เมืองที่โตขึ้น บ้านใครหายไป: เมษากับสิทธิในที่อยู่อาศัยที่อาจจะหายไปกับการพัฒนา

เมษายนคือเดือนที่อากาศร้อนที่สุดของปี แต่ในความร้อนนั้นกลับมีบางอย่างที่ทำให้โลกค่อยๆ ชัดขึ้น แสงแดดที่ไม่มีสิ่งใดบดบังเผยให้เห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เราอาจไม่เคยมอง และสำหรับ “เมษา” ตีรณา บรรลือทรัพย์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาฝึกงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เดือนเมษายนไม่ใช่เพียงฤดูกาลที่เวียนกลับมา แต่คือ “บ้านหลังแรก” ของความคิด ความรู้สึก และคำถาม ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตัวเธอ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองโลกใบเดิมในแบบที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในทุกช่วงจังหวะชีวิตของการเติบโต

บ้านที่เริ่มจากชื่อ: เมษา เด็กผู้หญิงที่เกือบชื่อขนมจีน

ชื่อของเธอเริ่มต้นจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดนั่นคือเดือนเกิด “ก็เพราะว่าเกิดเดือนเมษา ก็เลยชื่อเมษาค่ะ” เธอเล่าปนขำกับเราเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กทั่วไปที่พ่อแม่ตั้งชื่อให้ลูกคนหนึ่งตามช่วงเวลาหรือสถานที่ที่ลูกลืมตาดูโลก แต่พอเล่าย้อนกลับไปในความทรงจำ เรื่องของชื่อกลับไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น ชื่อนี้มีที่มาที่ไปน่าสนใจ เพราะในช่วงเวลานั้นเอง รายการ The Star ค้นฟ้า คว้างดาว ซึ่งเป็นรายการประกวดร้องเพลงของนักล่าฝันว่าจะเป็นนักร้องกำลังเป็นกระแสนิยมในตอนนั้น ทำให้พ่อของเธอเคยจินตนาการไปไกลถึงอนาคตของลูกสาวว่าเด็กคนนี้อาจเติบโตขึ้นไปอยู่บนเวที หรือไปเป็นดาราอย่างที่ใครหลายคนฝันไว้ แรกเริ่มเดิมที เธอเกือบได้ชื่อว่า “ขนมจีน” แต่จับพลัดจับผลูจึงได้กลายมาชื่อเมษาถึงทุกวันนี้

“ตอนแรกเกือบชื่อขนมจีน เพราะช่วงนั้นพ่อคิดว่าเกิดมาช่วงเดอะสตาร์ปีแรกพอดี นึกว่าลูกจะได้เป็นดารานักร้องเลยตั้งชื่อตามดารานักร้องที่ดังๆ ในตอนนั้น แต่สุดท้ายก็ตกลงกันกับแม่ให้ชื่อเมษาตามเดือนเกิด”

“เรารู้สึกว่ามันดูเป็นตัวเองดีนะคะ ด้วยความรู้สึกของเดือนเมษามันมีความเป็นหน้าร้อน มันซัมเมอร์ มันดูสดใส แล้วก็เหมือนมีพลังบางอย่างอยู่ในนั้น ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองก็มีความเป็นเดือนเมษาอยู่เหมือนกัน”

ความเป็น “เมษา” ในแบบของเธอจึงไม่ได้มีเพียงความสดใสแบบฤดูร้อน แต่ยังมีหลายเรื่องราวซ้อนอยู่ในนั้นไปด้วยหลายชั้นของความรู้สึก ทั้งความเป็นคนตรงไปตรงมาที่ไม่ค่อยหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า ความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งรอบตัว และการมีพลังหรือแรงบางอย่างที่ผลักให้เธอพุ่งเข้าไปหาสิ่งที่ยังไม่เข้าใจเพื่อคลี่คลายความสงสัยที่เกิดขึ้น เธอยอมรับว่าตัวเองเคยมีด้านที่มุทะลุ เป็นคนที่ตัดสินใจเร็วและพร้อมจะลงมือทำ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่อ่อนไหวต่อโลกอย่างมากเช่นกัน

“หนูเป็นคนค่อนข้างเซนซิทีฟกับอารมณ์นะคะ ไม่ใช่แค่โกรธหรือโมโห แต่รวมถึงความเศร้าหรือความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่ในอีกด้านหนึ่ง หนูก็เป็นคนที่มีความสุขง่ายเหมือนกัน เป็นคนเฮฮาได้เร็ว”

และความรู้สึกที่ดูขัดกันนี้เองที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเธอ ที่มีทั้งร้อนและอ่อนโยน ทั้งพุ่งชนและรับรู้ และทั้งหมดนั้นก็ถูกรวมไว้ในชื่อสั้นๆ สองพยางค์ที่เรียกว่า “เมษา” และบางทีการที่มีชื่อนี้จึงทำให้เธอไม่เคยหยุดตั้งคำถามกับโลกใบนี้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้จักคำว่า “สิทธิมนุษยชน” ไปจนถึงวันที่เริ่มมองเห็นว่าสิ่งเล็กๆ รอบตัว ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอมากกว่าที่เคยคิดไว้

บ้านของการทำงาน: เมื่อเด็กมหาวิทยาลัยไม่เคยหยุดนิ่ง

ถ้า “บ้าน” ของบางคนอื่นๆ คือพื้นที่พักผ่อน แต่บ้านของเมษาอีกหลังหนึ่งอาจเป็นพื้นที่ของการทำงานมากกว่า เพราะตั้งแต่ปี 1 เธอแทบไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเลยหลังจากการเรียน เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานตักไอศกรีม พนักงานขายของ งานลงพื้นที่ภาคสนาม หรือแม้แต่งานล้างจาน ทุกช่วงเวลาว่างของเธอถูกใช้เป็นโอกาสในการทำงาน หาเงิน และเรียนรู้โลกในแบบที่ห้องเรียนไม่ได้สอนไว้

“หนูเป็นคนที่ทำงานมาตลอดเลยค่ะ แทบไม่เคยหยุด รู้สึกว่ามันเหนื่อยข้างในมากๆ บางทีเหมือนเราเป็นเครื่องจักรอย่างหนึ่ง ที่ทำหน้าที่แค่ทำงานในจุดนั้นให้มันเดินต่อไป”

หลังจากนั้นเราได้ขยับไปพูดถึงโลกของแรงงานรายวันหรือพนักงานพาร์ทไทม์ที่เธอคุ้นเคยมากขึ้น เพราะยิ่งพอเป็นพาร์ทไทม์ หลายที่เขาคาดหวังให้เราทำงานเวลาเยอะๆ พอๆ กับพนักงานประจำหรือฟูลไทม์ แต่สวัสดิการเราไม่ได้เท่าเขา สำหรับเมษาแล้วนั้นงานพาร์ทไทม์ควรจะเป็นพาร์ทไทม์จริงๆ และค่าแรงก็ควรสมเหตุสมผล 

“บางทีเรายืนทำงานทั้งวันโดยไม่ได้มีโอกาสนั่งพักด้วยซ้ำ จริงๆ ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่จำนวนชั่วโมงทำงาน แต่อยู่ที่เงื่อนไขบางอย่างที่เราอาจไม่ค่อยได้ตั้งคำถามกันมากกว่า อย่างบางที่เขาก็จะบอกว่าถ้าจะรับต้องทำได้ 5 วันบ้าง 10 วันบ้าง ซึ่งมันก็ใกล้เคียงกับพนักงานฟูลไทม์เลยแต่เรายังเป็นพาร์ทไทม์อยู่ เราทำงานเพื่อหารายได้เสริมระหว่างเรียน ยังต้องแบ่งเวลาไปเรียน อ่านหนังสือ หรือทำอย่างอื่นด้วย มันเลยอาจไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น แต่บางครั้งความคาดหวังก็เหมือนเราว่างทั้งสัปดาห์”

“พาร์ทไทม์ก็ควรจะเป็นพาร์ทไทม์จริงๆ คือทำเท่าที่เรามีเวลา แล้วได้ค่าตอบแทนตามนั้น ไม่ใช่ถูกดึงไปทำงานเหมือนฟูลไทม์ แต่ไม่ได้สวัสดิการแบบฟูลไทม์” 

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอแค่รู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ค่อยๆ ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติในโลกของงานพาร์ทไทม์ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันอาจไม่ได้เป็นธรรมเสมอไป เธอเริ่มมองเห็นความเหลื่อมล้ำผ่านประสบการณ์ของตัวเอง ผ่านชั่วโมงการทำงานที่ยืดออกไปเรื่อยๆ ผ่านข้อจำกัดในการพัก และผ่านเงื่อนไขการจ้างงานที่บางครั้งไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

“บางทีเราแค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร”

และในพื้นที่เล็กๆ ของงานพาร์ทไทม์ตรงนี้เอง ที่ทำให้เธอค่อยๆ เข้าใจว่า “สิทธิ” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่แค่ในระดับนโยบายหรือกฎหมายเท่านั้น แต่มันอยู่ในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน อยู่ในจำนวนชั่วโมงที่เราทำงาน อยู่ในการได้พักหรือไม่ได้พักระหว่างทำงาน อยู่ในค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับงานหรือไม่ รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ แม้จะดูธรรมดา แต่กลับส่งผลต่อชีวิตของใครหลายคนมากกว่าที่เคยคิดไว้

บ้านของความเรียนรู้: แผนที่ที่ไม่ได้มีแค่เส้น แต่มีชีวิตคน

เมษาเลือกเรียนเอกภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ สาขาที่หลายคนอาจนึกถึงเพียงภาพถ่ายดาวเทียมหรือแผนที่เชิงเทคนิค แต่สำหรับเธอสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ได้มีแค่ข้อมูลเท่านั้น แต่คือการทำความเข้าใจชีวิตของมนุษย์บนพื้นที่ว่าผู้คนอาศัยอยู่ตรงไหน เคลื่อนย้ายอย่างไร และอะไรเป็นตัวกำหนดให้บางพื้นที่เติบโต ขณะที่บางพื้นที่กลับค่อยๆ เลือนหายไปโดยที่บางคนหรือบางครอบครัวไม่ทันตั้งตัว หรือสังคมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะไม่มีพื้นที่ตรงนี้

ความสนใจของเธอจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การอ่านข้อมูล แต่ขยับไปสู่การตั้งคำถามมากขึ้นระหว่างการเรียนและการใช้ชีวิต

“เราเรียนเรื่องการดูภาพดาวเทียม ทำแผนที่ ทำงานกับโปรแกรมก็จริง แต่เรารู้สึกว่าที่สนุกจริงๆ คือการได้ลงพื้นที่ ได้เห็นว่าพื้นที่หนึ่งมันมีชีวิตยังไง ผู้คนเขาอยู่กันยังไงมากกว่าเพราะทำให้เราเห็นภาพของภูมิศาสตร์ในแบบที่ไม่ใช่แค่เส้นหรือจุดบนแผนที่มากขึ้น แต่เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสถานที่”

“เราอยากรู้ว่าทำไมพื้นที่เมืองบางที่มันหายไป กฎหมายอะไรที่ทำให้คนต้องย้ายออก หรือภัยพิบัติมันกระทบใครบ้าง” 

“ภูมิศาสตร์เกี่ยวข้องกับสิทธิมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องความไม่เท่าเทียมเชิงพื้นที่ อย่างในกรุงเทพฯ เอง พื้นที่หนึ่งกับอีกพื้นที่หนึ่งก็ไม่ได้รับโอกาสหรือคุณภาพชีวิตเท่ากันแล้ว หรือเรื่องสภาพภูมิอากาศ บางประเทศไม่ได้เป็นคนผลิตคาร์บอน แต่กลับได้รับผลกระทบหนักที่สุด” 

สำหรับเมษา แผนที่จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นเหมือนภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมที่มองเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถาม

“พอเรามองในแง่ของความเป็นมนุษย์ จะเห็นเลยว่าการที่พื้นที่สีเขียวหายไป หรือมีโครงการพัฒนาบางอย่างเกิดขึ้น มันไม่ได้กระทบแค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่มันกระทบไปถึงวิถีชีวิตของคน แล้วก็ระบบนิเวศในวงกว้างด้วย”

สิ่งที่เธอเรียนจึงค่อยๆ เปลี่ยนวิธีมองโลกจากการมองพื้นที่เป็นเพียง “พื้นที่” ไปสู่การมองว่าแต่ละพื้นที่มีเรื่องราว มีผู้คน และมีสิทธิที่ซ้อนทับอยู่ในนั้น สิทธิที่จะอยู่อาศัย สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสิทธิที่จะไม่ถูกผลักออกจากพื้นที่ของตัวเองโดยที่ไม่มีทางเลือก

บ้านของคำถาม: จากเด็กที่ไม่สนใจการเมือง

เมษาเติบโตมาในระบบโรงเรียนรัฐที่สอนให้นักเรียนอยู่ในระเบียบมากกว่าการตั้งคำถาม เธอเป็นเด็กคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเรียบร้อยตามกฎระเบียบ มาเรียน ทำการบ้าน และเชื่อว่าหน้าที่ของนักเรียนคือการเรียนให้ดี เชื่องฟังครู และผู้ปกครอง ทำให้โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งหรือการเมืองดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวของเธอเกินกว่าจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจอะไรให้มากมาย

“ตอนนั้นเราก็เป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบโรงเรียน ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เห็นคนอื่นเขาด่ารัฐบาลหรือพูดถึงคณะรัฐประหาร เราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องด่าด้วยซ้ำ คือก็คิดแค่ว่าเรามีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนไป ทำตามกฎตามระเบียบที่เขาวางไว้ก็จบในตอนนั้น”

การเติบโตของเมษาในโรงเรียนรัฐที่มีระเบียบเข้มงวด ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับการเมืองหรือประเด็นสังคมในทันที ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เธอคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ถูกกำหนดไว้ ทำตามหน้าที่ ตั้งใจเรียน และไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ในช่วงเวลานั้น โลกของเธอจึงค่อนข้างจำกัดอยู่ในพื้นที่เดิมๆ โดยแทบไม่รู้เลยว่ายังมีเรื่องราวอื่นอยู่นอกกรอบนั้นอีกมาก และแม้แต่คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวและเข้าใจได้ยากสำหรับเธอในตอนนั้น

จนกระทั่ง “หน้าต่างบานใหม่” เปิดขึ้นผ่านโลกออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ ที่ทำให้เธอเริ่มเห็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของสังคมและจึงเริ่มคิดและตั้งคำถามกับระบบการศึกษาและระเบียบต่างๆ ในโรงเรียน

“พอเริ่มใช้โซเชียลมีเดีย เราเริ่มเห็นแง่มุมอื่นๆ ของการเมืองมากขึ้น เห็นว่ามันมีคนที่เดือดร้อนจริง ๆ จากการถูกลิดรอนสิทธิในชีวิต ทำให้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวแบบที่เคยคิดแล้ว”

เธอย้ำว่าสิ่งที่เปลี่ยนเธอไม่ใช่เพราะมีใครมาบอกให้เชื่อ แต่เป็นเพราะเธอเริ่มตั้งถามกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ในทวิตเตอร์เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

“มันเกิดจากเราตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ ว่า สิ่งที่เป็นอยู่มันถูกต้องจริงเหรอ มันควรจะเป็นแบบนี้เหรอ ดูเป็นคำถามง่ายๆ  แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองโลกในอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมสำหรับเราอีกต่อไป”

จากเด็กที่ไม่เคยสนใจคำว่า “สิทธิมนุษยชน” เมษาค่อยๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านเหตุการณ์และเรื่องราวที่เธอพบเจอด้วยตัวเอง เธอเริ่มสนใจจากความรู้สึกบางอย่าง ความสงสัย ความไม่สบายใจ และความรู้สึกว่า “มันน่าจะมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง” ขณะที่จุดเริ่มต้นของการมาฝึกงานที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ของเธอ ก็ไม่ได้แตกต่างจากใครหลายคนที่รู้จักองค์กรนี้ผ่านคำว่า “Amnesty Get Out” ที่ไล่ให้ปิดองค์กร เพราะมีการรณรงค์ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต

“เริ่มรู้จักแอมเนสตี้จากเคสนักโทษประหารชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าใจลึกว่าทำไมถึงมีการเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหาร แต่สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเลยคือมันสะเทือนใจมาก ว่าทำไมการลงโทษแบบนี้ถึงยังเกิดขึ้นได้”

ความรู้สึกสะเทือนใจในวันนั้น กลายเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้เธอเริ่มค้นหาคำตอบต่อว่าทำไมต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตและแอมเนสตี้คือองค์กรอะไร โดยเมษาได้ลองไปหาข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วแอมเนสตี้เขาทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจากการค้นหาครั้งนั้นเอง ทำให้ชื่อของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไม่ได้เป็นแค่ชื่อองค์กรที่เคยได้ยิน แต่ค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ที่ทำให้เธอเข้าใจคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มากขึ้นทีละนิด ผ่านทั้งข่าว การรณรงค์ และบทบาทองค์กรในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

“ช่วงม็อบหรือการชุมนุมเมื่อปี 2563 ทำให้ว่ามีคนที่พยายามพูดเรื่องสิทธิจริงๆ แล้วมันก็ทำให้เรากลับมามองตัวเองว่า แล้วเราล่ะ จะอยู่เฉยๆ หรือจะลองทำความเข้าใจมันจริงจังมากขึ้น”

จากวันนั้นบ้านของเธอจึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนหรือพื้นที่ปลอดภัยแบบเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ของคำถามต่างๆ นาๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว คำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว แต่ทำให้เธอค่อยๆ เติบโต และมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปมากขึ้นตามประสบการณ์และชั่วโมงบินในชีวิตที่เธอได้รับ

บ้านของการลงมือทำ: เมื่อคนไม่มีหัวครีเอทีฟต้องมาทำ ‘คอมมูนิเคชัน’

แม้จะออกตัวอยู่เสมอว่า “ไม่ได้เป็นคนมีหัวครีเอทีฟ” เพราะเรียนเอกภูมิรัฐศาสตร์และภูมิสารสนเทศมา แต่เมษากลับเลือกเดินเข้ามาในพื้นที่ที่ต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารในฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ (Communication & Campaign) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย การตัดสินใจครั้งนี้แน่นอนว่าเธอไม่ได้เลือกจากความถนัดส่วนตัว แต่เลือกจากความตั้งใจที่จะต้องการลองขยับตัวเองออกจากสิ่งที่คุ้นเคย และอยากเป็นส่วนหนึ่งของคนธรรมดาที่ทำอะไรสักอย่างในการช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง

จากพื้นฐานที่เรียนด้านภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ การมองภาพรวมของโครงสร้างและการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ เมษาต้องปรับตัวเข้าสู่โลกอีกแบบของการสื่อสาร นั่นคือโลกของการเล่าเรื่องราวและทำงานที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจและรู้สึกไปกับประเด็นสิทธิมนุษยชน

“เราไม่มีหัวครีเอทีฟเลย ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะเหมาะกับงานแบบนี้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง สิ่งที่คิดว่าเป็นข้อจำกัดกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้”

“พอได้มาฝึกงานที่นี่ มันเหมือนได้ถูกจุดประกายอะไรหลายอย่าง พี่ๆ เขาช่วยสอนงาน ช่วยไกด์งาน ช่วยต่อยอดไอเดียในการทำงานให้ จนสุดท้ายประสบการณ์มันค่อยๆ หลอมตัวเราขึ้นมาเองในอีกสเต็ปหนึ่งของการสื่อสารเรื่องสิทธิมนุษยชน”

เธอเริ่มมองเห็นว่าการสื่อสาร ไม่ได้แยกขาดจากสิ่งที่เธอเรียนมา ตรงกันข้ามการสื่อสารคืออีกวิธีหนึ่งในการทำให้ข้อมูลที่มากมายมหาศาลเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์มีชีวิต เพราะจากแผนที่หรือข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เข้าใจยากและซับซ้อน การสื่อสารสามารถทำให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้คนเข้าถึงได้และรู้สึกเชื่อมโยงกับมันจริงๆ ถ้าเรารู้วิธีออกแบบและเลือกประเด็นออกมาเล่าเรื่อง

หนึ่งในงานที่เธอจดจำมากที่สุดจากการฝึกงานที่นี่ คือการมีส่วนร่วมในแคมเปญ Human Rights Agenda วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่าน

“ตอนนั้นหนูต้องวิ่งจากมหาวิทยาลัยมาที่หอศิลป์เลย นั่งทำงานข้างถนน นั่งเลือกรูป ทำคอนเทนต์กันตรงนั้นเลย เพราะทุกอย่างมันต้องเร็ว ต้องออกไปให้ทันสถานการณ์”

ภาพของการทำงานกลางพื้นที่สาธารณะท่ามกลางความเร่งรีบของข่าวและการเมือง กลายเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากสิ่งที่เธอเคยทำมาในงานพาร์ทไทม์ที่อื่นๆ 

“พอเห็นว่างานที่เราทำมีคนเข้ามาอ่าน มีคนเอนเกจเยอะ มันรู้สึกดีใจมาก มันไม่ใช่แค่ผลงานของเรา แต่มันเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในการช่วยขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนไปกับพี่ๆ ในทีม”

จากคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟ เมษากลับค้นพบว่าการสื่อสารไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความคิดที่ล้ำ ก้าวนำโลกเสมอไป แต่การสื่อสารอาจคือการเริ่มทำความเข้าใจโลก เข้าใจประเด็น เข้าใจผู้รับสารกลุ่มต่างๆ จากนั้นจึงค่อยๆ ถ่ายทอดมันออกไปให้คนอื่นได้เห็นในมุมเดียวกัน

บ้านที่กำลังหายไป: ‘เปิดสิทธิ ส่องเมือง ดูหนัง ฟังเสียงชุมชน’

หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญที่เมษาทำกับแอมเนสตี้ คือการหยิบประเด็น “สิทธิในที่อยู่อาศัย” มาต่อยอดเป็นโปรเจกต์จบ ผ่านกรณีศึกษา “ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง” พื้นที่เล็กๆ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาเมือง สำหรับเธอเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่าสิ่งปลูกสร้างจะถูกทุบทิ้งหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น เมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน กำลังแลกมาด้วยการสูญเสียอะไรไปบ้าง

เธอจึงต่อยอดประเด็นนี้ออกมาเป็นกิจกรรมจริงในชื่อ ‘เปิดสิทธิ ส่องเมือง ดูหนัง ฟังเสียงชุมชน’ โดยใช้ภาพยนตร์สารคดี The Last Breath of Samyan เป็นจุดเริ่มต้น ชวนผู้คนมานั่งดูเรื่องราวของชุมชน ก่อนจะเปิดวงสนทนาในคำถามเดียวกันว่า “Whose Progress? พัฒนาของใคร เพื่อใคร?” สำหรับเมษา การใช้ “หนัง” ในกิจกรรมนี้ ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องแต่เป็นวิธีช่วยให้คนดูค่อยๆ เข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับประเด็นนี้มากขึ้น ก่อนจะชวนกันตั้งคำถามต่อว่า การพัฒนาเมืองที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้นแท้จริงแล้วกำลังส่งผลต่อใครบ้าง และเราจะมองมันอย่างไรในฐานะคนที่อยู่ร่วมในเมืองเดียวกัน

“ตอนแรกอยากทำเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยอยู่แล้วเพราะมันเชื่อมกับสิ่งที่เรียน แต่ยังไม่รู้จะเล่ายังไง พอได้ไปเห็นกิจกรรมที่ใช้หนังเป็นตัวเริ่มต้น มันทำให้รู้สึกว่าคนจะเข้าถึงได้มากกว่า เพราะเขาไม่ได้แค่มาฟัง แต่เขาได้รู้สึกไปกับเรื่องนั้นก่อน”

ภาพยนตร์ The Last Breath of Samyan ไม่ได้เป็นเพียงสารคดีที่บันทึกการต่อสู้ของชุมชนสามย่าน แต่เป็นเหมือนหน้าต่างที่พาคนดูเข้าไปเห็นชีวิต ความผูกพัน และความพยายามของผู้คนที่ต้องการปกป้องพื้นที่ของตัวเองและหลังจากหนังจบลง พื้นที่ของการสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น พื้นที่ที่เมษาตั้งใจให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยน ตั้งคำถามและมองเห็นมุมที่หลากหลายมากขึ้น

“เราไม่อยากให้มันเป็นแค่การมานั่งฟังคนพูดอย่างเดียว แต่อยากให้คนที่มาร่วมได้คิด ได้รู้สึก แล้วก็ได้พูดออกมาด้วย ว่ามองเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยหรือการพัฒนาพื้นที่จากโครงการใหญ่ๆ ยังไง”

และเหตุผลที่เธอเลือกศาลเจ้าแม่ทับทิมมาจากความรู้สึกที่เธอมีต่อพื้นที่นั้นจริงๆ

“ศาลเจ้าแม่ทับทิมไม่ใช่แค่เรื่องว่าศาลจะโดนทุบหรือไม่ แต่มันคือความรู้สึกบางอย่างของพื้นที่นั้น มันคือเซนส์ของความเป็นคอมมูนิตี้ เป็นพื้นที่ที่คนในชุมชน นักท่องเที่ยว นักศึกษา ได้มาใช้ชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่ง พื้นที่แบบนี้อาจหายไปจากการพัฒนา”

ในมุมของคนที่เรียนภูมิศาสตร์อย่างเมษา พื้นที่หนึ่งไม่ได้มีแค่ขนาดหรือพิกัด แต่มันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ของผู้คน วิถีชีวิต และความทรงจำที่สะสมอยู่

“พอเรามองในแง่ของความเป็นมนุษย์ มันจะเห็นเลยว่าการพัฒนาอะไรบางอย่าง มันไม่ได้กระทบแค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่มันกระทบไปถึงวิถีชีวิตของคน แล้วก็ระบบนิเวศในวงกว้างด้วย”

เมษาจึงพยายามทำให้โปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของชุมชนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนทุกคน โดยเฉพาะคนเมืองที่อาจรู้สึกว่าปัญหาแบบนี้อยู่ไกลตัวหรืออาจจะมองว่าอยู่ห่างจากบ้านเรา จึงไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีความสัมพันธ์หรือคอนเน็กต์กับชุมชนรอบข้างมากขึ้น เพื่อทำให้เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตที่มันมีอยู่ ทั้งเรื่องความผูกพันธ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ใช่มองแค่ว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวหรือไม่เกี่ยวกับเรา”

ในช่วงท้าย สิ่งที่เมษาพยายามสื่อออกมาทั้งจากประสบการณ์ชีวิตของเธอและการมาฝึกงานที่แอมเนสตี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่ที่กำลังเปลี่ยนไป แต่คือเรื่องของสิทธิที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย

“การที่เรามารวมตัวกัน มาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบนี้ คือเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ (Freedom of Assembly) เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมี โดยไม่ถูกปิดกั้น และเสียงเหล่านี้ควรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้จริง”

สำหรับเธอ การรวมตัวของผู้คนไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ แต่เป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่มีความหมาย และสามารถสร้างแรงขยับบางอย่างให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคม กิจกรรมเล็กๆ โปรเจกต์จบนักศึกษาฝึกงานครั้งนี้มีเป้าหมายชวนให้ผู้คนค่อยๆ หันกลับมามองเมืองที่ตัวเองอาศัยอยู่ในมุมที่ต่างออกไป โดยมองให้ลึกกว่าอาคารหรือโครงการพัฒนา และตั้งคำถามอีกครั้งว่าการพัฒนาที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้น กำลังสร้างเมืองให้ใครและในขณะเดียวกันกำลังทิ้งใครไว้ข้างหลังอยู่บ้าง

บ้านของอนาคต: แผนที่ที่ยังไม่เสร็จ

หลังจากการฝึกงานตลอด 4 เดือน คำว่าสิทธิสำหรับเมษาไม่ได้เป็นเพียงคำในบทเรียนหรือหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยรับรู้มาก่อนหน้านั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในทุกการตื่น ทุกการเดินทาง และทุกการใช้ชีวิตในเมืองเดียวกัน

“ทุกอย่างมันเกี่ยวกับสิทธิหมดเลยค่ะ ตั้งแต่ตื่นมา หายใจ หรือเดินทาง ถ้าทางเท้าไม่ดี แล้วเราไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง มันก็จะเป็นแบบนั้นต่อไป”

ความเข้าใจนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมองโลก แต่ค่อยๆ ช่วยเป็นการวางอนาคตที่เธออยากเดินไป เมษามองตัวเองในระยะยาวว่าอยากกลับเข้าไปทำงานในระบบราชการ

“เราอยากเป็นนักวิชาการในสายราชการที่ได้ทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ไปจดเอกสารในวงประชุม เราอยากใช้ความรู้ภูมิศาสตร์ไปทำให้สังคมมันดีขึ้น เพราะเรื่องภูมิศาสตร์มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่แพ้กับเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่เขตป่าต่างๆ”

สำหรับเธอ ภูมิศาสตร์คือเครื่องมือในการเข้าใจความเหลื่อมล้ำ เข้าใจผู้คน และออกแบบพื้นที่ที่เป็นธรรมมากขึ้น และเส้นทางข้างหน้าของเมษาจากนี้ไปก็อาจเหมือน “แผนที่ที่ยังไม่เสร็จ” ที่ยังคงต้องถูกวาดต่อไปจากประสบการณ์ การเรียนรู้ และคำถามที่เธอยังไม่หยุดถาม

เมษายนในปีนี้และเมษายนในปีต่อๆ ไป อาจยังคงร้อนเหมือนเดิม แต่บางอย่างในตัวเมษาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากคนที่เคยมองว่าสิทธิเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นคนที่มองเห็นคำว่าสิทธิในทุกมิติของชีวิตและอยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้มันเกิดขึ้นจริง

“พอมาฝึกงานกับแอมเนสตี้ ทำให้เราคิดว่า อย่าให้สิทธิเป็นเรื่องไกลตัวเลย เพราะมันใกล้มากจริงๆ”

และบางทีการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เริ่มจากสิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการที่เราเลือกจะมีส่วนร่วมในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเป็นสมาชิก ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงาน หรือสนับสนุนสินค้าชุมชนขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนกับ Amnesty Shop Thailand เพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนให้เดินหน้าต่อไปได้ทั้งในไทยและทั่วโลก

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน