ช่วงต้นปี 2569 ขณะที่นาฬิกาของการเมืองไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หมุดหมายสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคมไทยดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่กึ่งมีความหวัง กึ่งระแวดระวังอยู่ไม่น้อย คือเรามีความหวังเพราะการเลือกตั้งคือสัญญาณหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง แต่เราอาจยังต้องระแวงอยู่บ้างเพราะประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าในประเทศนี้ “คะแนนเสียงจากประชาชน” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปลายทางที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศต้องการ
ปูน ธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือที่แวดวงประชาสังคมคุ้นเคยในชื่อ ‘ปูน ทะลุฟ้า’ นักกิจกรรมจากจังหวัดกาญจนบุรีผู้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นในช่วงปี 2564 วันนี้ในวัย 22 ปี เขาไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์เดิม แต่เลือกที่จะขยายพื้นที่การต่อสู้จากการเป็นนักกิจกรรมภาคสนาม สู่การเป็นนักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ไปพร้อมๆ กัน โดยมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคือแฮชแท็กประจำตัว #เชื่อมั่นและยืนหยัด

ปูนเปรียบเสมือนตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่แปรเปลี่ยนบาดแผลจากสมรภูมิที่เคยทำกิจกรรมบนท้องถนนและเห็นปัญหาสังคมในช่วงขวบปีของการเติบโตในชีวิตเขา ให้กลายเป็นพลังทางความคิดในรั้วมหาวิทยาลัย บทสนทนานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของเด็กกิจกรรมคนหนึ่ง แต่คือภาพสะท้อนของโครงสร้างสังคมที่อาจจะไม่ปกติหรือบิดเบี้ยวในสังคมที่เกิดขึ้น และการค้นหาคำตอบร่วมกันว่าเราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ในกติกาที่อาจไม่เคยแฟร์สำหรับเราในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่าไหร่นัก
จาก “รองเท้าครู” สู่ “รัฐธรรมนูญ” เมื่อการตั้งคำถามคืออาชญากรรม
หากจะสืบสาวถึงจุดเริ่มต้นความตื่นรู้ของปูน ความสนใจของเขาไม่ได้เริ่มที่เวทีปราศรัยใหญ่โตอะไรมากนักระหว่างที่เราพูดคุยกัน แต่ปูนเริ่มสนใจตประเด็นทางสังคมจากบันไดตึกเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เรียนอยู่ในตอนนั้น ผ่านการตั้งคำถามถึงกฎระเบียบที่แตกต่างกันระหว่างครูกับนักเรียน
“ทำไมครูใส่รองเท้าขึ้นตึกได้ แต่นักเรียนใส่ไม่ได้ มันก็เดินบนพื้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ พื้นมันก็สกปรกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
คำถามที่ดูไร้เดียงสาของเด็กนักเรียนที่ชื่อปูนในตอนนั้น กลับกลายเป็นกุญแจดอกแรกที่ไขให้เห็นความผิดปกติของโครงสร้างอำนาจในรั้วโรงเรียน ปูนเล่าว่าในโรงเรียนไทยกฎระเบียบมักถูกสร้างขึ้นเพื่อกดทับมากกว่าเพื่อความเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรงผม การเข้าแถว หรืออภิสิทธิ์ของครูอาจารย์ สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเขาเรียนว่า “แบบจำลองของรัฐเผด็จการขนาดย่อส่วน”
“เขาพยายามหลอมรวมเรา ให้เรากลายเป็นคนที่ถูกออกแบบมาให้เข้าสู่ระบบ ไม่ได้ให้เรามีความคิดเป็นของตัวเอง ถ้าคุณได้รับคำสั่งอะไรมา คุณต้องทำตาม ห้ามตั้งคำถาม การตั้งคำถามถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด”
คำกล่าวนี้ของปูนสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนในความทรงจำของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นสายพานการผลิต ที่มีการป้อนพลเมืองในแบบเดียวกันเข้าสู่สังคม วัฒนธรรมที่สั่งให้เชื่อฟังโดยห้ามสงสัย ไม่ได้จบลงแค่หน้าเสาธง แต่สำหรับปูนนี่คือการปูพื้นฐานทางจิตวิทยาให้เรายอมจำนนต่ออำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้
เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโตมาในระบบที่สอนให้เชื่อฟังคำสั่งมากกว่าเหตุผลที่สมเหตุสมผล จึงไม่แปลกที่เมื่อโตขึ้นมาแล้ว พวกเขาจะพบว่า “รัฐธรรมนูญ” หรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็ถูกเขียนขึ้นด้วย “ตรรกะเดียวกัน” คือมีไว้เพื่อควบคุมและจำกัดอำนาจประชาชน ไม่ใช่เพื่อรับใช้หรือส่งเสริมเจตจำนงของประชาชน ปูนชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงนี้ว่าโครงสร้างทางการเมืองที่กดทับเสียงของเราไว้ไม่ต่างหรือแทบจะเหมือนครูฝ่ายปกครองที่กดทับนักเรียนไว้ในตอนที่เขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา

“แต่สิ่งที่มันเตะถ่วงมาโดยตลอดน่ะก็คือโครงสร้างใหญ่ของประเทศนี้ ผู้มีอำนาจที่เขาไม่ยอมปล่อยให้เสียงของประชาชนเนี่ยได้อยู่ในสภาจริงๆ ต่อให้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง แต่ถ้ากติกามันยังอยู่แบบเดิม ประชาชนก็จะไม่มีวันได้เข้าสภา ไม่มีวันได้ออกกฎหมายที่มันเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนมาก”
ดังนั้น การต่อสู้ของปูนและนักกิจกรรมในทุกวันนี้ อาจจึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้ใส่รองเท้าขึ้นตึกเรียนได้ แล้วเหมือนเมื่อก่อน แต่คือการเรียกร้องให้เปลี่ยนกติการะดับชาติ ที่วางรากฐานมาจากอำนาจนิยมแบบเดียวกัน เพื่อให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่เจ้าของอำนาจตัวจริงคือประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนกลายเป็นผูกถูกคุมด้วยกฎเกณฑ์
บาดแผลของคนรุ่นใหม่และกับดักของ “ผู้ชนะ”
ปรากฏการณ์ทางการเมืองปี 2563 หรือม็อบราษฎร คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปูนและคนรุ่นเดียวกับเขามองเห็นโครงสร้างปัญหาของประเทศชัดเจนขึ้น แต่หลังจากความพยายามต่อสู้อย่างหนัก ความเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังกลับไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ปูนยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีความผิดหวังมากเหมือนกัน
ย้อนกลับไปในปี 2563 ท้องถนนเต็มไปด้วยพลังงานของคนหนุ่มสาว ในตอนนั้นสายตาของพวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ปลายอุโมงค์ของประเทศนี้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา แสงสว่างนั้นกลับถูกทำให้ริบหรี่ลงด้วยอำนาจเดิมที่ยังคงแข็งแกร่ง ปูนถ่ายทอดความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้อย่างน่าสนใจ
“ช่วงนั้นความคาดหวังเราสูงมาก ช่วงนั้นคือคนประเมินยังไงก็คิดว่ามันน่าจะสำเร็จสักเรื่องนึง อย่างเช่นประยุทธ์ออกไป แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง”
“ความผิดหวังครั้งนั้นทิ้งตะกอนความคิดบางอย่างไว้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความเศร้าของการพ่ายแพ้ แต่คือความเจ็บปวดที่ค้นพบว่า “ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง” ไม่เคยการันตี “อำนาจในการบริหาร” ในประเทศนี้”
ความเจ็บปวดที่สุดของคนรุ่นนี้ จึงอาจไม่ใช่การที่พรรคการเมืองที่ชอบแพ้โหวต แต่คือภาวะ “ชนะแต่ไม่ได้ปกครอง” คือการที่เสียงนับล้านถูกทำให้ไร้ความหมายด้วยเทคนิคทางกฎหมายและกลไกพิเศษ ปูนพูดถึงปรากฏการณ์นี้ได้อย่างน่าสนใจจากประสบการณ์ของเขา ผ่านการกางหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งให้เห็นกันชัดๆ ว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เพิ่งมาชนะ แต่ชนะมาตลอด 2 ทศวรรษ แต่ไม่สามารถบริหารหรือปกครองได้
“ผมมองว่าตั้งแต่รัฐประหารปี 49 ฝ่ายประชาธิปไตยชนะมาโดยตลอด ปี 2551 พรรคพลังประชาชนชนะ ปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชนะ ปี 2562 รัฐบาลเพื่อไทยได้เสียงอันดับหนึ่ง ปี 2566 พรรคก้าวไกลได้เสียงอันดับหนึ่ง เราชนะการเลือกตั้งมาตลอด แต่สิ่งที่มันเตะถ่วงมาโดยตลอดก็คือโครงสร้างใหญ่ของประเทศนี้แหละครับ ผู้มีอำนาจที่เขาไม่ยอมปล่อยให้เสียงของประชาชนได้อยู่ในสภาจริงๆ”
คำว่า “เตะถ่วง” ที่ปูนเลือกใช้ สะท้อนภาพการเมืองไทยได้เจ็บแสบที่สุด เพราะนั่นคืออาการที่ผู้มีอำนาจพยายามยื้อเวลา ขัดขวาง และสร้างเงื่อนไขสารพัด เพื่อไม่ให้ความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศไปถึงฝั่งฝัน โดยปูนชี้ให้เห็นสัจธรรมที่โหดร้ายว่าต่อให้ประชาชนจะตื่นตัวแค่ไหน หรือออกไปกาบัตรเลือกตั้งจนมือแตก ปากกาหมึกหมด หรือพากันไปใช้สิทธิใช้เสียงครบทั้งประเทศ แต่ถ้ากติกาหรือหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักการปกครองที่ทุกคน สถาบัน และหน่วยงาน ไม่ว่าจะหน่อยงานของรัฐและเอกชนต้องอยู่ภายใต้หลักนี้ (Rule of Law) ยังบิดเบี้ยวและมีอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่เหนือกว่า ถ้าองค์กรอิสระยังรับใบสั่งจากเบื้องต้น และถ้ารัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้มีอำนาจเหนือการเลือกตั้ง ชัยชนะของประชาชนก็จะเป็นเพียงภาพลวงตาเหมือนเช่นเคย
“เราก็เลยมองว่าต่อให้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง แต่ถ้ากติกามันยังอยู่แบบเดิม ประชาชนก็จะไม่มีวันได้เข้าสภา ไม่มีวันได้ออกกฎหมายที่มันเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนมาก”
จากการพูดคุยกับปูนในวัย 22 ปี จึงอาจเป็นคำตอบว่าทำไมการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จึงเป็นเดิมพันที่สูงยิ่งกว่าทุกครั้งหนึ่งของประเทศไทย เพราะภารกิจของเราซึ่งเป็นประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ได้จบแค่การเลือกคนเข้าไปนั่งในสภา แต่คือการรวมพลังกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ “กาโหวตแก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อรื้อถอนนั่งร้านเผด็จการเดิมที่ขวางกั้นเจตจำนงของประชาชนมาเกือบ 2 ทศวรรษ และหยุดวงจรที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ชนะที่แพ้กติกาที่ไม่เป็นธรรมมาตลอดกาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Amnesty Club: พื้นที่ยืนระยะขับเคลื่อนสังคมเรื่องสิทธิมนุษยชน
การต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจที่แข็งแกร่งและฝังรากลึก ไม่ต่างอะไรกับการวิ่งมาราธอนที่มองไม่เห็นเส้นชัย ในระหว่างทาง เป็นเรื่องง่ายมากที่คนทำงานความคิดจะถูกกัดกินด้วยความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง หรือภาวะที่คนรุ่นใหม่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟ’ หรือ ‘Burnout’ และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ ปูนเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกนี้พ้น หลังจากผ่านสมรภูมิการเมืองและการถูกดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวในช่วงหนึ่ง จนเขาต้องกลับมาทบทวนตัวเอง และคำตอบที่เขาค้นพบเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไป
“ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ เรามาคิดได้ว่าก็ต้องมีความมั่นคง เราต้องยืนระยะให้ได้ยาวๆ คือตอนนี้คนอาจจะไม่ได้ออกมาเหมือนเดิม แต่เรายังเชื่อมั่นเหมือนเดิมมั้ย ถ้าเราเชื่อมั่นเหมือนเดิม วันนึงเราอาจจะได้มาเจอกันก็ได้ในการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ”
คำว่า “ยืนระยะ” ของปูน กลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมในระยะยาว แต่ลำพังหัวใจอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เขายังต้องการพื้นที่ที่จะช่วยประคับประคองอุดมการณ์นั้นไว้ และพื้นที่นั้นนอกจากการเรียนหนังสือและการมีเพื่อนฝูงรวมถึงรุ่นพี่ที่รู้จักกัน ก็คือการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และการมาเป็นหนึ่งในกลุ่ม Amnesty Club ที่ ม.อ.ปัตตานี
สำหรับปูน แอมเนสตี้ถูกนิยามใหม่ในความหมายส่วนตัวของเขา ของมองว่าที่นี่ไม่ใช่ภาพจำของ NGOs ที่เคร่งเครียด น่าเบื่อ หรือพูดแต่ภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก แต่คือพื้นที่ที่มีเรื่องสิทธิมนุษยชนที่หลากหลายของเพื่อนมนุษย์ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ระบบการศึกษาและสังคมไม่เคยให้หรือไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษา หรือ Human Rights Education ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ กับสถาบันการศึกษา
“อยากให้ทุกคนมาสมัครสมาชิก… มาเรียนรู้ร่วมกันว่า พื้นที่สิทธิมนุษยชนจริงๆ แล้วมันกว้างมาก การมาแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มันอาจจะเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทำให้เราไม่ได้เครียด แต่ว่าได้รับความรู้ไปในตัวด้วย”
ปูนเล่าถึงบรรยากาศใน Amnesty Club ด้วยแววตาที่เป็นประกายและมีรอยยิ้ม เหมือนกับบุคคลิก ท่าทางที่เรามักจะเห็นเขายิ้ม หัวเราะอยู่กับมิตรสหายไม่ว่าจะเพื่อน พี่ น้อง หรือคนรู้จักที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนิทใจอยู่เสมอ ปูบอกว่าการมาเป็นสมาชิกทำให้เขามีพื้นที่ที่มีทั้งเสียงหัวเราะจากการเล่นบอร์ดเกม มีบทสนทนาจากการฉายหนัง เช่น ล่าสุดมีการจัดงานดูหนังฟังเรื่องสิทธิมนุษยชน Movies That Matter ที่ มอ.ปัตตานี และที่สำคัญที่สุดคือเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่ถูกตัดสิน

อีกทั้ง การพาตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกแอมเนสตี้จึงเปรียบเสมือนการพาตัวเองเข้ามาอยู่ในเขตปลอดทางอำนาจเหนือ ในขณะที่โลกภายนอกกำลังปั่นป่วน สงครามปะทุ และมหาอำนาจเริ่มละทิ้งหลักการประชาธิปไตย ปูนมองว่าในพื้นที่เล็กๆ ของแอมเนสตี้ที่เขามีประสบการณ์ตรงในปัจจุบัน พบว่าหลักการสิทธิมนุษยชนยังคงตั้งมั่นและเป็นเข็มทิศให้เราไม่หลงทางในการใช้ชีวิตในอุดมการณ์ที่มี และที่สำคัญพื้นที่นี้ไม่ได้จำกัดอายุ ปูนทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทลายกำแพงระหว่างวัยและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ปัจจุบันเริ่มพูดถึงช่องว่าระหว่างวัยหรือ Generation Gap กันมากขึ้น
“สิทธิที่ได้มันไม่จำเป็นต้องอยู่กับเจน Z เสมอไป. สุดท้ายแล้วถ้าเราเคารพสิทธิมนุษยชน ต่อให้เราจะอายุ 70 – 80 ปี จะเด็ก จะเยาวชน จะผู้ใหญ่ จะสูงอายุ เราก็คือคนรุ่นใหม่ที่มองว่าเราอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าอย่างไรให้ดีขึ้นแบบดีจริงๆ ไม่ใช่ดีแต่เปลือกภายนอกโดยเฉพาเรื่องสิทธิ”
นี่คือพลังของชุมชนที่ปูนค้นพบ ชุมชนที่ทำให้เขาไม่เพียงแค่รอดจาก ‘ภาวะหมดไฟ’ แต่ทำให้เขาพร้อมที่จะส่งเสียงและยืนหยัดเพื่อการเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างมั่นคงและยืนระยะได้ยาวนานขึ้นในช่วงขวบปีปัจจุบัน
3 สิ่งที่อยากเห็น “ก่อนตาย” กับอนาคตปี 2026
เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงคำถามว่าในปี 2026 และปีต่อๆ ไปอยากเห็นภาพอนาคตแบบไหน ปูนไม่ได้วาดฝันอะไรที่ยิ่งใหญ่ไกลเกือนเอื้อม แต่สิ่งที่เขาถวิลหาที่สุดนั่นคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ในวัย 22 ปี ปูนตอบคำถามนี้โดยใช้คำว่า ‘ก่อนตาย’ เขาคาดหวังเพียงสิทธิขึ้นพื้นฐาน 3 ประการ ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีในแผ่นดินเกิด
“สามอย่างที่คิดว่าอยากเห็นก่อนตาย คือสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธิการรักษาพยาบาลที่ทุกคนจะได้รับการบริการที่ดีมากกว่านี้ แล้วก็สิทธิทางการศึกษา อันนี้คือมันมีอีกหลายอย่างมาก แต่ว่ารู้สึกว่า 3 สิ่งเนี้ย ถ้าเรามีโอกาสได้เห็น เราอยากเห็นมันเกิดขึ้น”
สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก
สำหรับปูน การแสดงออกไม่ได้หมายถึงแค่การพูดจาปราศรัย แต่คือพื้นที่แห่งการทดลอง เพราะสังคมไทยมักถูกแช่แข็งด้วยความกลัวและความเชื่อเดิมๆ จนไม่กล้าขยับตัว ปูนมองว่าถ้าเราอยากเห็นประเทศพัฒนา เราต้องอนุญาตให้คนในสังคม “กล้าคิด กล้าทำ” และหากสิ่งที่ทำมันผิดพลาด ก็ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยกลไกประชาธิปไตย ไม่ใช่อำนาจนอกระบบที่เข้ามาตัดตอน
“ขอพื้นที่ให้พวกเราได้ทดลองทำอะไร… เพื่อให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลง อะไรที่ยังไม่เคยทำ ให้มันลองเกิดขึ้นในสังคมไทยดูมั้ย ถ้ามันไม่ดี สุดท้ายแล้วประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่ายังไม่ทันทำเลย คุณก็มายึดอำนาจไปแล้ว… แล้วเมื่อไหร่ประเทศเราจะเป็นประชาธิปไตยจริงๆ สักที”
สิทธิการรักษาพยาบาล
ปูนชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่เจ็บปวดที่สุด คือความเหลื่อมล้ำในยามเจ็บไข้ ภาพของคนที่ต้องมีรายได้น้อยที่ต้องตื่นก่อนไก่โห่เพื่อไปรอรับบัตรคิวในโรงพยาบาลรัฐ คือภาพจำที่เขาอยากให้เลือนหายไป
“แต่พอเราโตขึ้นเรารู้สึกว่าสิทธิทางการรักษาอย่างเงี้ยครับผม มันไม่ได้ดีขนาดนั้น คนทุกคนควรที่จะมีโอกาสได้เข้าถึงสวัสดิการด้านการแพทย์ที่ดี ไม่ต้องตื่นตี 4 ไปรอคิว”
การเข้าถึงสาธารณสุขที่ดีไม่ควรเป็นเรื่องของแต้มบุญหรือเงินในกระเป๋า แต่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ
สิทธิทางการศึกษา
ในมุมมองของปูน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงจำกัดกรอบการศึกษาไว้แคบเกินไปคือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในขณะที่โลกความเป็นจริงต้องการทักษะที่สูงกว่านั้น และยังมีคนอีกจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบไปกลางทาง

“รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าคนทุกคนควรที่จะได้รับการศึกษาขั้นต่ำจนถึง ม. 3 ซึ่งความเป็นจริง ควรจะขยายไปจนถึงปริญญาตรีแล้ว แล้วเราเชื่อว่าคนที่เขาไม่มีสิทธิในการศึกษาปริญญาเยอะมากๆ แล้วเราจะทำยังไงให้คนเหล่านี้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้ เพราะสุดท้ายแล้วเขาคือพลเมืองในประเทศเรา ที่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศเราเหมือนกัน” การศึกษาในฝันของปูนจึงอาจไม่ใช่แค่ใบปริญญาเท่านั้น แต่คือกระบวนการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ที่รัฐต้องโอบอุ้มทุกคนให้กลับเข้ามาสู่ระบบโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สุดท้ายปูนย้ำอีกครั้งว่า คำขอ ‘ก่อนตาย’ ของเขาในฐานะเยาวชนคนหนึ่งคือสังคมไทยต้องร่วมกันตอบคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พื้นฐานเหล่านี้ให้กับทุกคนได้จริงๆ




