เมื่อฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่เกม: ธุรกิจ การเมือง อำนาจ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ฉายชัดผ่านสายตาแฟนบอล

ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของเย็นวันศุกร์ ร้าน Let’s Say Café เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเหล่าแฟนฟุตบอลที่มารวมตัวกันในกิจกรรม Football Beyond the Game ที่จัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อชวนผู้คนมองฟุตบอลในอีกมิติหนึ่ง มิติที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ชีวิตของผู้คน และความรับผิดชอบต่อสังคมของเหล่าบรรดาประเทศเจ้าภาพในปี 2026 นี้

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่ให้เหล่าบรรดาแฟนบอลตัวยงได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่จะสะท้อนให้สังคมได้มองเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมระหว่างเกมการแข่งขันมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างฟุตบอลโลก แม้การแข่งขันจะสร้างความสุข ความตื่นเต้น และความทรงจำให้กับผู้ชมทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ควรถูกละเลยหรือมองข้าม

ฟุตบอลในความทรงจำ: จุดเริ่มต้นของการเป็นแฟนบอล

บรี หรือ แสงเทียน เผ่าเผือก เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดวงสนทนาเป็นคนแรก พร้อมพาผู้เข้าร่วมย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเป็นแฟนฟุตบอล โดยเล่าถึงทีมโปรดอย่าง ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หรือ “สเปอร์ส” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในกีฬาชนิดนี้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลค่อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

จากนั้นไมค์ถูกส่งต่อให้ ตูน หรือ ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา เกองบรรณาธิการ The101.World ล่าว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นแฟนบอลตัวยง แต่บรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งกลับสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดให้ติดตามกีฬาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้รับโอกาสทำรายการพิเศษ “ค.การบอล” ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังการแข่งขัน นักกีฬา และแง่มุมต่าง ๆ ของฟุตบอล จนค่อย ๆ กลายเป็นอีกคนที่หลงใหลในกีฬาชนิดนี้

ด้าน พอลลีน งามพริ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการฟุตบอล วิทยากรคนสุดท้าย พาผู้ฟังย้อนกลับไปในวัยเด็ก เมื่อความฝันในการเล่นกีฬาต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากครอบครัวที่ไม่สนับสนุนให้เล่นมวย ก่อนที่เธอจะหันมาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 12 ปี และแม้จะมีช่วงเวลาที่ต้องห่างหายจากสนามไป แต่ความรักที่มีต่อฟุตบอลไม่เคยจางหาย จนในปี 2543 เธอได้ก่อตั้งกลุ่ม “เชียร์ไทยพาวเวอร์” และเดินหน้าทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวคิดที่ถูกตั้งมาอย่างแน่วแน่ว่า  “บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยอยู่ในสายเลือด”

ฟุตบอลกับสิทธิมนุษยชน: เราเห็นอะไรนอกจากเกมในสนาม

“เราเห็นอะไรในสนาม นอกจากการแข่งขันฟุตบอล?” คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชวนผู้เข้าร่วมมองฟุตบอลในอีกมิติหนึ่ง ตูนพาผู้เข้าร่วมย้อนกลับไปยังการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการฟุตบอลโลก ไม่เพียงเพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศในตะวันออกกลางได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพ แต่ยังเป็นการแข่งขันที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกในหลากหลายมิติ

แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทรายและสภาพอากาศที่ร้อนจัด กาตาร์จึงทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อก่อสร้างและพัฒนาสนามแข่งขันให้ทันสมัย พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิภายในสนาม เพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขันและรองรับแฟนบอลจากทั่วโลก นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว การลงทุนครั้งนี้ยังสะท้อนความตั้งใจของกาตาร์ในการสร้างภาพลักษณ์และแสดงศักยภาพของประเทศในฐานะเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลกที่มีผู้ชมหลายพันล้านคน

ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสนามแข่งขันอันยิ่งใหญ่ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของนวัตกรรมและความสำเร็จ หากยังเต็มไปด้วยคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เมื่อแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างของสนามกีฬาเสียชีวิตระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ และนำไปสู่การรณรงค์เรียกร้องให้คว่ำบาตรการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ พร้อมทั้งทำให้ประเด็นสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบของประเทศเจ้าภาพกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองควบคู่ไปกับการแข่งขันในสนาม

“เราจะเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ชัดมากขึ้นตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกในประเทศกาตาร์ในปี 2022”

ตูนชี้ให้เห็นว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนในวงการฟุตบอลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิทธิแรงงานเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักกีฬาและแฟนบอล หรือการใช้เวทีกีฬาเพื่อสื่อสารจุดยืนทางการเมือง แม้ผู้จัดการแข่งขันจะยืนยันมาโดยตลอดว่าฟุตบอลควรเป็นพื้นที่ของกีฬาและความเป็นกลาง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายทัวร์นาเมนต์กลับสะท้อนว่า ฟุตบอลไม่อาจแยกขาดจากบริบททางสังคม การเมือง และสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณีที่ฟีฟ่า หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) สั่งห้ามการแสดงสัญลักษณ์บางรูปแบบภายในสนามแข่งขัน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงออกเชิงการเมืองที่ขัดต่อข้อกำหนดของการแข่งขัน ตูนยกกรณีของเข็มกลัดที่มีสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสื่อสารถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งและการสูญเสียชีวิตของเด็กนักเรียนจากเหตุโจมตีทางทหาร แม้ผู้สวมใส่จะมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงมนุษยธรรมเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต แต่ฝ่ายผู้จัดการแข่งขันกลับเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างความแตกแยกในสนามแข่งขัน

“ทุกสัญลักษณ์ในฟุตบอลโลกมันมีคุณค่าของความพยายามในการสื่อสาร”

กรณีดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงคำถามสำคัญที่ยังคงถกเถียงกันในวงการกีฬาโลกว่าพื้นที่ของการแสดงออกในวงการกีฬาโลกอยู่ตรงจุดใด และใครคือผู้มีอำนาจในการกำหนดเส้นแบ่งนั้น ท่ามกลางความคาดหวังที่ให้ฟุตบอลเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดกว้างสำหรับทุกคน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาหลักความเป็นกลางของการแข่งขันไปพร้อมกัน

“ถึงแม้ว่ากฎเกณฑ์หลาย ๆ ข้อที่ฟีฟ่าพยายามเขียนขึ้นมาเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเหยียดเชื้อชาติ หรือเพศ แต่ในหลาย ๆ ครั้งก็มีความย้อนแย้งในตัว อย่างเสื้อของบางทีมชาติที่สามารถมีสัญลักษณ์ได้ เพราะถูกตีความว่าเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติ ไม่ใช่เรื่องของการเมือง หรือแม้แต่ธงบางอย่างที่ฟีฟ่าห้ามเอาเข้าไปในการแข่งขัน แต่พอมีคนแหกกฎเอาเข้าไป ฟีฟ่าก็กลับไม่ทำอะไรเลย”

ฟุตบอลโลกมันเป็นทุนนิยม เพราะมีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการถ่ายทอดสดการแข่งขันที่ไม่ได้มีเพียงแค่คนในสนามที่จะเห็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ แต่มันยังมีคนอีกซีกโลกที่กำลังดูอยู่ด้วย

สนามฟุตบอลในฐานะพื้นที่สิทธิมนุษยชน

เราจะเห็นว่าบางครั้งแฟนบอลในสนามจะมีการชูธงบางธง หรือข้อความบางอย่าง เพื่อสื่อสารคุณค่าทางสังคมที่พวกเขาเชื่อและต้องการส่งต่อ

บรี ชวนผู้เข้าร่วมมองเห็นอีกมิติหนึ่งของการแข่งขันฟุตบอลโลก นั่นคือความพยายามจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกผ่านกฎระเบียบที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) กำหนดขึ้นภายใต้หลักการรักษา “ความเป็นกลาง” ของการแข่งขัน แม้เจตนาจะเป็นการป้องกันไม่ให้สนามฟุตบอลกลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งทางการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฎเกณฑ์เหล่านี้กลับทำให้เสียงของผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องเงียบลง

สำหรับบรี ฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียงมหกรรมกีฬาที่ผู้คนทั่วโลกเฝ้ารอชม หากยังเป็นหนึ่งในพื้นที่สาธารณะที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเวทีที่สามารถดึงดูดสายตาของผู้คนนับล้าน และเปิดโอกาสให้ประเด็นทางสังคมที่อาจไม่เคยได้รับความสนใจ ได้ถูกมองเห็นในระดับนานาชาติ

แสงเทียน เผ่าเผือก

บรีอธิบายว่า ในหลายประเทศ ผู้คนอาจไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหวได้อย่างเสรี การใช้พื้นที่ของการแข่งขันฟุตบอลโลกจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศไปยังประชาคมโลก ไม่ว่าจะผ่านธง ป้ายข้อความ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แฟนบอลเลือกนำเข้ามาในสนาม

“สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกต้องถูกทำให้เป็นพื้นที่ในเกมกีฬาฟุตบอลให้มากที่สุด”

บรียังชี้ให้เห็นว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในสนามแข่งขัน แต่ครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการจัดการแข่งขัน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงาน ชุมชนท้องถิ่น และผู้คนที่เกี่ยวข้อง การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกจึงไม่ใช่เพียงการจัดการแข่งขันกีฬา แต่เป็นกระบวนการที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล

ตัวอย่างที่กำลังได้รับความสนใจคือ การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 ซึ่งสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยและนโยบายตรวจคนเข้าเมือง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) การใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เข้าชม ตลอดจนความเป็นไปได้ที่มาตรการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิของผู้อพยพ และเสรีภาพในการเดินทางของผู้คน

ข้อกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน “มนุษยชาติต้องชนะ: ปกป้องสิทธิและรับมือกับการปราบปรามในฟุตบอลโลก 2569” (Humanity Must Win: Defending rights, tackling repression at the 2026 FIFA World Cup) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่สรุป “7 แนวปฏิบัติของอำนาจนิยม” เพื่อชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ถูกอ้างว่าเป็นไปเพื่อความมั่นคงหรือความเรียบร้อยนั้น อาจกำลังละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คนโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นดังนี้

  1. การสร้างศัตรูและแพะรับบาป กีดกันและเลือกปฏิบัติต่อชาติมุสลิม คนผิวสี และ กลุ่ม LGBTI+
  2. การปกครองด้วยความกลัว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE)  และกองทัพใช้กำลังข่มขู่ และกักขังผู้อพยพอย่างโหดร้าย
  3. การปราบปรามผู้เห็นต่าง สลายการชุมนุมโดยสงบ ขัดขวางกลุ่มเรียกร้องความยุติธรรม
  4. การควบคุมข้อมูลข่าวสาร คุกคามและเนรเทศสื่อมวลชนที่ทำข่าวการกวาดล้างผู้อพยพ
  5. การใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธ สอดแนมผ่านโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี และใช้ AI จับตานักศึกษา
  6. การควบคุมเศรษฐกิจเพื่อกดขี่ ไล่รื้อคนไร้บ้าน ปิดศูนย์พักพิง เอื้อการกวาดซื้อที่ดิน
  7. การรวบอำนาจและทรัพยากร ฟีฟ่ากวาดรายได้กว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ แต่กลับปฏิเสธความรับผิดชอบ

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ฟีฟ่าในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันกลับแทบไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ ด้วยเหตุผลที่ว่านั่นเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของประเทศเจ้าภาพ การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมอย่างเท่าเทียม หากแต่กลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งละเมิดสิทธิมนุษยชนและกีดกันคนบางกลุ่มออกจากวงของผู้ที่รักและติดตามกีฬาฟุตบอล

“มีบางประเทศที่เขามีความเชื่อว่าคนมีแค่สองเพศ แต่ในท้ายที่สุดแล้วพอมันเป็นเรื่องของกีฬา เป็นเรื่องของฟุตบอลที่จะเป็นพื้นที่ให้คนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ฟีฟ่าในฐานะองค์กรกลางที่เป็นผู้จัดก็ต้องทำให้มันเป็นพื้นที่ที่ไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหน หรือสัญชาติใดก็ตาม สามารถเข้ามามีส่วนร่วม สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เขามีความเชื่อมั่นบนพื้นที่ของบอลโลกได้จริง”

“เราต้องไม่ลืมว่าฟีฟ่าโฆษณาว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ และฟีฟ่าก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะสร้างให้ฟุตบอลโลกเป็นพื้นที่ของทุกคน นั่นก็หมายความว่าคุณก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับผู้คนได้จริง ๆ”

เป็นเวทีแสดงความเห็น เป็นเวทีแห่งสงคราม และเป็นเวทีถกเถียงเรื่องเพศ เมื่อฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา

เพราะจำนวนคนที่รอชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกนั้นมีมากกว่าการแข่งขันประเภทอื่น ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถนนทุกสายจึงมุ่งหน้าสู่เวทีฟุตบอลโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ประเด็นสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ความขัดแย้งที่เกิดจากผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พอลลีนเปรียบเทียบว่าฟุตบอลโลกเปรียบเสมือนเวทีที่ทุกคนสามารถแสดงออกถึงตัวตน หรือสร้างการรับรู้ให้กับสังคมโลกได้ แต่ในปัจจุบันเสน่ห์ตรงนี้กลับค่อย ๆ จางหายไป เมื่อมีเรื่องของการเมืองและธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

พอลลีน งามพริ้ง

ในสมัยก่อนแฟนบอลหลายคนสามารถนำกลองเข้าไปเชียร์บนอัฒจันทร์ได้อย่างสนุกสนาน เพราะด้วยกฎเกณฑ์ที่ยังมีไม่มากนัก ผิดกับในปัจจุบันที่การตรวจสอบผู้เข้าร่วมที่ต้องมีการคุมเข้มเพิ่มมากขึ้น แฟนบอลหลายคนถูกสุ่มตรวจ กลองเชียร์ที่เคยเป็นอุปกรณ์สร้างความบันเทิงก็ต้องถูกถลกหนังออกเพื่อตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่อาจอยู่ภายใน

“เมื่อมูลค่าของฟุตบอลสูงขึ้น ทีมผู้จัดการแข่งขันก็ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากให้คนแสดงความคิดเห็น ทุกวันนี้แม้แต่เสื้อที่แสดงออกทางการเมืองก็ไม่สามารถใส่เข้าไปดูการแข่งขันฟุตบอลได้”

“บางครั้งถ้าเราแสดงออกไปแล้วไม่มีคนดู เราก็ไม่อยากแสดงออก แต่ถ้าบางเรื่องที่เราแสดงออกไปแล้วมันมีคนดู แน่นอนว่าเราเองก็ต้องการแสดงออกหรือสื่อสารเรื่องนั้นไปสู่สายตาชาวโลก ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฟุตบอลโลกจึงกลายมาเป็นพื้นที่ของการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ของแฟนบอล”

เมื่อชวนมองลงลึกไปในมิติของการเมือง พอลลีนกลับเปรียบฟุตบอลเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อการสู้รบของชาติที่มีความขัดแย้ง เพราะด้วยจำนวนของเม็ดเงินที่ลงทุนไป และความสนใจที่ได้รับการตอบรับจากผู้คนทั่วโลก ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ประเทศมหาอำนาจจะหันมาห้ำหั่นกันผ่านลูกหนัง โดยมีแฟนบอลจากทั่วโลกเป็นคนคอยตัดสินความผิดถูก เพราะในสงครามที่เกิดขึ้นจริงย่อมต้องมีฝ่ายสูญเสีย แต่กลับกันสิ่งที่ต้องสูญเสียจากการแข่งฟุตบอลอย่างมากที่สุดนั้นเป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้

“การทำสงครามอาจจะต้องใช้แสนคนหรือล้านคน แต่ว่าฟุตบอลมันใช้เพียงแค่ 11 คน มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมที่ลงทุนน้อยกว่าการทำสงคราม แต่ก็ยังมีคนให้ความสนใจ”

พอลลีนเล่าว่าการเข้ามามีบทบาทของฟีฟ่านั้นทำให้บางประเทศต้องตกอยู่ในสภาวะถูกควบคุม ด้วยกลไกการแบนจากฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้น ทำให้บางชาติต้องตระหนักให้มากขึ้นหากต้องทำอะไรที่มีความสุ่มเสี่ยงถูกแบนจากเจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก “ฟีฟ่าเป็นองค์กรที่ใหญ่มากนะ เผลอ ๆ อาจจะใหญ่กว่า UN ด้วยซ้ำ” พอลลีนเปรียบเปรยถึงอำนาจที่ฟีฟ่ามีอยู่ในมือให้ผู้ที่ฟังวงเสวนาได้เห็นภาพชัดมากที่สุด

“ฟุตบอลโลกก็เป็นเหมือนทุนนิยมที่มีสิทธิมนุษยชนเป็นข้ออ้าง”

ในด้านของความเท่าเทียมทางเพศ พอลลีนชวนตั้งข้อสังเกตว่าตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ฟุตบอลถูกนิยามให้เป็น “กีฬาของผู้ชาย” มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการได้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น แต่การเปิดพื้นที่ให้กับคนทุกคนยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคงถูกกีดกันออกจากการแข่งขัน เพราะด้วยความเชื่อ ประเพณี และศาสนาของบางประเทศที่ยังคงมีข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ตามพอลลีนยังคงมีความที่จะนำพาให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เข้ามาเป็นผู้เล่นมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งเธอเคยเสนอโครงการก่อตั้งชมรมฟุตบอล Transgender เพื่อหวังที่จะผลักดันไปสู่สายตาโลก แต่ด้วยผู้สนับสนุนที่ยังน้อย และงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ โครงการนี้จึงจำเป็นที่จะต้องพับเก็บไปในที่สุด

“ผู้หญิงซื้อเสื้อหรือดูบอลโลกได้ แต่จะไปมีสิทธิในเกมการแข่งขันแบบผู้ชายไม่ได้ ทุกวันนี้ฟุตบอลหญิงก็ถูกดอง คือทำให้มันแค่มีเฉย ๆ แต่มูลค่าก็ยังสู้ฟุตบอลชายไม่ได้ เพราะฟีฟ่าไม่ต้องการให้ฟุตบอลหญิงได้มีบทบาทมากนัก”

จะทำอย่างไรให้ฟุตบอลโลกมีความเท่าเทียม

ถ้าใช้หลักการ Football is for All สัดส่วนของผู้เล่นจะต้องมีความหลากหลายทั้งในแง่ของเพศ สีผิว หรือแม่แต่สัญชาติให้มีความใกล้เคียงกัน

พอลลีน งามพริ้ง

ก่อนปิดท้ายวงเสวนา พอลลีนทิ้งคำถามสำคัญให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันขบคิดว่า หากฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมที่รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน เราจะทำอย่างไรให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา และกลายเป็นพื้นที่ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “เราจะได้เห็นฟุตบอลโลกที่ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้หรือไม่” คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกคนทั่วโลกจำเป็นต้องร่วมกันหาคำตอบต่อไป 

ในส่วนของตูนกลับมองว่า การสร้างสังคมหรือพื้นที่แห่งความเคารพบนเวทีฟุตบอลโลกนั้นจำเป็นต้องอาศัยเวลา เพราะแม้การรณรงค์ที่หลายฝ่ายพยายามเรียกร้องจะมีความหมาย แต่เสียงเหล่านั้นก็ยังคงเบาบางเมื่อเทียบกับจำนวนแฟนบอลทั่วโลก การปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องมือค่อย ๆ ขัดเกลาสังคม และค่อย ๆ เปิดประตูบานใหม่ให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงเรื่องสิทธิและการเคารพซึ่งกันและกัน จึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทนไม่น้อย

“เพราะปลายทางของเรามันคือการที่จะทำให้ทุกคนเคารพสิทธิในความหลากหลาย สุดท้ายแล้วเราก็คงต้องใช้เวลา เพราะเราก็ไม่สามารถรณรงค์ผ่านแคมเปญแล้วจะเปลี่ยนโลกได้ทันที”

ความยากคือเราจะทำให้สิทธิมนุษยชนอยู่ในองค์กรของฟีฟ่าได้อย่างไร

ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา

ก่อนจบวงเสวนา บรีได้ทิ้งท้ายไว้ถึงแคมเปญที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กำลังรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องของฟุตบอลโลก นั่นคือ “มนุษยชาติต้องชนะ: ปกป้องสิทธิและรับมือกับการปราบปรามในฟุตบอลโลก 2569” (Humanity Must Win: Defending rights, tackling repression at the 2026 FIFA World Cup) ที่จะรวบรวมรายชื่อของผู้คนจากทั่วโลกเพื่อเสียงให้ถึงองค์กรผู้ถือครองลิขสิทธิ์การจัดแข่งขันฟุตบอลโลกว่าจะต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้อย่างเท่าเทียมเทียม และต้องยึดมั่นให้หลักการของสิทธิมนุษยชนดังคำโฆษณาที่ให้ไว้ พร้อมทั้งส่งรายชื่อของคนที่เรียกร้องนี้ไปยังประเทศเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในอีก 4 ปีข้างหน้าให้ยึดหลักการเช่นเดียวกัน

หากต้องการให้มนุษยชาติเป็นผู้ชนะ ในสมการก็ต้องมีมนุษยชาติอยู่ในนั้น

แสงเทียน เผ่าเผือก

ร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องกับแอมเนสตี้ได้ที่ https://bit.ly/4fb5N2x 

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน