ดูหนัง ฟังเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย The Last Breath of Samyan การต่อต้านการพัฒนาเมืองที่ละเลยเสียงคนตัวเล็ก

ลองนึกภาพว่าอยู่ๆ วันหนึ่งคุณไม่มีบ้าน เพราะพื้นที่ที่คุณเคยอาศัยถูกกำหนดให้ต้องพัฒนาใหม่ คุณอาจได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปที่อื่น แต่สิ่งที่คุณสูญเสียไปไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่รวมถึงวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ เพื่อนบ้าน ตลอดจนสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้ง่ายๆ

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนจำนวนมากในเมืองและพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาที่ดินและโครงการขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อย ที่กำลังผลักผู้คนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาเคยเรียกว่า ‘บ้าน’ คำว่า ‘สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ’ (Right to Adequate Housing) จึงกลายเป็นคำสำคัญที่ชวนให้เราตั้งคำถามว่า การพัฒนาพื้นที่กำลังเกิดขึ้นโดยทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ร้านประชาธิปไตยกินได้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม ‘เปิดสิทธิ ส่องเมือง ดูหนัง ฟังเสียงชุมชน’ ประกอบด้วยการชมภาพยนตร์สารคดี ‘The Last Breath of Samyan’ (2023) ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ปี 2566 และวงสนทนา ‘Whose Progress? พัฒนาของใคร เพื่อใคร?’  กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดย เมษา-ตีรณา บรรลือทรัพย์ นักศึกษาฝึกงานฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ แอมเนสตี้ ประเทศไทย

สิทธิในที่อยู่อาศัยคือสิทธิมนุษยชน

ศตพัฒน์ ศิลป์สว่าง เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการให้ภาพรวมของกรอบสิทธิมนุษยชนสากลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่อยู่อาศัย ตลอดจนกรอบกฎหมายที่กำหนดความหมายของ ‘สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ’ โดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ได้ระบุถึงสิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอไว้อย่างชัดเจน

ศตพัฒน์ ศิลป์สว่าง

ศตพัฒน์ย้ำว่า ในเอกสารความเห็นทั่วไปฉบับที่ 4 ของกติกาดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นว่าสิทธิในที่อยู่อาศัยไม่ควรถูกนิยามอย่างคับแคบว่าเป็นเพียงบ้าน หรือวัตถุทางกายภาพเท่านั้น แต่สิทธิในที่อยู่อาศัยต้องครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่

  1. ความมั่นคงในการครอบครอง
  2. ภาระค่าใช้จ่าย
  3. ความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย
  4. การเข้าถึงสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
  5. ทุกคนเข้าถึงได้
  6. สถานที่ตั้ง
  7. ความเหมาะสมทางวัฒนธรรม

นอกจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมแล้ว ยังมีหลักสิทธิมนุษยชนสากลอื่นๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรอง เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งแอมเนสตี้ใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการทำงานเรื่องนี้

จากกรอบระหว่างประเทศ ศตพัฒน์ชวนย้อนกลับมาพิจารณากรอบกฎหมายภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ อย่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)

ศตพัฒน์ชี้ว่าสิทธิในที่อยู่อาศัยในรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกรับรองอย่างชัดเจนในฐานะสิทธิโดยตรง แต่มักเชื่อมโยงกับเรื่องความมั่นคงของครอบครัว โดยไม่ได้ขยายความถึงองค์ประกอบของสิทธิในที่อยู่อาศัยอย่างรอบด้าน ขณะที่ประเด็นสิทธิในที่ดิน แม้จะมีมาตรการหรือกฎหมายบางส่วนรองรับ แต่ก็ยังไม่ได้ถูกวางไว้ในฐานะสิทธิที่รับประกันการเข้าถึงและการจัดสรรอย่างเป็นธรรมสำหรับทุกคน จึงอาจกล่าวได้ว่ากรอบกฎหมายไทยยังแตกต่างจากหลักสากลที่พยายามทำให้สิทธิในที่อยู่อาศัยมีความหมายกว้างและครอบคลุมมากกว่า

ต่อจากประเด็นสิทธิในที่อยู่อาศัยที่ถูกละเมิด ศตพัฒน์ยกตัวอย่างกรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งมักมองการพัฒนาพื้นที่ในมิติของการพัฒนาให้เจริญขึ้นเพียงอย่างเดียว เช่น การสร้างนิคมอุตสาหกรรม ที่มักจะละเลยว่าพื้นที่เหล่านั้นมีผู้คนอาศัยอยู่ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเชื่อมระหว่างระนองและชุมพร ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้มีกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งชนเผ่าพื้นเมืองชาวมอแกน คนไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีโฉนดที่ดิน และชาวประมงชายฝั่ง

แม้รัฐจะมีการประเมินหรือเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่ในทางปฏิบัติกลับมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ส่งผลให้ต้องเผชิญความเสี่ยงในการถูกไล่รื้อในอนาคต นอกจากประเทศไทย แนวโน้มลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น โครงการเหมืองแร่นิกเกิลในฟิลิปปินส์ ที่ดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมักไม่เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ส่งผลให้สิทธิชุมชนถูกคุกคาม เกิดการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษในแหล่งน้ำ และปัญหาสุขภาพตามมา

ขณะเดียวกัน นโยบายด้านการอนุรักษ์ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในที่อยู่อาศัยเช่นกัน เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

“รัฐไม่ได้มองเห็นคนในพื้นที่ตรงนั้น ทั้งที่ไทยมีชุมชนกว่า 4,000 แห่งที่อาศัยอยู่กับป่า กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้คำนึงว่าคนเหล่านี้จะใช้ชีวิตอย่างไร แม้รัฐเสนอว่าจะหาพื้นที่ให้ใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม” ศตพัฒน์กล่าว 

เขายกตัวอย่างกรณีชุมชนบางกลอยของชาวปกาเกอะญอในพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ก่อนจะต้องย้ายลงมาบางกลอยล่างในปี พ.ศ.2539 ภายหลังการประกาศผืนป่าแก่งกระจานเป็นอุทยานในปีพ.ศ.2524 จนส่งผลให้ไม่สามารถทำกินได้เหมือนเดิม กรณีนี้ทำให้เห็นว่าชุมชนสูญเสียสิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงมิติทางวัฒนธรรม และยังสะท้อนการไล่คนออกจากพื้นที่ รวมถึงการมองกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะผู้ทำลายป่า โดย ปู่คออี้ โคอิ มีมิ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนบางกลอยที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ได้เคยเรียกร้องให้ยื่นฟ้องกรมอุทยานจากกรณีไล่รื้อชุมชนบางกลอยในปีพ.ศ.2553-2554 ภายใต้ชื่อ “ยุทธการตะนาวศรี” และเคยกล่าวถึงความผูกพันต่อบางกลอยบน-ใจแผ่นดินในชั้นศาลไว้ว่า “ลืมตาขึ้นมาดูโลกก็อยู่ที่นั่น ดื่มน้ำนมหยดแรกก็อยู่ที่นั่น”

ในต่างประเทศ กรณีนครวัดในกัมพูชาก็สะท้อนปัญหาในลักษณะเดียวกัน เมื่อชุมชนรอบพื้นที่ถูกไล่รื้อโดยอ้างการอนุรักษ์สถานะมรดกโลกของ UNESCO และถูกย้ายไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำและแหล่งทำกิน ขณะที่ในประเทศไทย มีกรณีไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนิน และพื้นที่บริเวณต่อเนื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ที่เพื่อจัดทำสวนสาธารณะและอนุรักษ์โบราณสถานของชาติ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายออกไปสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ด้วยตนเอง และแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น

“การจัดสรรพื้นที่ใหม่ไม่ได้แปลว่าจะเพียงพอ เราไม่ได้ดูแค่ว่าหลังจากย้ายแล้วประชาชนมีบ้านอยู่หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ว่ายังสามารถดำรงชีวิตได้หรือไม่ และเป็นหนี้เป็นสินหรือเปล่า” ศตพัฒน์กล่าว 

แอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่ในประเด็นสิทธิในที่อยู่อาศัย ในแคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน ดังต่อไปนี้ 

  • รับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยโดยไม่เลือกปฏิบัติ 
  • ยุติการไล่รื้อและการบังคับโยกย้ายถิ่นฐานโดยไม่สมัครใจ 
  • รับรองสิทธิในที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์ 
  • รับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนอย่างมีความหมายในโครงการพัฒนา 
  • กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษยชน 
  • จัดให้มีกลไกการเยียวยา การชดเชย และการฟื้นฟูที่เป็นธรรม 
  • คุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชน จากการคุกคาม การใช้ความรุนแรง และการฟ้องคดี

The Last Breath of Samyan เมื่อการพัฒนาละเลยเสียงของคนตัวเล็ก

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าสิทธิในที่อยู่อาศัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว และถ้าขยับเข้ามามองให้ใกล้ตัวขึ้นสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร กรณีของชุมชนสามย่านที่ถูกถ่ายทอดผ่านสารคดี The Last Breath of Samyan (2023) ได้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาเมืองกับชีวิตของผู้คนได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

สารคดีบอกเล่าการต่อสู้เพื่อปกป้องศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ทั้งในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ท่ามกลางโครงการพัฒนาพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด CU Smart City ซึ่งมีแผนรื้อถอนศาลเจ้า เพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมในนามของ ‘การพัฒนา’ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงกายภาพของพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการแทนที่ผู้คน ความสัมพันธ์ และวิถีชีวิตดั้งเดิม รวมถึงสะท้อนปรากฏการณ์ ‘Gentrification’ (การเปลี่ยนเมืองให้เป็นย่านผู้ดี ตามคำแปลของ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา) ที่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดคุณค่าและอนาคตของพื้นที่เหนือเสียงของผู้ที่อาศัยอยู่เดิม ท่ามกลางสถานการณ์นี้ สารคดีจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่บันทึกเสียงของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่อาจเลือนหายไปพร้อมกับการพัฒนา 

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้กำกับสารคดี The Last Breath of Samyan (2023) กล่าวว่า คำว่าสารคดีมักเดินคู่กับความอื้อฉาวหรือประเด็นต้องห้าม เพราะมีพลังในการเขย่าความรู้สึกของผู้ชม ไม่ว่าจะทำให้บางคนอยากลุกออกจากโรง ปิดทีวี หรือแม้กระทั่งลุกขึ้นไปเคลื่อนไหวทางสังคม เขามองว่าโลกที่ไม่มีสารคดีลักษณะนี้คงเป็นโลกที่น่าเบื่อ เพราะสารคดีมีศักยภาพในการกระตุ้นให้ผู้คนไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

สำหรับสารคดี The Last Breath of Samyan แม้จะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วในชุมชนสามย่าน แต่แก่นสำคัญคือการตั้งคำถามต่อผู้ชมว่า เราจะยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดซ้ำในอนาคตหรือไม่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ใครกันแน่ที่ควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของเมืองและสิทธิในการอยู่อาศัย รัฐ ทุน หรือประชาชน

“หนึ่งในคําวิจารณ์ที่ได้รับมาตลอด คือสารคดีมีความไม่เป็นกลาง เป็นความเห็นข้างเดียว แต่เราก็คุยกันภายในทีมว่าเราไม่ได้ต้องการความเป็นกลาง แต่เราต้องการความเป็นธรรมมากกว่า การพัฒนาเมืองไม่ได้มีความเป็นกลางนะครับ มันอยู่บนทางแยกเสมอว่าใครจะอยู่ต่อ และใครที่จะต้องหายไป

“สารคดีทำหน้าที่เป็นการต่อต้านอำนาจรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอำนาจที่ทำให้การสูญเสียกลายเป็นเรื่องปกติ” เปรมปพัทธกล่าว พร้อมขยายความว่าเมื่อผู้คนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับตน ก็ยิ่งทำให้ผู้คนที่ถูกกดขี่สูญเสียสิทธิและเสียงของตนไป การบันทึกเสียงของผู้ได้รับผลกระทบจึงเป็นการยืนยันการมีอยู่ของพวกเขาในประวัติศาสตร์ และในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้สังคมจดจำพวกเขาด้วย

“เมื่อดูสารคดีจบ คำถามอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารักษาชุมชนสามย่านได้หรือเปล่า แต่น่าจะอยู่ที่ว่าเวลาเราพูดถึงนโยบายการจัดการที่อยู่อาศัย มันควรเป็นเรื่องของรัฐและทุนอย่างเดียวหรือเปล่าที่กําหนดอนาคตของเมือง หรือควรเป็นเรื่องของประชาชนที่จะกําหนดพื้นที่ซึ่งเราอาศัยลมหายใจร่วมกันว่าอนาคตของมันจะเป็นอย่างไร” เปรมปพัทธทิ้งท้าย

‘Whose Progress? พัฒนาของใคร เพื่อใคร?’

เมื่อภาพยนตร์สารคดีจบลง เข้าสู่ช่วงเวทีสนทนา ประกอบด้วย เพ็ญประภา พลอยสีสวย ทายาทผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองคนปัจจุบัน  ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักกิจกรรมผู้ทำงานรณรงค์เรื่องชุมชนสามย่าน และพงศ์วรินทร์ สาระชัย ศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ตีรณา บรรลือทรัพย์ ผู้ดำเนินรายการ เริ่มต้นด้วยการชวนผู้ร่วมฟังนึกถึงสถานที่ที่ผูกพันกับความทรงจำแต่ในวันนี้ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว หลายคนระลึกถึงพื้นที่ในย่านสยาม-สามย่าน เช่น สกาล่า ข้าวมันไก่เจ๊โบว์ ร้าน Curry Boy และร้านจีฉ่อย ก่อนจะนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “การพัฒนาเป็นของใคร และเพื่อใคร”

พลวัตการพัฒนาพื้นที่

ต่อยอดจากคำถามดังกล่าว จำเป็นต้องเล่าย้อนถึงการพัฒนาพื้นที่รอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พงศ์วรินทร์ สาระชัย  เล่าว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางเมืองอยู่ที่พระนคร ขณะที่พื้นที่สุขุมวิทไล่มาจนถึงปทุมวัน-สามย่านยังเป็นเขตนอกเมืองและไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาเมื่อประชากรในพระนครเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นจึงขยายออกมาสู่บริเวณดังกล่าว

พงศ์วรินทร์ สาระชัย

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการขยายตัวนี้ ได้แก่ การขุดคลองแสนแสบในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทำให้เกิดเส้นทางคมนาคมทางน้ำ การสร้างวังสระปทุมและวัดปทุมวนาราม รวมถึงการตัดถนนพระราม 4 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่งผลให้ผู้คนเคลื่อนย้ายออกจากพระนครมายังพื้นที่โดยรอบมากขึ้น กระบวนการนี้นำไปสู่การขยายตัวของศูนย์กลางเมือง (Urban Sprawl) กล่าวได้ว่าทั้งความหนาแน่นของประชากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีส่วนสำคัญในการกระจายตัวของผู้คนออกจากเขตพระนครสู่พื้นที่ใหม่

ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พงศ์วรินทร์เสริมว่าที่ดินบริเวณนี้เดิมเป็นของขุนนาง ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงกว้านซื้อเพื่อใช้สร้างวัง และภายหลังตกเป็นทรัพย์สินพระคลังข้างที่ จุฬาฯ ในช่วงเริ่มต้นได้เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยในอัตราค่าเช่าที่ต่ำ กระทั่งปี 2477 มีพระราชบัญญัติโอนสิทธิการดูแลพื้นที่ให้มหาวิทยาลัย ส่งผลให้จุฬาฯ มีอำนาจบริหารจัดการที่ดินและรายได้ด้วยตนเอง จากเดิมที่ชาวบ้านต้องจ่ายค่าเช่าให้พระคลังข้างที่ ก็เปลี่ยนมาจ่ายให้จุฬาฯ ซึ่งนำรายได้นั้นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2504 เมื่อมีการเริ่มไล่รื้อชุมชนครั้งใหญ่เพื่อพัฒนาเป็นตึกแถวและจัดระเบียบผังเมือง นับเป็นคลื่นแรกของการผลักผู้คนออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นรูปแบบการพัฒนาก็ขยับไปสู่การวางแผนแม่บทแบบเป็นบล็อกและโครงการเชิงพาณิชย์ เช่น ปทุมวันสแควร์ ซึ่งพัฒนามาเป็นย่านสยามในปัจจุบัน

ด้าน เพ็ญประภา พลอยสีสวย ทายาทผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สามย่านผ่านประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัยที่อยู่กับพื้นที่มายาวนาน โดยตัวเธอเองเข้ามาอยู่ที่นี่ราวปี 2538-2539 และได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าต่อๆ กันมาถึงประวัติศาสตร์ของสามย่านและศาลเจ้าแม่ทับทิมว่า

เพ็ญประภา พลอยสีสวย

“เมื่อก่อนพื้นที่บริเวณเป็นพื้นดินแดงและบ้านไม้ ศาลเจ้าแม่ทับทิมเดิมเป็นศาลไม้ อยู่ตรงสน.ปทุมวันเก่า บริเวณนี้เมื่อก่อนมีคลองมากมาย ได้ยินคำบอกเล่ามาว่ารัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินให้ชาวบ้านทำมาหากินอยู่อาศัย และต่อมากลายเป็นของจุฬาฯ นอกจากนี้ เมื่อก่อนแถวนี้ก็เคยมีโรงเรียน เช่นโรงเรียนปทุมวัน และโรงเรียนสวนหลวง เป็นโรงเรียนของลูกหลานชาวบ้าน”

แต่เมื่อการพัฒนาเริ่มขึ้น ชุมชนเดิมกลับต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุคของเธอ ทั้งการปรับขึ้นค่าเช่าและการลดระยะเวลาสัญญาเช่า ในกรณีของศาลเจ้าแม่ทับทิม เธอยังต้องเผชิญความไม่เข้าใจจากครอบครัวฝั่งสามีที่ตั้งคำถามว่าทำไมจึงเลือกต่อต้าน แทนที่จะยอมปฏิบัติตามทรัพย์สินจุฬาฯ และย้ายออก

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เธอเผชิญแรงกดดันในชีวิตประจำวัน ทั้งการถูกตัดน้ำตัดไฟ การห้ามทิ้งขยะในจุดที่จัดไว้สำหรับคนในพื้นที่ หรือแม้แต่เรื่องเล็กอย่างป้ายบอกทางเข้าศาลเจ้าที่เคยถูกขโมยหายไป ก่อนจะได้รับคืนหลังจากกลายเป็นประเด็นสาธารณะ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล เพ็ญประภาเล่าเธอยังคงมีกำลังใจต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้เพราะศรัทธาและแรงสนับสนุนจากประชาชน โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษา 

เพ็ญประภาเล่าถึงความสำคัญของศาลเจ้าว่านอกจากจะเป็นที่พักพิงทางใจเมื่อชาวบ้านไม่สบายใจและต้องการที่ยึดเหนี่ยวแล้ว ศาลเจ้าแม่ทับทิมยังเป็นพื้นที่แห่งการเกื้อกูลในชุมชน โดยเฉพาะต่อผู้ที่เปราะบาง เธอยกตัวอย่างว่าในช่วงเทศกาลทิ้งกระจาด จะมีการแจกทานให้ผู้ยากไร้ หรือแม้แต่คนงานจากไซต์ก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่อยู่โดยรอบก็สามารถเข้ามารับผลไม้ได้ สะท้อนบทบาทของศาลเจ้าในฐานะพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์และการช่วยเหลือกันของผู้คน

ทุกวันนี้ แม้ผู้คนบางส่วนจะย้ายออกไปเพราะถูกเบียดขับจากการพัฒนาพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความสัมพันธ์กับสถานที่ยังคงดำรงอยู่ โดยเพ็ญประภาย้ำว่า “ศาลเจ้าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และคนในชุมชนแม้บางส่วนจะกระจายไปอยู่ที่อื่น แต่คนเก่าคนแก่ก็ยังกลับมาไหว้เจ้าแม่ทับทิมเหมือนเดิมเมื่อมีงานประจำปี” 

ถัดไป ในมุมมองของนิสิตปัจจุบันต่อการพัฒนาพื้นที่สามย่าน ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย เล่าว่าตนเป็นคนหาดใหญ่และเข้ามาเรียนที่จุฬาฯ มีโอกาสลงพื้นที่เดินสำรวจชุมชนสามย่าน จึงได้พบกับพี่นก-เพ็ญประภา และเริ่มตระหนักถึงความยากลำบากของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ ทำให้ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว และได้กระทบของการพัฒนาพื้นที่ต่อชีวิตของผู้คน

ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย

“ประเด็นหลักในพื้นที่คือค่าเช่าที่แพงมาก เมื่อก่อนอาจเดือนละ 5,000 บาท สัญญาเช่า 10 ปี แต่ทุกวันนี้คูหาละราว 30,000 บาท หรือบรรทัดทองอาจสูงได้ถึงหลักแสน และต้องต่อสัญญาเช่าใหม่ทุก 1-2 ปี นอกจากนี้ ธุรกิจที่ไม่ใช่ร้านอาหาร เช่น ร้านอะไหล่ อู่ซ่อมรถ ก็มักไม่ค่อยได้ต่อสัญญา” ภูมิยศกล่าว ก่อนขยายความว่าค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลต่อโครงสร้างของร้านค้าในพื้นที่ เช่น ร้านที่คุ้มราคาก็เริ่มปิดตัวลง 

พัฒนาพื้นที่อย่างไรโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสู่คำถามว่าการพัฒนาพื้นที่แท้จริงแล้วควรเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ พงศ์วรินทร์ชี้ว่ามิติหนึ่งที่สำคัญเมื่อกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่ คือพื้นที่นั้นถูกให้ความหมายอย่างไร และผู้บริหารหรือสังคมมองพื้นที่ในทิศทางไหน โดยยกตัวอย่างว่าตึกแถวหรือชุมชนดั้งเดิม อาจถูกมองใหม่ในยุคปัจจุบันว่าเก่า ไม่เป็นระเบียบ หรือไม่ทันสมัย จึงนำไปสู่แนวคิดการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเป็นระเบียบ ความทันสมัย และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า หรือพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่

“คำว่าพัฒนาพื้นที่เป็นคำที่ต้องระวัง เพราะถ้าใช้คำว่า gentrification จะมองว่าเป็นคำที่มีความหมายลบ แลกกับการที่ชุมชนหายไป แต่โครงการมักใช้คำว่า การปรับทัศนียภาพ การปรับผังเมือง หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งที่ไส้ในคือการใช้อำนาจจัดการกับพื้นที่และผู้คน” พงศ์วรินทร์กล่าว

เขาชี้ว่าการพัฒนาไม่เคยเป็นกระบวนการที่เป็นกลาง แต่เกิดจากการสร้างความหมาย ให้กับพื้นที่และชุมชนเดิม จนทำให้พื้นที่นั้นถูกมองว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง มิฉะนั้นจะยิ่งเสื่อมโทรม พงศ์วรินทร์อธิบายว่าผู้มีอำนาจมีวิธีจัดสรรพื้นที่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือการอ้างอิงวิถีสังคม เมื่อรสนิยมและรูปแบบการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไป ก็ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเสริมความชอบธรรมในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ เช่น การพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ พื้นที่ co-working space หรือการปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด เป็นระเบียบ รวมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่สะท้อนความต้องการอย่างแสงสว่างหรือทางเดินที่สะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสามารถถูกนำมาใช้อ้างเพื่อรองรับการไล่รื้อได้

ในช่วงท้าย พงศ์วรินทร์มองว่าแม้ผู้คนในชุมชนอาจไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือกฎหมายมากนักในการต่อต้านการไล่รื้อพื้นที่ในนามของการพัฒนา แต่สิ่งที่ยังทำได้คือการรักษาความทรงจำของพื้นที่ 

“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่เราควรจะช่วยกันต่อยอด คือการสร้างหลักฐานความทรงจำให้กับพื้นที่เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อยืนยันว่าพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่พื้นที่ปลอดคน แต่เป็นพื้นที่ที่มีชุมชน มีผู้คนอาศัยอยู่ แม้ว่าจุฬาฯ จะสามารถเอาชนะการไล่รื้อที่ดินต่อไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถจัดการได้เลยก็คือความทรงจำของผู้คน” 

ด้านภูมิยศ ได้พูดย้อนกลับมาถึงภาพปัจจุบัน แม้สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ จะอ้างว่าการพัฒนาพื้นที่เป็นไปเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของนิสิต ซึ่งภูมิยศเองมองว่ามหาวิทยาลัยก็ดีขึ้นตามเวลา อาจมีพื้นที่เช่น Co-Working Space มากขึ้น แต่ในฐานะนิสิต ภูมิยศตั้งคำถามต่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ เช่น หอพักนิสิต หรือที่เรียกว่าหอใน ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่เพียงพอและยังต้องพัฒนาเรื่องสุขภาวะ ซึ่ง ตีรณา ผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมว่า “หอพักนิสิตจะต้องไม่ใช่แค่ที่นอน แต่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะที่ปกติ”

เมื่อกลับมาที่กรณีศาลเจ้าแม่ทับทิม และการพัฒนาพื้นที่ในภาพรวมว่าควรจะเป็นอย่างไร สำหรับเขา สิ่งสำคัญคือการรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ โดยภูมิยศย้ำว่า “ผมไม่ได้ต้องการห้างใหม่ ผมต้องการหอที่อยู่ติดมหาวิทยาลัย การถามคนในพื้นที่ว่าต้องการอะไร คือทางออกที่ดีที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมที่ผ่านมา เขามองว่าการพัฒนาพื้นที่ของจุฬาฯ เป็นการตัดสินใจแบบบนลงล่าง (Top-Down) ที่กำหนดโดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง โดยแทบไม่มีการเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เข้ามามีบทบาทในการออกแบบหรือกำหนดทิศทาง ส่งผลให้การพัฒนาไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และนำไปสู่ปัญหาความไม่ยั่งยืนและความไม่เป็นธรรม เขาชี้ว่าเลี่ยงไม่ได้ที่เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการพัฒนาอาจต้องตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การถามความเห็นของคนในพื้นที่ก็สำคัญต่อมิตินี้ด้วย

“ผมคิดว่าหมดเวลาของการพัฒนาจากบนลงล่าง (Top-Down) แล้ว แต่เป็นเวลาของการพัฒนาจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up) มากกว่า ถ้ามองในมุมทุนนิยมจริงๆ หากมีการสำรวจความต้องการของผู้คนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถออกแบบโครงการหรือผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการได้มากกว่านี้ และอาจสร้างกำไรได้มากขึ้นด้วยซ้ำ”

“ผมคิดว่าเราเลยยุคที่ผู้กำหนดนโยบายวางแผนจากบนแผนที่แล้วตัดสินใจว่าจะใส่อะไรลงไปในพื้นที่ไปแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการถามผู้คนในพื้นที่ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการอะไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” ภูมิยศทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว คำว่าการพัฒนาเมืองไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือกายภาพเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงมิติของความเป็นมนุษย์ ความสัมพันธ์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่ดำรงอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย มิฉะนั้น การพัฒนาก็จะกลายเป็นกระบวนการที่สร้างการสูญเสียมากกว่าสร้างคุณค่าในที่สุด

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน