ทุกวันที่ 18 กรกฎาคม ของทุกปี โลกต่างร่วมกันรำลึกถึง “วันเนลสันแมนเดลา” (Nelson Mandela International Day) บุคคลที่เป็นผู้หยัดยืนต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและเป็นอดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่เคยถูกคุมขังยาวนานถึง 27 ปี แต่ไม่เคยยอมสยบต่อความอยุติธรรม
สำหรับสังคมไทยทั่วไป วันนี้อาจดูไกลตัวและจำกัดอยู่แค่ในวงการนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตหลังกำแพงเรือนจำของแมนเดลาคือจุดเริ่มต้นของ “ข้อกำหนดแมนเดลา” (Mandela Rules) หรือ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) หรือข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสากลที่โลกใช้ร่วมกัน เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง
แต่เมื่อตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย มาตรฐานเหล่านั้นกลับดูเหมือนเป็นเพียงเส้นชัยที่เรือนจำไทยยังคงห่างไกลคำว่าไปถึง ผ่านมุมมองของ ปฐมพร แก้วหนู หรือ “ลูกหว้า” หัวหน้าโครงการ Freedom Bridge ที่ทำงานคลุกคลีและเยียวยาบาดแผลของผู้ต้องขังจากคดีทางการเมืองและครอบครัว

เรือนจำไทยกับมาตรฐานสากล
เมื่อถามถึงข้อกำหนดแมนเดลาและข้อกำหนดกรุงเทพในสถานการณ์เรือนจำไทย ลูกหว้าสะท้อนให้เห็นว่าการมีข้อกำหนดสากลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็สร้างมาตรฐานที่ควรจะไปให้ถึง แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับพบปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในนั้นจำนวนไม่น้อย
“เอาเข้าจริงๆ จากทั้งหมด 122 ข้อใน Mandela Rules คิดว่าเรือนจำไทยกว่าครึ่ง หรือประมาณ 60 – 70 ข้อ ก็ยังทำไม่ถึงหรือไปไม่ถึง หลายครั้งระบบปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเหมือนเด็ก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาถูกลดทอนลงไปมาก บางคนบอกเรือนจำเหมือนโรงเรียนประจำ แต่เราคิดว่ามันแย่กว่านั้น โรงเรียนประจำอย่างน้อยยังมีเตียงนอน มีห้องน้ำที่มีประตูมิดชิด แต่ในคุกมันไม่มี”
ความบิดเบี้ยวนี้เริ่มตั้งแต่เวลาชีวิตของคนในเรือนจำที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป ผู้ต้องขังในหลายเรือนจำต้องกินข้าวเย็นตั้งแต่บ่ายสองหรือบ่ายสามโมงเย็น หลังจากนั้นตอนสี่โมงเย็น ทุกคนจะถูกต้อนขึ้นเรือนนอนและล็อคห้องขังยาวนานไปจนถึงเช้าวันถัดไป โดยไม่มีสิทธิ์ออกมารับอากาศหรือรับลมข้างนอก ขณะที่ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในเรือนจำก็ถูกแช่แข็งราวกับหยุดเวลาผู้ต้องขังเอาไว้ไม่ให้รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอก ไม่สามารถดูทีวีได้ตามเวลาปกติ หนังสือพิมพ์ส่งมาช้าไปหลายวัน และบางฉบับถูกตัดทอนหน้าข่าวออก
“หลายคนบอกว่าข้างในมันว่างเปล่ามาก มันเหมือนเวลามันถูกหยุดไว้ สมมติว่าติดคุก 5 ปี 10 ปี เมื่อเขากลับเข้าสู่สังคมเขาจะมีปัญหามาก เพราะไม่ได้รับรู้เรื่องราวข้างนอกเลย ถ้าไม่มีใครไปเยี่ยมนานๆ เขาก็อาจจะเหมือนหลุดไปจากโลกแห่งความจริง ทั้งที่จุดมุ่งหมายสำคัญของเรือนจำคือการเตรียมคนคืนสู่สังคม ไม่ใช่แค่เอาเขามาลงโทษเพื่อความสะใจแล้วสุดท้ายเขาก็กระทำผิดซ้ำกลับเข้าไปใหม่”
กฎ 10 รายชื่อ เข้าเยี่ยม และระบบจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำ
ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ใหญ่นั้นได้ให้ผู้ต้องขังมีสิทธิ์ระบุรายชื่อบุคคลที่จะเข้าเยี่ยมได้ 10 รายชื่อ และสามารถขอเปลี่ยนรายชื่อได้หากครบกำหนดทุกๆ 6 เดือน ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ที่ระบุไว้ว่า “เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ กำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจำไว้ล่วงหน้า รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจำนวนไม่เกิน 10 คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ให้สามารถดำเนินการได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีมีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือจำอาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลภายนอกเหนือจากที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคก่อน เข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังได้”
จากข้อ 7 ข้างต้นนั้น จะพบว่า เรือนจำให้ระบุแค่แจ้งรายชื่อล่วงหน้า 30 วัน แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องนานแค่ไหนกว่าจะเข้าเยี่ยมได้ และไม่ได้ระบุว่า 10 รายชื่อต้องเป็นใคร แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าในบางเรือนจำ เจ้าหน้าที่อาจใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณส่วนตัวมากเกินไป จนไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เช่น บางเรือนจำหากไม่ใช่ญาติแท้ๆ นามสกุลเดียวกัน จะไม่ยอมให้เข้าเยี่ยมเด็ดขาด ทำให้เพื่อนหรือองค์กรสิทธิมนุษยชน ต้องไปตามหาญาติเพื่อทำใบมอบอำนาจที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก ซ้ำร้าย ดุลพินิจนี้ยังลุกลามไปถึงการปิดกั้นจดหมายและการส่งเงิน ส่งอาหารให้คนที่อยู่ด้านใน ถ้าคนส่งไม่มีชื่ออยู่ใน 10 รายชื่อนั้น อีกทั้งยังพบว่าเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงการส่งจดหมายเข้า-ออก ที่หลายครั้งจจะถูกตีกลับหรือหายไปไม่ได้รับการแจ้งว่าถูกตีกลับ
แม้กระทั่งระบบเขียนจดหมายออนไลน์ในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนจากระบบ DomiMail และ BRP Connect ซึ่งเป็นระบบรับ-ส่งจดหมายและสื่อสารออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังและบุคคลภายนอก มาเป็นแอปพลิเคชันของไปรษณีย์อย่าง Prompt Post ในปัจจุบัน โดยทาง Freedom Bridge และเครือข่ายพบว่าการเปลี่ยนระบบในการส่งจดหมายครั้งนี้ได้มีการลดทอนสิทธิในการเขียนด้วยตัวอักษรให้ลดลง
“แอปพลิเคชันเดิมให้พิมพ์ได้ 2,300 – 2,500 ตัวอักษร แต่ระบบล่าสุดนี้ พบว่ามีการปรับลดลงให้เขียนได้เพียง 1,000 ตัวอักษร ในราคาฉบับละ 10 บาทเท่าเดิม คือต้องเข้าใจว่าคำภาษาไทยมันสะกดเยอะ พิมพ์แปดบรรทัดเล่าเรื่องยังไม่ทันจบ จดหมายก็โดนตัดคำแล้ว ถ้าอยากเล่าเรื่องให้จบในจดหมายฉบับเดียวเหมือนเมื่อก่อน ก็ต้องเขียนเป็น 2 ฉบับ เท่ากับว่าต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น มันไม่เมคเซนส์เท่าไหร่เลย”
ปัจจุบันแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีแคมเปญฟรีราษฎร (FREERATSADON) เพื่อเป็นตัวกลางในการเปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำ เพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมืองผ่านเว็บไซต์ได้
เรือนจำคลองเปรมกับการเปิดพื้นที่ความหลากหลาย
ท่ามกลางความมืดมนหลังกำแพงสูง ลูกหว้าชี้ให้เห็นว่า “เรือนจำคลองเปรม” คือหนึ่งในตัวอย่างของเรือนจำไม่กี่แห่งที่มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกหรือด้านดี และพยายามเปิดกว้างให้สอดคล้องกับหลักการหรือข้อกำหนดของสากลในหลายมิติ จนควรค่าแก่การยกให้เป็นโมเดลต้นแบบให้เรือนจำอื่นๆ ทั่วประเทศนำไปปรับใช้

สิ่งแรกที่ผู้ต้องขังพูดตรงกันเวลาเข้าไปเยี่ยม คือเรื่องพื้นฐานอย่างคุณภาพชีวิตด้านอาหาร โดยเสียงจากคนข้างในยืนยันว่า อาหารของเรือนจำคลองเปรมนั้นมีคุณภาพดีและรสชาติกินได้จริง ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดทางกายไปได้มาก นอกจากนี้ในมิติของความหลากหลายทางเพศ เรือนจำคลองเปรมยังอนุญาตให้ผู้ต้องขังกลุ่มข้ามเพศสามารถแต่งหน้าและไว้ผมยาวได้ตามสมควร โดยไม่มีการบังคับตัดผมหัวเกรียนเหมือนในอดีต และมีเครื่องสำอางวางจำหน่ายในร้านค้าสวัสดิการของเรือนจำชายอย่างเปิดเผย
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทยอยปรับนโยบายในเวลาต่อมา เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิของผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น ผู้ต้องขังข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดหน้าอกแล้ว แต่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในแดนชาย ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนาต่อไป
ความโดดเด่นอีกเรื่องของเรือนจำคลองเปรม คือการทลายกำแพงปิดกั้นความรู้สึกผ่านระบบจดหมาย ที่นี่เปิดกว้างให้ผู้ต้องขังสามารถรับจดหมายจากคนภายนอกได้โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดนัก ไม่ว่าจะส่งผ่านระบบกระดาษแบบดั้งเดิมหรือพิมพ์ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ และพบว่าไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่เฉพาะผู้ที่มีชื่อในระบบ 10 รายชื่อการเยี่ยมเท่านั้น
ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณากับสิทธิในการประกันตัว
ปัจจุบันประชากรในเรือนจำไทยทั่วประเทศมีจำนวนสูงกว่า 300,000 คน ในจำนวนนี้ มีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองหมุนเวียนเข้า-ออกเรือนจำอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ที่ได้รับการบันทึกข้อมูลไว้ประมาณ 230 คน โดยกลุ่มผู้ต้องขังคดีการเมือง 54 คนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหรือยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ซึ่งตามหลักกฎหมายและหลักสากลแล้ว พวกเขายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เนื่องจากการไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ทำให้พวกเขาต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมตัวในเรือนจำร่วมกับผู้ต้องขังเด็ดขาด
สถานการณ์เช่นนี้สร้างความท้าทายอย่างมากต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม เพราะการถูกจำกัดอิสรภาพในระหว่างสู้คดีกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่สูงเกินกว่าที่หลายคนจะแบกรับไหว ทั้งในแง่การทำมาหากินและการดูแลครอบครัว ความกดดันจากระยะเวลาที่ต้องอยู่ในเรือนจำโดยไม่รู้ว่าคดีจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ในหลายกรณีมักจะบีบคั้นให้ผู้ต้องขังหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้คดีเป็นการยอมรับสารภาพ หรือการตัดสินยุติการอุทธรณ์หรือฎีกา เพื่อให้กระบวนการจบลงโดยเร็วและสามารถวางแผนชีวิตในอนาคตได้ ทั้งที่ในใจยังคงอยากยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเองปรากฏการณ์นี้จึงเป็นอีกความจริงสำคัญในเรือนจำ ที่ทำให้ Freedom Bridge พยายามขับเคลื่อนเรื่องสิทธิและคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องสิทธิในการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี
“คดีการเมืองหลายเคส ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว นานวันเข้ามันทำให้เขาท้อแท้ จนสุดท้ายหลายคนต้องเปลี่ยนวิธีการต่อสู้เป็นยอมรับสารภาพเพื่อให้คดีจบ ทั้งที่เขายังอยากสู้คดีต่อ แต่เวลาในชีวิตที่มีนั้นมีค่ามากสำหรับบางคน เพราะเป็นต้นทุนในการทำมาหากิน ถ้าเขาสู้ต่อถึงชั้นฎีกาโดยไม่ได้ประกันตัว อาจต้องติดคุกฟรีๆ 5 – 6 ปี โดนขังตลอดเวลาที่สู้คดี และถึงที่สุดแล้วก็อาจไม่ได้ยกฟ้องด้วยซ้ำ บางคนเลยคิดว่ายอมรับๆ ไป ติดสัก 2 ปีเดี๋ยวก็ได้ออกไปทำงานดูแลครอบครัว มันเหมือนไม่มีความยุติธรรมอยู่ในนั้นเลย”
ความสูญเสียที่ชัดเจนและโหดร้ายที่สุดเรื่องสิทธิในการประกันตัวมาต่อสู้คดี คือกรณีของ “บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวและตัดสินใจอดอาหารประท้วงจนเสียชีวิตในเรือนจำ แต่หลังจากเธอจากโลกนี้ไปได้ราว 2 ปี ศาลกลับมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
“วันฟังคำพิพากษาที่คดียกฟ้อง ทุกคนดีใจนะ แต่ดีใจไม่สุด เพราะมันมีใครบางคนไม่มีโอกาสได้อยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าตอนนั้นเธอได้สิทธิในการประกันตัว ออกมาสู้คดีอยู่ข้างนอกอย่างมีศักดิ์ศรี วันนี้เธอต้องยังมีชีวิตอยู่แน่ๆ ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 28 ปีเอง การขังเธอระหว่างพิจารณาคดีแล้วสุดท้ายยกฟ้อง มันคือการบังคับให้เขารับโทษล่วงหน้าไปแล้ว และเมื่อเกิดความสูญเสียหรือเสียชีวิต ก็ไม่มีใครออกมารับผิดชอบกับสิ่งนี้เลย”
อุปสรรคและความท้าทายในกระบวนการยุติธรรม ยิ่งเห็นได้ชัดผ่านกรณีของ “อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นทนายความเพียงคนเดียวในกลุ่มผู้ต้องขังคดีการเมืองในปัจจุบันที่ยังคงต้องทำหน้าที่ว่าความในคดีที่ตัวเองตกเป็นจำเลยร่วม แต่การทำหน้าที่ภายใต้การจำกัดอิสรภาพกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการทำงานและศักดิ์ศรีในวิชาชีพทนาย โดยลูกหว้าเล่าถึงบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีที่ทำให้เห็นภาพความยากลำบากของการว่าความของทนายอานนท์ให้ฟังว่า
“ในอนาคตถ้าผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีสวมชุดธรรมดาได้มันคงจะดีกว่านี้ เพราะแค่ไม่ได้ประกันตัวก็แย่พอแล้ว ยิ่งกรณีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่เป็นทนายความด้วย แล้วต้องไปถามความพยานในชุดนักโทษ และมีเครื่องพันธนาการอยู่ด้วย ศักดิ์ศรีของทนายความหรือความน่าเชื่อถือต่างๆ ก็จะถูกพยานดูแคลนพอสมควร”
นอกจากเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือแล้ว ในแง่ของข้อปฏิบัติวิชาชีพทนายความ ก็เจอปัญหาเชิงระบบเช่นกัน เนื่องจากตามระเบียบของศาล พบว่าการจะสวมครุยทนายความเพื่อว่าความได้นั้น ด้านในต้องแต่งกายด้วยชุดสุภาพ เช่น เสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็ค แต่เนื่องจากอานนท์ นำภา อยู่ภายใต้การควบคุมตัว จึงจำเป็นต้องแต่งกายด้วยยูนิฟอร์มผู้ต้องขังคือ เสื้อสีเหลืองไข่ไก่ กางเกงวอร์มสีดำ และสวมตรวนที่ข้อเท้า ซึ่งไม่ตรงตามนิยาม “ชุดสุภาพ” เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้ในบางครั้ง ศาลทักท้วงเรื่องการสวมครุย โดยให้เขาสวมครุยทับชุดผู้ต้องขัง เพื่อลดความขัดแย้งในเรื่องนี้ ทำให้อานนท์จึงไม่สวมครุยในศาลอีกเลย
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่อุปสรรคในการทำหน้าที่ทนายความเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมภายในห้องพิจารณาคดี ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความยากลำบากให้กับผู้ต้องขังทุกคนที่ต้องเข้าฟังการพิจารณาคดี
“เวลาเดินมันมีเสียงโซ่ มีความไม่สะดวกในการเดิน ห้องพิจารณาออกแบบมาสำหรับคนใส่สูท ใส่เสื้อหลายๆ ชั้น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่หนาวมากๆ คนส่วนใหญ่รวมถึงผู้พิพากษาก็สวมครุยทับอีกชั้น แต่ตัวผู้ต้องขังต้องนั่งเท้าเปล่า มีโซ่ และชุดนักโทษทุกแบบมันบางมาก หลายคนนั่งตัวสั่นเลย ในขณะที่คนมาร่วมฟังเลือกเสื้อผ้าหนาๆ หรือหยิบเสื้อกันหนาวมาด้วยได้ มันค่อนข้างทรมานเหมือนกันที่เขาต้องอยู่ในห้องนั้นยาวนาน 4 – 8 ชั่วโมงในสภาพที่หนาวจัดแบบนั้น”
สิทธิผู้ต้องขังหญิงและแม่ลูกอ่อนในเรือนจำ
ในเรื่องของ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ลูกหว้าเล่าถึงเคสผู้ต้องขังหญิงที่เป็น แม่ลูกอ่อน ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจจากการถูกแยกจากลูกวัยเพียง 6 เดือน
“เธอไม่ได้เลี้ยงลูกในเรือนจำเพราะต้องแยกจากลูกตั้งแต่อายุได้เพียง 6 เดือน ช่วงนั้นลูกเธอยังไม่หย่านม ทำให้น้ำนมคัดจนเต้านมอักเสบอยู่เป็นเดือนๆ มันทั้งเจ็บ ทั้งแข็ง จนกลายเป็นไข้ ต้องกินยาแก้ไข้ประคองอาการไปเรื่อยๆ ทรมานทั้งร่างกายและทรมานใจที่คิดถึงอ้อมกอดของลูก”
“กว่าเธอจะพ้นโทษออกมา ลูกก็อายุ 2 ขวบแล้ว ช่วงแรกๆ เด็กไม่ยอมให้อุ้มอยู่พักใหญ่เลย เพราะเขาจำไม่ได้ว่าคนนี้คือแม่ นี่คือความผูกพันระหว่างแม่กับลูกที่ถูกตัดขาดไปในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต”
การสูญเสียอิสรภาพของคนคนหนึ่ง ไม่ได้จบลงแค่การเดินเข้าสู่หลังกำแพงสูง แต่ผลกระทบจริงๆ กลับแผ่ขยายแฝงตัวเป็นเงาตามตัวทำลายล้างผู้บริสุทธิ์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะคำว่าครอบครัวที่ต้องพังทลายลงทันทีเมื่อเสาหลักของบ้านไม่อยู่
ลูกหว้าได้ถ่ายทอดเรื่องราวสะเทือนใจของครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองรายหนึ่ง ที่ถูกจับกุมหลังรัฐประหารปี 2557 จากกรณีคดีปาระเบิดศาลอาญา และถูกศาลตัดสินจำคุกนานกว่า 30 ปี ปัจจุบันผู้ต้องขังรายนี้มีอายุเข้าสู่วัย 50 ปีแล้ว เรื่องราวของลูกๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังของเขา ทำให้เราได้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้ต้องขังคดีการเมือง หรือแม้กระทั่ง ทั้งในกรณีคดีอื่นๆ ที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี และในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่คนในครอบครัวยังคงต้องพบกับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ต่อไปอย่างยาวนาน
“ผลกระทบของการที่หัวหน้าครอบครัวหายไปมันร้ายแรงอยู่แล้ว แต่เราได้เห็นผลกระทบที่ชัดมากๆ จากครอบครัวนี้ ตอนที่พ่อเขาต้องเข้าเรือนจำ ลูก ๆ ทั้ง 4 คนยังอายุประมาณ 12 ปี พอพ่อเข้าไปอยู่ในเรือน แม่ก็ตัดสินใจแยกทางไปมีครอบครัวใหม่ เด็ก ๆ ไม่มีใครเลี้ยง ต้องเปลี่ยนบ้าน ย้ายไปอยู่ตามบ้านญาติคนนู้นทีคนนี้ที ญาติก็ผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงให้มีชีวิตรอด ให้มีข้าวมีน้ำกินในบางมื้อ แต่เด็ก ๆ ไม่ได้รับความรัก คือเขาถูกเลี้ยงแค่ประคับประคองให้มีชีวิตรอดไปวันๆ เท่านั้นเอง”
วันเวลาผ่านไป 10 กว่าปี จากเด็กวัย 12 ปีในวันนั้น ปัจจุบันพวกเขาเติบโตขึ้นจนอายุ 22 ปี ห้วงเวลาที่พ่ออยู่ในเรือนจำได้พรากอนาคตของพวกเขาไปอย่างไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้
“ที่น่าเศร้าคือไม่มีใครได้เรียนหนังสือต่อเลยสักคนเดียว ทุกคนหลุดออกจากระบบและจบแค่วุฒิ ป.6 เท่าเดิม เรื่องนี้เห็นชัดมากๆ เลยว่า เมื่อคนที่เป็นเสาหลักหายไป ทำให้ลูกๆ ต้องอยู่กันคนละทิศละทาง แม้ว่าสังคมจะโอบอุ้มให้เขารอดตายได้ แต่ไม่มีใครโอบอุ้มดูแลจิตใจหรือเคี่ยวเข็ญให้เรียนต่อ สิ่งนี้จึงส่งผลกระทบกับชีวิตในระยะยาวมากๆ”
“คิดกลับไปว่าถ้าตอนนั้นมีพวกเรา มีเครือข่าย Freedom Bridge หรือองค์กรใดก็ตามเข้าไปดูแลและหนุนเสริมครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมืองจริงๆ อนาคตของเด็กๆ อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลูกหว้าบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ Freedom Bridge นำเรื่องนี้มาเป็นภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนและเยียวยาครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยหันมาเน้นเรื่องการสนับสนุน ทุนการศึกษาให้แก่ลูกของผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันทางเครือข่ายดูแลอยู่ประมาณ 8 ครอบครัว มีทั้งกลุ่มคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและคดีที่ถึงที่สุดแล้ว
เป้าหมายสำคัญของการสนับสนุนทุนการศึกษานี้ คือการทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เด็กๆ ในครอบครัวผู้ต้องขังต้องหลุดออกจากโรงเรียน เพราะในสังคมไทยยังพบว่า วุฒิการศึกษาและการได้เรียนต่อไม่ได้เป็นแค่เรื่องของใบปริญญา แต่เป็นตั๋วเดินทางหรือใบเบิกทางสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น ช่วยเปิดโอกาสให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านจากการทำงานรับจ้างรายวันที่รายได้ไม่แน่นอน มาสู่การทำงานประจำที่อาจมีรายได้มั่นคงเป็นรายเดือน ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นพลังให้พวกเขาได้มีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิตและอนาคตใหม่ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาหรือผลกระทบจากบาดแผลที่มีคนในบาดถูกดำเนินคดีทางการเมือง
ประวัติอาชญากรและคดีติดตัวในการหางานทำหลังได้รับอิสรภาพ
สำหรับผู้ต้องขังคดีการเมืองแล้ว เรือนจำอาจไม่ใช่สถานที่เดียวที่กักขังอิสรภาพ เพราะความทุกข์ทรมานที่แท้จริงไม่ได้จบลงเมื่อพวกเขาเดินพ้นประตูเรือนจำออกมาสู่โลกภายนอก แต่ในสังคมไทยยังมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งผูกติดขาพวกเขาเอาไว้ในรูปแบบของ “ระบบบันทึกประวัติอาชญากร” ที่ยาวนานและซ้ำเติมชีวิตหลังพ้นโทษอย่างร้ายแรงในเรื่องการตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยการหางานทำ

ตามกฎระเบียบเดิม ประวัติอาชญากรรมจะถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลยาวนานถึง 20 ปีกว่าจะสามารถดำเนินการลบออกได้ สิ่งนี้กลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยเฉพาะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงอย่างมาตรา 110 หรือมาตรา 112 ที่อาจถูกตีตราเรื่องความจงรักภักดีตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่โดนฟ้องร้อง การหางานทำจึงเป็นเรื่องยากลำบากตั้งแต่วันที่สถานะยังเป็นเพียงจำเลย และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อพ้นโทษออกมาแล้วยังมีประวัติติดตัว
“สมมติติดคุกตอนอายุ 30 ปี พ้นโทษออกมาตอนอายุ 40 ปี แต่ต้องมารอค้างประวัติอาชญากรไปอีก 20 ปี กว่าจะลบประวัติได้ก็อายุ 60 ปี แก่พอดี คนที่อยู่ในเรือนจำเขามักจะเรียนคณะนิติศาสตร์กันจำนวนมาก แต่พอเรียนจนจบ ออกมาได้รับอิสรภาพ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถสอบตั๋วทนายความได้ เพราะระเบียบการสอบระบุชัดเจนว่า คนสอบตั๋วทนายต้องไม่เคยเป็นอาชญากรมาก่อน คือต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม นี่คือการดับฝันของเขาลงไปเลย เหมือนติดคุกแล้วก็ยังต้องติดคุกอีกไม่จบสิ้นหลังได้ออกมา เพราะสิ่งนี้ยังติดขาและติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลา”
นอกจากระบบประวัติอาชญากรจะปิดกั้นโอกาสในการทำมาหากินแล้ว ห้วงเวลา 20 ปีที่ยาวนานของการมีชนักติดหลังด้วยเรื่องนี้ ยังกลายเป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างให้มิจฉาชีพเข้ามาซ้ำเติมอดีตผู้ต้องขังที่เพิ่งพ้นโทษ เนื่องจากผู้ที่อยู่ในเรือนจำมานานหลายปีอาจตามโลกภายนอกไม่ทัน เมื่อมีขบวนการมิจฉาชีพแอบอ้างว่า สามารถลบประวัติอาชญากรรมในระบบราชการให้ได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้ ด้วยความที่อยากหลุดพ้นจากตราบาปและอยากได้โอกาสทำงาน ททำให้ที่ผ่านมามีอดีตผู้ต้องขังหลายคนยอมจ่ายเงินจนต้องสูญเสียเงินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถลบประวัตินั้นออกไปได้
ลูกหว้าย้ำว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมาย ลดจำนวนปีในการคงประวัติอาชญากรรมให้เหลือน้อยที่สุด และรัฐต้องประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่าการลบประวัติไม่สามารถทำได้หากยังไม่ถึงกำหนดเวลา เพื่อปกป้องคนที่ชดใช้ความผิดครบถ้วนแล้วไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน และช่วยให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
“เรื่องประวัติอาชญากรกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง เรียกเงินจากอดีตผู้ต้องขังที่หลงเชื่อ สุดท้ายจ่ายเงินไปเยอะมากแต่ก็พบว่ามันลบไม่ได้จริง ตอนไปจ่ายเขาไม่ได้มาถามเรา พอจ่ายแล้วไม่ได้ผลถึงเพิ่งมาเล่าให้ฟัง ถ้าสังคมพูดถึงเรื่องนี้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การลดจำนวนปีในการคงประวัติอาชญากรรมให้น้อยลง คิดว่าอาจจะไม่กระทบกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ข้างนอกของคนที่พ้นโทษออกมา”
วันเนลสันแมนเดลา: คืนสิทธิการประกันตัว คืนสิทธิในการรักษาพยาบาล
เมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาล ลูกหว้าได้ยกกรณีความเจ็บป่วยของผู้ต้องขังขึ้นมาสะท้อนให้เห็นภาพว่า ระบบการประเมินความป่วยไข้ในเรือนจำยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน ที่มีอาการป่วยหนักจนส่งผลกระทบต่อตับและม้าม หรือหากย้อนมองไปถึงกรณีของ “อากง” หรือ อำพล ตั้งนพกุล ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ป่วยหนักและเสียชีวิตในระหว่างการคุมขัง จะเห็นได้ว่าระบบมักจะรอให้ผู้ต้องขังแสดงอาการทรุดหนักจนเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่าเสียก่อน จึงจะได้รับการส่งตัวออกมารักษาที่โรงพยาบาลภายนอก
“คนอื่นที่ป่วยก็ควรได้ออกมารักษา เราก็รู้ว่าความป่วยไข้บางอย่าง มันเห็นไม่ได้ด้วยตา คือความป่วยไข้มันจะรอเห็นด้วยตา มันก็จะหนักมากแล้ว ถ้าเห็นด้วยตาแล้วแบบอันนี้ป่วย บางทีมันก็อาจจะรักษาไม่ทันแล้วหรือเปล่า”
แม้ว่าการเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและน่าสิ้นหวัง จนประเมินได้ว่ามีผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ได้รับสิทธิในการประกันตัวกลับออกมาน้อยมากจนนับนิ้วได้ ปัจจุบันมีไม่ถึง 10 คน ขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษหรือไม่ก็ต้องรอการอภัยโทษ แต่ลูกหว้ายังยืนยันว่า การเคลื่อนไหวและส่งเสียงในเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้มีอำนาจตระหนักว่าสังคมยังคงจับตามองและไม่ยอมแพ้
“ถึงมันจะดูน่าสิ้นหวังไปหน่อยเรื่องสิทธิในการประกันตัว แต่ว่าการเคลื่อนไหวของเครือข่ายเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว เราว่ามันก็ยังจำเป็น อย่างน้อยทำให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า ยังมีคนสนใจเรื่องการเรียกร้องการประกันตัวอยู่นะ ไม่งั้นก็อาจจะไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย ถ้าเราไม่ทำกัน”
นอกจากนี้ รัฐจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเรียกร้องเรื่องมาตรฐานเรือนจำ รัฐมักจะอ้างข้อจำกัดเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งที่ผู้ต้องขังในเรือนจำที่มีมากกว่า 300,000 คนนั้น มากพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจหันกลับมาใส่ใจและปรับปรุงคุณภาพชีวิต ยกระดับการบำบัดฟื้นฟู เพื่อสร้างความหวังและคืนคนที่มีคุณภาพกลับสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“เราก็ยังมีความหวังว่าเราปรับปรุงพัฒนากันได้ แต่ก็ต้องมีความจริงใจที่จะทำด้วย จำนวนผู้ต้องขังกว่า 300,000 คนในเรือนจำที่มีตอนนี้ทั่วประเทศ คิดว่าก็เยอะพอที่จะให้ผู้มีอำนาจหันกลับมามองเหมือนกัน ว่าเราจะพัฒนาศักยภาพ และสนับสนุนดูแลทุกๆ คนในนี้อย่างไร ให้ออกไปเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น และมีอัตราการกระทำผิดซ้ำน้อยลง มันก็น่าจะต้องเริ่มจากความจริงจัง การหันมาพิจารณาใหม่เรื่องงบประมาณให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย”
“จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราอยากได้และต่อสู้กันตั้งแต่ต้นทาง คือสิทธิในการประกันตัว เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายโดยเฉพาะคดีการเมือง เราไม่ได้อยากมานั่งเรียกร้องสิทธิผู้ต้องขังหรืออยากให้ใครต้องเข้าไปอยู่ในนั้นเลย ถ้าเขาได้สิทธิประกันตัวออกไปสู้คดีข้างนอกอย่างมีศักดิ์ศรี เราคงไม่ได้พบกับปัญหาหลังกำแพงสูงทั้งหมดนี้ และต้องเข้ามาเรียกร้องเรื่องคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง”
ร่วมส่งต่อกำลังใจให้เพื่อนในเรือนจำ และสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ ครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมืองกับ Freedom Bridge เพื่อให้วันเนลสันแมนเดลาปีนี้ ไม่ใช่แค่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ แต่เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่ยังมีลมหายใจ หรือร่วมแคมเปญฟรีราษฎรด้วยการเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำได้ที่เว็บไซต์ https://freeratsadon.amnesty.or.th/




