Life Under Charges: ชีวิตภายใต้คดีทางความคิดกับผล กระทบที่สังคมมองไม่เห็น

หากวันหนึ่งการพูดในสิ่งที่คิดจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องกลัว เราจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนงเสรีได้อยู่ไหมหากต้องอยู่ในสังคมเช่นนั้น?

ในหลายสังคมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยคำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของผู้คนอยู่เสมอ

สำหรับ บุ๊ค ธนายุทธ ณ อยุธยาและผู้ต้องขังจากคดีความคิดคนอื่น ๆ มันคือคำถามที่พวกเขาและคนรอบตัวต้องเผชิญทุกวัน ทั้งช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำ และหลังจากการก้าวขาออกจากกำแพงเรือนจำ

บทความนี้จะพาไปสำรวจร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ยังคงประทับอยู่บนบ่าของนักต่อสู้และคนรอบตัว แม้ในวันที่ก้าวออกมาจากกำแพงเรือนจำแล้ว พวกเขายังคงเผชิญกับการปิดกั้นโอกาสจากบางมุมของสังคม ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังสานต่อเจตนารมณ์เพื่อยืนหยัดต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนผ่านงานเขียนและเสียงดนตรี

ตามมาตรฐานระหว่างประเทศแล้ว การเห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม แต่ในไทยการเห็นต่างกลายเป็นคดีอาญาที่มี “ราคา” มหาศาล ส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจและอนาคต

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ถูกดำเนินคดีทางความคิดทั้งหมดเกือบ 2,000 คน และมีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดอีกอย่างน้อย 628 คดี โดยจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในเกือบ 2,000 คนนี้ ประกอบไปด้วยทั้งเยาวชน นักกิจกรรม และคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำเหมือนอย่างพวกเราทุกคน และผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผู้ถูกดำเนินคดีเท่านั้นแต่มันกระทบคนรอบตัวของผู้ถูกดำเนินคดี และในภาพใหญ่ คดีทางความคิดที่สถิตอยู่ในสังคมต่างกระทบพวกเราทุกคนมากกว่าที่คิด

ครอบครัวคือผู้ร่วมจ่ายราคาแห่งเสรีภาพที่สังคมมองไม่เห็น

ฟรีด้อมบริดจ์ (Freedom Bridge) องค์กรไม่แสวงหากำไร ทำงานใกล้ชิดกับผู้ต้องขังคดีทางความคิดและครอบครัว โดยให้การสนับสนุนแก่พวกเขาเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อได้ ตั้งแต่ก่อนฟังคำพิพากษา ไปจนถึงหลังออกจากเรือนจำได้ ให้ข้อมูลว่า เมื่อคดีทางความคิดกลายเป็นข่าว หลายคนเลือกลาออกจากงานก่อนที่ที่ทำงานจะรู้เรื่องคดีของพวกเขา บางคนถูกให้ออกจากงาน และที่เหลือส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถทำงานในระบบได้อีกต่อไป เพราะความไม่แน่นอนของคดีที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ทำให้วางแผนชีวิตไม่ได้ สุดท้ายหลายคนจึงหันไปทำงานฟรีแลนซ์ (รับจ้างไม่ประจำ) หรืองานสัญญาระยะสั้นที่ไม่มีความมั่นคง ซึ่งยิ่งทำให้การเตรียมรับมือกับผลของคดีที่จะตามมายากขึ้นไปอีก

“มีเด็กประมาณ 19 คน ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อหรือแม่ เนื่องจากคดีทางความคิด และความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ต้องขังและครอบครัวต้องเผชิญตั้งแต่วันแรกที่โดนคดีคือเรื่องเศรษฐกิจ”

ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงครอบครัวที่ไม่ได้เลือกให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วย ข้อมูลของฟรีด้อมบริดจ์ พบว่าในบรรดาผู้ต้องขัง 19 คนที่มีลูก แทบทุกคนเป็นหัวหน้าครอบครัว และยังไม่มีใครได้ออกมาเลยทั้งถูกคุมขังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี และคดีสิ้นสุดแล้ว แม้เวลาจะผ่านมากกว่า 2 ปีแล้ว เยาวชนเหล่านี้มีทุกช่วงวัยตั้งแต่ทารกแรกเกิดที่ไม่เคยได้อยู่กับพ่อเลยแม้แต่วันเดียว ไปจนถึงเด็กมหาวิทยาลัยที่ต้องกู้เงิน กยศ. เพราะครอบครัวไม่สามารถส่งเสียได้อีกต่อไป และบางครั้งการที่พ่อหรือแม่ในบางครอบครัวต้องมาเป็นผู้รับภาระหลักเพียงคนเดียวทำให้พวกเขาต้องทำงานอย่างหนักเป็นสองเท่า จนทำให้ล้มป่วย และไม่สามารถดูแลลูกเล็กได้อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นฟรีด้อมบริดจ์ยังเสริมให้เห็นความซับซ้อนที่คดีทางความคิดส่งผลในด้านเศรษฐกิจและสถาบันครอบครัวแก่ผู้ถูกดำเนินคดี และคนรอบตัวต่ออีกว่า

“มีภรรยาที่ไม่เคยต้องทำงานต้องมารับช่วงธุรกิจที่ตัวเองไม่เคยรู้รายละเอียดมาก่อน อยู่ดีๆ ต้องมาแบกรับทุกอย่างคนเดียวโดยไม่ทันตั้งตัว”

ฟรีด้อมบริดจ์พบว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาหนักขึ้นคือการสื่อสารภายในครอบครัว

“หลายครั้งตัวจำเลยเองไม่ได้บอกคนในบ้านล่วงหน้าว่าวันพิพากษาใกล้เข้ามาแล้ว หรือว่ามีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้กลับบ้านในวันนั้น เมื่อถึงวันพิพากษาจริง ครอบครัวจึงไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือกับเรื่องค่าใช้จ่าย การจัดการทรัพย์สิน หรือการปรับบทบาทของแต่ละคนในบ้านเลย”

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาฟรีด้อมบริดจ์จึงเข้ามาช่วยเหลือในหลายด้าน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ซึ่งสำหรับบางครอบครัวคือโอกาสเดียวที่จะได้เจอหน้ากัน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ไม่มีแม้แต่ค่ารถหรือเงินซื้ออาหารไปเยี่ยม ไปจนถึงการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อดูแลสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว และการจัดอบรมด้านสุขภาพจิตให้ทั้งผู้ต้องขังและคนในบ้าน

นอกจากฟรีด้อมบริดจ์แล้ว บุ๊ค ธนายุทธ ณ อยุธยา หรือ บุ๊ค Eleven Finger ศิลปินแรปเพื่อสังคมที่มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง School Town King ทาง Netflix ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในวันที่สมาชิกในครอบครัวคนสำคัญของเขา คือ พ่อ และคนรักต่างต้องร่วมจ่ายราคาการต่อสู้เพื่อเสรีภาพเคียงข้างไปกับเขา

“ตอนที่ผมอยู่ข้างนอก ก็เป็นคนทำงานช่วยพ่อ ดูแลคุณย่า แล้วก็ดูแลแฟนผม แต่พอผมต้องเข้าไป กลายเป็นพ่อที่ต้องทำงานคนเดียว ในการที่จะดูแลครอบครัว แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว แต่ต้องมาแบกความรู้สึกที่ต้องเจอด้วย ยากกว่า”

จะเห็นได้ว่าบาดแผลของคดีทางความคิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและผู้คนรอบข้างของพวกเขา และถึงแม้การถูกดำเนินคดีจะสิ้นสุดลงตามกฎหมายพร้อมการก้าวออกจากเรือนจำ แต่บาดแผลเหล่านี้ยังคงติดตามพวกเขาออกมาข้างนอกด้วยเช่นกัน

ร่องรอยของแผลเป็นแห่งเสรีภาพกับโอกาสในอาชีพที่หายไป

ในขณะที่ศิลปินอย่าง บุ๊ค ธนายุทธ หรือ บุ๊ค Eleven Finger ที่เติบโตจากการเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ชุมชนคลองเตยจนขยายไปถึงระดับรัฐเองก็ได้สะท้อนว่า การเป็นศิลปินเพื่อสังคมที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำก็มีความท้าทายที่เขาต้องพบ อย่างความไม่มั่นคงในมิติทางรายได้ในบางครั้งอันเนื่องจากการผลิตงานสร้างสรรค์ย่อมใช้เงินทุน และผลตอบรับและการสนับสนุนในมิติรายได้สำหรับงานสร้างสรรค์เพื่อสังคมไม่ได้มีมากนักจนทำให้ศิลปินบางคนยอมละทิ้งความฝันเพื่อหางานประจำ

ถึงแม้เขาจะไม่เคยละทิ้งเจตนารมณ์ในการทำงานเพลงเพื่อสังคมและความยุติธรรม แต่เขาก็ยังต้องการทุนทรัพย์ในการสร้างสรรค์ผลงาน และเพื่อแสวงหาโอกาสพัฒนาตนเอง เขาได้ลองสมัครงานเพื่อค้นหาตัวเองและปูพื้นฐานชีวิตหลังออกมาจากเรือนจำในขณะที่ก็ต้องพยายามประคับประคองสภาพจิตใจไปพร้อมกัน

“เราไปสมัครงาน พอเราเจอโอกาสที่เราจะพัฒนาตัวเองได้ครับ แต่บริษัทหรือองค์กรเหล่านั้นก็เลือกที่จะไม่เปิดรับผู้คนที่มีประวัติอาชญากรเข้าไป ซึ่งมันทำให้เหมือนกับการผลักคนกลุ่มเหล่านั้นนะครับ กลับไปกระทำผิดแบบเดิม”

นอกจากนั้นปัญหาสุขภาพจิตจากบาดแผลในการต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำก็เป็นอีกสิ่งที่ตามมา บางคนต้องเผชิญกับฝันร้ายหลังออกจากเรือนจำ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตด้านอื่นๆ ทั้งการเลี้ยงปากท้องและการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ฟรีด้อมบริดจ์ระบุว่าองค์กรพยายามเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพจิตทั้งช่วงพิจารณาคดีและหลังออกจากเรือนจำ แต่ยังได้รับการตอบรับไม่มากนักทั้งจากผู้ถูกดำเนินคดีและครอบครัว เรือนจำเองก็ไม่ได้มีบริการนี้

“เราคิดว่าเรื่องจิตใจมันเป็นเรื่องสำคัญมาก คือถ้าจิตใจเข้มแข็ง แล้วเราเตรียมพร้อมอย่างดี มันก็ส่งผลต่อการแบบมีชีวิตอยู่ข้างในได้อย่างดี อย่างเข้มแข็งมากขึ้น แล้วเราอยากจะหนุนเสริมตรงนี้ แต่เราคิดว่าคนก็ยังให้ความสำคัญมันน้อย”

การเดินต่อไปพร้อมกับร่องรอยของ “แผลเป็น”

ภายใต้ร่องรอย “แผลเป็น” เหล่านี้ บุ๊ค รวมถึงอดีตผู้ต้องขังทางความคิดหลายคน ยังคงดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาสังคมตามความเชี่ยวชาญและพละกำลังที่มี

ในขณะที่บุ๊คก็ยังคงตั้งมั่นกับการทำงานสร้างสรรค์ที่สะท้อน และชี้แนะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมทางสังคม รวมถึงการมุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนศิลปินและสังคมในการยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมต่อไป

หากย้อนคำนึงถึงสิ่งที่บรรดาผู้ถูกดำเนินคดีทางความคิดต้องเผชิญ เราอาจกล่าวได้ว่ามันได้ทิ้งร่องรอยของแผลเป็นที่ไม่จำเป็นเอาไว้ เพราะการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบพึงเป็นสิ่งที่รัฐต้องรับประกันอย่างถึงที่สุดและปกป้องผู้คนที่ใช้สิทธิดังกล่าวจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การเห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรมแต่เป็นสิทธิที่รัฐต้องคุ้มครอง

จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2569 ระหว่างที่เขียนบทความนี้ มีผู้ต้องขังจากคดีทางความคิดทั้งหมด 52 คน ประกอบด้วยคดีในมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน 

โดยสถานการณ์ถูกคุมขังและสถานะทางคดีสามารถแบ่งออกเป็น

  • ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 22 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 13 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
  • ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ อย่างน้อย 30 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 17 คน)

พันธกรณีระหว่างประเทศต่อสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การชุมนุม และการได้รับการประกันตัว

ประเทศไทยในฐานะสมาชิกสหประชาชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน มีพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพของประชาชน โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก รวมถึงสิทธิในการชุมนุมโดยสันติ ขณะที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 กำหนดให้รัฐต้องเคารพและประกันสิทธิเหล่านี้โดยไม่เลือกปฏิบัติ

ทั้งสองกรอบสิทธิมนุษยชนนี้จึงยืนยันว่า สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมประท้วงโดยสงบคือองค์ประกอบพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่รัฐต้องเคารพและคุ้มครอง ไม่ใช่อาชญากรรมที่ต้องดำเนินคดี ขณะเดียวกัน ICCPR ยังรับรองหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์และสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวระหว่างการพิจารณาคดี โดยการคุมขังไม่ควรถูกใช้เป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น หากอ้างอิงจากพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย รัฐจึงมีหน้าที่ต้องเคารพ ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิทางการเมือง รวมถึงประกันสิทธิของผู้ที่ถูกดำเนินคดีให้ได้รับการปฏิบัติตามหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ และได้รับการเยียวยาเมื่อสิทธิถูกกระทบ

แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า 9 ใน 10 คำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องขังทางความคิดถูกปฏิเสธมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คดีหลายคดีใช้เวลาต่อสู้มากกว่า 4 ปี คำถามจึงไม่ใช่ว่ารัฐไทยรู้หรือไม่ว่าพันธกรณีเหล่านี้มีอยู่ แต่คือรัฐเลือกที่จะปฏิบัติตามอย่างจริงจังหรือไม่

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรา?

คำตอบสั้นๆ คือ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน หากรัฐหรือสังคมที่เราอาศัยอยู่ยังคงดำเนินกระบวนการสร้างความกลัวอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคารพสิทธิของมนุษย์ และหน้าที่ที่รัฐต้องปกป้องคุ้มครอง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งผลกระทบจากการใช้อำนาจกดปราบสิทธิเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารัก ในกว่า 2,000 คนที่ถูกดำเนินคดีเพราะการเห็นต่าง ต่างประกอบไปด้วยคนทั่วไป พ่อค้า แม่ค้า พนักงานบริษัท ข้าราชการ ฟรีแลนซ์ พนักงานโรงแรม นักข่าว นักศึกษา ศิลปิน นักเขียน คนทำภาพยนตร์ นักการเมือง และนักกิจกรรมทั้งแนวหน้า และคนทำข้อมูล เป็นทั้งผู้บรรลุนิติภาวะ และเยาวชน

จากกรณีของการขู่ฟ้องคดีมาตรา 112 ต่อผู้ประพันธ์ อโยธยาเอยาวดี ยิ่งเป็นภาพที่ชัดขึ้นถึงความสามารถของกฎหมายที่รัฐเปิดกว้างไว้ให้ใช้เพื่อจัดการกับผู้เห็นต่างโดยไม่คำนึงถึงสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ผลกระทบของการที่รัฐสร้างกลไกแห่งความกลัวและการกดทับไว้ย่อมส่งผลและเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกอาชีพ ทุกเพศ และทุกวัยไม่จำกัดเพียงคนที่ถูกดำเนินคดี และผลกระทบของมันไม่ได้จบลงแค่เมื่อคดีสิ้นสุดลง แต่จะยังคงดำเนินติดตัวต่อไปดุจดั่งรอยแผลเป็น

เราทำอะไรได้บ้าง?

เพื่อย้ำว่าไม่ควรมีใครต้องเผชิญกับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิในเสรีภาพเหล่านั้นตั้งแต่ต้น แอมเนสตี้ ประเทศไทยภายใต้แคมเปญ RESIST และลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ผ่านการรณรงค์เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดยความร่วมมือกับเครือข่าย เราขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันว่าสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงต้องกระทำได้โดยได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐ  ผ่านช่องทางดังนี้

  1. ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งออกโดยคณะรัฐประหารเพียง 15 วันหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 และมีส่วนในการเพิ่มโทษความผิดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกในหลายมาตรา รวมถึงมาตรา 112 โดยมีเป้าหมายรวบรวม 50,000 รายชื่อภายในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2569 https://decoup6octsins.com/
  2. ร่วมเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังทางความคิด หรือ เพื่อนในเรือนจำ ผ่านเว็บไซต์โครงการฟรีราษฎร (FREERATSADON) ภายใต้แคมเปญ RESIST ที่รณรงค์เพื่อยืนหยัดต่อต้านการกระทำแบบอำนาจนิยมทุกรูปแบบ โดยจดหมายที่ท่านเขียนจะถูกส่งไปยังผู้ต้องขังทางความคิดเพื่อบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง โดยเขียนได้ที่ https://freeratsadon.amnesty.or.th/

นอกจากนั้นท่านยังสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และร่วมสนับสนุนการทำงานขององค์กรที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังทางความคิดและครอบครัวของพวกเขาอย่าง FreedomBridge ได้ที่ https://freedombridge.network/ 

และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย และสนับสนุนหรือสมัครสมาชิกเพื่อสนับสนุนงานรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ที่ https://www.amnesty.or.th/

ภาพประกอบบทความโดย Sa-ard สะอาด

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน