ในโลกทุกวันนี้การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งเสมอไป บ่อยครั้งมาในรูปของกฎหมายที่ถูกแต่งแต้มด้วยถ้อยคำสวยงามหรือภาษากำกวมที่ฟังดูเหมือนทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการฟอกเงิน การรักษาความมั่นคง หรือการจัดระเบียบสังคม แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เนื้อแท้ของมาตรการเหล่านั้นกลับอาจถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการรวมกลุ่ม ปิดกั้นการทำงานของภาคประชาสังคม และทำให้องค์กรเล็กๆ ที่พยายามปกป้องสิทธิของผู้คนค่อยๆ อยู่ยากขึ้น
ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อธิบายปรากฏการณ์นี้ในฐานะนักกฎหมายและกรรมการบอร์ดสากลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทย แต่กำลังปรากฏในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา เธอเรียกแนวโน้มนี้ว่า authoritarian practice หรือ “แนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยม” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาในรูปของระบอบเผด็จการที่ประกาศตัวชัดเจนเสมอไป หากแต่อาจอยู่ในวิธีใช้อำนาจรัฐอย่างแนบเนียน ค่อยๆ บั่นทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทีละน้อย

รูปแบบหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ หรือการออกกฎหมายควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมที่ตีกรอบการทำงานไว้เข้มงวดเสียจนการขับเคลื่อนประเด็นเพื่อสังคมแทบเดินต่อได้ไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน โลกดิจิทัลก็กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้ง การถูกสอดส่องด้วยสปายแวร์ ไปจนถึงการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่เหมาะสม ฐิติรัตน์มองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความซับซ้อนของสิทธิมนุษยชนในยุคเทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งในแง่ของกฎหมายที่บางมาตรายังเปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิทางดิจิทัลได้ง่าย และในแง่ของความท้าทายในการพัฒนากฎหมายและระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญจากการทำงานระดับนานาชาติของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำให้เธอเห็นชัดว่า ไม่ว่าประเทศใดจะเผชิญแรงกดดันแบบไหน สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนกันเสมอคือเสียงของประชาชนยังมีพลัง โดยเฉพาะเสียงของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และค่อยๆ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในบางประเทศที่เคยถูกผลักออกจากพื้นที่ จนต้องรวมตัวกันในรูปแบบ section-in-exile เพื่อทำงานนอกประเทศ หรือคนธรรมดาที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังการเมืองในอีกซีกโลกหนึ่ง
สิ่งเล็กๆ เหล่านี้สะท้อนพลังที่รัฐมองข้ามไม่ได้ และเป็นพลังที่เชื่อมคนไทยเข้ากับผู้คนในโลกได้อย่างแท้จริง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อจากนี้ คือเรื่องเล่าที่ชวนให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าเพราะอะไรการมีอยู่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และการลงมือแม้เพียงเล็กน้อยของแต่ละคน จึงอาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคน และอาจเปลี่ยนโลกใบนี้ได้จริงในสักวันหนึ่ง
จากห้องเรียนธรรมศาสตร์ สู่โต๊ะประชุมระดับโลก
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การสอนของฐิติรัตน์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอธิบายตัวบทกฎหมายหรือการท่องจำตำรา หากแต่ชวนให้นักศึกษามองโลกผ่านอีกมุมหนึ่งมุมที่เธอเรียกว่า “เลนส์สิทธิมนุษยชน” เธอสอนทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายเทคโนโลยี แม้จะดูเป็นคนละแขนง แต่ทั้งหมดกลับเชื่อมกันด้วยแกนเดียวกัน นั่นคือ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
สิ่งที่เธอมองว่าเป็นความโชคดี คือ งานสอน งานวิจัย และความสนใจของตัวเองเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องแยกโลกของวิชาการออกจากโลกความจริงในชีวิตประจำวันมากนัก แม้บางวิชาจะไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นวิชาสิทธิมนุษยชนโดยตรง แต่การเรียนการสอนก็ยังวนกลับมาหาเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน เจตจำนงเสรี และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและอัลกอริทึมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ห้องเรียนของเธอจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ของทฤษฎี แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองมองปัญหาจริงในสังคมผ่านกรอบคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย
อีกด้านหนึ่งของฐิติรัตน์คือบทบาทกรรมการสากลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งดูเผินๆ อาจเหมือนอยู่คนละโลกกับงานสอน จากการลงลึกในประเด็นวิชาการ สู่การมองภาพใหญ่ของขบวนการสิทธิมนุษยชนระดับโลก หน้าที่ของบอร์ดสากลคือดูแลธรรมาภิบาลขององค์กรทั่วโลก เพื่อให้การทำงานยึดหลักการ โปร่งใส ใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และรักษาประชาธิปไตยภายในองค์กร งานนี้ไม่ใช่การทำงานบริหารงานประจำวันที่สำนักงานใหญ่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่เป็นการช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการกำกับทิศทาง มาตรฐาน และคุณภาพของงานสิทธิมนุษยชนในภาพรวม

คำถามสำคัญคือ เหตุใดธรรมาภิบาลจึงมีความหมายกับองค์กรสิทธิมนุษยชนมากนัก ฐิติรัตน์ให้คำตอบว่า เพราะงานรณรงค์ของแอมเนสตี้ตั้งอยู่บนฐานของงานวิจัยที่มีหลักฐานรองรับ รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปีถูกนำไปอ้างอิงโดยรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และสื่อทั่วโลก หากองค์กรไม่สามารถอธิบายได้ว่าเงินบริจาคถูกใช้ไปอย่างไร กระบวนการตัดสินใจโปร่งใสเพียงใด หรือข้อมูลที่ใช้น่าเชื่อถือและปลอดภัยมากแค่ไหน เสียงเรียกร้องทั้งหมดก็อาจสูญเสียความน่าเชื่อถือลงทันที
ดังนั้น การดูแลมาตรฐานงานวิจัย ความเที่ยงตรงของข้อมูล และความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล จึงไม่ใช่งานหลังฉากที่ไร้ตัวตน หากแต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนยังมีพลัง และยังได้รับความเชื่อถือจากสังคม และเมื่อนำสองบทบาทนี้มาเชื่อมกันจึงทำให้ภาพของฐิติรัตน์จึงชัดขึ้นมาก คือในมหาวิทยาลัย เธอพานักศึกษาสำรวจเนื้อหาของสิทธิว่าอะไรคือสิ่งที่ควรได้รับการคุ้มครอง หน้าที่ของรัฐคืออะไร ขอบเขตของการจำกัดสิทธิอยู่ตรงไหน และกลไกทางกฎหมายจะช่วยออกแบบการใช้อำนาจรัฐให้ไม่ละเมิดสิทธิและส่งเสริมเสรีภาพได้อย่างไร ส่วนในบอร์ดสากล เธอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้กลไกของขบวนการแข็งแรงขึ้น ตั้งแต่ธรรมาภิบาล การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงคุณภาพของงานวิจัยและแคมเปญ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเกิดขึ้นได้จริงในโลกความเป็นจริง
สองโลกนี้จึงไม่ได้แยกขาดออกจากกัน ตรงกันข้าม กลับเกื้อหนุนกันในการทำงาน เพราะห้องเรียนทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นสิทธิในชีวิตประจำวัน ขณะที่การประชุมระดับโลกทำให้ขบวนการมีทั้งมาตรฐาน ข้อมูล และความน่าเชื่อถือในการผลักดันนโยบายและกดดันผู้มีอำนาจ เมื่อเนื้อหาชัดและกลไกแข็งแรง เสียงเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ย่อมเดินทางได้ไกลกว่าหน้ากระดาษที่สรุปเรื่องราวต่างๆ มาจากในที่ประชุม ทำให้บทบาทคู่ขนานของฐิติรัตน์จึงเป็นเหมือนสะพานที่ทอดจากหลักการไปสู่การปฏิบัติ จากคำถามในชั้นเรียน ไปสู่การกำกับมาตรฐานของขบวนการสิทธิระดับโลก เพื่อให้คำว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่ถ้อยคำในตำรา แต่เป็นวิธีการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้จริง
พื้นที่พลเมืองที่ค่อยๆ หดแคบ
เมื่อบทสนทนาขยับจากห้องเรียนและบอร์ดสากลออกมาสู่ภาพใหญ่ของขบวนการสิทธิมนุษยชน ฐิติรัตน์สะท้อนว่า สิ่งที่ถูกพูดถึงบนโต๊ะประชุมไม่ได้มีเพียงเรื่องกลยุทธ์ของแอมเนสตี้โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภูมิทัศน์สิทธิมนุษยชนโลกที่กำลังเผชิญแรงบีบคั้นจากหลายด้าน
“เราคุยกันเยอะมากเรื่องนี้ จริงๆ ก็คือสภาวะที่พื้นที่ของพลเมืองหรือที่เราเรียกว่า civic space ปัจจุบันกำลังหดตัวลง ซึ่งมันหดตัวในหลายแง่มุม ทั้งการทำร้ายหรือปิดปากนักปกป้องสิทธิ การที่รัฐไม่มีนโยบายสนับสนุน หรือเข้ามาแทรกแซงการระดมทุนขององค์กรสิทธิ ไปจนถึงกฎหมายที่จำกัดการชุมนุม การรวมกลุ่ม หรือการตรวจสอบที่มากเกินจนเอื้อให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต จนทำให้องค์กรสิทธิไม่สามารถทำงานได้ตามควร”
เธออธิบายว่า คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตัดงบพัฒนาและงบสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมหลังกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง กลายเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ซ้ำเติมปัญหาพื้นที่พลเมืองที่หดตัวอยู่แล้วให้แคบลงไปอีก แม้นโยบายดังกล่าวจะไม่กระทบแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลโดยตรง เพราะองค์กรยึดหลักไม่รับเงินจากรัฐบาลในการทำงานวิจัยและรณรงค์ แต่ผลกระทบกลับตกหนักไปที่เครือข่ายและเพื่อนร่วมทางในประเด็นสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก หลายองค์กรที่เคยเดินเคียงกันต้องล้มหายตายจากกันไปเพราะไม่มีทุนทำงานขับเคลื่อนสังคม องค์กรบางแห่งยังก่อตั้งอยู่แต่ไม่สามารถทำงานเชิงรุกได้เหมือนเดิม เพราะทรัพยากรลดลงอย่างมาก
“หลายองค์กรที่เคยร่วมโครงการกับเราหายไปเลย เพราะเขาอยู่ไม่ได้ เมื่อทุนที่เคยพยุงหายไป มันทำให้งานที่เคยทำร่วมกันบางลง พื้นที่ของการขับเคลื่อนก็หายไปพร้อมกับคนทำงานเหล่านั้น”
นอกจากงบประมาณที่หดตัวและการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ลดลง ฐิติรัตน์ยังชี้ให้เห็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ชัดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และยิ่งเข้มข้นมากขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือการเติบโตของ anti-rights movement หรือขบวนการต่อต้านสิทธิมนุษยชน

“ตอนนี้มีกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง พวกเขามองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งจำเป็น หรือไม่ใช่เรื่องที่ควรได้รับการปกป้อง จึงพยายามสร้างข้อโต้แย้งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อคัดค้านสิทธิเหล่านี้ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเสียงที่ออกมานั้นมาจากคนจริงๆ หรือเป็นการจัดตั้ง หรือแม้แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างกระแสให้ดูเหมือนมีคนเห็นด้วยจำนวนมาก ผลที่เกิดขึ้นคือเสียงที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชนค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บรรยากาศโดยรวมของสังคมเปลี่ยนไป”
เสียงต่อต้านนี้ไม่ได้เพียงกดดันทางการเมือง แต่ยังทำให้สังคมรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย และค่อยๆ ถอยออกจากการสนทนาเรื่องสิทธิ ส่วนหนึ่งเพราะวิธีการของกลุ่มที่ต่อต้านสิทธิมักไม่ใช่การถกเถียงด้วยเหตุผล แต่เป็นการด่าทอ โจมตีตัวบุคคล ป่วนพื้นที่ หรือปล่อยเนื้อหาจำนวนมหาศาลเพื่อท่วมบทสนทนาเดิมจนเสียงอื่นถูกกลบหาย และสิ่งที่น่ากังวลคือการโจมตีอาจเริ่มจากสิทธิของคนบางกลุ่ม เช่น สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือสิทธิในการทำแท้งที่ปลอดภัย แต่สุดท้ายมักขยายวงไปสู่การโจมตีแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยรวม
ความต้องการเรื่องสิทธิเพิ่มขึ้น แต่งานกลับทำได้ยากกว่าเดิม
โลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิ ทำให้ความต้องการงานด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การปกป้องนักปกป้องสิทธิ หรือการหยุดยั้งการละเมิดที่เกิดขึ้นทั้งในสนามรบและบนโลกออนไลน์ แต่ในเวลาเดียวกันงบประมาณกลับหดตัวลงเรื่อยๆ
“เครือข่ายของเงินสนับสนุนในการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเล็กลงเรื่อยๆ แต่ความต้องการของงานสิทธิมนุษยชนกลับมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือโจทย์ที่ยากมากสำหรับทุกคนที่ทำงานด้านนี้ในช่วงเวลาตอนนี้”
ตรงนี้เองที่ทำให้บทบาทของบอร์ดสากลของแอมเนสตี้ยิ่งสำคัญขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เรื่องธรรมาภิบาล แต่ยังรวมถึงการคิดว่าจะรักษาความแข็งแรงของขบวนการไว้อย่างไรภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เสียงต่อต้านดังขึ้น งบประมาณน้อยลง แต่ภารกิจกลับจำเป็นขึ้นทุกวัน หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการปรับตัวของแอมเนสตี้ฮ่องกง ที่หลังจากต้องปิดตัวลงเพราะกฎหมายความมั่นคงในปี 2019 บอร์ดสากลและสำนักงานเลขาธิการได้ผลักดันให้เกิดองค์กรใหม่ในชื่อ Amnesty International Hong Kong Overseas ซึ่งรวมพลังของชาวฮ่องกงพลัดถิ่นที่ยังต้องการยืนหยัดเรื่องสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงต่อไป นี่คือการทดลองสำคัญว่า แม้พื้นที่ทางกายภาพจะถูกปิด แต่ขบวนการยังสามารถรวมตัวกันอย่างเป็นประชาธิปไตยและขับเคลื่อนประเด็นสิทธิได้ผ่านเทคโนโลยีและความเชื่อร่วมเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์
การเป็น NGOs ไม่ใช่เรื่องง่ายในโลกที่เปลี่ยนเร็ว
เมื่อพูดถึงองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ภาพขององค์กรอย่างกรีนพีซ (Greenpeace) หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มักลอยขึ้นมาเพราะมีการทำงานข้ามพรมแดนเพื่อผลักดันสิทธิและความเป็นธรรมชัดเจน แต่ในความเป็นจริงองค์กรเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตที่ต้องเติบโต ปรับตัว และเผชิญคำถามจากสังคมอยู่เสมอ ยกตัวอย่างกรณีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในยุค 1980 – 1990 ภาคประชาสังคมเติบโตขึ้นมากจนถูกมองว่าเป็นยุคทองของ NGOs สิทธิหลายเรื่องค่อยๆ กลายเป็นประเด็นหลักในสังคม ตั้งแต่การต่อต้านการทรมาน การยกเลิกโทษประหาร สิทธิเด็ก สิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
“หลังจากที่แอมเนสตี้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพในปี 1977 ในประเด็นการต่อต้านการทรมาน เราเห็นการเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารกลายเป็นกระแสหลัก ยุค 1990 คือช่วงรุ่งเรืองที่สุดของ NGOs สิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สิทธิความเท่าเทียมทางเพศ และสิทธิเด็กได้รับการปกป้องอย่างเป็นรูปธรรม”
ในช่วงนั้น NGOs ไม่ได้มีบทบาทแค่ในระดับประเทศ แต่ยังเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีโลกอย่างองค์การสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และยูเนสโก ทำให้เสียงของภาคประชาสังคมมีผลต่อการตัดสินใจระดับนานาชาติจริงๆ แต่เมื่ออิทธิพลมากขึ้น คำถามก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

“เมื่อถึงยุคที่ NGOs มีพลังจริงๆ โครงสร้างก็ใหญ่และซับซ้อนขึ้น จึงไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามว่า ใช้เงินอย่างไร ทำงานสัมพันธ์กับรัฐแค่ไหน ปฏิบัติต่อผู้คนที่ทำงานด้วยอย่างไร”
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปภายในที่ทำให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับระบบธรรมาภิบาลมากขึ้น ทั้งการรายงานงบประมาณ กลไกตรวจสอบ และมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อถือของสาธารณะ สำหรับแอมเนสตี้ที่ทำมาโดยตลอดนั่นคือการพึ่งพาการบริจาคจากสมาชิกและประชาชนทั่วไปเป็นหลัก ทำให้องค์กรมีอิสระจากรัฐบาลและผู้ให้ทุนรายใหญ่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้องค์กรต้องมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกสูงมากเช่นกัน เพราะต้องอธิบายให้ชัดว่ากำลังทำอะไรและทำไปเพื่ออะไรเรื่องสิทธิมนุษยชน
เมื่อภาคธุรกิจเริ่มใช้กลยุทธ์ใส่ใจสังคมและสิทธิ การบ้านของ NGOs ในศตวรรษที่ 21
ในอีกฟากหนึ่ง ภาคธุรกิจก็ปรับตัวเช่นกัน จากเดิมที่มุ่งเน้นกำไรเป็นหลัก มาสู่การสร้างภาพลักษณ์ว่าใส่ใจสังคมมากขึ้น ผ่านแนวคิดอย่าง CSR และ ESG
“จริงๆ แนวคิดที่ว่าธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่ทำกำไร แรกเริ่มมาจากแรงกดดันของภาคประชาสังคมด้วยซ้ำ แต่เมื่อธุรกิจเขามีกลไกที่เอื้อต่อการปรับตัวได้เร็ว ใช้เครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เลยมีช่วงหนึ่งที่ผลสำรวจบอกว่าคนกลับเชื่อมั่นในบริษัทมากกว่า NGOs ระดับโลก”
นี่คือความย้อนแย้งอย่างหนึ่งของยุคสมัย ขณะที่ NGOs เป็นผู้ผลักดันให้ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคม ในที่สุดธุรกิจก็กลับกลายเป็นคู่แข่งด้านความน่าเชื่อถือไปด้วยเช่นกัน และขณะที่โลกที่เต็มไปด้วยสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองปิดกั้นเสรีภาพ และพื้นที่พลเมืองที่หดแคบลง องค์กรภาคประชาสังคมจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำงานเพื่อสิทธิเท่านั้น แต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าองค์กรยังน่าเชื่อถือ ยังโปร่งใส และยังเป็นเสียงของประชาชนได้จริง
“การทำงานภาคประชาสังคมหรือ NGOs ทุกวันนี้ เราจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ และเรายังน่าเชื่อถือพอที่จะเป็นเสียงของประชาชนอยู่หรือเปล่า”
จากคำถามส่วนตัว สู่พลังของขบวนการสิทธิมนุษยชน
เมื่อถามว่าอะไรคือแรงผลักที่ทำให้เธอเข้ามารับบทบาทในแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฐิติรัตน์เล่าย้อนกลับไปยังช่วงแรกที่เธอเข้ามาทำงานกับแอมเนสตี้ ประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการว่า ตอนนั้นแรงผลักแรกจริงๆ คือความอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าไปเห็นให้จริงว่าการทำงานของนักกิจกรรม หรือ activism ของแคมเปญที่กำลังรณรงค์เรื่องสิทธิอยู่เป็นยังไง มีอุปสรรคตรงไหน เพราะในฐานะนักวิชาการที่เป็นอาจารย์คนหนึ่ง อาจเขียนบทความ ออกแถลงการณ์ ลงชื่อสนับสนุนได้ แต่ยังไม่เคยสัมผัสแบบเต็มๆ ว่ากระบวนการขับเคลื่อนจริงๆ เดินไปอย่างไร จึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับแอมเนสตี้
การก้าวเข้ามาในตำแหน่งนี้จึงทำให้เธอเห็นภาพกว้างเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น คือเห็นทั้งพลังและความยากลำบากของการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน และเปิดพื้นที่ให้เธอได้ผลักดันสิ่งที่ตัวเองสนใจ นั่นคือการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่เพียงตัวอักษรในรายงานหรือบทความวิชาการเหมือนอย่างที่เคยเห็นมา แต่ต้องเป็นเรื่องของคนจริงๆ ในโลกแห่งความจริง
“เรารู้สึกว่าเราอาจจะมีส่วนช่วยในมุมที่กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นการเชื่อมโยงประเทศและภูมิภาคที่สิทธิมนุษยชนยังไม่ฝังรากลึกทางวัฒนธรรมกับ movement ระดับโลก เราอยากจะเติมเต็มช่องว่างตรงนั้น”
เธอเล่าว่าในช่วงที่สังคมกำลังเรียกร้องสิทธิ คำถามที่อยู่กับตัวเองเสมอในฐานะนักวิชาการคือแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในการต่อต้านความไม่ถูกต้องให้เกิดความชอบธรรม
“ทุกครั้งที่เราจะออกแถลงการณ์ หรือไปลงชื่อในแคมเปญ เราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้จริงไหม แต่พอเราได้ทำงานในแอมเนสตี้ เราเริ่มเห็นคำตอบมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่มันเกิดจากหลายคนที่ช่วยกันขับเคลื่อนอยู่แล้ว”
“จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แม้แต่คนที่เรามองว่าเป็นฮีโร่ เขาเองก็อาจไม่ได้ตั้งใจจะเป็นด้วยซ้ำ แค่สถานการณ์มันพาไป สำหรับเราการได้ทำงานภายใต้ชื่อของแอมเนสตี้ ทำให้ความกล้าไม่ต้องแบกไว้คนเดียว เพราะเรารู้ว่ามีคนอีกมากมายที่ยืนอยู่ข้างเรา และมันทำให้เรากล้าพูดในเรื่องยากๆ ได้มากขึ้น”
สิทธิที่ถูกละเมิดอย่างแนบเนียน
เมื่อถามถึงความเหมือนและความต่างของปัญหาสิทธิในประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ฐิติรัตน์อธิบายว่า หากมองภาพกว้าง เอเชียแปซิฟิกมีลักษณะร่วมกับหลายภูมิภาคของโลก รัฐจำนวนมากยอมรับหลักสิทธิมนุษยชนในทางวาทกรรมหรือการลงนามทำอะไรบางอย่างร่วมกันตามข้อตกลง แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงกลับยังไม่คุ้มครองสิทธิได้เต็มที่
“หลายประเทศประกาศยอมรับเรื่องสิทธิในเวทีโลก แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับมีนโยบายหรือมาตรการที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพ และใช้วิธีที่แนบเนียนมากขึ้นในการละเมิดสิทธิ คือไม่ได้ละเมิดอย่างโจ่งแจ้งเหมือนในอดีต”
เธอใช้คำว่า authoritarian practice เพื่ออธิบายว่าการละเมิดสิทธิในปัจจุบันไม่ได้เกิดเฉพาะในรัฐบาลเผด็จการ แม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ก็อาจใช้นโยบายที่กระทบสิทธิเสรีภาพโดยไม่เคารพหลักนิติรัฐและนิติธรรมได้เช่นกัน
“authoritarian practice มันเกิดได้แม้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างในสหรัฐฯ สมัยทรัมป์ที่อยู่ดีๆ ก็ยกเลิกสิทธิของคนที่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศ ทั้งที่ไม่ควรถูกลิดรอนแบบนั้น หรือในอังกฤษที่มีการจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงโดยสันติด้วยกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย”
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เธอยกตัวอย่างร่าง พ.ร.บ.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร ที่เคยถูกผลักดันในไทยช่วงปี 2565 หรือที่คนจำนวนมากเรียกว่า “พ.ร.บ.เอ็นจีโอ” ซึ่งชื่อของกฎหมายนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นกฎหมายสนับสนุนภาคประชาสังคม แต่เมื่ออ่านเนื้อหาอย่างละเอียดกลับเปิดช่องให้รัฐเข้ามาตรวจสอบกิจกรรมและเส้นทางการเงินขององค์กรต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยอ้างเหตุผลเรื่องการป้องกันการฟอกเงิน

“การเปิดเผยว่าเงินมาจากไหนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคือเมื่อรัฐรู้ล่วงหน้าว่าองค์กรจะทำกิจกรรมอะไร และจะใช้เงินกับเรื่องไหน มันทำให้รัฐสามารถเข้ามาแทรกแซง หรือหยุดกิจกรรมนั้นได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
รัฐอาจบอกว่าเป็นการคุ้มครองสังคม แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายลักษณะนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาคประชาสังคมทำงานยากขึ้นและลดทอนสิทธิในการรวมตัว ปกป้อง หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระ สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยจึงไม่ได้ต่างจากหลายประเทศในโลกนักเพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป การละเมิดสิทธิไม่ได้มาแบบเปิดหน้าเสมอไปแต่มาในคราบของกฎหมาย นโยบาย หรือภาษาที่ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมันคล้ายกันมาก คือรัฐเริ่มใช้วิธีจำกัดสิทธิเสรีภาพแบบที่ดูไม่เหมือนการละเมิดโดยตรง สิ่งที่แอมเนสตี้ต้องทำคือค่อยๆ เปิดให้เห็นว่าความแนบเนียนแบบนี้จริงๆ แล้วคือการละเมิดสิทธิ และมันกำลังถูกใช้ซ้ำในหลายประเทศ”
ทำอย่างไรให้การมีส่วนร่วมมีความหมายจริงๆ เรื่องสิทธิมนุษยชน
ในระดับองค์กร แอมเนสตี้เองก็กำลังพยายามทดลองวิธีใหม่ๆ เพื่อทำให้การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ หนึ่งในนั้นคือการกำหนดให้หนึ่งในสามของผู้แทนในการประชุมใหญ่ประจำปีเป็นเยาวชน ซึ่งถือว่าใหม่มากแม้เมื่อเทียบกับ INGOs อื่นๆ
“เวลามีคนอายุน้อยลุกขึ้นมาพูดเรื่องสิทธิ มันเป็นอะไรที่สดใหม่มาก เพราะเขามองโลกไม่เหมือนเดิม และกล้าตั้งคำถามในแบบที่หลายคนไม่เคยคิด แต่ในขณะเดียวกัน รูปแบบการประชุมหรือเอกสารต่างๆ ยังไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับเขาเท่าไร บางกระบวนการเขายังไม่คุ้นเคย และหลายเรื่องที่เขาอยากพูดจริงๆ ก็อาจสื่อสารออกมาได้ไม่เต็มที่ เพราะยังต้องผ่านวิธีการแบบเดิมๆ”
อีกโจทย์สำคัญคือเรื่องภาษา จะทำอย่างไรให้คนจากภูมิภาคที่ไม่ได้ใช้อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปนเป็นภาษาแม่ สามารถลุกขึ้นมาพูดเรื่องยากๆ บนโต๊ะประชุมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองตามไม่ทัน
“ชาวเอเชียไม่ได้เงียบเพราะไม่อยากพูด แต่เพราะกำลังพยายามทำความเข้าใจทั้งภาษาและเนื้อหาไปพร้อมกัน เราเลยเริ่มปรับวิธีการสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น ใช้ภาษาแบบ plain English พูดให้ช้า ชัด เปิดพื้นที่ให้มากขึ้น และใช้เครื่องมือแปลภาษาเข้ามาช่วย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ทันและกล้าพูดมากขึ้น”
การมีอยู่ขององค์กรภาคประชาสังคมคือลมหายใจของสิทธิมนุษยชน
ฐิติรัตน์มองว่า การมีอยู่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในแต่ละประเทศ เป็นเหมือนสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า “พื้นที่สิทธิ” ในประเทศนั้นยังพอมีลมหายใจอยู่ หากยังมีออฟฟิศ มีคนทำงาน มีรายงานที่ส่งถึงผู้มีอำนาจ และยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ยอมรับฟัง นั่นแปลว่าพื้นที่เรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่ถูกปิดตายไปเสียทั้งหมด
“เวลาที่เราสื่อสารกับรัฐบาล มันไม่ใช่แค่เสียงขององค์กรต่างชาติ แต่คือเสียงของ ‘ประชาชนของคุณเอง’ ที่มีผู้คนทั่วโลกช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง”
สำหรับประเทศไทย เธอมองว่ายังมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของภาคประชาสังคมในภูมิภาค ทั้งจากโครงสร้างพื้นฐาน ภาษา และเครือข่ายนานาชาติที่ยังเอื้อให้เชื่อมต่อกับโลกได้ บทเรียนตลอดสิบปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยไม่สามารถปิดตัวเองจากโลกได้ หากยังต้องการยืนอยู่ในระบบที่เชื่อมโยงกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
เสียงเล็กๆ ที่ยังไปได้ไกลกว่าที่คิด
ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน การลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจดูใหญ่เกินไปสำหรับใครหลายคน แต่ฐิติรัตน์ชวนให้มองอีกแบบว่า เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่
“เราเลือกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำได้ ในแบบของเรา”
เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดจากเสียงเดียว แต่มาจากเสียงเล็กๆ ที่ค่อยๆ เชื่อมกัน ตั้งแต่การเรียนรู้ พูดคุย ลงชื่อรณรงค์ ไปจนถึงการเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงใครบางคนที่กำลังถูกละเมิดสิทธิ เพื่อบอกเขาว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้หรือต่อสู้กับโลกนี้เพียงคนเดียว
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเป็นสมาชิก การร่วมเป็นผู้บริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน หรือการเลือกสนับสนุนสินค้าที่มีความหมายผ่าน Amnesty Shop Thailand ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับคุณค่าของสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเราเชื่อว่าเสียงเล็กๆ เหล่านี้เมื่อรวมกันแล้ว อาจไม่ได้แค่เสียงที่ถูกได้ยินแต่อาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนและค่อยๆ เปลี่ยนโลกใบนี้ไปพร้อมกัน




