“สเปนได้แชมป์ ฟุตบอลโลก 2026 จบลงแล้ว… แต่การละเมิดสิทธิใน 3 ประเทศเจ้าภาพยังดำเนินต่อไป ” 3 เสียงแฟนบอลโลก เพื่อให้ฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกคน

เสียงนกหวีดหมดเวลาของมหกรรมฟุตบอลโลก 2569 (2026) ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ภาพการชูถ้วยแชมป์ของทีมชาติสเปนในฐานะแชมป์โลกทีมล่าสุดยังคงติดตาแฟนบอลทั่วโลก แต่เมื่อการเฉลิมฉลองสิ้นสุดลงและวันเวลาค่อยๆ ผ่านไป ความตื่นเต้นที่เคยปกคลุมวงการฟุตบอลก็อาจค่อยๆ จางหายไปด้วย เหลือเพียงการรอคอยฟุตบอลโลกครั้งต่อไปในปี 2573 ( 2030) จนกว่าบรรยากาศแห่งความเร้าใจจะกลับมาอีกครั้ง

แต่การปิดฉากของการแข่งขันไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวทั้งหมดในฟุตบอลโลกครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เพราะในเช้าวันจันทร์ที่ออฟฟิศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย องค์กรที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน การออกแถลงการณ์เรียกร้องความยุติธรรม และการยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เราชวนเจ้าหน้าที่ 3 คน ที่เป็นแฟนบอลตัวจริง มานั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลโลกและกีฬา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาหลงรักกีฬาฟุตบอล เรื่องราวและประวัติศาสตร์ของสโมสรที่ทำให้เห็นการต่อสู้ของผู้คน ไปจนถึงคำถามสำคัญที่ส่งตรงถึงฟีฟ่าและโลกฟุตบอลว่า ทำไม “กีฬา” และ “สิทธิมนุษยชน” จึงเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้

แสงเทียน เผ่าเผือก: “มันคือการดูตัวแทนทำภารกิจในสนาม มันให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง กับความจริงที่ว่าฟุตบอลโลกต้องเป็นของทุกคน”

หากมองผิวเผินไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดมากนัก การตื่นตีสามมาดูบอลอาจเป็นเรื่องของความคลั่งไคล้ของใครหลายคนที่ชอบดูฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ แต่สำหรับ แสงเทียน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เชิงสาธารณะ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย การดูฟุตบอลคือการเดินทางของความผูกพันที่เริ่มต้นจากครอบครัว

ตื่นตีสามมาดูบอล มันไม่ใช่แค่ดูทีมแข่ง แต่เหมือนเรากำลังดูตัวแทนของเรากำลังทำภารกิจอะไรสักอย่างอยู่ในสนาม มันให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ต่อให้ไม่ได้อยู่ในสนาม เราก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับตรงนั้นจริงๆ ทั้งแฟนบอล นักเตะ และโค้ช

จุดเริ่มต้นของการเป็นแฟนบอลของเธอเริ่มจาก “พ่อ” ที่เป็นแฟนลิเวอร์พูลตัวยง แต่เมื่อโตขึ้น เธอกลับอยากลองเชียร์ทีมที่แตกต่างจากคนในบ้าน ประกอบกับความชื่นชมในตัว ‘ซน ฮึง-มิน’ นักเตะชาวเอเชียที่ก้าวขึ้นมาสร้างชื่อในฟุตบอลยุโรป และภาพของ ‘ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์’ (Tottenham Hotspur) ในฐานะทีมที่มักถูกมองว่าเป็น “รองบ่อน” หรือทีมที่ไม่ค่อยมีใครคาดว่าจะคว้าแชมป์ ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเชียร์สเปอร์สมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับเธอ ฟุตบอลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลการแข่งขัน แต่เป็นเรื่องของการยืนหยัดเคียงข้างคนที่ถูกมองข้าม การเชียร์ทีมรองบ่อนสะท้อนความรู้สึกเดียวกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่เชื่อว่าทุกคนควรได้รับโอกาสและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และความต้องการเอาใจช่วยผู้คนที่ยังต่อสู้โดยไม่ละความพยายาม ไม่ว่าจะอยู่ในสนามฟุตบอลหรือในชีวิตจริง จากนั้นเป็นต้นมา ยิ่งตามเชียร์ทีมนี้นานมากขึ้น แสงเทียนก็ยิ่งอยากรู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงได้ไปค้นดูในประวัติศาสตร์ของสโมสร จนพบความเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมอย่างน่าทึ่ง โดยพบว่าชุมชนแฟนคลับของสเปอร์สมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับกลุ่ม ชาวยิวอพยพ ในลอนดอนเหนือ จากยุคที่ชาวยิวเผชิญหน้ากับการถูกกีดกันและเหยียดหยาม จนแฟนบอลของสโมสรทั้งที่เป็นคนยิวและไม่ใช่คนยิวรวมตัวกันสร้างอัตลักษณ์และเรียกตัวเองว่า “Yid Army” หรือ “ยิด อาร์มมี่” เพื่อโต้กลับการเรียกยิวในฐานะการดูถูกให้กลายเป็นอัตลักษณ์ชุมชนในช่วงหนึ่ง และแม้ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเรียกตัวเองลักษณะนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งจากองค์กรต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและตัวสโมสรเอง กระนั้น เหตุการณ์นี้ก็ยังเป็นหนึ่งในภาพแทนการต่อสู้ทางวัฒนธรรมผ่านเสียงเชียร์และภาษาเฉพาะของชุมชนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกฟุตบอล

และเมื่อขยายภาพจากสโมสรฟุตบอลสู่มหกรรมระดับโลกอย่าง ฟุตบอลโลก 2026 แสงเทียนได้พูดถึงมุมมองของเธอที่มีต่อการแข่งขันฟุตบอลโลกไม่ว่าจะที่ผ่านมา ปัจจุบัน หรืออนาคตที่จะเกิดขึ้นว่า เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ในเกมกีฬาฟุตบอลโลกหรือกีฬาระดับโลกไหนๆ มักมีราคาที่คนตัวเล็กๆ ต้องจ่ายเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้จากการใช้แรงงานและชีวิตของมนุษย์

“พอมันมีคนอยู่ในนั้น ทั้งแรงงาน ผู้บริหาร หรือคนในชุมชน ผู้จัดหรือผู้มีอำนาจต้องใส่ใจว่าสิ่งที่คุณทำมันกระทบสิทธิเขาอย่างไร อย่างฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศเจ้าภาพ ก็มีการไล่คนไร้บ้านออกจากพื้นที่จัดงานเพื่อภาพลักษณ์ คำถามคือแล้วเยียวยาเขาอย่างไร? หรือเรื่องแรงงานข้ามชาติย้อนไปปี 2565 (2022) ที่กาตาร์ แอมเนสตี้ได้ทำรายงานเรื่องไซต์ก่อสร้างที่ไม่เหมาะกับมนุษย์และการถูกกดค่าแรง”

“ที่ผ่านมา ฟีฟ่ามักอ้างว่าฟุตบอลโลกไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ในความเป็นจริง มีคนที่อยากแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเรื่องความหลากหลายทางเพศ การต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการไม่สนับสนุนสงคราม เสรีภาพเหล่านี้ไม่ควรถูกหยุดไป ในเมื่อฟีฟ่าและผู้จัดสัญญาว่าอยากทำให้ฟุตบอลรวมโลกเป็นหนึ่งเดียว ก็ต้องทำให้ฟุตบอลเป็นพื้นที่ที่ยอมรับความแตกต่างได้ และทุกคนสามารถเข้าถึงได้จริงๆ โดยไม่มีเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะทางเศรษฐกิจมาปิดกั้น”

เฝาซี ล่าเต๊ะ: “จากกำเนิดกรรมกรโรงงาน สู่การขิงเพื่อนตอนเช้า และกฎเหล็กต้านการเหยียด”

ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ช่วงฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงและจบด้วยการคว้าแชมป์ของทีมชาติสเปนเท่านั้นที่บรรยากาศในออฟฟิศคึกคัก แต่แทบทุกครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ๆ หรือแม้แต่เกมลีกในช่วงสุดสัปดาห์ หากเดินเข้ามาในออฟฟิศแล้วได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงแซวกันเรื่องผลการแข่งขัน หรือการคุยกันว่าเมื่อคืนใครยิงประตู ใครพลาดจุดโทษ เชื่อได้เลยว่าหนึ่งในคนที่ร่วมวงคุยจะต้องมีชื่อของ เฝาซี เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ประกาศกับทุกคนว่าเป็นเขาเป็นคนชอบดูฟุตบอลถึงขั้นยอมอดนอนเพื่อดูบอลได้สบายๆ เป็นเป็นทั้งกีฬาที่ชอบดูและชอบเล่นในเวลาเดียวกัน

“ดูบอลเพราะอะไร? ดูบอลเพราะอยากไปขิงเพื่อน! เพราะทีมเราตอนนี้กำลังพีค เปิดออฟฟิศมาก็คือ ‘ทีมเราชนะอีกแล้ว แล้วทีมเธอผู้แพ้ล่ะเป็นไงบ้าง?’ (ยิ้ม)”

เฝาซีเริ่มต้นเส้นทางแฟนบอลจากการนั่งดูทีวีกับพี่ชาย มี เทียร์รี่ อองรี กองหน้าอาเซนอลเป็นไอดอลในดวงใจ ก่อนจะกลายมาเป็นแฟนตัวยงของอาร์เซน่อล (Arsenal) ทีมที่สร้างตำนานแชมป์ไร้พ่ายอันลือลั่น แต่สิ่งที่ทำให้เขาอินกับทีมนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้น คือการย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 2429 (1886) ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากนายทุนกระเป๋าหนักที่อยากจะมีทีมฟุตบอล แต่เกิดจากการร่วมกลุ่มของกรรมกรก่อสร้างและคนงานโรงงานอุตสาหกรรมอาวุธ ในย่านวูลวิช ที่มารวมตัวกันเตะฟุตบอลหลังเลิกงาน

จุดเริ่มต้นอาร์เซน่อลมาจากคนธรรมดา จากกรรมกรและคนแรงงาน พอเห็นแบบนี้จะเห็นว่าฟุตบอลถึงเป็นเรื่องเดียวกับสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่แรก เพราะมันคือกีฬาของคนทำงาน และเกิดจากชนชั้นแรงงาน

เมื่อพูดถึงฟุตบอลโลกและบทบาทของฟีฟ่าในฐานะองค์กรที่กำกับดูแลกีฬาฟุตบอลระดับโลก เฝาซีมองว่า แม้การแข่งขันจะจบลงพร้อมเสียงชื่นชมในเกมการแข่งขันและความสำเร็จของทีมแชมป์ แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายข้อที่ไม่ควรถูกลืมไปพร้อมกับเสียงนกหวีดสุดท้าย สำหรับเขาแล้วนั้น ฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่มหกรรมกีฬาที่รวมผู้คนจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน แต่ยังเป็นการแข่งขันที่ทำให้เห็นถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การใช้อำนาจ และความรับผิดชอบขององค์กรกีฬาระดับโลกด้วย

เขาจึงมองว่า ฟีฟ่ายังมีโจทย์ใหญ่ในระดับโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเมื่อการแข่งขันจบลง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงาน ชุมชน หรือผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นเจ้าภาพ กลับไม่ได้หายไปพร้อมกับเสียงเชียร์ในสนาม หากองค์กรที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต้องการให้ฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกคน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็ควรเป็นความรับผิดชอบที่ดำเนินควบคู่ไปกับการจัดการแข่งขัน ไม่ใช่แค่นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตหรือข้อถกเถียงเท่านั้น

“เรื่องกีฬาทุกกีฬาเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่มีประเด็นเยอะมาก ตั้งแต่สวัสดิการแรงงานสร้างสนามที่ไม่ควรกดขี่และไม่มีการค้ามนุษย์ ไปจนถึงเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว เรื่องนี้คนเอเชียโดนเยอะมากในวงการนี้ ฟีฟ่าควรออกกฎระเบียบและปรับปรุงเรื่องนี้ให้เข้มข้นขึ้นเพื่อเคารพสิทธิ”

“ฟุตบอลโลกเป็นเรื่องของความเท่าเทียมในผู้ที่มีความหลากหลาย เพราะฟุตบอลไม่ใช่กีฬาของเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นกีฬาของทุกเจน ทุกวัย ไม่ว่าจะฟุตบอลโลกหรือกีฬาไหนๆ ต้องเปิดโอกาสให้กลุ่ม LGBTQ+ และกลุ่มผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ”

กนกวรรณ จันทร์ตรี: “ฟุตบอลโลกคือกีฬาของชนชั้นแรงงาน และเสียงสะท้อนจากความกังวลใจในปี 2026”

สำหรับ กนกวรรณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน แอมเนสตี้ ประเทศไทย เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหันมาดูฟุตบอลอย่างจริงจังเกิดขึ้นในช่วงฟุตบอลโลกปี 2561 (2018) ที่ประเทศรัสเซีย แม้ในเวลานั้นจะมีข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศเจ้าภาพ จนทำให้เธอตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสน่ห์ของเกมการแข่งขัน ความตื่นเต้นในแต่ละแมตช์ และการได้ติดตามเชียร์ คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะขวัญใจทีมชาติโปรตุเกส ก็ทำให้เธอค่อยๆ หลงใหลในกีฬาฟุตบอล และติดตามกีฬานี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

เมื่อหันกลับมามองฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดขึ้นร่วมกันโดย 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฟุตบอลโลกมีเจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ กนกวรรณมองว่า แม้การแข่งขันจะถูกยกย่องในด้านการจัดการและการขยายโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นธรรมในระดับนโยบาย โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้คนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะการแข่งขันประสบความสำเร็จ

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลมาจากชนชั้นแรงงาน ดังนั้น มันคือกีฬาของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม คุณก็สามารถเล่น เชียร์ และมีส่วนร่วมกับมันได้

“แต่ปีนี้เป็นปีที่เรื่องสิทธิมนุษยชนในการจัดฟุตบอลโลกน่ากังวลใจอย่างมาก เราเห็นนโยบายทั้งในและต่างประเทศของเจ้าภาพที่มีปัญหา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีแมตช์แข่งเยอะสุด และแฟนบอลต้องไปเยอะที่สุด แต่เรากลับเห็นนโยบายในประเทศที่มีการเลือกปฏิบัติกับคนที่สีผิวต่างกัน เชื้อชาติต่างกัน ศาสนาต่างกัน รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งเป็นสิ่งที่แย่มาก และฟีฟ่าก็มอบสิทธิการเป็นเจ้าภาพให้”

กนกวรรณทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า ฟุตบอลโลกในอนาคตจะไม่ได้ถูกจดจำเพียงแค่มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่จะเป็นเวทีที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอล นักกีฬา แรงงาน หรือประชาชนในประเทศเจ้าภาพ เธอมองว่าฟีฟ่าในฐานะองค์กรกำกับดูแลฟุตบอลโลกควรแสดงบทบาทอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันและรับมือกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการแข่งขัน

“แฟนบอลเดินทางมาจากทั่วโลก ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน อีก 4 ปีข้างหน้า หรือฟุตบอลโลกครั้งไหนๆ เราอยากเห็นฟีฟ่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางจริงๆ ไม่มีการคอร์รัปชัน และมีมาตรการที่บังคับใช้ได้จริง เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นต่อแฟนบอล นักเตะ แรงงาน หรือประชาชนทั่วไป”

เกมการแข่งขันของฟุตบอลโลก 2026 จบลงแล้ว เสียงเฮเชียร์แชมป์ของสเปนอาจค่อยๆ ซาลงไปตามกาลเวลา และสายตาของแฟนบอลทั่วโลกกำลังเริ่มเฝ้ามองไปถึงทัวร์นาเมนต์ถัดไปในอีก 4 ปีข้างหน้าในปี 2030 แต่แม้เกมจะจบแต่เรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่จบ เพราะทัวร์นาเมนต์จริงๆ ในชีวิต ไม่เคยมีเสียงนกหวีดหมดเวลา และไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกแต่เป็นทุกเกมกีฬา ฉะนั้น เราจึงอยากทำให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมไม่ได้จบลงพร้อมกับผลการแข่งขัน 90 นาที และไม่ควรรอให้ถึงอีก 4 ปีข้างหน้าค่อยกลับมาพูดถึงกันใหม่ แต่นี่คือภารกิจที่ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อย้ำเตือนว่า ฟุตบอลโลก หรือกีฬาชนิดไหนๆ ก็ตาม ต้องเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

ที่บอกข้างต้นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติเบื้องหลังการสร้างสนาม แฟนบอลหลากหลายเชื้อชาติและเพศสภาพ ชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ หรือผู้คนที่ใช้สปอตไลต์ของกีฬาเพื่อส่งเสียงเรียกร้องเสรีภาพ ทุกคนสมควรได้รับการคุ้มครอง ปลอดภัย และได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม เพราะสุดท้ายแล้วนั้น ไม่ว่าใครจะคว้าชัยชนะไปในเกมลูกหนังอย่างฟุตบอล หรือประเทศใดจะได้เป็นเจ้าภาพในครั้งถัดไป ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องของคะแนนบนสกอร์บอร์ดเท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าต้องไม่มีใครถูกละเมิดหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพียงเพื่อให้มหกรรมกีฬาเกิดขึ้นได้ เพราะในทุกๆ เกมแข่งขันและทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ มนุษยชาติต้องชนะ Humanity must win

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน