เฝาซี ล่าเต๊ะ สมาชิกแอมเนสตี้ ประเทศไทย จากเด็กในหมู่บ้านที่เห็นต่างทางการเมือง สู่คนทำงานสิทธิมนุษยชน และเป็นปากเสียงให้ผู้ต้องขังทางการเมือง

ในขณะที่หลายคนอาจจะกำลังมองหาความมั่นคงในอาชีพการงานตามที่ผู้ใหญ่บอก หรือกำลังสนุกกับชีวิตวัยเรียนที่สดใสตามครรลองของตัวเอง แต่สำหรับ ‘ซี’ เฝาซี ล่าเต๊ะ เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มถูกขีดเขียนด้วยเฉดสีที่เข้มข้นและท้าทายกว่านั้นตั้งแต่ยังเด็กจากพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่และจากครอบครัวที่ให้กำเนิดมา

เฝาซีเติบโตมาพร้อมกับชุดคำถาที่มีต่อความยุติธรรมในสังคม และดูเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมแลตัวตนที่บ่มเพาะให้เขามีเลนส์ในการมองโลกตั้งแต่ตอนนั้นเริ่มถูกฝนให้มีการคิดและประเมินสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้มีความคมกริบตั้งแต่อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่จังหวัดสงขลา จนวันนี้เลนส์ใบเดิมที่เขามองในตอนนั้น ได้นำพาเขาก้าวเข้าสู่บทบาทเจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบายของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) องค์กรสากลที่เขาเคยมองว่าเป็นชื่อที่ดูไกลตัว แต่ปัจจุบันที่นี่กลับกลายเป็นบ้านที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยพลังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

1. บัตรสมาชิกในกระเป๋าสตางค์และความแปลกแยกที่ภาคภูมิใจ

หากย้อนกลับไปในวันที่คลื่นความขัดแย้งทางการเมืองไทยโถมเข้าใส่ทุกอณูของสังคม เฝาซีเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มักจะทดสอบความกล้าหาญในหัวใจตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเล่าระหว่างพูดคุยกันปนเสียงหัวเราะและรอยยิ้มถึงความทรงจำที่ดูเหมือนจะขมขื่นตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยทำงาน แต่ความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นรากฐานที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อเขาพบว่าอุดมการณ์ของครอบครัวทำให้เขาเป็น “แกะดำ” ในพื้นที่ที่ผู้คนส่วนใหญ่มีความคิดและความเชื่อที่ต่างกันออกไป

“ตอนเรียนมัธยมเราโดนบูลลี่หนักมากเพราะเพื่อนไปแอบเห็นบัตรสมาชิก นปช. หรือบัตรที่บอกว่าเราเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในกระเป๋าสตางค์”

ตั้งแต่ตอนนี้ชีวิตของเฝาซี เด็กคนหนึ่งที่ควรจะได้สนุกกับชีวิตในรั้วโรงเรียน แต่สำหรับเฝาซี เด็กจากสงขลาคนนี้กลับต้องเผชิญกับบททดสอบทางอุดมการณ์ที่มาเร็วกว่าคนรุ่นเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศของภาคใต้ที่ความเชื่อทางการเมืองถูกขีดเส้นชัดเจนในตอนนั้นว่าต้องเป็นพรรคหรือสีไหน การเลือกยืนอยู่ในจุดที่ต่างออกไปที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเห็น แต่การเลือกนี้คือการต้องรับมือกับสายตาที่มองมาด้วยความไม่เข้าใจ และการตั้งคำถามถึงตัวตนจากคนรอบข้างเพราะมีแนวคิดเรื่องนี้ที่แตกต่าง

เหตุการณ์ในวันนั้นเปรียบเสมือนเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เฝาซีเรียนรู้ที่จะรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ เขาเลือกที่จะไม่ละทิ้งอุดมการณ์เพียงเพื่อแลกกับการเป็นคนที่ ‘กลมกลืน’ หรือเป็นที่ยอมรับในสังคมที่พร้อมจะหันหลังให้ความถูกต้อง

“ครูและเพื่อนๆ ในโรงเรียนตอนนั้นเขามีอุดมการณ์อีกแบบหนึ่ง ภาคใต้ในตอนนั้นการมีบัตรใบนี้คือเรื่องใหญ่ แต่ผมถูกปลูกฝังมาให้ตั้งคำถามกับสังคมจากที่บ้าน เราไปม็อบกับพ่อแม่ เห็นการต่อสู้มาตั้งแต่จำความได้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะยืนหยัดในหลักการ แม้ในวันที่ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเราเลย”

ในวัยที่ใครหลายคนอยากจะกลมกลืนไปกับผู้คนเพื่อให้ชีวิตกลมกลืนและเดินต่อไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค ในตอนนั้นเฝาซีกลับเลือกที่จะเก็บบัตรสมาชิกใบนั้นและอุดมการณ์ของเขาเอาไว้ ถ้าย้อนเวลากับไปแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนเหตุการในตอนนั้นได้ เขายืนยันและย้ำว่าไม่เคยเสียใจที่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นวัคซีนชั้นดีที่ทำให้เขารู้จักคุณค่าของสิทธิและการยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ก่อนจะตัดสินใจบ่มเพาะสิ่งที่สะสมจากการเรียนมาศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) พื้นที่ที่ทำให้เขากลายเป็นนักกิจกรรมที่คลุกคลีอยู่กับสภานักศึกษาและปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

2. แอมเนสตี้ จากองค์กรในฝันสู่ผู้สังเกตการณ์กลางวงล้อมม็อบปี 2563

เมื่อชีวิตก้าวมาถึงช่วงรอยต่อสำคัญอย่างการเป็นนักศึกษาฝึกงาน พื้นที่ในใจของเฝาซีถูกจับจองด้วยชื่อของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรที่เขาคุ้นเคยชื่อมาบ้างจากคลับกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในขณะเดียวกัน ลึกๆ ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกย้อนแย้งที่ยากจะสลัดออก เพราะในสายตาของเฝาซี เด็กนักศึกษาจากจังหวัดปัตตานี แอมเนสตี้เปรียบเสมือนป้อมปราการทางความคิดที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นพื้นที่ที่ดูเปี่ยมไปด้วยมาตรฐานสากล

ตอนนั้นเฝาซีมีภาพจำของการทำงานเชิงนโยบายของแอมเนสตี้ว่าจะต้องเป็นการทำงานระดับนานาชาติและห่างไกลจากวิถีการเคลื่อนไหวแบบชาวบ้านหรือคนธรรมดาคนหนึ่งในท้องถิ่นที่เขาเคยสัมมา ประสบการณ์ที่เคยเคลื่อนไหวหรือสู้ฟัดในพื้นที่ชายแดนใต้ตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เขาแอบหวั่นใจไม่น้อยว่า เด็กต่างจังหวัดที่พูดจาตรงไปตรงมาและคุ้นชินกับวิถีชาวบ้านอย่างเขา จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับจังหวะก้าวที่ดูเป็นระเบียบและเป็นสากลขององค์กรนี้ได้หรือไม่

“ภาพในหัวตอนนั้นคือ แอมเนสตี้เป็นองค์กรที่ไกลจากเราจัง ชื่อก็ดูอินเตอร์ ภาษาที่ใช้ก็ดูเป็นทางการไปหมด เขาจะรับเด็กต่างจังหวัดอย่างเราเข้าไปร่วมงานไหม แล้วเขาจะทำแค่เรื่องสวยๆ งามๆ ในเวทีเมืองนอกหรือเปล่า”

แต่แล้วกำแพงแห่งความกังวลก็ค่อยๆ พังทลายลง เมื่อเฝาซีได้เริ่มต้นก้าวแรกในฐานะนักศึกษาฝึกงานในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองไทยเต็มไปด้วยความตื่นตัวและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเดิมที่เฝาซีตั้งใจจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่เบื้องหลังในฝ่ายสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และทำกิจกรรมกับแอมเนสตี้ จังหวะชีวิตในตอนนั้นกลับนำพาให้เขาต้องก้าวออกไปสัมผัสโลกกว้างของการชุมนุมด้วยตัวเอง

หน้าที่ของเขาได้ขยับมาทำงานที่ต้องใช้สายตาเพื่อดูสถานการณ์การชุมนุมตอนนั้น ในนามของ “ผู้สังเกตการณ์การชุมนุม” ภายใต้โครงการ MOB DATA ซึ่งนี่คือภารกิจเบื้องหลังที่ไม่ได้อาศัยแค่การทำงานเท่านั้น แต่ต้องใช้พลัง หัวใจ ความละเอียดอ่อนในการเฝ้าดูเหตุการณ์ พร้อมกับรักษาความจริงที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ท่ามกลางกลิ่นอายของแก๊สน้ำตาและเสียงที่ดังจากรถฉีดน้ำแรงดันสูง โดยเฝาซีเรียนรู้ที่จะเก็บข้อเท็จจริงของข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะเขารู้ดีว่าข้อมูลที่ได้มาคือสิ่งที่สำคัญของผู้คนในนาทีที่สถานการณ์บีบคั้นจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในเวลานั้น

“ตอนนั้นองค์กรก็คงตกใจที่นักศึกษาฝึกงานกล้าลงไปดูม็อบใหญ่ๆ ที่มีการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง แต่มันคือตัวเรามาก เราชอบวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่มหาลัย พอได้มาทำเรื่องสิทธิการชุมนุม มันเหมือนได้ใช้ชีวิตเพื่อสิ่งที่เชื่อจริงๆ แม้ในวันที่โดนแก๊สน้ำตาหรือเห็นความรุนแรงตรงหน้า แต่มันคือการเก็บรวบรวมความจริงมาเป็นอาวุธในการเรียกร้องความยุติธรรม”

3. “ประเทศไทยยังสอบตกเรื่องสิทธิมนุษยชน” เมื่อเสียงของคนที่ใช้สิทธิเสรีภาพถูกขังในเรือนจำ

เมื่อปลายปีที่แล้ว วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางบรรยากาศโอ่อ่าและเป็นทางการในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน วันนั้นเฝาซีได้ก้าวขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับรางวัล บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยปกติแล้วเวทีรับรางวัลคือพื้นที่ของการเฉลิมฉลองความสำเร็จหรือความน่าชื่นชมยินดี แต่สำหรับเฝาซีในวันนั้น รางวัลนี้เป็นเหมือนกระบอกเสียงหรือจะเรียกได้ว่าเป็นโทรโข่งที่มีค่าอย่างยิ่งก็ว่าได้ เพราะหลังจากรับรางวัลเขาได้หยิบสคริปต์ที่ตั้งใจร่างประเด็นพูดขึ้นมาระหว่างอยู่บนเครื่องบินขณะเดินทางกลับจากต่างประเทศออกมาอ่าน ท่ามกลางสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เครือข่ายที่ทำงานภาคประชาสังคม และหน่วยงานความมั่นคงที่เข้ามาร่วมงานด้วยในครั้งนั้น

“ประเทศไทยยังสอบตกในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หากเรายังคงคุมขังทนายสิทธิมนุษยชนอย่างทนายอานนท์ นำภา หากเรายังคงคุมขังเก็ท โสภณ หากเรายังคงคุมขังเอกชัย หงส์กังวาน หากเรายังคงคุมขังบัสบาส หากเรายังคงคุมขังตัณ สุรนาถ แป้นประเสริฐ หากเรายังคงคุมขัง ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และอีกหลายคนที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ทั้งหมดบนเวทีนี้ได้”

บนเวทีรับรางวับในวันนี้บรรยากาศถูกโอบล้อมด้วยความเป็นทางการ เพราะเป็นรางวัลเรื่องสิทธิมนุษยชนระดับประเทศ แต่นอกจากเฝาซีกล่าวคำขอบคุณเหมือนงานรับรางวัลทั่วไป เขาเลือกที่จะใช้ช่วงเวลานั้นสื่อสารในสิ่งที่ตั้งใจมาอย่างดี จะเห็นว่าเขาค่อยๆ เอ่ยรายชื่อเพื่อนแต่ละคนออกมา จังหวะการพูดเรียบง่ายราวกับเขากำลังพยายามดึงเอาเรื่องราวและศักดิ์ศรีของคนที่ถูกทำให้เงียบหายไปหลังกำแพงเรือนจำ ให้กลับมามีตัวตนและมีเสียงดังขึ้นอีกครั้งภายในห้องโถง

โดยเฝาซีอยากให้รายชื่อเหล่านั้นไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานสถิติของคนที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก แต่เขาอยากให้เห็นว่าทุกคนคือ ‘เพื่อน’ ที่มีหัวใจ มีชีวิต และมีความฝันไม่ต่างจากเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ในการรับรางวัลครั้งนั้น

“ทุกคนคือเพื่อนของเรา ทุกคนคือผู้ถูกคุมขังทางการเมืองกว่า 56 คนที่อยู่ในเรือนจำ เพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก เราอยากให้รางวัลนี้เป็นไฟดวงเล็กๆ ที่บอกสังคมว่าการทำงานเรื่องนี้ทำได้จริง และเราจะไม่ยอมให้ใครมาปิดปาก ปิดความจริงเพียงเพราะได้รางวัลนี้ เราจะทำมันต่อไปจุดยืนที่มีมา”

4. กฎหมายสากลที่ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่เป็นอาวุธของคนตัวเล็ก

ในการทำงานฝ่ายนโยบาย หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Advocacy กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เฝาซีไม่ได้ใช้เพียงอุดมการณ์ของเขาในการนำหน้าการทำงานหรือทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้ฐานที่มั่นคงจากหลักการสากลมาเป็นเครื่องทุ่นแรงร่วมด้วย โดยเขาเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งของที่จะต้องได้รับการให้จากรัฐหรือทางการไทย แต่สิทธิมนุษยชนในความหมายของเขาคือพันธสัญญาที่รัฐต้องปฏิบัติต่อประชาชนตามมาตรฐานโลกโดยที่ต้องไม่เรียกร้องหรือส่งเสียงดังซ้ำๆ ให้รัฐรับรู้ว่าต้องทำ

เขามักจะหยิบยกเอากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาเป็นเสมือนเข็มทิศในการพูดคุยกับผู้มีอำนาจที่ไม่ใช่มีเพียงเพื่อการโต้แย้ง แต่เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขากำลังเรียกร้องนั้นคือพื้นฐานที่รัฐไทยเคยให้สัญญาไว้กับประชาคมโลก ภาษากฎหมายที่หลายคนอาจมองว่าเข้าใจยาก ถูกเฝาซีนำมาปรับใช้ให้กลายเป็นสะพานเพื่อดึงเอาเรื่องราวของคนธรรมดาขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะเจรจาหรือการพูดคุยกันอย่างมีศักดิ์ศรีและมีหลักการ

“เรายึดหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ข้อ 11 ที่ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ที่ยืนยันว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง สิ่งเหล่านี้คือเสาหลักของบ้านสิทธิมนุษยชน หากเสาต้นนี้พัง บ้านทั้งหลังก็พังทลายลง งานขอเราคือการนำเอาเสียงของคนที่โดนรังแกทางการเมืองไปพูดคุยในเวทีระดับโลกให้รัฐไทยตระหนักว่าเขาจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้”

เฝาซีมองว่าการสื่อสารเชิงนโยบายไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงในห้องประชุมแบบที่คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าเป็นการทำงานระดับนโยบายที่ไม่ได้เข้ามาสัมผัสชีวิตจริงของคนที่ได้รับผลกระทบ แต่นี่คือการพยายามสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับรัฐบาลว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการรักษามาตรฐานความเป็นคนให้คงอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพสิทธิกันและกัน

5. เลนส์สิทธิมนุษยชนในสายตา เมื่อ “ปากท้อง” และ “สิทธิ” คือเรื่องเดียวกัน

และหากพบเฝาซีในชีวิตประจำวันทั่วไปที่อยู่นอกเหนือการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เขาคือหนุ่มใต้ใจดี หน้าตายิ้มแย้มที่พบว่ามีความหลงใหลการถ่ายภาพ รักการเตะบอล และใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่สิ่งที่แยกเขาออกมาคือการใช้สายตาเป็นเลนส์พิเศษที่เขาใส่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนทำงานหรือตอนพักผ่อนดูยูทูบหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ในโลกออนไลน

“พอเราทำงานตรงนี้ เลนส์สิทธิมนุษยชนมันติดตาไปเลย เวลาดูยูทูบรายการตลกแล้วเขาเล่นมุกเหยียดเพศ เหยียดคน หรือเหยียดสีผิว เราจะมีต่อความเอ๊ะขึ้นมาทันทีว่า มุกแบบนี้มันทำร้ายคนอื่นไหมนะ มันตัดไม่ขาดจากความคิดเลย ความคิดเรามันเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่ที่บ้านเรา พ่อแม่ยังอยากให้เราเป็นข้าราชการเพื่อความมั่นคง แต่เราอยากพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าสิทธิมนุษยชนกินได้ ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าสิทธิมันดี ปากท้องคนจะอิ่ม งบประมาณจะถูกจัดสรรให้ถึงมือคนจนจริงๆ ไม่ใช่กระจุกอยู่แค่บางกลุ่ม”

เฝาซีทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยแววตาที่เป็นประกายถึงความฝันที่อยากจะเป็น “ผู้แทนราษฎร” ที่มีหัวใจเป็นสิทธิมนุษยชน หรือการกลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา

“เราอยากเป็น สส. ที่มีเลนส์สิทธิติดตัวไปทุกที่ หรือถ้าวันหนึ่งต้องกลับบ้าน เราอยากกลับไปขับเคลื่อนเรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลที่นั่น ที่บ้านผมโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นโดยที่ชาวบ้านไม่ได้ส่งเสียงเลย เราอยากเป็นคนหนึ่งที่กล้าตั้งคำถามเพื่อปกป้องสิทธิและทรัพยากรของบ้านตัวเอง เราเชื่อว่ารางวัลหรือบทบาทอะไรก็ตามที่เราได้มา มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อคนอื่นต่อไป”

6.จากแอมเนสตี้ สู่ความฝันในสภา สิทธิมนุษยชนต้องไม่ใช่แค่ ‘นโยบายขายฝัน’

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังคุกรุ่น และวันลงคะแนนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เข้าใกล้เข้ามาทุกที เฝาซีเล่าถึงความฝันที่เขาทะนุถนอมไว้ต่อจากที่คุยกัน คือฝันที่ต้องการได้เข้าไปเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเลนส์สิทธิมนุษยชนนี้ไปติดตั้งไว้ในกระบวนการออกกฎหมายของประเทศจริงๆ แต่ในฐานะคนทำงานหน้างานที่เห็นความเจ็บปวดและความไม่ยุติธรรมในช่วงที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้เขามีถ้อยคำที่อยากส่งสารถึงบรรดาพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อชิงคะแนนนิยมอยู่ในขณะนี้

เฝาซีมองว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองไทยต้องเลิกหยิบยื่นเพียง “นโยบายขายฝัน” แต่ต้องกล้าหาญและทำอะไรจริงๆ ที่จะทำให้ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกวางไว้เป็นวาระลำดับต้นๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อมีการอภิปรายในรัฐสภาหรือในที่ประชุมต่างๆ เกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน

“ที่จริงเราอยากให้พรรคการเมืองเริ่มทำความเข้าใจก่อนว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร เราอยากเห็นนโยบายที่มันเป็นรูปธรรมว่าคุณจะทำอะไรกับปัญหาที่ค้างคา ทั้งเรื่องการจับกุมผู้ถูกคุมขังทางการเมือง การไล่รื้อที่ดิน หรือเรื่องการซ้อมทรมานว่าคุณต้องมีแผนจัดการเรื่องพวกนี้ก่อน ไม่ใช่กังวลแค่ว่าพูดเรื่องสิทธิแล้วจะเสียคะแนนนิยม”

สำหรับเฝาซีความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองไม่ได้วัดกันที่กระแสนิยมชั่วคราวจากการช่วยน้ำท่วมหรือการโหนกระแสสงครามที่ชายแดนไทยกับกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา แต่คือการยืนหยัดในหลักการที่ชัดเจนของพรรคและตัวผู้สมัครทุกคนแม้ในวันที่คนบางกลุ่มอาจจะไม่เห็นด้วย หรือเปลี่ยนขั้วไปฝ่ายตรงกันข้ามเพราะเหตุผลส่วนตัว

“ถ้ายืนยันในหลักการสุดท้ายพรรคของคุณจะเป็นพรรคที่มีจุดยืนและน่าเชื่อถือในระยะยาว เพราะสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ และปากท้อง มันคือเรื่องเดียวกันหมด ถ้าสิทธิมนุษยชนดี กฎหมายก็จะดี ปากท้องและเศรษฐกิจก็จะดีตามไปด้วย เมื่อสิทธิได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมภายใต้นโยบายรัฐ ปัญหาภาพใหญ่ของประเทศก็จะถูกแก้ไขได้อย่างยั่งยืน”

ไม่ว่าบทบาทในอนาคตของเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่แอมเนสตี้หรือนักการเมืองในสภาตามฝัน เฝาซีก็ยังคงยืนยันในเจตจำนงเดิมคือการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่กินได้และพูดถึงได้ในทุกพื้นที่ของสังคมไทย โดยเฉพาะในบ้านเกิดของเขาที่จังหวัดสงขลา ที่เขายังคงใฝ่ฝันจะกลับไปตั้งคำถามเพื่อปกป้องทรัพยากรและวิถีชีวิตของชาวบ้านให้มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่

บทสนทนาระหว่างเรากับเฝาซีทิ้งท้ายไว้ด้วยแววตาที่เป็นประกาย เมื่อเขาพูดถึงความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานราก เขามักจะบอกเสมอว่าการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้สำหรับเขาแล้วนั้นไม่ใช่เพียงแค่การมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูล แต่คือการได้รับเครื่องมือหรือการทำให้มีการมองโลกที่กว้างขึ้น

“การเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ เราจะได้ชุดข้อมูลและความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนที่เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยครับอย่างน้อยๆ คุณจะได้อีเมลแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ที่ส่งตรงถึงหน้าจอ ซึ่งนั่นแหละคือการบ่มเพราะเรื่องเลนส์สิทธิ ให้เติบโตในใจเรา ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องสิทธิไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องกฎหมายที่น่าปวดหัว แต่มันคือเรื่องที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน”

มาถึงตรงนี้แล้วหากมาอยากลองมีเลนส์สิทธิมนุษยชนติดตัวแบบเฝาซี เราไม่ได้ต้องการแค่คนที่ทำงานด้านกฎหมายหรือต้องการเพียงนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์เท่านั้น แต่เราต้องการเพื่อนร่วมทางธรรมดาๆ ที่พร้อมจะมีต่อม “ความเอ๊ะ” กับความอยุติธรรมเล็กๆ รอบตัว และพร้อมจะเป็นแรงกระเพื่อมส่งเสียงแทนคนที่ถูกพรากสิทธิไป ซึ่งการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด เพราะจะไม่ได้แค่สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสาร แต่คุณกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนสังคม และอาจได้รับโอกาสในการสร้างสรรค์โครงการเพื่อเพื่อนมนุษย์ในแบบที่คุณเชื่อด้วยตัวเองแอมเนสตี้ ประเทศไทย ชวนมาขยับสังคมนี้ไปพร้อมกับเรา ด้วยการเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะสิทธิมนุษยชนจะเป็นเรื่องที่ ‘กินได้’ และ ‘จับต้องได้’ ก็ต่อเมื่อเรามีเพื่อนร่วมทางที่มากพอ สมัครสมาชิกเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ที่นี่: https://bit.ly/3LOGbw6

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน