ระนองในวันที่ฝนพรำไม่ใช่ภาพแปลกตาเท่าไหร่นัก เพราะที่นี่ถูกเรียกว่า “เมืองฝนแปดแดดสี่” แต่ระนองในวันนี้ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวอ่าง กำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพื้นที่แห่งนี้อาจได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “แลนด์บริดจ์” โปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านบาทที่รัฐคาดหวังว่าจะเชื่อมสองฝั่งทะเลและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แม้จะมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน แต่สำหรับผู้คนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือการพัฒนา แต่เป็นความรู้สึกอึดอัด ความกังวล และความไม่แน่ใจต่ออนาคตของ “บ้าน” ที่พวกเขาอาศัยอยู่
เรื่องราวนี้ถูกบันทึกขึ้นระหว่างการเดินทางลงภาคใต้ไปยังตำบลราชกรูด จังหวัดระนอง ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อไปฟังเสียงของผู้คนในพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้บนแผนที่ของรัฐให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน และที่นั่น เราได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ประกาศชัดว่าเธอจะเป็น “ด่านหน้า” ในการคัดค้านโครงการนี้ด้วยชีวิต
เกาะโต๊ะหยีสีม: เมื่อศรัทธาถักทอเป็นหลังคาบ้าน
ในวันนั้น เราลงเรือประมงลำเล็กออกจากฝั่ง แล่นฝ่าคลื่นลมของทะเลอันดามันในจังหวัดระนอง เพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ระหว่างทาง เรือค่อยๆ เลาะเลียบผ่านแนวป่าโกงกางที่เขียวชอุ่ม สลับกับผืนน้ำทะเลกว้างที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เส้นทางสั้นๆ นี้ไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางด้วยการนั่งเรืออย่างเดียว แต่เหมือนกำลังพาเราเข้าไปใกล้ชีวิตและเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่มากขึ้น จุดหมายของเราคือ “เกาะโต๊ะหยีสีม” และบนเรือลำนั้น นอกจากทีมงานแล้ว ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย เธอคอยชี้ชวนให้เรามองเห็นความอุดมสมบูรณ์ของทะเล พร้อมเล่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนั้นคือ ‘มะทม สินสุวรรณ’ ชาวประมงไทยพลัดถิ่น ที่ใช้ชีวิตผูกพันกับทะเลแห่งนี้มาอย่างยาวนาน ตลอดการเดินทาง เธอย้ำกับเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สำหรับคนที่นี่ “สิทธิในที่อยู่อาศัยคือสิทธิมนุษยชน” และเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจยอมให้ใครมาพรากไปได้

เมื่อเท้าเหยียบลงบนผืนทรายขาวของเกาะโต๊ะหยีสีม มะทมค่อยๆ เริ่มเล่าเรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ เรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายความเชื่อส่วนบุคคล หรืออาจดูเป็นเรื่องลี้ลับสำหรับคนนอกพื้นที่ แต่สำหรับคนในชุมชน นี่คือความจริงที่พวกเขายึดโยงและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันมาอย่างยาวนาน เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงผืนดินกลางทะเล แต่เป็นทั้งพื้นที่ทางธรรมชาติและพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่ผู้คนมีศรัทธาและความผูกพันมาช้านาน ขณะเดียวกัน มะทมพยายามสื่อสารให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งว่า เกาะโต๊ะหยีสีมแห่งนี้ก็กำลังอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงไป และในแง่ของความเชื่อและวิถีชีวิตที่อาจถูกสั่นคลอนตามไปด้วยจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

“เอาจริงๆ เวลามีคนต่างประเทศมา บอกตรงๆ มันเหมือนเป็นการบอกกันปากต่อปาก เช่น พูดปากต่อปากแบบว่า ถ้าลูกหลานไม่สบาย ลองบนบานที่เกาะโต๊ะหยีสีมดู ลองดูนะ ถ้าหายแล้วต้องมาทํา (แก้บน) ให้แกนะ ที่มัสยิดหรือที่กุโบร์ที่อยู่บนเกาะนี้” มะทมเริ่มเล่าถึงพลังศรัทธาที่มีต่อเกาะแห่งนี้
ระหว่างที่เราเดินสำรวจพื้นที่บนเกาะโต๊ะหยีสีม ภาพตรงหน้าค่อยๆ ทำให้เข้าใจว่า ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงป่าชายเลนหรือเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดระนองเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่มีความหมายต่อชีวิตและทางจิตใจของทุกคนที่รู้จัก เพราะสำหรับหลายคน ที่นี่คือที่พึ่งพิงในยามที่ชีวิตมืดมน เป็นสถานที่ที่ผู้คนเลือกจะเดินทางมา เมื่อชีวิตไม่อาจหาคำตอบจากวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ในบางครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนที่มาที่นี่จะมีทั้งผู้ที่เชื่อในเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ และผู้ที่ยึดโยงคความความเชื่อผ่านความศรัทธาในอีกรูปแบบหนึ่ง
ระหว่างบทสนทนา มะทมเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวที่เธอพบเจออยู่เสมอว่า มีครอบครัวหนึ่งที่ลูกป่วยจนต้องนอนติดเตียง แต่หลังจากมาบนบานศาลกล่าวที่เกาะแห่งนี้ ลูกกลับสามารถลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง สำหรับพวกเขานั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่อธิบายผ่านความเชื่อว่า พระเจ้าหรืออัลเลาะห์ได้ประทานโอกาสให้ และเมื่อคำขอสำเร็จตามความตั้งใจ ครอบครัวนั้นจึงพาแพะขึ้นเรือกลับมายังเกาะ เพื่อทำพิธีแก้บนและทำพิธีขอบคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาศรัทธา

ระหว่างที่เราอยู่บนเกาะโต๊ะหยีสีม สายตาพลันสะดุดเข้ากับแท่นปูนวงกลมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่ง มะทมอธิบายว่าสิ่งที่เราเห็นคือ “แท่นเชือด” สำหรับใช้ในพิธีแก้บน สถานที่เล็กๆ แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงจุดหนึ่งบนเกาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาทำทุกปี ภาพตรงหน้าทำให้เราเริ่มมองเห็นอีกมิติของเกาะแห่งนี้ชัดขึ้น ว่าความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อสถานที่แห่งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเชื่อ แต่ค่อยๆ ก่อรูปร่างบางอย่างขึ้นมาเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนไปพร้อมกัน มะทมชวนให้เราคิดต่อว่า สิ่งที่ทำให้เกาะแห่งนี้ยังคงมีชีวิต ไม่ได้มาจากโครงการขนาดใหญ่หรือการลงทุนของรัฐ แต่เกิดจากความศรัทธาของผู้คนที่เดินทางมาเยือน รายได้จากการแก้บน การดูแลพื้นที่ และการใช้ทรัพยากรร่วมกันในชุมชน กลายเป็นระบบเล็กๆ ที่ช่วยให้ผู้คนบนเกาะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ในอีกความหมายหนึ่ง ความเชื่อนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องทางจิตใจ แต่ค่อยๆ หล่อเลี้ยงให้เกิดเป็น “สิทธิในการอยู่อาศัย” ที่ผู้คนร่วมกันสร้างและรักษาไว้ โดยไม่ต้องแลกกับการทำลายธรรมชาติที่พวกเขาพึ่งพาอยู่

“แพะที่เห็นอยู่บนเกาะนี้ ส่วนใหญ่เป็นของคนที่มาบนบานแล้วสมหวัง จึงนำมาแก้บน หลังจากปล่อยแพะไว้ พวกเขาก็เดินทางกลับไป ส่วนผู้ดูแลเกาะซึ่งเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ จะคอยรวบรวมแพะเหล่านี้ไปขาย เพื่อนำรายได้มาใช้ซ่อมแซมและดูแลบ้านเรือนบนเกาะ ทำให้ที่นี่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้”
บ้านเป็นมากกว่าที่ซุกหัวนอนของคนไทยพลัดถิ่น จ.ระนอง
มะทมอธิบายว่า สำหรับคนที่นี่และคนไทยพลัดถิ่น ‘บ้าน’ ไม่ได้หมายถึงแค่ที่อยู่อาศัยหรือหลังคาที่ใช้พักพิงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการดูแลรักษาสิ่งที่เป็นหัวใจของชุมชน ทั้งมัสยิดและกุโบร์ (สุสาน) ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษส่งต่อให้ลูกหลานดูแลกันมาหลายชั่วรุ่น ที่นี่จึงไม่ใช่แค่พื้นที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่รวมเอาความเชื่อ วิถีทำกิน และชีวิตของผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก อย่างไรก็ตาม หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นในพื้นที่นี้หรือใกล้เคียง ก็อาจทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาค่อยๆ เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งลานคอนกรีตและโครงสร้างอุตสาหกรรม ภายใต้เหตุผลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในมุมมองของรัฐ โครงการแลนด์บริดจ์อาจถูกวางให้เป็นการเชื่อมสองฝั่งทะเล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ แต่ในมุมของมะทม ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งนี้กลับหมายถึงการคุกคามวงจรชีวิตที่เธอใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้เพื่อให้ได้มา นั่นคือบ้านและที่อยู่อาศัยของคนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดระนอง มะทมเล่าว่า ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอไม่เคยหยุดต่อสู้เลยแม้แต่วันเดียว ทั้งสู้ในชีวิตประจำวันและสู้เพื่อสิทธิในชีวิตหลายๆ อย่าง ตั้งแต่การร่วมเดินเท้าไปทำเนียบรัฐบาลกับผู้คนกว่า 5,000 คน เพื่อทวงคืนสิทธิในบัตรประชาชน จนกระทั่งได้มันมาในวัย 40 ปี และเมื่อชีวิตกำลังจะได้พักอย่างสงบในช่วงบั้นปลาย เธอกลับต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ จากโครงการขนาดใหญ่ ที่อาจพรากบ้านและที่ดินผืนสุดท้ายของเธอไปอีกครั้ง

“เหนื่อยไหมมะ ต่อสู้กับแลนด์บริดจ์?” เราถาม
“เหนื่อยก็ต้องทน ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนเราก็ต้องปกป้องบ้านเอาไว้ให้ลูกให้เหลนได้อยู่ต่อและได้มาดูแลต่อไป ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสู้ ก็ไม่มีใครจะลุกขึ้นมา เพราะมะทมเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นสู้กับโครงแลนด์บริดจ์ เลยจะเห็นว่าการคัดค้านจะเป็นมะทมตลอด”
สู้เพื่อบ้าน สู้เพื่อศักดิ์ศรีในที่อยู่อาศัย
มะทมรู้ดีว่าการออกมาคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐย่อมมาพร้อมความเสี่ยง แต่สำหรับเธอ ความกลัวต่อความตายกลับเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับการต้องยืนมองบ้านและชุมชนของตัวเอง โดยเฉพาะชุมชนของคนไทยพลัดถิ่น ค่อยๆ พังทลายลงต่อหน้า หรือวิถีชีวิตค่อยๆ เปลี่ยนไปจากโครงการพัฒนา เธอบอกกับเราว่า “เราต่อสู้กันมานาน กว่าจะได้มีชีวิตอยู่แบบทุกวันนี้” คำพูดนั้นไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำของการต่อสู้ในอดีต แต่คือเหตุผลที่ทำให้เธอยังเลือกจะยืนหยัดต่อไปในวันนี้
“เขาบอกว่าถ้ามะทมสู้ชนะ เขาก็จะได้อยู่ต่อ แต่ถ้ามะทมอยู่ไม่ได้ เขาก็อยู่ไม่ได้”
“อย่าคิดว่ามะทมต้องสู้คนเดียว เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ถึงจะเข้มแข็งพอ”
“เรายินดีจะสู้เพื่อบ้านของเรา สู้เพื่อคัดค้าน ไม่เอาโครงการแลนด์บริดจ์”
เมื่อเราถามมะทมตรงๆ ถึงความกลัว ทั้งแรงกดดันและความเสี่ยงจากการออกมาเคลื่อนไหวเธอเงียบไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลว่า
“ไม่กลัวเลย ถึงตายมะทมก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ยังไงชีวิตคนเราก็ต้องถึงวันนั้น มะทมก็แค่เลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไง ถ้าคนไทยพลัดถิ่นหรือชาวมอแกนไม่ได้มีโอกาสแบบมะทม มะทมก็ยิ่งต้องสู้ เพราะถึงไม่สู้ สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี แล้วจะไปกลัวอะไร”

เธอเล่าต่ออีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคนเตือนเธออยู่เสมอว่าอย่าออกไปเคลื่อนไหว เพราะอาจถูกเกลียด ถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับมะทม คำเตือนเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เธอหยุด “เขาบอกว่าอย่าไปสู้นะ เขาเกลียดมะทม เขาทำมะทมเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มะทมไม่ว่าอะไร มะทมจะสู้ เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทยทุกคน”
สู้เพื่อบ้านกับการเดินระยะทาง 45 กิโลเมตร คัดค้านแลนด์บริดจ์
มะทมในวัย 60 ปี ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เลข 70 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจไม่ใช่ชื่อที่คนทั่วไปคุ้นเคย หากไม่ได้ติดตามประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สำหรับคนในพื้นที่ เธอคือหนึ่งในนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมที่ยืนหยัดอยู่แนวหน้า ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในแหลมอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด จังหวัดระนอง พื้นที่ซึ่งบนแผนที่ของรัฐอาจถูกกำหนดให้เป็น “พื้นที่หลังท่า” และ “คลังสินค้า” ขนาดใหญ่ของโครงการท่าเรือน้ำลึก นั่นหมายความว่า บ้านของเธอและชุมชนโดยรอบ กำลังถูกมองในฐานะการเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างการพัฒนา มากกว่าจะเป็นพื้นที่ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่
สำหรับมะทม แหลมอ่าวอ่างไม่ใช่เพียงพื้นที่บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของรัฐ แต่คือ “ลมหายใจ” ของชีวิต เป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คน โดยเฉพาะชุมชนประมงไทยพลัดถิ่นมาหลายสิบปี ที่นี่คือทั้งแหล่งอาหาร ที่ทำกิน และบ้านที่ผูกพันกับชีวิตที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ แต่เมื่อความเจริญที่รัฐนำเข้ามา มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะพรากสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยไปจากเธอและคนในชุมชน มะทมจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม 2568 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการลงพื้นที่ไปจังหวัดระนองของเรา มะทมทำให้หลายคนหันมามองและจับจ้องที่จังหวัดระนองอีกครั้ง ด้วยการประกาศเดินเท้าจากบ้านของตัวเองไปยังอำเภอเมืองระนอง ซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 45 กิโลเมตร เป้าหมายของเธอมีเพียงอย่างเดียว คือเพื่อหยุดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นเวทีสุดท้ายก่อนที่รายงาน EHIA จะถูกเสนอเพื่ออนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ แม้เธอจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ออกมาเดินเพียงลำพัง แต่คำถามที่เธอโยนกลับไปยังรัฐในตอนนั้นคือ เหตุใดกระบวนการศึกษาผลกระทบจึงขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เหตุใดเสียงของคนที่เปราะบางที่สุดอย่างคนไทยพลัดถิ่นจึงไม่เคยถูกได้ยิน และความยุติธรรมจะอยู่ตรงไหน เมื่อบ้านของพวกเขาถูกขีดเส้นให้กลายเป็นท่าเรือ โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิเลือกเลย

การเดินเท้าท่ามกลางแดดสลับฝนของระนองในวันนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของคนคนหนึ่ง แต่คือการประกาศอย่างชัดเจนว่า “ไม่กลัวตาย ถึงตายก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรี” การเดินกว่า 45 กิโลเมตรจึงกลายเป็นมากกว่าระยะทาง แต่เป็นการเดินที่ส่งเสียงแทนผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยถูกนับรวมในกระบวนการตัดสินใจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มะทมกลายเป็นภาพแทนของเสียงที่ถูกกดทับ ทั้งในเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ เธอทำให้เห็นว่า ‘บ้าน’ ไม่ใช่แค่พื้นที่อยู่อาศัย แต่คือสิทธิมนุษยชนที่ไม่ควรถูกแลกกับการพัฒนา และการพัฒนาใดๆ ก็ตาม ควรเกิดขึ้นโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือทำให้ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยต้องสูญเสียที่ยืนเพียงเพราะเสียงของพวกเขาไม่เคยถูกฟัง
“ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสู้ ก็ไม่มีใครจะลุกขึ้นมาสู้ มะทมยินดีจะสู้เพื่อบ้านของเรา”
บ้านที่จังหวัดระนอง คือ ตู้กับข้าวและซูเปอร์มาเก็ตจากธรรมชาติ
อีกประเด็นที่ชวนตั้งคำถามคือ การที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่พยายามย้ำภาพของอนาคตที่ดีขึ้นให้กับคนในพื้นที่ ทั้งที่อนาคตแบบนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ มะทมชี้ให้เห็นป่าโกงกางและทะเลอ่าวอ่างระหว่างนั่งเรือกลับจากเกาะโต๊ะหยีสีม พร้อมอธิบายว่านี่คือ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ’ หรือ ‘ตู้กับข้าวจากธรรมชาติ’ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน สำหรับเธอ ความอุดมสมบูรณ์ตรงหน้าไม่จำเป็นต้องถูกแทนที่ด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่คนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มะทมย้ำชัดอีกครั้งว่า สิทธิในที่อยู่อาศัยคือสิทธิมนุษยชน ฉะนั้น ที่ดินและบ้านจึงไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะหยิบมาแลกเปลี่ยนกับตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือผลกำไร โดยไม่รับฟังเสียงของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบนั้นจริงๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
“อยากส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลว่า ก่อนจะเดินหน้าโครงการพัฒนาใดๆ ควรเริ่มจากการรับรองสิทธิของชุมชนและสิทธิในที่อยู่อาศัยให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อให้พี่น้องในพื้นที่สามารถอยู่ดี กินดี และทำมาหากินได้อย่างมั่นคง เพราะสำหรับคนในชุมชนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีบัตรประชาชน การเดินทางออกไปหางานข้างนอกแทบเป็นไปไม่ได้ ชีวิตของพวกเขาจึงผูกอยู่กับอ่าวอ่าง พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะกับการทำประมงพื้นบ้านที่สุด และเป็นฐานชีวิตเดียวที่พวกเขายังมีอยู่”

คำกล่าวอ้างของรัฐที่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยสร้างงานและสร้างอาชีพ อาจฟังดูเป็นโอกาสเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตที่ดีขึ้นของคนพื้นที่จังหวัดระนองในภาพใหญ่ แต่สำหรับคนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยอาจเป็นเรื่องที่ไกลตัวพวกเขามาก เพราะปัจจุบันหลายคนยังมีปัญหาและเจอกับข้อจำกัดทั้งด้านการศึกษาและการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นบางส่วนที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์สถานะของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ นั่นอาจหมายความว่า โอกาสที่ถูกพูดถึงหรือรับฟังเสียงประชาชนจึงอาจไม่ได้เปิดกว้างเท่ากันสำหรับทุกคน และยิ่งตอกย้ำคำถามจากหลายภาคส่วนที่เห็นต่างกับโครงการนี้ว่า “การพัฒนาแบบนี้กำลังสร้างอนาคตให้ใครกันแน่”
การพัฒนาบ้านประชาชน ต้องฟังเสียงประชาชน
“ถึงแม้ว่าเราจะอายุมากแล้ว แต่เราก็อยากหวงแหนบ้าน ที่ดินเล็กๆ ของเราไว้ให้ลูกหลาน เพราะลูกหลานเราไม่ได้เรียนสูง ถ้าจะไปทำงานในโครงการใหญ่ก็ต้องจบปริญญา แต่ลูกหลานเราอย่างมากก็เรียนถึงมัธยมแล้วต้องออกมาทำงาน เพราะไม่มีเงินส่งเรียน เรามันเบี้ยน้อย หอยน้อย”
มะทมทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า อยากเห็นอ่าวอ่างได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก เพื่อให้คนรุ่นต่อไปยังได้เติบโตท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และย้ำตลอดกันพูดคุยกันระหว่างทางและการลงพื้นที่ว่า “แลนด์บริดจ์ไม่เอา ไม่เอาแลนด์บริดจ์ ขออยู่อย่างคนธรรมดาในบ้านของเราตอนนี้” และก่อนเรือจะเทียบท่าหลังกลับมาจากเกาะโต๊ะหยีสีม มะทมยืนยันคำเดิมว่า ชีวิตที่เหลืออยู่จะใช้ไปกับการ ‘รักษาบ้าน’ เพราะสำหรับเธอ การมีที่ดิน มีบ้าน และมีทะเลให้ทำมาหากิจ ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องของชาวบ้าน แต่คือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่จะไม่ยอมถูกแลกไปกับความเจริญที่มองไม่เห็นชีวิตประชาชน




