เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น เกมการแข่งขันเดินทางมาถึงช่วงเวลาปิดฉาก ถ้วยแชมป์ถูกชูขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอลทั่วสนาม ก่อนบรรยากาศจะค่อยๆ เปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นความทรงจำ แฟนบอลทยอยเดินทางกลับ พร้อมเรื่องราวจากการแข่งขันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟุตบอลโลก 2026 อาจจบลงในฐานะทัวร์นาเมนต์ที่เต็มไปด้วยประตูสวยๆ เกมพลิกล็อก และนักเตะหน้าใหม่ที่แจ้งเกิด แต่สำหรับใครหลายคนการจบการแข่งขันไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะสิ้นสุดลง เพราะเบื้องหลังเกมในสนามยังมีเรื่องราวอีกหลายด้านที่ชวนให้กลับมาทบทวน ทั้งเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม อำนาจของธุรกิจฟุตบอล และบทบาทขององค์กรผู้จัดอย่างฟีฟ่า
เมื่อมองฟุตบอลโลกผ่านสายตาของคนที่ไม่ได้ติดตามเพียงผลแพ้ชนะ แต่สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบสนาม มหกรรมกีฬาครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียง 90 นาทีของการแข่งขัน แต่ยังสะท้อนภาพของสังคมและคำถามสำคัญว่า ฟุตบอลสามารถเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมได้มากแค่ไหน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คุยกับ 3 แฟนบอลที่จะมาเผยมุมมองที่มีต่อฟุตบอลโลกครั้งนี้และครั้งต่อไป
จากการ์ตูนซึบาสะ กรี๊ดลั่นหอพัก สู่ 90 นาทีแห่งความเท่าเทียมและการวางยุทธศาสตร์
กวง – ณัฐนันท์ เฉลิมพนัส อดีตผู้จัดรายการ 30 ยังจ๋อย และปัจจุบันผู้ก่อตั้ง Mitr-Life Club เติบโตมากับฟุตบอลเหมือนเด็กผู้ชายหลายคน จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้พิเศษไปกว่าการวิ่งไล่เตะบอลกับเพื่อนหลังเลิกเรียน แต่สิ่งที่ทำให้ฟุตบอลค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คือการได้อ่านการ์ตูนเรื่อง “กัปตันซึบาสะ” ที่ปลุกจินตนาการให้เด็กคนหนึ่งมองเห็นว่า ฟุตบอลไม่ได้มีแค่การแข่งขัน หากยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความฝัน และแรงบันดาลใจ

“ชีวิตเราอยู่กับฟุตบอลไปเลยทันที เพราะว่าเราเชื่อในตัวละครตัวนี้มากๆ เราเชื่อ คำมันเบียวมากนะครับ ฟุตบอลคือเพื่อน อะไรแบบนี้ แต่ว่าตอนเราดูในสมัยตอนเด็กๆ เราคิดแบบนั้นจริงๆ เราเชื่อเหมือนที่ไอ้ตัวซึบาสะมันเชื่อว่าฟุตบอลคือเพื่อน ฟุตบอลมันคือความฝัน ฟุตบอลมันนำมาซึ่งมิตรภาพ และหลายๆ อย่างในชีวิต หลังจากนั้นก็เลยโอเค เฮ้ยถ้ามันมีในการ์ตูนแล้ว เราก็แสวงหาของตัวเองไปสู่การดูฟุตบอลอื่นๆ ที่เป็นการแข่งขันจริงๆ มากขึ้น ตามมา”
จากการ์ตูนกัปตันซึบาสะ ที่จุดประกายให้หลงรักฟุตบอล ความชอบนั้นค่อยๆ พาเขาไปสู่การเลือกทีมเชียร์ในโลกความเป็นจริง กวงบอกว่าเขากลายเป็นแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพราะหลงใหลทั้งสไตล์การเล่นที่สนุก ความมุ่งมั่นของทีม และความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในความทรงจำที่ยังติดอยู่ในใจเกิดขึ้นในปี 2551 (2008) เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หลังเอาชนะเชลซีในนัดชิงชนะเลิศ ทันทีที่เสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น ความดีใจของนักศึกษาหนุ่มในวันนั้นก็เก็บไว้ไม่อยู่ เขาเปิดประตูหอพัก วิ่งออกไปตะโกนสุดเสียงด้วยความสะใจ ก่อนทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะว่า
ต้องฝากขอโทษทุกคนที่อยู่หอวันนั้นด้วยครับ
แต่เมื่อเรียนจบ ชีวิตก็เริ่มเดินไปอีกจังหวะ หน้าที่การงานเข้ามาแทนที่เวลาว่าง การนัดเพื่อนดูบอลดึกๆ กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ผลงานของทีมรักไม่เป็นใจ ความตื่นเต้นในการตามเชียร์ทุกนัดก็ค่อยๆ หายไปทีละน้อย แม้จะไม่ได้เฝ้าหน้าจอดูบอลสดเหมือนในอดีต แต่ฟุตบอลก็ไม่เคยหายไปจากชีวิตของกวง เขาเปลี่ยนวิธีการดูบอลจากการนั่งดูครบ 90 นาที มาเป็นการอ่านบทวิเคราะห์หลังเกม ฟังพอดแคสต์และรายการที่พูดคุยถึงแท็กติก วิธีการเล่น และสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละแมตช์ เพื่อให้ยังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเกมลูกหนังในแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเอง
ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดก็เช่นกัน หลายแมตช์แข่งขันในช่วงเช้า ซึ่งตรงกับเวลาที่เขาใช้ทำสมาธิและเริ่มต้นวันใหม่ ขณะที่บางคู่เตะดึกถึงตีสองจนยากจะฝืนร่างกายให้อยู่ดูจนจบ แม้จะพลาดการชมสดหลายเกม แต่เขาก็ไม่เคยพลาดเรื่องราวของฟุตบอลโลก เพราะหลังตื่นนอนหรือระหว่างวัน เขาจะตามอ่านข่าว ดูไฮไลต์ และฟังบทวิเคราะห์หลังเกมอยู่เสมอ สำหรับกวง การติดตามฟุตบอลไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งเฝ้าหน้าจอครบ 90 นาทีในทุกนัด แค่ยังได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสนาม เข้าใจรูปเกม และรับฟังมุมมองจากคนที่วิเคราะห์ฟุตบอล ก็ทำให้เขายังคงเชื่อมโยงกับมหกรรมลูกหนังที่รักได้ไม่ต่างจากเดิม
เมื่อชวนคุยเข้าสู่เรื่องสิทธิมนุษยชน กวงชวนมองฟุตบอลผ่านมุมของชีวิต เขาบอกว่าในฐานะอดีตพิธีกร คนเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และครีเอทีฟ การทำงานก็ไม่ต่างจากการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกที่มี 20 ทีมลงสนาม เพราะทุกคนต่างงัดไอเดียมาแข่งขัน แลกเปลี่ยน และต่อยอดความคิดกันอยู่ตลอด เพื่อสร้างผลงานที่ดีที่สุด แต่หากมองในมิติของสิทธิมนุษยชน ฟุตบอลกลับให้นิยามที่เรียบง่ายกว่านั้น สำหรับเขา ฟุตบอลคือช่วงเวลาที่ผู้คนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน พูดภาษาอะไร มีฐานะ เพศ วัย หรือความเชื่อแบบไหน เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่สนามหรืออัฒจันทร์ ทุกคนต่างมีสถานะเดียวกันในฐานะ “แฟนบอล” ที่กำลังร่วมเชียร์เกมเดียวกัน
“ถ้ามองแบบตรงไปตรงมา ฟุตบอลคือเกมที่มนุษย์สร้างขึ้นและมนุษย์เป็นคนเล่น ในสนามมีนักเตะ 11 คนจากสองทีมมาเจอกัน แข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน มีลูกฟุตบอลหนึ่งลูก มีกรรมการทำหน้าที่ตัดสิน และมีกองเชียร์ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเกมนั้น”
“แน่นอนว่าแต่ละทีมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน บางทีมมีทรัพยากรที่พร้อมกว่า บางทีมมีโอกาสมากกว่า แต่เมื่ออยู่ในสนาม ทุกคนต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน ต้องแข่งขัน ต้องรับมือกับความกดดัน และต้องพิสูจน์ตัวเองในเวลาที่เท่ากัน สำหรับผม ฟุตบอลจึงเป็นเหมือนภาพจำลองของชีวิต เพราะมันมีทั้งการแข่งขัน ความเป็นคู่แข่ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การตัดสิน และเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นรอบเกม”
“ใน 90 นาทีของการแข่งขันฟุตบอล มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีเวลาเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม แน่นอนว่านอกสนาม แต่ละประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน บางประเทศมีระบบการฝึกฝนที่ดีกว่า มีวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ก้าวหน้า บางสโมสรมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมมากๆ ขณะที่บางประเทศอาจไม่ได้มีโอกาสแบบนั้น แต่เมื่อทั้งสองทีมลงมาเจอกันในสนาม ทุกอย่างกลับมาอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน 90 นาทีนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ผลลัพธ์จากสิ่งที่แต่ละทีมสะสมและพัฒนามาตลอด”
“ทีมที่เก่งไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไป มีดวงเข้ามาเป็นองค์ประกอบ มีปัจจัยต่างๆ มากมาย นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกก็เตะจุดโทษไม่เข้ามาแล้วมากมาย นักเตะที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่เขาลงเล่นด้วยความรู้สึกบางอย่าง แล้วกลายเป็นคนที่สำคัญมากๆ ขึ้นมา มนุษย์ทั้ง 22 คนอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน ต่างกันแค่ว่าอาจเป็นที่รู้จักหรือไม่เป็นที่รู้จัก บางคนวิ่งเร็ว บางคนวิ่งช้า แต่ในความเป็นมนุษย์เราเท่ากัน ในความเป็นนักกีฬาเราเท่ากัน”
กวงยังชวนมองไปถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอล ที่วันนี้เปิดพื้นที่ให้กับทีมจากหลากหลายภูมิภาคมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรปเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของทีมจากทวีปแอฟริกาอย่าง เคปเวิร์ด และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่เริ่มสร้างผลงานและได้รับการจับตามองบนเวทีฟุตบอลนานาชาติ เช่นเดียวกับพัฒนาการของ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า ความฝันในการก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกอาจเป็นเพียงเรื่องในจินตนาการ เหมือนกับเรื่องราวใน กัปตันซึบาสะ การ์ตูนฟุตบอลที่เด็กหลายคนเติบโตมาด้วย แต่ญี่ปุ่นพิสูจน์ให้เห็นว่าความฝันสามารถเข้าใกล้ความจริงได้ เมื่อพวกเขาวางแผนพัฒนาฟุตบอลระยะยาวอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด “แผน 100 ปี” ที่เริ่มดำเนินการมากว่า 20 ปี ทั้งการพัฒนานักเตะ ระบบลีก โครงสร้างเยาวชน และวัฒนธรรมฟุตบอลภายในประเทศ
จากสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก วันนี้ญี่ปุ่นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงทีมที่มาเพื่อสร้างสีสันอีกต่อไป แต่กลายเป็นชาติที่หลายคนเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับทีมชั้นนำอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลายเป็นบทเรียนที่กวงนำกลับมามองฟุตบอลไทย โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า หากประเทศอื่นสามารถสร้างระบบและวางรากฐานระยะยาวได้ ฟุตบอลไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง และผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการฟุตบอลไทยควรเริ่มต้นจากจุดไหน เพื่อทำให้ความฝันของนักเตะและแฟนบอลไทยเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น
“ถ้าสมมุติผมบอกว่าญี่ปุ่นกำลังมีโอกาสที่จะได้เป็นแชมป์โลก นั่นเพราะผมเชื่อในกระบวนการที่เขาทำมา เขาวางแผนนี้มาน่าจะ 20 กว่าปีก่อนหน้านั้น แล้วเขาก็กระวางแผนเป็นยุทธศาสตร์ 100 ปี เพื่อทำเรื่องฟุตบอลอย่างเดียว แล้วอย่างแข็งแรงอะ เราไม่มีสิ่งนั้น เรายังเพิ่งเคลียร์หนี้ของสมาคมฟุตบอลไปเมื่อไม่นานมานี้อยู่เลย เรายังมีปัญหาแบบอีกมากมายให้ต้องจัดการอยู่เลย ปัญหาไม่สำคัญเท่าความจริงจังในการจัดการมัน”
ฟุตบอลที่ไม่ได้มีแค่ 90 นาที แต่เชื่อมโยงถึงธุรกิจ สิทธิ และการเมือง
บทสนทนาต่อไปพาไปรู้จักกับ วอร์ม – สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ พิธีกร คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และหนึ่งในผู้จัดรายการ 20 ยังจอย ที่เลือกสวมเสื้อฟุตบอลที่ตัวเองรักเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องตัวเอง วอร์มเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการดูฟุตบอลว่า ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเขาตั้งแต่แรก แต่เริ่มต้นจากคุณลุงที่เป็นแฟนตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยคุณลุงของเขาคอยซื้อทั้งเสื้อและหมวกของทีมให้ตั้งแต่ตอนเด็ก จนความชอบค่อยๆ ซึมซับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว หากจะเรียกว่าเป็นการยัดเยียดความรักฟุตบอลให้ตั้งแต่เด็ก เขาก็บอกว่าสามารถใช้คำนี้ได้
แต่เมื่อโตขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า เขาหลงใหลในฟุตบอลมากกว่าคุณลุงเสียอีก เพราะถ้าเป็นแมตช์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและไม่ได้ติดงานสำคัญอะไร เขาจะติดตามแทบทุกนัด พร้อมขยายความสนใจจากการเชียร์ทีมโปรดไปสู่การทำความเข้าใจฟุตบอลในหลายมิติ ทั้งแท็กติก เกมกีฬา เรื่องราวของนักเตะ แฟชั่น รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างฟุตบอลกับสังคมและการเมือง สำหรับวอร์ม เกมฟุตบอลไม่ได้จบลงแค่เสียงนกหวีดในสนาม หลายคนอาจมองว่าเกมลูกหนังมีเวลา 90 นาทีและอาจมีจังหวะทำประตูเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เบื้องหลังการแข่งขันยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน ระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง

เมื่อพูดถึงฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด วอร์มไม่ได้มองแค่ผลการแข่งขัน ความสนุกในสนาม หรือช่วงเวลาที่แฟนบอลทั่วโลกได้ร่วมเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่เขามองเห็นภาพที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมหกรรมกีฬาครั้งนี้ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ธุรกิจฟุตบอล อำนาจของทุน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเมืองระหว่างประเทศ เพราะฟุตบอลโลกครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทมากในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นฟุตบอลโลกยุคแรกที่การรับรู้ข่าวสารไม่ได้มาจากสนามแข่งขันหรือสื่อดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ภาพปลอม ข่าวปลอม และเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI ถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟนบอลต้องเจอกับคำถามใหม่ว่า ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายได้ในเวลาไม่กี่วินาที เราจะยังแยกแยะความจริงจากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน วอร์มยังชวนมองอีกด้านของฟุตบอลโลกในฐานะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เขาหยิบตัวเลขรายได้ของฟีฟ่าในช่วง 4 ปีล่าสุดที่สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทไทยได้ประมาณ 436,982,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับรอบก่อนหน้านี้ เพื่อทำให้เห็นว่าฟุตบอลในปัจจุบันไม่ได้เป็นกีฬาที่ขับเคลื่อนด้วยความรักและความหลงใหลของแฟนบอลอีกต่อไป แต่ยังเป็นธุรกิจระดับโลกที่มีรายได้มหาศาล และคำถามสำคัญคือเมื่อเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คุณค่าดั้งเดิมของฟุตบอลยังคงถูกให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
“หลายคนอาจมองว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่าเบื่อ เพราะเกมหนึ่งมีเวลา 90 นาที แต่จังหวะทำประตูจริงๆ อาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที แต่ถ้าเราใช้เวลาทำความเข้าใจกับมันมากขึ้น จะเห็นว่าฟุตบอลไม่ได้มีแค่เรื่องในสนาม แต่มันเชื่อมโยงกับชีวิตหลายมิติ ทั้งวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน แฟชั่น หรือเรื่องราวของผู้คนที่อยู่รอบเกมการแข่งขัน”
“ฟุตบอลโลกครั้งนี้ทำให้เห็นว่าฟุตบอลทุกวันนี้เป็นทั้งกีฬาและธุรกิจ ฟีฟ่ามีรายได้มหาศาล แต่คำถามคือ เมื่อธุรกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราจะรักษาสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับคุณค่าของฟุตบอลได้อย่างไร เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจดูเหมือนให้ความสำคัญกับธุรกิจมากกว่าหัวใจของการแข่งขัน”
หนึ่งในตัวอย่างที่วอร์มหยิบมาพูดถึง คือการกำหนดช่วงพักดื่มน้ำ หรือ Hydration Break ในการแข่งขัน โดยฟีฟ่าให้เหตุผลว่าเป็นมาตรการเพื่อดูแลนักกีฬาในสภาพอากาศร้อน แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่าการพักดังกล่าวถูกกำหนดให้เกิดขึ้นทุกเกม แม้ในวันที่สภาพอากาศไม่ได้รุนแรง และระยะเวลาการพักถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน จนเกิดคำถามตามมาว่า นอกเหนือจากเหตุผลด้านสุขภาพนักกีฬาแล้ว ช่วงเวลานี้อาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรพื้นที่โฆษณาของผู้ถ่ายทอดสดด้วยหรือไม่ อีกประเด็นที่วอร์มให้ความสนใจคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากรูปแบบการจัดฟุตบอลโลกในปัจจุบัน ที่พบว่าการแข่งขันที่กระจายไปหลายประเทศทำให้ทั้งนักกีฬา ทีมงาน และแฟนบอลต้องเดินทางระยะไกลมากขึ้นด้วยเครื่องบินและขนส่งสาธารณะ ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ฟุตบอลโลกในอนาคตที่มีเจ้าภาพร่วมหลายประเทศยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า การขยายขนาดของมหกรรมกีฬานี้กำลังเดินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโลกจริงหรือไม่
นอกจากนั้น วอร์มยังตั้งคำถามถึงเรื่องการเข้าถึงฟุตบอลโลกของคนทั่วไป เมื่อการแข่งขันขยายจำนวนทีมจากเดิม เพิ่มจำนวนเกมและสร้างรายได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาตั๋วการแข่งขันกลับเพิ่มสูงขึ้นจนแฟนบอลจำนวนมากอาจไม่สามารถเข้าถึงประสบการณ์ในสนามได้ง่ายเหมือนเดิม รวมถึงระบบจำหน่ายตั๋วต่ออย่างเป็นทางการที่ฟีฟ่าจัดทำขึ้นเอง เขามองว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นเรื่องโอกาสในการเข้าชมฟุตบอลโลกก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
สำหรับวอร์ม ฟุตบอลโลกจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันที่ตัดสินกันด้วยจำนวนประตู แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกีฬา เงิน อำนาจ และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และนั่นนำไปสู่ประเด็นที่เขาสนใจมากขึ้นไปอีก นั่นคือเรื่องของวาระซ่อนเร้นทางการเมือง รวมถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศสมาชิกในโลกฟุตบอล
“อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนว่าฟุตบอลโลกมันไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬา แต่อาจจะมีนัยยะ หรือมี Hidden Agenda ทางการเมืองด้วย คือตอนนี้อย่างที่เรารู้กันว่ามีสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านใช่ไหม แต่ทีนี้อิหร่านก็เป็นหนึ่งในชาติที่เข้าถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ตอนแรกมีการตั้งคำถามเยอะมากว่าแล้วอิหร่านจะมาแข่งได้ไหม ทรัมป์ถึงขนาดพูดว่าถ้าอิหร่านไม่แข่ง เอาอิตาลีมาแข่งแทนไหม ซึ่งอิตาลีก็โกรธอีกเหมือนดูถูกประเทศเขา”
“แต่ทีนี้พอมาติดตามเจาะลึกไม่นานว่า จริงๆ แล้ว โอเคสุดท้ายอิหร่านได้แข่งก็จริง แต่เขามาแข่งในเงื่อนไขที่โคตรจะไม่ยุติธรรมเลย เข้าใจว่าในทุกๆ ครั้งที่อิหร่านลงเตะ เขาลงเตะไป 3 นัด ทุกครั้งที่เขาเข้าประเทศเขาต้องทำวีซ่าใหม่ทุกครั้ง และวีซ่าเขาแต่ละครั้งอยู่ในประเทศสหรัฐได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เท่ากับว่าใน 3 แมตช์ที่เขาแข่ง แข่งเสร็จปุ๊บ ต้องกลับไปพักที่เม็กซิโก แล้วกลับมาแข่งใหม่ สิ่งนี้มันยิ่งตอกย้ำว่าบอลโลกมันแฝงนัยทางการเมืองหนึ่ง และสองคือมันยิ่งสะท้อนว่าบอลโลกไม่ใช่ของประเทศทั่วโลกจริงๆ”
ในช่วงท้ายของการคุยกัน วอร์มฝากข้อความถึงฟีฟ่าที่มีบทบาทกำหนดทิศทางของฟุตบอลโลกว่า เขาไม่ได้มองว่าการหารายได้จากการแข่งขันเป็นเรื่องผิด เพราะฟุตบอลโลกจำเป็นต้องมีทรัพยากรในการขับเคลื่อน และรายได้ส่วนหนึ่งยังถูกนำไปสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลในประเทศที่มีโอกาสน้อยกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่าควรรักษาไว้ แต่สิ่งที่วอร์มอยากเห็นมากกว่านั้น คือความโปร่งใสและมาตรฐานเดียวกันในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการบังคับใช้กติกาที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกับทุกฝ่าย เพราะสำหรับองค์กรระดับโลกที่ทำหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นจากขนาดของทัวร์นาเมนต์หรือรายได้มหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกของผู้คนว่าเกมการแข่งขันดำเนินไปอย่างยุติธรรม
“ถ้ามีโอกาสอยากบอกอะไรกับฟีฟ่า คือจริงๆ ทั้งหมดที่เราคุยกัน มันไม่ใช่ว่าฟุตบอลโลกห้ามหาเงินเลย ก็คงไม่ใช่แบบนั้น เพราะถ้าเราไปดูว่าเงินที่ได้จากบอลโลกเขาเอาไปทำอะไรบ้าง มันมีงบประมาณก้อนหนึ่งที่จริงๆ ก็เป็นงบประมาณที่ดี คือเขาเอารายได้ส่วนนี้ไปแจกจ่ายกับประเทศที่อาจจะด้อยโอกาส เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นเอาไปใช้ในการพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศของตัวเอง อะไรพวกนี้ เราเองก็อยากให้เขาเก็บไว้ เพราะมันก็เป็นการเพิ่มโอกาส”
“แต่นอกเหนือจากส่วนพวกนี้ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าอยากให้ทำให้มันแม่นยำ แล้วก็มีมาตรฐานเดียวกัน คือเรื่องของการบังคับใช้กฎ ถ้าย้อนกลับไปก่อนฟุตบอลโลกครั้งนี้ เราก็เชื่อว่าหลายๆ คนที่ดูบอลคงไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์ที่นักเตะคนหนึ่งโดนใบแดงแล้วไม่ต้องรับโทษได้”
“พอมันเป็นฟีฟ่าที่เป็นองค์กรระดับโลก แล้วก็จัดฟุตบอลที่ชื่อว่าฟุตบอลโลก พอเขาทำแบบนี้แล้ว มันดูเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศไหนประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ จึงรู้สึกว่าสิ่งนี้สั่นคลอนความเชื่อถือ แล้วก็ความเชื่อมั่นที่เรามีต่อผู้จัดที่อ้างว่าเป็นกลางมากๆ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะไปถามว่าฟีฟ่าควรจัดบอลโลกให้ทุกคนไหม อย่างแรกอยากให้เขาบังคับใช้กติกาที่จริงๆ กติกามันดีแล้วประมาณหนึ่ง อยากให้บังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันก่อน”
จากแฟนบอลที่เลือกทีมเพราะสีเสื้อ สู่สายตานักข่าวที่เห็นโครงสร้างอำนาจในฟุตบอล
ปิดท้ายด้วย หวี – พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวอิสระและหนึ่งในผู้ก่อตั้งชมรมนักข่าวไทย กับเรื่องราวความผูกพันกับฟุตบอลที่เริ่มต้นจากบรรยากาศในครอบครัวซึ่งหลงใหลกีฬาชนิดนี้กันทั้งบ้าน เขาเล่าว่า ครอบครัวของเขาเป็นแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กันแทบทั้งหมด หรือที่เรียกกันว่าเป็น “เด็กผี” กันยกบ้าน แต่เขากลับเลือกที่จะไม่เดินตามเสียงเชียร์ของครอบครัว จึงเริ่มต้นค้นหาทีมที่รู้สึกเป็นของตัวเอง นั่นคือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเมื่อถามถึงเหตุผลในการเลือกทีมเชียร์ว่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของสโมสร วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวเบื้องหลังของทีมอย่าง ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวยิวหรือไม่ เขาบอกว่าจุดเริ่มต้นของการเชียร์ทีมนี้ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นนั่นคือ……

ดูจากสี สีเสื้อสวยไหม โลโก้สวยไหม อะไรอย่างนี้ครับ
จากแฟนบอลที่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกเรียบง่ายอย่างสีเสื้อและตราสโมสร เมื่อคุยกันผ่านมุมมองของคนทำงานสื่อ เขากลับเห็นว่าฟุตบอลมีเรื่องราวมากกว่าผลการแข่งขันในสนาม โดยยอมรับว่าในช่วงแรกยังสงสัยว่าทำไมองค์กรอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงนำฟุตบอลมาเชื่อมโยงกับประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อกลับไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ เขาพบว่าฟุตบอลเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในหลายระดับ และเป็นพื้นที่ที่สะท้อนโครงสร้างทางสังคมได้หลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องแรงงานนักกีฬา ความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานผ่านกฎบอสแมน (Bosman Rule) ไปจนถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศ การเหยียดผิว และรูปแบบการเลือกปฏิบัติในวงการฟุตบอล ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากเกมกีฬา แต่เชื่อมโยงกับผู้คนและสังคมรอบตัว
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือเรื่อง สิทธิแรงงานของนักฟุตบอลผ่าน “กฎบอสแมน” (Bosman Rule) ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบการย้ายทีมของนักเตะครั้งใหญ่ในยุโรป ก่อนหน้านั้น นักฟุตบอลจำนวนมากไม่ได้มีอิสระในการเลือกเส้นทางอาชีพของตัวเอง แม้สัญญากับสโมสรจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การย้ายทีมยังต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและค่าตัวที่สโมสรเดิมกำหนด ทำให้นักเตะถูกจำกัดสิทธิในการเจรจาและเลือกอนาคตของตัวเอง โดยกฎบอสแมนที่เกิดขึ้นในปี 2538 (1995) จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้นักเตะสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระมากขึ้นเมื่อหมดสัญญา และสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่นักกีฬาระดับโลกก็ยังเป็นแรงงานที่ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิ ไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ
นอกจากสิทธิของนักเตะแล้ว เขายังชวนมองไปถึงแรงงานจำนวนมากที่อยู่เบื้องหลังมหกรรมฟุตบอลโลก โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่มีส่วนในการก่อสร้างสนามและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในบางประเทศเจ้าภาพ มีรายงานและข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ค่าจ้าง และการคุ้มครองแรงงานที่ไม่เพียงพอ จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลกนั้น ต้องแลกมาด้วยชีวิตและคุณภาพชีวิตของคนทำงานมากน้อยแค่ไหน
อีกประเด็นที่หยิบขึ้นมาคือเรื่องความหลากหลายทางเพศหรือความเท่าเทียมทางเพศในวงการฟุตบอล โดยเขาฉายภาพให้เห็นผ่านทัศนคติของผู้นำบางส่วนในอดีต ที่เคยมองว่าการทำตลาดฟุตบอลหญิงควรเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ทางเพศของนักกีฬา เช่น การเสนอให้นักฟุตบอลหญิงแต่งกายสั้นลงหรือดูเซ็กซี่ขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชม นี่ทำให้เห็นแนวคิดที่ลดทอนคุณค่าของนักกีฬาหญิงจากความสามารถในสนาม ไปสู่การถูกมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอก สำหรับเขาเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์กีฬา แต่เป็นภาพสะท้อนของมายด์เซตที่ยังมีอยู่ในสังคม และเป็นสิ่งที่วงการฟุตบอลจำเป็นต้องตั้งคำถาม หากต้องการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้เท่ากัน
ขณะเดียวกัน ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว (Anti-Racism) ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ของฟุตบอลโลก แม้วงการฟุตบอลจะรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ ตั้งแต่แฟนบอลแสดงพฤติกรรมเหยียดในสนาม ไปจนถึงนักฟุตบอลระดับโลกที่ยังต้องเผชิญกับคำดูถูกจากสีผิวหรือเชื้อชาติของตัวเอง แม้แต่นักฟุตบอลระดับโลกที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล บัลลงดอร์ (Ballon d’Or) ก็ยังไม่สามารถหลีกหนีจากการถูกเหยียดได้ทั้งหมด โดยรางวัลบัลลงดอร์ถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการฟุตบอล มอบให้แก่นักฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในรอบปี จากการประเมินทั้งความสามารถ ผลงานกับสโมสรและทีมชาติ รวมถึงอิทธิพลที่นักเตะคนนั้นมีต่อเกมการแข่งขัน
การที่แม้แต่นักเตะระดับแนวหน้าของโลก ที่ได้รับการยอมรับจากวงการฟุตบอลในระดับสูง ยังต้องเจอกับการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เรื่องนี้จึงทำให้เห็นว่าปัญหาการเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นเพราะขาดความสามารถหรือการยอมรับ แต่เป็นปัญหาทางสังคมที่ฝังอยู่ลึกกว่านั้น และยังคงเป็นสิ่งที่วงการฟุตบอลต้องร่วมกันแก้ไข จากทุกประเด็นที่กล่าวมา เขาจึงมองว่าฟีฟ่าและประเทศเจ้าภาพในอนาคตมีโอกาสใช้พลังของฟุตบอลมากกว่าการจัดการแข่งขันเพียงอย่างเดียว เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาล และสามารถเป็นพื้นที่ในการส่งต่อคุณค่าบางอย่างให้กับสังคมได้ โดยสิ่งที่เขาคาดหวังคือ การใช้ความนิยมของฟุตบอลเป็นพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องความเท่าเทียม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเกมลูกหนัง ตั้งแต่นักเตะ แรงงาน ไปจนถึงแฟนบอล ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
“คิดว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกควรทำให้มันแฟร์ ทำให้มันสนุก และใช้พลังของฟุตบอลที่เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก ให้เป็นตัวแทนของความเท่าเทียม หรือเป็นพื้นที่ในการสะท้อนและตอบโต้ปัญหาสิทธิมนุษยชนบางอย่างด้วย”
“เรื่องการเหยียดผิว เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เรารณรงค์กันมานาน 20 – 30 ปี แต่สุดท้ายปัญหานี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ และคนที่ตกเป็นเหยื่อก็ไม่ใช่แค่คนทั่วไป แต่บางคนเป็นนักฟุตบอลระดับโลก เป็นนักเตะที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ด้วยซ้ำ มันสะท้อนว่าปัญหาการเหยียดไม่ได้เกิดจากความสามารถหรือการยอมรับในสนาม แต่มันเป็นปัญหาที่ฝังอยู่ในสังคมและยังต้องได้รับการแก้ไข”
“เรื่องใหญ่โตมากๆ ในฟุตบอลโลกคืออยากให้กติกาแฟร์ๆ เพราะว่าฟุตบอลโลกรอบนี้ก็โดนวิจารณ์ กติกาไม่ค่อยแฟร์ เอาเปรียบ เข้าข้างเจ้าภาพ เข้าข้างบางทีม แล้วก็อยากให้ใช้ฟุตบอลเป็นอีกตัวกลางในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม มีการพูดถึงประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วก็นำไปสู่การแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้นได้”




