ฟ้องบ้าง แต่พอมารัฐบาลพลเรือน ฟ้องทุกคดี จนถึงทุกวันนี้” จำนงค์กล่าว
นอกจากนี้ “การฟ้องคดีปิดปาก” หรือ “SLAPPs” ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่รัฐและกลุ่มทุนนำมาใช้ในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กรณีนี้ พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงโปว์ จากหมู่บ้านกะเบอะดิน อ. อมก๋อย จ. เชียงใหม่ ที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่ถ่านหินใน อ. อมก๋อย เมื่อช่วงปี 2562 กล่าวว่าส่วนใหญ่การละเมิดสิทธิมักจะมาจากทุน บริษัท หรือผู้มีอำนาจที่พยายามจะให้ชุมชนหรือตัวแทนชุมชนสยบยอมต่อข้อเสนอของบริษัท
“คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้จะถูกดำเนินคดี ในช่วงปี 62 ในพื้นที่อมก๋อย หรือในพื้นที่โครงการเหมืองถ่านหินที่อมก๋อยก็มีคนถูกดำเนินคดี 4 คนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีก 2 คนเป็นตัวแทนชาวบ้าน และอีก 1 คนเป็นนักวิชาการอิสระที่เผยแพร่ข้อมูลเรื่องเหมืองถ่านหินให้สาธารณชนได้รับรู้ จากการดำเนินคดีที่ผ่านมา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็หายออกจากขบวนการต่อสู้หรือการปกป้องสิทธิชุมชน ส่วนตัวแทนชาวบ้านทั้งสองอาจจะไม่ได้หายจากขบวนการ แต่ขยับออกมา เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ” พรชิตาเล่า
แม้พรชิตาจะไม่ได้ถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีปิดปาก แต่ก็ได้รับผลกระทบในแง่ความปลอดภัย เธอเล่าว่าในช่วงที่ผ่านมา มีคนจากบริษัทที่เป็นคู่กรณีกับชุมชนพยายามติดต่อเธอทางออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้การดำเนินกลยุทธ์ในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป โดยมีการประเมินความเสี่ยงมากขึ้น และไม่เอ่ยชื่อบริษัทนั้นๆ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้อง

การฟ้องคดีปิดปากถือเป็นการสร้างภาระที่ใหญ่หลวงให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดี ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาล ซึ่งจะยิ่งหนักหนาสาหัส หากคู่กรณีฟ้องร้องข้ามจังหวัด และสุดท้ายคดีมักจบลงที่การยกฟ้อง
ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ภัยคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครื่องมือหนึ่งที่รัฐนำมาใช้อยู่บ่อยครั้งคือ “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” (Information Operation – IO) เพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกโจมตีด้วยวิธีนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งอังคณาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรง

“เราโดนขนาดที่ว่ามีคนไปแก้ข้อมูลในวิกิพีเดียว่าเกิดที่ประเทศกัมพูชา แล้วก็เป็นคนกัมพูชา อันนี้ถือว่าร้ายแรงมาก แม้จะมีคนเข้าวิกิพีเดียไปแก้ไขข้อมูลให้ แต่ว่าความเสียหายมันเกิดขึ้นแล้ว อีกอย่างคือต้นโพสต์อาจจะไม่ได้โพสต์อะไรที่เป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคล แต่คนที่เข้ามาให้ความเห็น เข้ามาให้ความเห็นเยอะมาก และอาจจะมีความเห็นที่อาจจะถือว่าเป็นคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง มีการเรียกร้องให้ฆ่า มีการใช้คำพูดที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศ” อังคณาเล่า
การโจมตีด้วยข้อมูลเท็จนั้นร้ายแรงกับจิตใจของผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว แต่ที่รุนแรงกว่านั้น คือการเข้าถึงความยุติธรรมในกรณีนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย อังคณาตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่เป็นเจ้าของโซเชียลมีเดีย ที่ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดเช่นนี้ กลับให้ความคุ้มครองผู้ใช้บริการน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และหลายครั้งที่เธอรายงานการละเมิดในช่องทางร้องเรียน กลับพบว่าข้อความที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ไม่ได้ “ละเมิดกฎของชุมชน”
“แล้วเวลาที่เราไปแจ้งความ คือผู้เสียหายต้องไปไฮไลต์ให้ดูว่าตรงไหนเป็นการคุกคามทางเพศ ตรงไหนเป็นการใช้เพศทำลายคุณค่าของเรา ซึ่งเวลาที่เราเข้าไปไฮไลต์มันก็เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง เป็นการซ้ำเติมบาดแผล (re-trauma) ที่ต้องเห็นซ้ำๆ เราก็ถามว่า ตำรวจอ่านดูก็รู้ไม่ใช่เหรอ แต่เราต้องแจ้งความว่าตรงนี้เป็นการสร้างความเกลียดชัง กลายเป็นว่าภาระทั้งหมดต้องตกอยู่กับผู้เสียหาย ทั้งที่เขาก็แย่อยู่แล้ว”
เมื่อความยุติธรรมหันหลังให้นักปกป้องสิทธิฯ
เมื่อกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิ่งที่ตามมาคือจำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการ Freedom Bridge ที่ทำหน้าที่ประสานงานให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองและสนับสนุนครอบครัวของผู้ต้องขังเหล่านี้ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2567 – 2569 เพียง 2 ปี มีผู้ที่ต้องเข้าออกเรือนจำสูงถึง 104 คน และในจำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมด 63 คน เป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่แกนนำการชุมนุมถึง 50 คน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัย แต่ถูกดำเนินคดีจากการแชร์โพสต์ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ต้องขังทางการเมือง จำนวน 37 คน เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาครั้งแรก แต่ถูกจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และไม่มีการประกันตัว และ 30 คน อยู่ระหว่างสู้คดี แต่ไม่ได้รับการประกันตัว

ยิ่งกว่านั้น ผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนใหญ่ต้องโทษนานถึง 10 – 30 ปี และโทษที่สูงที่สุดที่ Freedom Bridge ดูแลอยู่คือ 54 ปี โดยเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และการปราศรัยในที่ชุมนุม
“จำนวนคนที่อยู่ในเรือนจำ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 59 คน และเป็นหัวหน้าครอบครัวเกือบ 20 ครอบครัว ที่มีลูก ทำให้มีเด็กประมาณ 19 คน จากทุกชั้น ตั้งแต่ทารกถึงมหาวิทยาลัย ที่ต้องขาดพ่อ ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ใน 15 เรือนจำ ใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ”
“ถึงเราจะเห็นตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่ว่าถ้าเราคูณสาม คูณสี่ ก็จะเป็นตัวเลขของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด บางครอบครัวมีสมาชิก 3 – 4 คน และคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นคนที่หาเลี้ยงครอบครัว ก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องกันไปทั้งหมด บางครอบครัวอาจจะไม่ได้เป็นครอบครัวแล้ว อาจจะหย่าร้าง แตกแยก เด็กต้องไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ทั้งพ่อและแม่ ก็มีผลกระทบแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ปฐมพรอธิบาย
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กรมราชทัณฑ์ออก “กฎ 10 รายชื่อ” ซึ่งเป็นข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้ต้องขังสามารถยื่นรายชื่อญาติหรือบุคคลใกล้ชิดได้เพียง 10 รายชื่อ เพื่อสิทธิในการเข้าเยี่ยมภายในเรือนจำ ซึ่งหากชื่อไม่อยู่ในรายการที่แจ้งไว้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม ทว่าต่อมา กฎ 10 รายชื่อนี้ได้ถูกนำมาใช้กับการส่งจดหมายให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง โดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ใน 10 รายชื่อ จะไม่สามารถเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังคนนั้นๆ ด้วย โดยปฐมพรกล่าวว่า ในจำนวนผู้ต้องขัง 63 คน อาจจะมีผู้ต้องขังประมาณครึ่งหนึ่งที่จะไม่ได้รับจดหมายจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ใน 10 รายชื่อนั้น ยิ่งกว่านั้น กฎเกณฑ์ในการส่งจดหมายดังกล่าวยังไม่ได้ออกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทาง Freedom Bridge ทราบเรื่องนี้เมื่อมีการตีกลับจดหมาย นั่นหมายความว่า หนทางที่ง่ายที่สุดในการให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมืองผ่านจดหมายได้ถูกตัดขาดลง เช่นเดียวกับการส่งหนังสือให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง ก็มีอุปสรรคเช่นกัน
“ในเรือนจำที่เราทำงาน 15 เรือนจำ มีเรือนจำเดียวที่สามารถส่งหนังสือได้ แต่ข้อกำหนดยิบย่อยมาก คือเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งได้แค่เดือนละเล่ม แล้วกว่าจะไปถึงมือผู้ต้องขังคือเกือบ 2 เดือน เพราะเขาต้องตรวจ เผื่อว่ามีอะไรแอบแฝงในหนังสือที่เราส่งให้ เดือนละเล่มนี่ส่งได้แค่วันที่ 1 – 10 ถ้าคุณไม่ได้ส่งเข้าภายในวันที่ 1 – 10 เสาร์อาทิตย์ก็ส่งไม่ได้อีก ถ้าตัดไปอีกก็เหลือแค่ 3 – 5 วัน แล้วก็มีเรือนจำเดียวที่เราสามารถส่งหนังสือแบบระบุชื่อผู้ต้องขังได้ นอกนั้นต้องเป็นการบริจาคแบบรวม ซึ่งก็แปลว่ามันจะถึงหรือไม่ถึงผู้ต้องขังที่เป็นเพื่อนเราหรือไม่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกเอาไปส่งที่ไหนบ้าง” ปฐมพรเล่า
อังคณาเล่าเสริมจากประสบการณ์การทำงานเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีโอกาสเข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำหลายครั้งว่า
“ทางเรือนจำจะใช้คำว่าความมั่นคงของเรือนจำในการที่จะเซ็นเซอร์หนังสือนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างหนังสือพิมพ์ ที่มีอยู่ในห้องสมุดของทุกเรือนจำ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมีการตัดออกในส่วนที่อาจจะกระทบต่อความมั่นคงของเรือนจำ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราไปอ่านหนังสือพิมพ์ในห้องสมุดของเรือนจำ ก็จะมีแหว่งๆ ไปหมดเลย”
การจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงเพราะจุดประสงค์เรื่องความมั่นคง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่ในเรือนจำนานหลายปี เนื่องจากผู้ต้องขังเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก และเมื่อพ้นโทษออกจากเรือนจำ อาจทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ยาก
การละเมิดสิทธิที่ไม่มีวันยุติลง
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนครั้งนี้ว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยแห่ง “นักล่าผู้ละโมบ” ซึ่งหมายถึงเหล่ามหาอำนาจที่กำลังกัดกินทรัพยากรทั่วโลก และกัดกร่อนหลักการสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่ผู้มีอำนาจยังคงพยายามสูบกินเลือดเนื้อของประชาชนคนธรรมดา เพราะฉะนั้น ในปี 2569 นี้ เหล่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนในเวทีแห่งนี้จึงคาดการณ์สิ่งที่ควรจับตาและเตรียมการในปีนี้ โดยจำนงค์เปิดประเด็นว่า
“ผมว่าประชาชนอย่างพวกเราต้องระวังทุกเรื่อง กับรัฐบาลแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ ขนาดเรามี 21 ล้านเสียง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยังไม่สามารถส่งสะท้อนอะไรได้เลย แล้วก็สิ่งสำคัญคือ ท่ามกลางสงครามโลก การแย่งชิงพลังงาน เราใช้ชีวิตอย่างลำบากมากขึ้น ขยับอะไรก็ลำบาก ผมว่าปี 2569 เป็นปีที่องค์กรอิสระก็ไม่ได้อิสระจริง ความยุติธรรมก็ไม่ได้มีอยู่จริงในประเทศนี้ การต่อสู้ของพี่น้องประชาชนหนักหนาสาหัสมากในปี 69”
ด้านปฐมพรระบุว่า สิ่งที่สังคมต้องเฝ้าระวังในปีนี้คือจำนวนผู้ต้องขังทางการเมือง ที่อาจทะลุ 100 คน ในปีนี้ ในขณะที่สถานการณ์โลกส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไป ยิ่งอาจทำให้ความสนใจในประเด็นสิทธิของผู้ต้องขังลดน้อยลง
“ตอนนี้สิ่งที่เราเผชิญอยู่คือคดี 643 คดี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งในระหว่างนี้ ปีนี้ คดีเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์และฎีกาบ้างแล้ว เป็นคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่การชุมนุมปี 63 เรื่อยมา แต่ละปีจะมีคำพิพากษาประมาณ 70 – 100 คดี เฉพาะปีที่แล้ว มีการพิพากษาคดี 112 จำนวน 69 คดี และปีที่แล้วมีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 23 คน จากการไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว เฉพาะปีนี้ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 8 คน ยังเหลืออีกหลายเดือนนะคะ” ปฐมพรกล่าว
สำหรับพรชิตา เธอมองว่า ประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือการให้สัมปทานพื้นที่แหล่งแร่สำคัญ โดยเฉพาะแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นที่ต้องการในระดับโลก และการทำเหมืองแร่เหล่านี้อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อมโดยรวม
ด้านอังคณาให้ความเห็นว่า
“ช่วงปีที่แล้วและปีนี้จะสังเกตว่ารัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มว่าจะอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เรื่องของกระแสชาตินิยมอาจจะทำให้คนที่ไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกันกับคนในชาติอาจจะถูกละเลยหรือถูกต่อต้าน ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนก็อาจจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องงบประมาณลดน้อยลง ก็อาจจะกระทบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนด้วย”
“อย่างไรก็ดี ก็มีข้อท้าทายต่อรัฐบาลไทย ซึ่งแถลงนโยบายว่าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ให้ได้ในปี 71 อีก 2 ปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองยึดมั่นในหลักนิติธรรม นิติรัฐ และเคารพในสิทธิและความเสมอภาคของทุกคน ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก”
ยืนหยัดเคียงข้างนักปกป้องสิทธิ
แม้โดยหลักการแล้ว การแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม รวมถึงการปกป้องสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ควรจะนำไปสู่การดำเนินคดีหรือการจำคุก แต่ในความเป็นจริงกลับมีผู้คนมากมายที่ถูกลงโทษทางกฎหมายเพียงเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพ จึงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐและผู้ที่มีอำนาจ ในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวชั่วคราวและสิทธิการประกันตัวสำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างสู้คดีในชั้นศาล

แต่เมื่อไม่อาจคาดหวังต่อรัฐและผู้มีอำนาจ ปฐมพรแนะนำว่า สิ่งที่คนทั่วไปทำได้คือการยืนหยัดเคียงข้างเหล่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยการเข้าร่วมกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง เช่น กิจกรรมยืนหยุดขังหน้าศาลอาญา กิจกรรมหน้าเรือนจำต่างๆ การลงชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมาย หรือการเสนอกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังทางการเมือง หรืออาจจะริเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตัวเองถนัดให้ผู้อื่นได้มีส่วนร่วมก็ได้ รวมถึงการร่วมให้กำลังใจในวันฟังคำพิพากษาของผู้ที่อาจจะกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมือง หรือไปนัดพิจารณาคดีในคดีที่กำลังมีการสืบพยานอยู่ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนัดคดีทางโซเชียลมีเดีย
“อย่างแอมเนสตี้มีกิจกรรมเขียนจดหมายและโปสการ์ดให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมือง เรื่องนี้ก็สำคัญ การได้รับจดหมายจากคนภายนอกที่ส่งไปให้กำลังใจเขาก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขายังคงมีชีวิตชีวา มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปในเรือนจำ แล้วก็สนับสนุนการระดมทุนช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมือง Freedom Bridge ก็ระดมทุนอยู่เหมือนกัน ถ้าใครไม่สะดวกทำกิจกรรมก็สามารถสนับสนุนให้พวกเขามีอาหารที่ดี มีมาตรฐาน มีของใช้ หรือดูแลครอบครัวที่มีเด็กเล็ก”
“เวลาในเรือนจำมันช้ากว่าข้างนอกเยอะเลยค่ะ เพราะว่ามันแทบไม่มีกิจกรรมอะไรที่เขาทำได้เลย เขาก็อาจจะหยิบจดหมายมาอ่านเรื่อยๆ เพื่อย้ำเตือนว่าเขายังมีตัวตน มีคนเห็นเขา มีคนอยากให้กำลังใจเขา” ปฐมพรกล่าว
สำหรับพรชิตา สิ่งที่เธอต้องการคือการที่สังคมร่วมกันปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้ต้องถูกคุกคามโดยผู้มีอำนาจ รวมทั้งร่วมกันผลักดันแผนว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ให้เป็นนโยบายหรือเป็นกฎหมาย หรือใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อการละเมิดชุมชน สร้างข้อต่อรองให้กับชุมชน และเรียกร้องให้บริษัทต้องร่วมกันรับผิดชอบ นอกจากนี้ พรชิตายังเรียกร้องให้มีการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
“เราไม่อยากเห็นชุมชนถูกละเมิดสิทธิ เพียงเพราะว่าชุมชนตั้งอยู่ในเขตแหล่งแร่หรือเขตที่มีแร่ธาตุสำคัญ เพราะหากมองในเรื่องสิทธิมนุษยชน ชุมชนท้องถิ่นและทุกคนมีสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคง” พรชิตากล่าว
ด้านอังคณามองว่า สื่อมวลชนเองก็มีบทบาทสำคัญในการส่องสปอตไลต์ไปยังการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อให้เสียงของประชาชนดังขึ้น และช่วยให้การต่อสู้ของบุคคลเหล่านี้ไม่ถูกลืม
“ในขณะเดียวกัน ประชาชน ก็อยากจะบอกว่าการสนับสนุน การให้กำลังใจ และการเรียนรู้ บางทีเราต่อต้านเพราะเราไม่รู้ เราไม่รู้เลยว่ากลุ่มชาติพันธุ์คืออะไร มองว่าเป็นคนต่างด้าว คนที่เข้ามาใหม่ คนที่จะมาแย่งทรัพยากร เราต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น แล้วเราจะอยู่ร่วมกันได้และเคารพซึ่งกันและกัน”
“สิทธิมนุษยชนคือคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราอาจจะไม่รู้หรอกว่ามันสำคัญอย่างไรจนกว่าเราจะสูญเสียมันไป อยากให้ทุกคนคิดว่าเรื่องที่ทุกท่านพูดมาทั้งหมด ไม่ใช่ประเด็นส่วนตัว ไม่มีใครพูดเรื่องประเด็นส่วนตัว แต่ทุกรายเป็นประเด็นร่วมของสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งสามารถที่จะเกิดขึ้นกับเราทุกคนได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ร่วมมือกันในการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในการที่จะคุ้มครองคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ต่อไปเราอาจจะอยู่ในสังคมที่คนรุ่นใหม่ต้องเติบโตมากับการไร้ความคุ้มครองในเรื่องของคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อังคณาสรุปทิ้งท้าย




