ปีศาจที่ชื่อว่าการลอยนวลพ้นผิด กับคำสาปของครอบครัวที่ยังไม่รู้ความจริง 20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย กับคำถามที่ประเทศไทยยังตอบไม่ได้ว่า “พวกเขาอยู่ที่ไหน”

เวลาใครหายไปจากครอบครัว มันเหมือนเป็นคำสาป

ผ่านมา 20 ปีนับจากที่โลกมีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย ขณะที่ประเทศไทยก็มีกฎหมายป้องกันเรื่องนี้แล้วเช่นกัน แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญหาย คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ และการรอคอยก็ยังดำเนินต่อไป ราวกับเป็น “คำสาป” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เวลาใครหายไปจากครอบครัว มันเหมือนเป็นคำสาป

สำหรับครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย การรอคอยไม่เคยมีวันหมดอายุ เพราะตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าคนที่รักอยู่ที่ไหนหรือเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ความเจ็บปวดก็ยังไม่สิ้นสุด แล้วถึงแม้ประเทศไทยจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ มานานกว่า 3 ปี และเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (ICCPED) มากว่า 2 ปีแล้วเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันตัวอนุสัญญานี้บังคับมาก่อนหน้านั้นแล้วจนถึงปัจจุบันมีอายุครบ 20 ปีแล้ว แต่คำถามเดิมก็ยังถูกส่งต่อจากครอบครัวหนึ่งสู่อีกครอบครัวหนึ่งว่า “พวกเขาอยู่ที่ไหน” และ “เมื่อไหร่ความจริงจะปรากฏ”

และคำถามอย่าง “พวกเขาอยู่ที่ไหน” ไม่ควรกลายเป็นคำถามที่ต้องถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่สำหรับครอบครัวผู้สูญหาย มันกลับเป็นเหมือน “คำสาปแห่งการรอคอย” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกวันที่ไร้คำตอบ คือทุกวันที่ความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยายังมาไม่ถึง นี่คือเหตุผลที่เสียงของครอบครัวผู้สูญหายยังถูกส่งต่อผ่านงาน “ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที” (Victims First. Action Now.) เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICCPED) ซึ่งจัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ The Reporters

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ในปี 2566 และเข้าเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา ICCPED แล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือยังมีครอบครัวจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับคำถามเดิมโดยไม่มีคำตอบ งานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การทบทวนความคืบหน้าของกฎหมายและพันธกรณีของรัฐหรือทำให้สังคมรับรู้ว่ามีแคมเปญนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบได้บอกเล่าประสบการณ์ สะท้อนช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายและร่วมกันส่งเสียงว่า การยุติ “คำสาปแห่งการรอคอย” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เสียหายได้รับความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม ตามเจตนารมณ์ของแคมเปญ “ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที”

ชวนรับฟังเสียงจากครอบครัวผู้สูญหาย นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน และผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันสะท้อนทั้งความคืบหน้า ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย และสิ่งที่ประเทศไทยยังต้องเร่งลงมือทำ เพื่อให้ “สิทธิที่จะรู้ความจริง” เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงหลักการที่มีอยู่ในกฎหมาย

“หายไปหนึ่งวัน ก็เป็นการบังคับให้สูญหาย” เมื่อการอุ้มหายไม่ใช่แค่คนที่หายไปตลอดกาล

เมื่อพูดถึง “การบังคับให้บุคคลสูญหาย” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นคดีที่ผู้คนหายตัวไปเป็นเวลาหลายปีโดยไม่ทราบชะตากรรม แต่ในความเป็นจริงการบังคับให้สูญหายไม่ได้วัดจากระยะเวลาที่คนคนหนึ่งหายไปเป็นปีเท่านั้น แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นทันทีเมื่อบุคคลถูกควบคุมตัวโดยรัฐหรือผู้ใช้อำนาจ แล้วปฏิเสธการรับรู้การควบคุมตัว หรือปกปิดชะตากรรมและสถานที่ควบคุมตัว จนบุคคลนั้นถูกตัดขาดจากการคุ้มครองตามกฎหมาย

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเด็นการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือสิทธิมนุษยชน แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความยุติธรรม ความรับผิดชอบของรัฐ ความเชื่อมั่นของประชาชน และชีวิตของครอบครัวที่ต้องอยู่กับคำถามซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบ

“ประเด็นการอุ้มหาย ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม ความเชื่อมั่นของรัฐ และชีวิตของครอบครัวที่ไม่ได้รับคำตอบ”

เขาชี้ให้เห็นว่า แม้ประเด็นการบังคับให้บุคคลสูญหายจะอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่เคยเป็นเรื่องของอดีต เพราะตราบใดที่ความจริงยังไม่ถูกเปิดเผยและความยุติธรรมยังไปไม่ถึง บาดแผลนี้ก็ไม่เคยปิดสนิท หากเปรียบได้กับ แผลเรื้อรัง ที่แม้เวลาจะผ่านไปก็ยังต้องได้รับการเยียวยาและรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรื่องนี้ก็พร้อมจะทิ้งร่องรอยและสร้างบาดแผลใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งผลกระทบจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้สูญหายหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมและการใช้อำนาจรัฐ อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่คนรุ่นใหม่ใช้ตั้งคำถามต่อสังคมและการเมืองไทย

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ในเมืองไทยเอง ประเด็นการอุ้มหายเป็นประเด็นมานานแล้ว แต่เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก ไม่ใช่สำคัญเฉพาะรัฐ แต่เป็นความสำคัญที่ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ การลุกฮือของเยาวชน จุดเริ่มต้นหนึ่งก็คือการตั้งคำถามว่า คนรุ่นเขาถูกอุ้มหาย และเรื่องนี้ก็สืบทอดมาตั้งแต่การรัฐประหาร”

นอกจากนี้ เขายังยกประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสะท้อนว่าการบังคับให้สูญหายไม่ได้หมายถึงแค่การหายตัวไปเป็นเวลานานหลายปี แต่สามารถเกิดขึ้นได้แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หากบุคคลถูกควบคุมตัวโดยไม่มีหลักฐานหรือกระบวนการทางกฎหมายรองรับ

“ผมเองก็เคยถูกอุ้มหายในช่วงที่มีการทำรัฐประหาร หายไปหนึ่งวัน เพราะทหารรับตัวผมจากคณะไปพูดคุย โดยที่ไม่มีหลักฐานทางราชการอะไร ขอเอาผมไปอยู่ค่ายทหารเพื่อสอบสวนหนึ่งวัน แต่เราไม่ได้รับหลักฐานอะไรในระบบราชการ อันนี้ก็เป็นส่วนสั้น ๆ ว่า เราก็หายได้ในประเทศของเรา”

ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้การควบคุมตัวจะกินเวลาเพียงหนึ่งวัน แต่เมื่อไม่มีการเปิดเผยว่าอยู่ที่ไหน ไม่มีการบันทึกการควบคุมตัว และครอบครัวหรือสังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นปัญหาที่กระทบต่อหลักนิติรัฐและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงานครั้งนี้ เขาจึงมองว่า มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพูดคุยเรื่องที่สังคมยังถกเถียง และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมแลกเปลี่ยนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

พร้อมกันนี้ เขาเห็นว่าวาระครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรทบทวนว่า หลังจากมีกฎหมายและเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว ประเทศเดินหน้ามาได้ไกลแค่ไหนและยังมีอะไรที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ

“ผมหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะไม่ได้จบลงเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งขึ้น เห็นมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น และร่วมกันคิดว่ามีแนวทางใดที่จะทำให้การค้นหาความจริง การเข้าถึงความยุติธรรม การเยียวยา และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน มีประสิทธิภาพและรอบด้านยิ่งขึ้น”

“อนุสัญญาอุ้มหาย” ไม่ได้เกิดจากความเมตตาของรัฐ แต่เกิดจากเสียงของผู้เสียหาย

หากวันนี้โลกมีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICCPED) และประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐตัดสินใจมอบสิทธิให้ประชาชน แต่เป็นผลจากการต่อสู้ที่ยาวนานของครอบครัวผู้สูญหาย ผู้รอดชีวิต นักสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมที่ร่วมกันเรียกร้องให้การบังคับให้บุคคลสูญหายถูกยอมรับว่าเป็นอาชญากรรม และให้รัฐมีหน้าที่ค้นหาความจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้เสียหาย

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า คำถามที่ครอบครัวผู้สูญหายทั่วโลกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี คือคำถามสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า “พวกเขาอยู่ที่ไหน?” แต่เบื้องหลังคำถามนั้นคือชีวิตทั้งชีวิตของผู้คนที่ต้องอยู่กับการรอคอย การเดินทางไปตามหน่วยงานต่างๆ การยื่นหนังสือ การติดตามข้อมูล การขึ้นศาล และการตื่นขึ้นมาในทุกเช้าโดยไม่รู้ว่าคนที่รักยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เธอชี้ว่า เพราะความเจ็บปวดเช่นนี้เอง จึงทำให้เกิดอนุสัญญาอุ้มหายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ไม่ใช่เพราะผู้มีอำนาจเห็นว่าควรมีหรือหยิบยื่นสิทธิเหล่านี้ให้ด้วยความเมตตา

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

“กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจหยิบยื่นความเมตตาให้ กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะรัฐเห็นว่าเป็นสิ่งดีที่ควรทำ แต่เกิดขึ้นจากผู้เสียหาย ครอบครัว และประชาชนที่ไม่ยอมเงียบ เกิดขึ้นจากความโกรธต่อความอยุติธรรม เกิดขึ้นจากการไม่ยอมรับว่า บุคคลหนึ่งสามารถถูกนำตัวไป แล้วรัฐเพียงปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

เธออธิบายว่า เบื้องหลังของกฎหมายทุกฉบับ คือความพยายามของครอบครัวที่ไม่ยอมปล่อยให้คนที่รักหายไปจากความทรงจำของสังคม เป็นความหวังว่าจะได้พบคนที่รักอีกครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุด ได้รู้ว่าพวกเขาเผชิญชะตากรรมอย่างไร รวมถึงความหวังว่าจะไม่มีครอบครัวใดต้องเผชิญกับความไม่รู้ที่ยาวนานเช่นเดียวกันอีกสำหรับเพชรรัตน์ การครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาอุ้มหาย จึงไม่ใช่แค่การย้อนมองประวัติศาสตร์ของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายทุกฉบับล้วนมีต้นทุนเป็นความสูญเสียของผู้คนจำนวนมาก และการต่อสู้ของครอบครัวที่ไม่เคยหยุดถามหาความจริง

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายมาแล้วกว่า 3 ปี และเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ มากว่า 2 ปี เพชรรัตน์มองว่า สิ่งที่ควรถามในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายแล้วหรือยัง แต่คือกฎหมายเหล่านั้นได้เปลี่ยนชีวิตของผู้เสียหายจริงหรือไม่

“รัฐอาจนับว่าผ่านมากี่ปีแล้วนับจากการออกกฎหมาย การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา หรือการตั้งคณะกรรมการ แต่ครอบครัวนับว่าผ่านมากี่วัน กี่เดือน หรือกี่สิบปีแล้วที่บุคคลที่พวกเขารักยังไม่กลับมา สำหรับครอบครัว เวลาอาจไม่ได้เดินไปข้างหน้าตามปฏิทิน เพราะส่วนหนึ่งของชีวิตยังคงหยุดอยู่ในวันที่บุคคลนั้นหายไป”

เธอกล่าวว่า คำถามสำคัญไม่ได้มีแค่กฎหมายใช้ได้จริงไหม แต่คือกฎหมายทำให้ครอบครัวได้รับข้อมูลมากขึ้นหรือไม่ การค้นหาผู้สูญหายเริ่มขึ้นโดยทันทีหรือไม่ การสืบสวนมีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพเพียงใด และผู้ที่มีส่วนรับผิดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วหรือยัง เพราะสิ่งที่ครอบครัวเรียกร้องมาตลอดไม่ใช่แค่การรับรู้ว่ามีกฎหมายฉบับใหม่ แต่คือการเข้าถึง ความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา อย่างเป็นรูปธรรม

“สิ่งนี้นำเราไปสู่คำถามที่ลึกกว่านั้นว่า รัฐเข้าใจคำว่า ‘การรับใช้ประชาชน’ อย่างไร เพราะความมั่นคงของประเทศไม่อาจสร้างขึ้นจากการทำให้ประชาชนหวาดกลัว และศักดิ์ศรีของรัฐไม่อาจตั้งอยู่บนการปฏิเสธศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

เพชรรัตน์ยังชี้ว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายไม่ได้มีแค่ปัญหาทางกฎหมาย แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม ทั้งการปฏิเสธข้อเท็จจริง วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อผู้ที่มีอำนาจหรือทรัพยากรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่า ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายจำนวนมากต้องใช้ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ความรู้ และความเข้มแข็งอย่างมหาศาล เพียงเพื่อให้รัฐทำหน้าที่พื้นฐานของตนเอง พร้อมพูดทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญหายด้วยความสงสารหรือความเมตตา แต่คือการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อประชาชน ทั้งการค้นหาอย่างเร่งด่วน การสืบสวนอย่างอิสระ การเปิดเผยข้อมูล การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และการคุ้มครองผู้ที่ออกมาตามหาความจริง พร้อมเรียกร้องให้สังคมร่วมกันไม่ทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องปกติ

“เราต้องไม่ทำให้การละเมิดกลายเป็นเรื่องปกติ เราต้องตอบโต้ความกลัวด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตอบโต้การปฏิเสธด้วยความจริง และตอบโต้การลอยนวลพ้นผิดด้วยความหวังที่นำไปสู่การลงมือปฏิบัติ”

“ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที” หัวใจของอนุสัญญาอุ้มหาย 

20 ปีที่ผ่านมา โลกอาจเห็นจำนวนประเทศที่เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICCPED) เพิ่มขึ้น เห็นหลายประเทศแก้ไขกฎหมายภายในประเทศ และเริ่มสร้างกลไกค้นหาผู้สูญหายหรือสืบสวนผู้กระทำผิดมากขึ้น แต่สำหรับ ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (Committee on Enforced Disappearances: CED) ความสำเร็จของอนุสัญญาฯ ไม่ได้วัดจากจำนวนประเทศที่ให้สัตยาบัน หรือจำนวนกฎหมายที่ถูกประกาศใช้แต่วัดจากคำถามที่ว่า “ครอบครัวของผู้สูญหายได้รับความจริงแล้วหรือยัง”

เขาอธิบายว่า ต้นกำเนิดของอนุสัญญาฉบับนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของครอบครัวผู้สูญหายที่ไม่ยอมปล่อยให้การหายตัวไปของคนที่รักกลายเป็นเพียงสถิติหรือเรื่องที่ถูกลืม เพราะก่อนที่จะมี ICCPED ประชาคมโลกเคยมีทั้งคณะทำงานว่าด้วยการสูญหายโดยไม่สมัครใจหรือการบังคับให้สูญหาย และมีปฏิญญาที่กำหนดหลักการเกี่ยวกับการป้องกันการบังคับให้สูญหาย แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้รัฐจำนวนมากจึงยังสามารถเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของครอบครัวผู้สูญหายได้

ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (Committee on Enforced Disappearances: CED)

“ก่อนจะมีอนุสัญญา เรามีกลไกของสหประชาชาติที่ติดตามเรื่องการบังคับให้บุคคลสูญหาย และต่อมาเรามีปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย แต่ปฏิญญาไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย จึงเกิดความพยายามสร้างกลไกที่มีผลผูกพันต่อรัฐอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นอีก นั่นคือจุดเริ่มต้นของอนุสัญญาฉบับนี้”

เขากล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ CED ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้รัฐต่าง ๆ เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ปรับปรุงกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หลายประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยไม่คิดว่าจะเข้าร่วม ก็ได้ให้สัตยาบัน ขณะที่หลายประเทศเริ่มหันกลับมาจัดการกับปัญหาการบังคับให้สูญหายในอดีต รวมถึงสร้างมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ นอกจากนี้ การทำงานของคณะกรรมการยังขยายไปสู่ประเด็นใหม่ ๆ ที่เดิมไม่ค่อยถูกพูดถึง เช่น ผลกระทบของการบังคับให้สูญหายต่อผู้หญิง เด็ก และครอบครัว การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนกรณีการกดปราบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นมากขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

อย่างไรก็ตาม ฮวนย้ำว่า การมีอนุสัญญาหรือกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครสูญหายอีก เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องทำให้กฎหมายเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติจริง

“เมื่อรัฐให้สัตยาบัน มีกฎหมายแล้วก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น รัฐยังมีหน้าที่ต้องค้นหาผู้สูญหาย ต้องสืบสวน ต้องค้นหาความจริง ต้องนำผู้กระทำผิดมารับผิด และต้องสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก หากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น การมีอนุสัญญาหรือการมีกฎหมายก็ยังไม่เพียงพอ”

ทั้งหมดนี้เองที่กลายเป็นที่มาของแคมเปญ “Victims First. Immediate Action.” หรือ “ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที” ซึ่ง CED ใช้เป็นหัวใจของการรณรงค์ในวาระครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญา โดยฮวนอธิบายว่า แคมเปญนี้ตั้งอยู่บนบทเรียนสำคัญที่โลกเรียนรู้มาตลอด 2 ทศวรรษ นั่นคือการทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของทุกการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวน การค้นหา การเยียวยา หรือการปฏิรูปกฎหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ที่รอคอยคำตอบมากที่สุด

“อนุสัญญานี้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบคือคนที่ต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง เราจึงมีแคมเปญ ‘Victims First’ เพราะผู้เสียหายต้องเป็นศูนย์กลางของทุกความพยายาม เราควรตอบสนองต่อคนที่เฝ้ารอ อาจเป็นวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือหลายปี เพื่อให้คนที่เขารักได้กลับคืนมา”

เขากล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการได้เรียนรู้หลายอย่าง หนึ่งในบทเรียนสำคัญคือ “เวลา” มีความหมายอย่างยิ่งในคดีการบังคับให้สูญหาย เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปอาจเป็นตัวตัดสินว่าผู้สูญหายจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ด้วยเหตุนี้ CED จึงพัฒนากลไก Urgent Action หรือมาตรการเร่งด่วน เพื่อกดดันให้รัฐ เริ่มค้นหาผู้สูญหายทันทีที่ได้รับแจ้ง โดยไม่ต้องรอให้การสืบสวนเสร็จสิ้นก่อน

“เราได้ออกมาตรการเร่งด่วนไปแล้วกว่า 300 กรณี และมีผู้สูญหายจำนวนหนึ่งได้รับการค้นพบในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับเรา นั่นคือความหวัง และเป็นหลักฐานว่าการลงมืออย่างรวดเร็วสามารถช่วยชีวิตคนได้จริง ผู้เสียหายต้องเป็นศูนย์กลางของทุกการดำเนินการ โดยเฉพาะการทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขากลับมาในขณะที่ยังมีชีวิต”

ขณะเดียวกัน ฮวนยอมรับว่ารูปแบบของการบังคับให้บุคคลสูญหายในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20 ปีก่อน จากเดิมที่หลายคนมักนึกถึงการหายตัวไปเป็นเวลานาน ปัจจุบันการบังคับให้สูญหายอาจเกิดขึ้นในรูปแบบของการควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว การปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวบุคคลนั้น หรือแม้แต่ “การบังคับให้สูญหายชั่วคราว” ซึ่งหมายถึงการควบคุมตัวบุคคลไว้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลหรือไม่ยอมให้ติดต่อกับโลกภายนอก แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่สำหรับมาตรฐานสากล ระยะเวลาไม่ใช่สิ่งที่กำหนดว่าเป็นการบังคับให้สูญหายหรือไม่ เพราะหายไปเพียงนาที ชั่วโมง วัน หรือเดือน ก็นับว่าเป็นการบังคับให้สูญหาย

“บางกรณี คนหายไปเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ บางกรณีรัฐปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัว หรือปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล เราใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเมื่อบุคคลถูกทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าจะหายไปกี่นาที ก็ถือว่าเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหาย และรัฐมีหน้าที่ต้องตอบคำถามให้ครอบครัว”

เขามองว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” เพราะเมื่อผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิด การละเมิดก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะเดียวกัน หลายสังคมยังคงมีอคติที่กล่าวโทษผู้เสียหาย โดยมองว่าผู้ถูกบังคับให้สูญหายสมควรถูกกระทำเพราะมีความเห็นต่างหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง

“เราต้องต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และต้องต่อสู้กับทัศนคติที่กล่าวโทษเหยื่อ เพราะไม่มีใครสมควรถูกทำให้สูญหาย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครหรือมีความคิดเห็นอย่างไร”

สำหรับประเทศไทย ฮวนกล่าวว่า การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและการมีกฎหมายถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการที่กฎหมายสามารถทำงานได้จริง และรัฐสามารถทำให้ครอบครัวเข้าถึงความจริงได้จริง 

“เราจะแก้ปัญหาในอนาคตไม่ได้ ถ้าเราไม่กลับไปแก้ปัญหาของอดีต นี่คือหัวใจของแคมเปญ ‘Victims First. Action Now.’ เพราะผู้เสียหายต้องมาก่อน และการลงมือต้องเกิดขึ้นทันที ไม่ใช่เมื่อทุกอย่างสายเกินไป”

ความหวังของครอบครัวผู้สูญหาย คือไม่มีใครต้องใช้ชีวิตอยู่กับ ‘คำสาป’ แบบเดียวกันอีก

กว่า 22 ปีหลังการหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร นักกฎหมายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คำถามที่ว่า “เขาอยู่ที่ไหน” ยังคงไม่มีคำตอบ และสำหรับ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และอดีตสมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ ความไม่รู้นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวด แต่ความไม่รู้นี้เหมือนเป็น “คำสาป” ที่ครอบครัวผู้สูญหายต้องแบกรับไปตลอดชีวิต

“เวลาใครหายไปจากครอบครัว มันเหมือนกับคำสาป ที่เราต้องอยู่กับความไม่แน่นอน อยู่กับความคลุมเครือ ดิฉันเลี้ยงลูกอย่างยากลำบากมาก เพราะเด็ก ๆ ถูกถามตลอดว่า ‘พ่อไปไหน’ แล้วมันเป็นคำถามที่เด็ก ๆ ตอบไม่ได้”

อังคณาเล่าว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เธอพูดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกเวทีที่มีโอกาส ไม่ใช่เพราะอยากจมอยู่กับอดีต แต่เพราะการพูดซ้ำคือวิธีเดียวที่จะทำให้สังคมไม่ลืมว่า ยังมีครอบครัวอีกจำนวนมากที่กำลังรอคำตอบเดียวกัน

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และอดีตสมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ

“เราพูดเรื่องนี้ทุกปี พูดทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะการพูดซ้ำ ๆ คือการทำให้สังคมไม่ลืม ถ้าเราไม่พูด เรื่องเหล่านี้ก็จะเงียบหายไปพร้อมกับคนที่หายไป”

เธออธิบายว่า ความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญหายไม่ได้จบลงในวันที่คนคนหนึ่งหายตัวไป แต่เริ่มต้นขึ้นในวันนั้น และดำเนินต่อไปทุกวัน เพราะทุกวันคือการใช้ชีวิตอยู่กับคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ สำหรับครอบครัวผู้สูญหาย การรอคอยไม่เคยมีเส้นตาย ไม่มีเวลาที่ชัดเจน ไม่มีวันที่บอกได้ว่าควรหยุดหวังเมื่อไร หรือควรเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนไหน เพราะตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าคนที่รักอยู่ที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นกับเขา ชีวิตก็ยังเหมือนถูกแขวนไว้กับความไม่แน่นอน

เธอยังสะท้อนว่า ครอบครัวผู้สูญหายจำนวนมากต้องเผชิญกับคำถามจากสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งจากคนรอบตัวและจากเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนถูกถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ยอมเลิกตามหา บางคนถูกตั้งข้อสงสัยว่าผู้สูญหายอาจหนีคดี หนีหนี้ หรือหลบซ่อนตัวเอง ทั้งที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

“รัฐไม่ยอมรับว่ามีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นจริง หลายครั้งทำให้เรื่องที่ร้ายแรงกลายเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง บอกว่าอาจทะเลาะกับภรรยา อาจหนีคดี อาจไปเริ่มชีวิตใหม่ พอเป็นแบบนี้ ครอบครัวก็ไม่กล้าออกมาพูด เพราะกลัวว่าจะถูกกล่าวหาอีก”

อังคณาเล่าว่า มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ซึ่งก่อตั้งโดยครอบครัวผู้สูญหาย เคยจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับการบังคับให้สูญหายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 และพบว่ามีผู้สูญหายจากหลายภูมิภาคของประเทศ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคอีสาน รวมถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายสงครามยาเสพติด หลายคนแทบไม่มีใครรู้จักชื่อ และไม่เคยได้รับการพูดถึงในพื้นที่สาธารณะ เธอจึงมองว่า การทำให้ผู้สูญหาย “มีตัวตน” ในหน้าประวัติศาสตร์ คือจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องความยุติธรรม เพราะเมื่อไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครพูดถึง การค้นหาความจริงก็แทบไม่อาจเกิดขึ้นได้

ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICCPED แล้ว แต่อังคณามองว่า สิ่งที่ครอบครัวผู้สูญหายเผชิญในทางปฏิบัติยังแทบไม่เปลี่ยนแปลง เธอตั้งคำถามว่า ทำไมหน่วยงานรัฐจึงยังไม่เคยเชิญเธอหรือญาติผู้สูญหายอีกหลายคนไปให้ข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งที่ครอบครัวคือผู้ที่มีข้อมูลมากที่สุด และควรเป็นศูนย์กลางของการสืบสวนค้นหาตามหลักของอนุสัญญา อีกเรื่องที่เธอกังวลคือ ความไม่ชัดเจนของข้อมูลผู้สูญหายในประเทศไทย โดยระบุว่า คณะทำงานว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ (WGEID) บันทึกกรณีผู้สูญหายในประเทศไทยไว้ 77 กรณี แต่กลับมีการให้ข้อมูลในเวทีสาธารณะบางครั้งว่า เหลือกรณีที่อยู่ระหว่างติดตามเพียง 23 กรณี โดยไม่มีคำอธิบายว่าอีกกว่าครึ่งหนึ่งหายไปจากระบบได้อย่างไร

“เมื่อไม่รู้แม้แต่จำนวนคนหายที่แท้จริง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐกำลังตามหาพวกเขาอย่างจริงจัง”

อังคณายังเปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวผู้สูญหายจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับการคุกคามเมื่อออกมาเรียกร้องความจริง แม้แต่ในงานรำลึกผู้สูญหายก็ยังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายภาพหรือเฝ้าสังเกตการณ์โดยไม่ได้ขออนุญาต ทำให้หลายครอบครัวหวาดกลัว และลังเลที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูล

“วิธีการเหล่านี้ซ้ำเติมเหยื่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ครอบครัวรู้สึกว่า แม้แต่การออกมาเรียกร้องความจริงก็ยังไม่ปลอดภัย”

สำหรับอังคณา การรู้ความจริงเพียงอย่างเดียวไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความยุติธรรม เพราะสิ่งที่ครอบครัวต้องการคือการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กระทำผิด และผู้รับผิดชอบต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นอีก

“ดิฉันเคยถูกถามว่า ถ้ารัฐบอกความจริงแล้วจะหยุดเคลื่อนไหวไหม แต่ดิฉันคิดว่าการบอกความจริงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ดิฉันอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด อยากรู้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และอยากเห็นรัฐจริงใจในการตามหาผู้สูญหายทุกคน ไม่ใช่เลือกเพียงบางกรณี”

เมื่อถูกถามว่า อีก 20 ปีข้างหน้าอยากเห็นอะไร อังคณาไม่ได้พูดถึงการเฉลิมฉลองการมีอนุสัญญาหรือการมีกฎหมายเพิ่มเติม แต่พูดถึงความหวังที่หวังมากที่สุดของครอบครัวผู้สูญหายทุกคน

“ในฐานะของเหยื่อ ดิฉันหวังว่า อีก 20 ปีข้างหน้า จะไม่มีใครถูกทำให้สูญหายอีก อยากเห็นรัฐทำตามคำมั่นที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ อยากเห็นคณะกรรมการทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างจริงจัง เชิญครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม รับฟังข้อมูล และค้นหาผู้สูญหายอย่างจริงใจ เพราะสิ่งที่ครอบครัวทุกคนหวัง ไม่ใช่การได้ยินคำสัญญา แต่คือการได้คำตอบ”

‘แม้เจ็บปวด แต่ยังมีหวัง’ อีก 20 ปีข้างหน้า ต้องไม่มีใครถูกทำให้สูญหายอีก

ความหวังเดียวกันนี้ยังถูกส่งต่อจาก สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และพี่สาวของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับให้สูญหายจากหน้าคอนโดมิเนียมในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เกือบ 6 ปีผ่านไป เธอยังคงไม่รู้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับการหายตัวไปครั้งนั้น แต่แทนที่จะยอมจำนนต่อความหวาดกลัว สิตานันกลับเลือกที่จะเดินหน้าตามหาความจริง แม้จะต้องแลกด้วยความสูญเสียหลายอย่างในชีวิต

เธอยอมรับว่า ในวันที่วันเฉลิมหายตัวไป คำแนะนำที่ได้รับจากคนรอบตัวแทบทุกคนคือ “อยู่นิ่งๆ อย่าทำอะไร” เพราะเกรงว่าเธออาจตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกับน้องชาย แต่สำหรับเธอ ความเงียบไม่เคยเป็นทางเลือก

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และพี่สาวของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับให้สูญหายจากหน้าคอนโดมิเนียมในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563

“วันที่น้องหาย ทุกคนโทรมาบอกว่าให้อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวจะหายไปแบบน้องชาย แต่เราคิดว่า ถ้าเราไม่เก็บหลักฐาน ไม่เริ่มทำอะไรตั้งแต่วันแรก รออีก 2 ปี 3 ปี แล้วค่อยออกมาตามหา วันนั้นอาจมีคนหายเพิ่มอีกก็ได้ เราไม่รู้ว่าจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง แต่สิ่งที่รู้คือ ถ้าเราเงียบ มันอาจมีรายต่อไป”

เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้ สังคมไทยเห็นกรณีผู้สูญหายหลายคดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือการกล่าวโทษเหยื่อ บางคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด บางคนถูกกล่าวหาว่าไปขัดผลประโยชน์ของใคร หรือหลบหนีคดี จนอาจทำให้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ผู้สูญหาย “สมควร” เผชิญชะตากรรมนั้น เมื่อเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับน้องชายของเธอ สิตานันพบว่าครอบครัวต้องเผชิญคำอธิบายแบบเดียวกันกับตัวเอง

“เราโดนบอกมาตลอดว่าน้องชายทำผิด ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา มีคดียาเสพติด ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้เป็นฆาตกร ไม่ได้ก่ออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่า การกล่าวโทษเหยื่อเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว และทำให้การตามหาความจริงยากขึ้นกว่าเดิม”

เธอบอกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเดินเข้าออกแทบทุกหน่วยงานของรัฐ ทั้งเพื่อแจ้งความ ขอความร่วมมือ ขอข้อมูล และติดตามความคืบหน้าของคดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาหลายครั้งไม่ใช่คำตอบ หากเป็นคำถามที่โยนภาระกลับมาหาครอบครัว

“ทุกหน่วยงานรัฐในไทยเราไปมาหมดแล้ว แต่หลายครั้งกลับถูกถามว่าใครทำ ชี้ตัวมา หรือบางคนพูดตรง ๆ กับเราว่า มาตามหาทำไมเพราะน้องของตัวเองทำผิด เราเลยอยากบอกเจ้าหน้าที่รัฐว่าควรเห็นความเป็นมนุษย์ก่อน ไม่ควรโทษเหยื่อ และไม่ควรผลักภาระให้ญาติเป็นคนสืบสวนเอง เพราะการค้นหาความจริงเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัว”

สำหรับสิตานัน สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเดินทางข้ามประเทศหรือการรวบรวมพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝั่งในการทวงคืนความยุติธรรม แต่คือการต้องต่อสู้กับระบบที่ทำให้ญาติผู้สูญหายรู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพัง โดยเธอฝากถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่า กฎหมายฉบับนี้จะไม่มีความหมายเลย หากสุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่รัฐยังคงปล่อยให้ครอบครัวต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและพิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง

“อยากฝากถึงกระทรวงยุติธรรม อัยการ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทำหน้าที่อย่างจริงจังและจริงใจ ให้เกียรติครอบครัวผู้เสียหาย การสืบหาความจริงเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่โยนให้ญาติไปหาหลักฐานเอง เพราะที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างเท่าที่ประชาชนคนหนึ่งจะทำได้แล้ว”

แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 6 ปี แต่สิตานันยังเชื่อว่าการเรียกร้องความจริงไม่ใช่เพียงเพื่อน้องชายของเธอ หากยังเป็นการปกป้องไม่ให้คนอื่นต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน เธอยอมรับว่า ก่อนวันเฉลิมหายตัวไป ตัวเธอเองแทบไม่รู้จักคำว่า “การบังคับให้บุคคลสูญหาย” ไม่เคยรู้ว่ามีอนุสัญญา ICCPED หรือกลไกของสหประชาชาติที่ติดตามเรื่องนี้ แต่เมื่อกลายเป็นครอบครัวผู้สูญหาย เธอจึงเข้าใจว่า ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีการพูดถึงสิทธิของผู้สูญหายมากขึ้น และประเทศไทยก็มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการอุ้มหายแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอยังเชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปได้

“เมื่อก่อนเราไม่รู้เลยว่าการอุ้มหายคืออะไร แต่วันนี้คนไทยรู้จักเรื่องนี้มากขึ้น เรามีกฎหมายแล้ว เรามีอนุสัญญาแล้ว ดิฉันหวังว่าอีก 20 ปีข้างหน้า คนจะเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าเดิม และหวังที่สุดว่า จะไม่มีการอุ้มหายเกิดขึ้นอีก ไม่มีการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ไม่มีครอบครัวไหนต้องมานั่งถามว่า คนที่รักหายไปไหนเหมือนที่พวกเราต้องเผชิญ”

ก่อนจบการเสวนา สิตานันทิ้งข้อความที่สะท้อนทั้งความเจ็บปวดและความหวังไว้ว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะตราบใดที่สังคมยังรู้สึกว่า “ไม่ใช่ญาติเรา” ปัญหานี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำกับใครก็ได้

“หวังว่าจะไม่มีการอุ้มหายเกิดขึ้นอีกใน 20 ปีข้างหน้า ไม่มีการแลกเปลี่ยนตัวประกันเกิดขึ้น หลายคนอาจรู้สึกว่า ถ้ามันไม่ใช่ญาติคุณ ไม่ใช่พี่น้องของคุณ ก็อาจเฉย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สำหรับคนในครอบครัว มันสะเทือนใจมาก อยากให้ทุกคนมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้สูญหาย และช่วยกันทำให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับใครอีก”

‘ความทรงจำต้องไม่ถูกลืม’ การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้ แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ

หากครอบครัวของผู้สูญหายต้องต่อสู้กับ “คำสาปของการรอคอย” อีกด้านหนึ่งของการต่อสู้ก็คือ “การไม่ยอมให้ความทรงจำสูญหายไปพร้อมกับผู้คน” สำหรับ เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 การบังคับให้บุคคลสูญหายไม่ได้จบลงเมื่อคนคนหนึ่งหายตัวไป แต่ยังดำเนินต่อผ่านความพยายามทำให้สังคมลืม ปฏิเสธความจริง และปล่อยให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิด

เมธา ยกบทเรียนจากเหตุการณ์ การสลายการชุมนุม พฤษภาคม 2535 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 คน และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของการที่รัฐพยายามทำให้ความจริงค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม ผ่านทั้งการนิรโทษกรรม การขาดการสืบสวนอย่างจริงจัง และการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีคำตอบ เขาอธิบายว่า การบังคับให้สูญหายไม่ใช่แค่การทำให้คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ยังเป็นความพยายามทำให้ ความจริงหายไปพร้อมกัน เพราะเมื่อไม่มีร่างคนหาย ไม่มีหลักฐาน และไม่มีผู้รับผิดชอบ ความทรงจำของสังคมก็อาจค่อยๆ ถูกลบเลือนไปด้วยถ้าไม่ถูกพูดถึงหรือไม่ถูกเก็บข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในหน้าประวัติศาสตร์

เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35

“ในโลกความจริง คนอาจถูกทำให้สูญหายได้ แต่ถ้าสังคมไม่ยอมให้ความจริงหายไปด้วย ความจริงก็ยังมีโอกาสกลับมาได้”

เมธา ชี้ว่า ตลอดประวัติศาสตร์ หลายรัฐใช้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นเครื่องมือปกปิดอาชญากรรมของรัฐ และสถาปนาอำนาจของตนเอง เพราะเมื่อเหยื่อหายไป หลักฐานก็หายไป ผู้กระทำผิดก็ยิ่งมีโอกาสลอยนวล เขาย้อนถึงที่มาของการจัดตั้งคณะทำงานว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติในปี 1980 ซึ่งเกิดขึ้นเพราะทั่วโลกเผชิญปัญหาผู้สูญหายจำนวนมหาศาล และต่อมาจึงพัฒนาไปสู่การผลักดันอนุสัญญา ICCPED เพื่อสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศในการป้องกันไม่ให้รัฐใช้วิธีการเช่นนี้อีก

อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านมากว่าสามทศวรรษ เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามค้นหาความจริงในประเทศไทยยังไม่สิ้นสุด โดย เมธาเปิดเผยว่า ภายหลังการนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 หน่วยงานรัฐบางแห่งกลับติดต่อครอบครัวผู้สูญหายเพื่อสอบถามว่า “ยังต้องการติดตามผู้สูญหายหรือไม่” พร้อมเสนอว่าหากยุติการติดตามก็จะสามารถเข้าสู่กระบวนการเยียวยาได้ ซึ่งเขามองว่านี่ไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการทำให้รัฐสามารถบันทึกได้ว่า “ญาติไม่ติดตามแล้ว”

“นี่คือการติดตามในทางลบ เพราะแทนที่รัฐจะค้นหาความจริง กลับพยายามทำให้เรื่องค่อย ๆ จบลงด้วยการที่ญาติยอมเลิกตามหา”

เขามองว่า วิธีคิดเช่นนี้ไม่เพียงทำร้ายครอบครัวผู้สูญหาย แต่ยังทำร้ายสังคมไทยทั้งสังคม เพราะทำให้การปกปิดอาชญากรรมของรัฐกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด เมธายังเชื่อมโยงประเด็นนี้กับกรณีการหายสาบสูญในหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ไปจนถึงกรณีของ สมชาย นีละไพจิตร พร้อมสะท้อนว่า แม้เวลาจะผ่านไป แต่รูปแบบการใช้อำนาจกลับวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดิม

“คนต่างประเทศดูภาพยนตร์เรื่อง ทนายปีศาจ แล้วอาจคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่สำหรับคนไทย หลายฉากกลับเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าภาพยนตร์เสียอีก”

แม้ภาพรวมจะเต็มไปด้วยความท้าทายในเรื่องการหาความจริงและไม่ทำให้เรื่องนี้ถูกลืม แต่เมธาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่จะเกิดได้จากการที่ผู้คนจำนวนมากช่วยกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมทีละเล็กทีละน้อย เขายกตัวอย่างว่า หลังประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย การบันทึกภาพและเสียงระหว่างการควบคุมตัวเริ่มกลายเป็นมาตรฐานมากขึ้น ส่งผลให้การทรมานหรือการใช้อำนาจโดยไม่มีหลักฐานลดลงในหลายกรณี สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า กฎหมายและกลไกระหว่างประเทศสามารถสร้างแรงกดดันให้รัฐปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติได้จริง

“เมื่ออำนาจที่เคยชินกับการไม่ถูกตรวจสอบ ถูกจับตามอง ถูกพูดถึง และถูกตั้งคำถาม การใช้อำนาจแบบเดิมก็เริ่มทำได้ยากขึ้น”

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงมองว่า การจดจำเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต ไม่ใช่เพื่อจมอยู่กับความเจ็บปวด แต่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไม่เดินย้อนกลับไปทำผิดซ้ำอีก เมธาเสนอว่า ประเทศไทยควรมีกลไกติดตามผู้สูญหายที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีระบบจัดการความทรงจำที่ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา เพราะการเยียวยาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า แม้การเปลี่ยนแปลงจะดูเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ถ้าสังคมไม่หยุดเดิน วันหนึ่งก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

“ผมคิดว่าเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากพลังของคนเล็กๆ ที่ไม่หยุดหวัง ไม่จำเป็นต้องรอคนทั้งประเทศลุกขึ้นมาพร้อมกัน ขอเพียงช่วยกันสร้างบรรทัดฐานทีละเล็กทีละน้อย เหมือนการก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น สุดท้ายมันก็จะพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้”

“กฎหมายและกลไกของสหประชาชาติเป็นเพียงเครื่องมือ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่สังคมไม่ยอมปล่อยให้ความจริงถูกทำให้สูญหายไปพร้อมกับผู้คน เพราะตราบใดที่เรายังจดจำ ยังตั้งคำถาม และยังเรียกร้อง ความหวังก็ยังคงอยู่”

‘เมื่อไม่มีตัวเลข ความจริงก็ยิ่งถูกตั้งคำถาม’ ระบบค้นหาผู้สูญหายไทยยังมีช่องว่างอะไรบ้าง

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICCPED แล้ว แต่คำถามสำคัญกลับไม่ได้อยู่แค่ว่า “มีกฎหมายหรือไม่” แต่คือรัฐรู้หรือยังว่ามีผู้ถูกบังคับให้สูญหายกี่คน และกำลังตามหาพวกเขาอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงโดย ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) ที่สะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ถูกบังคับให้สูญหายที่แท้จริงได้ และนั่นคือปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรมของครอบครัวผู้สูญหาย

เธออธิบายว่า การที่ประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขผู้ถูกบังคับให้สูญหายที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้น แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบ ซึ่งทำให้รัฐไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องว่า มีผู้สูญหายจำนวนเท่าใด เป็นใคร หรือเกิดขึ้นในลักษณะใดบ้าง โดยภัทรานิษฐ์ ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน

ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนระดับชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR)

เรื่องแรงคือประเทศไทยยังไม่มีระบบขึ้นทะเบียนผู้ถูกบังคับให้สูญหายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่อนุสัญญา ICCPED กำหนดให้รัฐต้องมีฐานข้อมูลหรือทะเบียนที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตาม ค้นหา และตรวจสอบความคืบหน้าของแต่ละกรณีได้ เธอระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลจำนวนผู้สูญหายยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และในหลายกรณีก็เป็นเพียงข้อมูลที่ครอบครัวหรือภาคประชาสังคมรวบรวมไว้เอง เช่น กรณีเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่มีการบันทึกว่ามีผู้สูญหายจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับเหตุการณ์อื่น ๆ กลับไม่มีระบบกลางที่ใช้ติดตามอย่างเป็นทางการ ต่อมาคือประเทศไทยยังไม่มีกระบวนการค้นหาผู้สูญหายที่เป็นระบบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ภัทรานิษฐ์ ระบุว่า คณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (CED) ได้พัฒนาแนวปฏิบัติและหลักการค้นหาผู้สูญหายไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ หลักการเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสิ่งที่เธอเน้นย้ำเป็นพิเศษคือหัวใจของการค้นหาผู้สูญหาย ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกระบวนการที่ซับซ้อน แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือการสื่อสารกับครอบครัวผู้สูญหาย

“ดิฉันย้ำเรื่องนี้มาแล้วหลายเวที เพราะจริงๆ หลักการค้นหาไม่ได้ซับซ้อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับญาติหรือครอบครัวของผู้สูญหาย”

เธออธิบายว่า ครอบครัวควรได้รับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ได้รับแจ้งทุกความคืบหน้า และควรได้รับการปฏิบัติในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วม” ในกระบวนการค้นหา ไม่ใช่เพียงผู้รอรับผลจากภาครัฐ แม้ในช่วงเวลาหนึ่งจะยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เจ้าหน้าที่ก็ยังควรแจ้งข้อมูลแก่ครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสื่อสารเช่นนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับญาติ และเมื่อเกิดความเชื่อมั่น ครอบครัวก็จะกล้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการค้นหาและการสืบสวน

“ไม่มีใครอยากรู้ชะตากรรมของผู้สูญหายมากไปกว่าครอบครัว เพราะฉะนั้น แม้จะยังไม่มีความคืบหน้า รัฐก็ยังมีหน้าที่ต้องสื่อสารกับญาติ”

และสุดท้ายอีกเรื่องหนึ่งคือประเทศไทยยังขาดการสืบสวนสอบสวนคดีบังคับให้สูญหายอย่างเป็นทางการและจริงจัง โดยภัทรานิษฐ์ ระบุว่า ก่อนกฎหมายอุ้มหายมีผลใช้บังคับ คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ (WGEID) ได้รับเรื่องจากประเทศไทยไว้ 77 กรณี แต่หลายกรณียังคงไม่มีการสอบสวนในฐานะคดีบังคับให้บุคคลสูญหาย

ที่ผ่านมาพบว่าหลายคดีถูกบันทึกไว้เพียงว่าเป็น “บุคคลสูญหาย” หรือ “คนหาย” ตามกฎหมายทั่วไป โดยไม่มีการสืบสวนเพื่อค้นหาว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และไม่มีผู้กระทำผิดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เธอยกตัวอย่างว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรณีของ สมชาย นีละไพจิตร นับเป็นไม่กี่กรณีที่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ท้ายที่สุดครอบครัวจะต้องเป็นผู้ผลักดันกระบวนการดังกล่าวด้วยตนเองเป็นหลัก สิ่งที่ยอกตัวอย่างและพูดมานั้นทำให้เธอมองว่า เมื่อทั้ง 3 ปัจจัยนี้ยังคงอยู่ ประเทศไทยก็จะยังไม่สามารถรู้จำนวนผู้สูญหายที่แท้จริงได้ และเมื่อไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สังคมจำนวนไม่น้อยก็อาจตั้งคำถามว่า ปัญหานี้มีอยู่จริงหรือไม่

“เมื่อเราไม่รู้ว่ามีคนหายกี่คน หลายคนก็อาจไม่เชื่อว่าการบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นจริง”

เธอชี้ว่า ความไม่เชื่อเช่นนี้เป็นอันตรายไม่แพ้การบังคับให้บุคคลสูญหาย เพราะไม่เพียงทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียเพียงลำพัง และยังเป็นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรมของประเทศ

“การไม่เชื่อว่ามีการบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ร้ายแรงไม่แพ้ตัวการสูญหายเอง เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวผู้เสียหาย แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรม”

นอกจากนี้ ภัทรานิษฐ์ยังเน้นย้ำอีกว่า ในทุกกรณีของการบังคับให้บุคคลสูญหาย รัฐต้องตั้งต้นจากสมมติฐานว่า ผู้สูญหายยังมีชีวิตอยู่ ยังต้องตามหาให้เจอ หรือสืบค้นความจริงให้ได้ เพราะช่วงเวลาหลังการหายตัวคือช่วงเวลาที่มีความสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิต

“เราต้องตั้งมั่นว่าคนที่หายไปยังมีชีวิตอยู่ เพราะเป้าหมายแรกของการค้นหาคือการพบบุคคลนั้นให้เร็วที่สุด และดีที่สุดคือพบเขาในขณะที่ยังมีชีวิต”

เธอเสนอว่าการค้นหาและการสืบสวนสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ และรัฐไม่จำเป็นต้องรอให้ครอบครัวมายื่นคำร้องก่อนจึงจะเริ่มดำเนินการ เพราะตามมาตรฐานสากล รัฐมีหน้าที่ต้องเริ่มค้นหาโดยทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้น นอกจากนี้ OHCHR ยังพร้อมสนับสนุนประเทศไทยทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคนิค และการพัฒนากลไกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และครอบครัวผู้สูญหาย

และในอีก 20 ปีข้างหน้า ภัทรานิษฐ์ฝากข้อเสนอสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การเริ่มค้นหาและสอบสวนโดยทันทีโดยไม่ต้องรอคำร้องจากญาติ การเปิดโอกาสให้ครอบครัวผู้สูญหายมีส่วนร่วมในกลไกตามกฎหมาย และการจัดให้มีมาตรการคุ้มครองญาติผู้เสียหายอย่างจริงจัง เพราะทั้งหมดนี้ไม่ได้แค่ช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นหาผู้สูญหาย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และทำให้สิทธิที่จะรู้ความจริงเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงหลักการที่อยู่ในตัวบทกฎหมายเท่านั้น

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน