การเรียนรู้ของคนเราจะสามารถหยุดอยู่ที่อายุเท่าไหร่กัน คำตอบของบางคนอาจจบอยู่แค่ปริญญาตรี หรือบางคนก็มากกว่านั้น แต่สำหรับ สุภัสสร ทานะเวช หรือ ออย ว่าที่บัณฑิตป้ายแดงจากสาขาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วัย 21 ปี นักศึกษาฝึกงานฝ่ายนักกิจกรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เธอไม่เคยหยุดที่จะค้นหาความรู้เลยแม้แต่น้อย เพราะทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาและการศึกษาที่ได้รับในชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่พาออยได้ก้าวไปสู่โลกกว้าง และมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

จากเด็กที่มีพื้นฐานด้านภาษาค่อนข้างน้อย สู่วันนี้ที่ได้กลายเป็นนักศึกษาฝึกงานขององค์กรภาคประชาสังคมระดับโลกอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อะไรคือแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจให้เธอวิ่งตามความฝันได้จนถึงทุกวันนี้ ชวนทุกคนมาทำความรู้จักเส้นทางการเรียนรู้ และมุมมองของ ออย สุภัสสร ทานะเวช นักสู้ชีวิตที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เข้ามาตั้งแต่เด็กจนเรียนจบมหาวิทยาลัย
จากความชื่นชอบ สู่ความรัก และหลงใหลในศาสตร์ของภาษา
ด้วยสาขาที่เลือกเรียนนั้นคือภาษาอังกฤษ เราจึงชวนออยคุยย้อนกลับไปในวันแรกที่เริ่มต้นสนใจทางด้านนี้ เธอเล่าว่ามีพี่สาวเป็นแบบอย่างในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษ ประกอบกับการได้รับอิทธิพลจากสื่อตะวันตกอย่างหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์ ก็ทำให้เส้นทางการเดินในอนาคตของออยเริ่มชัดเจนขึ้น และเมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะเลือกเรียนในสาขาภาษาอังกฤษ
เพราะพี่สาวมีความรู้ความมั่นใจการพูดภาษาอังกฤษมาก เราก็เลยอยากที่จะเป็นเหมือนพี่สาว
แต่ด้วยความชื่นชอบเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ออยสามารถเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างราบรื่นได้ตลอด 4 ปี และในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน จากเด็กมัธยมไปสู่ชีวิตของวัยอุดมศึกษาที่ชีวิตมีอิสระมากขึ้นออยต้องปรับตัวค่อนข้างหนัก เพื่อวิ่งตามให้ทันเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน เพราะถึงแม้จะออกตัวว่าชื่นชอบภาษาอังกฤษ แต่พื้นฐานของออยในขณะนั้นกลับเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่เธอต้องพยายามก้าวผ่านให้ได้โดยเร็วที่สุด
หนังสือหลายเล่มถูกหยิบขึ้นมาอ่าน คอร์สเรียนฟรีมากมายถูกลิตส์ไว้ในรายการที่ต้องทำ หรือแม้แต่สื่อโซเชียลมีเดียที่มีอยู่ในมือถือหรืออินเทอน์เน็ตนั้น ก็ต้องสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะด้วยข้อจำกัดในขณะนั้นที่ต้องประหยัด การมองหาช่องทางการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียเงินหรือเรียนฟรี จึงเป็นอีกทางที่ออยเลือกใช้ เพื่อทำให้เรียนภาษาอังกฤษได้ดีตามที่ใจหวัง
“รู้สึกว่าช่วงแรกต้องปรับตัวเยอะ ต้องพยายามผลักดันตัวเองให้ไปถึงในระดับที่ทางมหาวิทยาลัยตั้งไว้ เรารู้สึกว่าตัวเองต้องขยันให้มากขึ้น อ่านให้มากขึ้น ฟังให้มากขึ้น พูดให้มากขึ้น เพื่อให้มีพื้นฐานภาษาอังกฤษแบบที่เพื่อนๆ มี”
การผลักดันตัวเองให้เรียนรู้เรื่องภาษาอังกฤษของออย ไม่ได้มีแค่การเรียนในห้องเท่านั้น แต่การได้เป็นเด็กกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียนก็ทำให้โลกทัศน์ของออยเปิดกว้างมากขึ้น Mahasarakham University American Corner หรือศูนย์ข้อมูลและวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา คือศูนย์ข้อมูลแรกที่เธอได้มีพื้นที่ให้การทดลอง แสดงออก และนำความรู้จากการเรียนมาปรับใช้ในชีวิตจริง

กิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย การจัดกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่การที่ได้เป็นอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาที่เป็นคนพิการ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เติมเต็มทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น และการได้พบปะผู้คนที่มีความหลากหลายระหว่างนั้นก็ทำให้ออยมองว่าเธอในระหว่างที่เรียนรู้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น กำลังได้เปิดประตูบานใหม่ไปเรียนรู้โลกกว้างอยู่เรื่อยๆ ซึ่งประสบการณ์ที่ได้ทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่บ่มเพาะให้ออยกลายเป็นคนที่ไขว่คว้าทุกโอกาสในชีวิตที่เข้ามาจนถึงทุกวันนี้
“ตอนนั้นรู้สึกสนุกมาก รู้สึกว่าเราไม่ได้ไปเรียนแค่อย่างเดียว แต่เรายังไปเรียนรู้การเข้าสังคม สร้างเครือข่าย ได้ไปเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มาจากคนละ Background และแต่ละคนก็มีความคิดความอ่านที่แตกต่างกัน ทำให้เราได้ไปเรียนรู้ ไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา ออยรู้สึกว่าในส่วนนี้มันพัฒนาตัวเราเยอะมาก รู้สึกว่าเราใช้ชีวิตคุ้มค่ามากๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย”
เมื่อการเรียนรู้เปิดประตูสู่โลกที่กว้างมากกว่าที่คิดไว้
หากเปรียบการเรียนเป็นการลงทุน ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของออยก็คงเป็นช่วงเวลาที่เธอได้รับ “กำไร” กลับมาไม่น้อย เพราะการเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่ปีหนึ่ง ทำให้ออยมองเห็นโอกาสที่เข้ามาในชีวิตได้มากขึ้น และหนึ่งในโอกาสที่เธอเลือกคว้าไว้ในตอนนั้นก็เป็นเหมือนประตูแห่งฝันที่ทำให้ออยได้ก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง
การได้รับทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศเป็นครั้งแรก คือประสบการณ์ที่ออยได้รับเมื่อตอนที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ถึงแม้จะมีความตื่นเต้น เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ แต่ออยกลับบอกว่าเธอก็ต้องกลั้นใจทำมันให้สำเร็จ เพราะด้วยขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ที่ต้องอาศัยการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การเดินทางไปยังสนามบินที่ต้องมีเพียงตัวเธอคนเดียวลำพัง ออยยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยที่ต้องจากบ้านไปในดินแดนหรือประเทศที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกกลัวจากการคาดเดาหรือกังวลในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง
ในวันที่เดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ออยได้รับภารกิจให้เข้าร่วมชั้นเรียนของมหาวิทยาลัย UCSI University ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็เป็นการเติมเต็มความฝันของเด็กคนหนึ่งที่คอยไขว่คว้าโอกาสมาโดยตลอด ออยได้เรียนรู้การใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไม่ใช่คนไทย ทั้งวัฒนธรรม ภาษา และสำเนียงที่มีความแตกต่างจากการที่ได้เรียนมา ล้วนแต่เป็นแบบทดสอบที่ทำให้ออยต้องปรับตัวอีกครั้งเพื่อให้ตัวเองสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนได้อย่างมีความเข้าใจ
“การได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ รู้สึกสึกว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ได้เปิดโลกของเรา ทำให้เรามีความกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ที่ไม่ใช่แค่อยู่ในสังคมของตัวเอง แต่มันทำให้เรากล้าที่จะเดินไปข้างหน้าและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ”
“นอกเหนือจากความรู้ที่เราได้รับในระดับนานาชาติแล้ว การได้มาเรียนที่ประเทศมาเลเซียยังทำให้เราได้พัฒนาทักษะการสื่อสารด้วย เพราะเราต้องสื่อสารเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เปิดโลกของเรามาก”
จากความรักในการเรียนรู้ สู่การค้นพบโลกของสิทธิมนุษยชน
ด้วยความเป็นคนที่ชื่นชอบการเรียนรู้และมักเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ออยจึงไม่ได้จำกัดการเรียนรู้ของตัวเองไว้เพียงแค่สิ่งที่อยู่ในห้องเรียน แต่ได้ค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ทำความรู้จักกับเรื่องราว ผู้คน และประเด็นต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมากขึ้น การเดินทางผ่านหนังสือ กิจกรรม ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม จึงค่อยๆ พาให้ออยได้รู้จักกับคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มากขึ้นทีละน้อย
ออยพาเราย้อนกลับไปในวัยมัธยม นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ออยได้รู้จักกับคำว่าสิทธิมนุษยชนผ่านตัวหนังสือที่ปรากฏผ่านตำราเรียนอย่างหนังสือ “หน้าที่พลเมือง” แต่ด้วยเนื้อหาที่มีความคลุมเครือ หรือแม้แต่การยกตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบการเรียนก็ไม่ได้ช่วยให้ออยนั้นมีความเข้าใจในคำว่าสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้น เธอจึงเลือกที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องสิทธิมนุษยชนก็ค่อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอ โดยเฉพาะช่วงปี 2563 เมื่อปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างเริ่มปะทุขึ้น ออยได้เห็นเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆ รวมถึงเห็นผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
และจากจุดเริ่มต้นของการที่เพื่อนร้องเพลง “ประเทศกูมี” ให้ฟัง ออยก็เริ่มต้นตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเนื้อเพลง ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ผู้คนมากมายถูกละเมิดสิทธิ การแสดงออกอย่างเสรีถูกจำกัดลง การดำเนินคดีผู้คนที่เห็นต่างทางการเมืองมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เข็มทิศการสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนของออยเบนเข้ามาในทางที่ชัดขึ้น ก่อนที่เธอจะเริ่มสนใจในเรื่องของสิทธินักโทษทางการเมืองมาจนถึงปัจจุบัน
“การที่รัฐพยายามทำร้ายคุณ หรือแม้แต่การสลายการชุมนุมที่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หรือแม้แต่การสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุมนั้น มันก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว”
หลังจากความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนได้ก่อตัวขึ้นในความคิดของออย การเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่อยๆ ก็ทำให้มุมมองของเรื่องนี้กว้างขึ้นไปจากเดิมอยู่ไม่น้อย ในวันหนึ่งออยได้รับคัดเลือกไปเป็นตัวแทนนักศึกษาไปเรียนรู้ประเด็นการทำงานของภาคประชาสังคม ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ออยได้สัมผัสและเห็นการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมในต่างแดนที่มีความเหนียวแน่นเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่มุมของประเด็นการทำงาน หรือแม้แต่ความแข็งแรงของเครือข่าย เมื่อกลับมาประเทศไทย เธอจึงตั้งใจที่จะเรียนรู้และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรภาคประชาสังคม เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนรากฐานของสังคมให้มีความเข้มแข็งเฉกเช่นกับนานาประเทศ

แต่แน่นอนว่าองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนนั้นก็มีอยู่ไม่น้อยในไทย และการเลือกเข้าไปทำงานเองก็ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ออยได้ใช้ความรู้ความสามารถ ออยเล่าในวันหนึ่งที่กำลังนั่งไถหน้าจอมือถืออยู่ กลับต้องสะดุดเมื่อเห็นโพสต์การรับสมัครนักศึกษาฝึกงานในตำแหน่ง “นักกิจกรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษา” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เธอบอกว่าตอนนั้นดวงตาของเธอก็เปล่งประกายแวววาวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเป็นการทำงานในตำแหน่งที่เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมีอยู่ในประเทศไทย และหลังจากนั้นเป็นต้นมา เส้นทางการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรภาคประชาสังคมระดับประเทศของออยก็เริ่มต้นขึ้น
“ตอนที่เราเห็นประกาศรับสมัครนักศึกษาฝึกงานผ่านเฟซบุ๊ก และได้เข้าไปอ่านรายละเอียดการทำงานก็รู้สึกอึ้ง ว่าทำไมมันมีการทำงานในฝ่ายนี้ด้วย ทำไมเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยที่จะทำงานกับทั้งนักกิจกรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษา”
“เรารู้สึกว่าสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่มีมาปรับใช้กับการทำงานที่ไม่ใช่แค่ทำในระดับมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว แต่เราจะมาทำให้ระดับของประเทศแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเราจะสามารถไปต่อได้อีก เราก็เลยตั้งเป้าว่าจะมาผลักดันทักษะของตัวเองที่แอมเนสตี้”
และการได้ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาฝึกงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ก็ไม่ได้หมายความว่าออยจะนำเพียงความรู้จากห้องเรียนมาใช้ในการทำงานฝ่ายนักกิจกรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษาเท่านั้น แต่การฝึกงานครั้งนี้ยังกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ครั้งใหม่ ที่เปิดโอกาสให้เธอได้ลองทำสิ่งต่างๆ ทั้งได้พัฒนาทักษะที่ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ และได้มองเห็นรูปแบบการทำงานในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ด้วยดวงตาที่เปล่งประกายตอนไถฟีดเห็นตำแหน่งนี้ ออยยังเล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงประสบการณ์ตลอดช่วงเวลาที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับแอมเนสตี้ ประเทศไทย เพราะเธอมีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับหลากหลายฝ่าย และได้เห็นว่าการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานของคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานที่เชื่อมโยงกันในหลายมิติ ตั้งแต่งานด้านการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ การรณรงค์ผ่านแคมเปญต่างๆ ไปจนถึงการทำงานที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและเชิงนโยบาย
แต่ละงานจึงกลายเป็นโอกาสให้ออยได้ทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ จากงานหนึ่งไปสู่อีกงานหนึ่ง จากทีมหนึ่งไปสู่อีกทีมหนึ่ง ทำให้เธอได้เห็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของการทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม และได้เรียนรู้ว่ากว่าที่ประเด็นหนึ่งจะถูกส่งต่อไปถึงสังคม จำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้ ความร่วมมือ การสื่อสาร และการทำงานของผู้คนจากหลากหลายส่วนประกอบกัน
“มันเริ่ด” ออยนิยามการทำงานของแอมเนสตี้ ประเทศไทยในแบบฉบับของ Gen Z เพื่อบอกเล่าความรู้สึกของเธอที่มีต่อประสบการณ์ฝึกงานครั้งนี้ ที่ถึงแม้ว่าแต่ละวันจะต้องพบเจอกับรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนในองค์กรล้วนมี คือเป้าหมายในการผลักดันประเด็นทางสังคมและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น
“พอได้เข้ามาทำงานกับแอมเนสตี้ก็ได้เห็นพื้นที่การทำงานที่มันมีความหลากหลายมาก ได้เห็นยุทธศาสตร์การทำงานตั้งแต่ต่างประเทศ จนถึงประเทศไทย ลงไปในภูมิภาค ชุมชน ทุกอย่างคือสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้”
เพราะทุกแรงสนับสนุน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
เพราะออยเชื่อว่าเบื้องหลังการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมที่เข้มแข็ง ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่อยู่แถวหน้าเพียงไม่กี่คน แต่ยังเกิดจากผู้คนอีกมากมายที่คอยสนับสนุน เชื่อมต่อ และช่วยให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้ การซัพพอร์ตเครือข่ายให้มีความแข็งแรงจึงเป็นเป็นงานที่เธอรู้สึกอยากเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ
ออยจึงบอกกับเราว่าการได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการสื่อสารกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่งโจทย์ที่เธอได้รับครั้งนี้คือมีหน้าที่ในการสนับสนุนงานจากพี่ๆ ในแต่ละฝ่าย ทั้งในเรื่องการเตรียมงานและการทำงานเบื้องหลัง รวมถึงมีส่วนช่วยดูแลและสนับสนุนการเรียนรู้ของพี่น้องภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมการอบรม
จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ออยได้เห็นภาพของภาคประชาสังคมที่กว้างขึ้น เธอได้เห็นว่าผู้คนจากหลากหลายพื้นที่สามารถมารวมตัวกันบนความตั้งใจเดียวกัน แม้จะมีวิธีการทำงานและบริบทที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็ต้องการเห็นสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สำหรับออย งานสนับสนุนหรือเรียกอีกอย่างว่า “นักซัพพอร์ต” จึงไม่ใช่แค่การ “ช่วยเหลือ” คนอื่นให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยน และได้กลับไปขับเคลื่อนสิ่งที่พวกเขาเชื่อในพื้นที่ของตัวเอง
“เราก็ได้เห็นว่าแต่ละคนที่มาเข้าร่วมอบรมเขามีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่วัยรุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงคุณป้า คุณน้า คุณอาที่เขายังไม่เข้าใจว่าเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสื่อคืออะไร”
“พอได้มาเรียนรู้และทำงานกับฝ่ายต่างๆ ก็ทำให้เห็นว่าองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทยก็ยังคงมีคนที่คอยช่วยเหลือ หรือคอยเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเครือข่ายอยู่ ถึงแม้ว่าทุนในการสนับสนุนการทำงานอาจจะไม่ได้เยอะเท่ากับองค์กรภาคประชาสังคมในต่างประเทศก็ตาม”
ระหว่างคุยกันแววตาของออยเต็มไปด้วยประกายอีกครั้ง เมื่อเราถามถึงหนึ่งในผลงานที่เธอภาคภูมิใจที่สุดตลอดช่วงเวลาการเป็นนักศึกษาฝึกงาน คำตอบที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าแทบจะทันทีคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็นว่าด้วยมหาวิทยาลัยบนฐานสิทธิมนุษยชน”
โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของออยที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกได้อย่างเท่าเทียมและเท่ากัน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดถึงสิ่งที่พวกเขาพบเจอ รวมถึงสามารถใช้ชีวิตและแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองได้อย่างมีเสรีภาพ
ออยจึงนำกระบวนการรับฟังเสียงสะท้อนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่มาใช้เป็นส่วนสำคัญของการทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้บอกเล่าประสบการณ์ ปัญหา และสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นเกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง ก่อนจะรวบรวมเสียงเหล่านั้นมาเรียบเรียงและต่อยอดเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาพื้นที่มหาวิทยาลัยให้ตอบสนองต่อสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น
ตลอดกระบวนการทำงาน ออยได้พบว่ารูปแบบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และแต่ละเสียงสะท้อนก็ล้วนมีเรื่องราวและบริบทของตัวเอง การเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พูด ได้รับฟังซึ่งกันและกัน และร่วมกันมองหาทางออกต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการทำงาน แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เสียงของผู้คนถูกมองเห็นและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“พอได้ทำงานจริงๆ ก็ทำให้เห็นปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย รู้สึกว่าโปรเจกต์นี้เป็นเรื่องที่ดีที่มีพื้นที่ให้น้องๆ เล่าเรื่องราว เพราะเราเองก็เคยเป็นนิสิตนักศึกษามาก่อน และตอนนั้นก็ยังไม่มีพื้นที่ให้ได้เล่าว่าเราถูกละเมิดสิทธิอะไรบ้าง พอได้ฟังเรื่องราวของทุกคนมันก็ทำให้เราได้มองเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหามากขึ้นด้วย”
เมื่อการทำงานมีทั้งความท้าทาย และบทเรียนที่ต้องเรียนรู้
เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในวันเดียว
แม้การได้เข้ามาทำงานกับแอมเนสตี้จะเปิดโอกาสให้ออยได้เรียนรู้ประเด็นที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกัน ความหลากหลายของงานก็กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ออยต้องเรียนรู้ที่จะรับมือ เพราะมีหลายเรื่องที่เธอสนใจและอยากเข้าไปทำความรู้จักให้มากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา รวมถึงภาระงานของโปรเจกต์ที่เธอรับผิดชอบอยู่ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเรียนรู้ทุกประเด็นได้อย่างที่ตั้งใจ
สำหรับออย ความท้าทายจึงไม่ได้มีแค่การทำงานแต่ละชิ้นให้ออกมาเสร็จสมบูรณ์ แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการเวลา จัดลำดับความสำคัญ และรู้จักแบ่งพลังของตัวเองให้เหมาะสมกับงานที่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้งานแต่ละชิ้นสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้ตัวเองต้องแบกรับทุกอย่างไว้พร้อมกัน
“มีงานอื่นๆ ที่น่าสนใจมาก เราอยากไปร่วม แต่ก็ต้องทำงานตัวเองให้เสร็จก่อน ออยรู้สึกว่ามันเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการเวลาให้ดี เพราะถ้าไม่ดี ทุกอย่างก็จะพังเอา”
และในเบื้องหลังของความสนุกและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ออยยังสังเกตได้ว่ามีอีกด้านหนึ่งของการทำงานที่ออยต้องปรับตัวอยู่ไม่น้อยเช่นกัน นั่นคือการอยู่กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ความไม่เป็นธรรม และความเจ็บปวดของผู้คน
เมื่อว่างเว้นจากการทำงาน ออยจึงต้องหาวิธีดูแลและฟื้นฟูจิตใจของตัวเอง เพราะแม้จะรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการทำงานมากเพียงใด แต่ประเด็นที่ต้องพบเจอในแต่ละวันก็อาจทิ้งความรู้สึกหนักหน่วงเอาไว้ การพาตัวเองกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การทำงานให้สำเร็จ
“ในเชิงการทำงานของแอมเนสตี้ ออยรู้สึกสนุกมาก ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง แต่ในเชิงของประเด็นที่ทำงาน หรือเนื้อหาที่เราทำงาน บางเรื่องก็ยังคงมีความหดหู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนที่ถูกบังคับให้สูญหายหรือเรื่องของสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก”
ในวันหยุด ออยเลือกหยิบหนังสือที่ชื่นชอบขึ้นมาอ่าน หรือบางครั้งก็พาตัวเองเข้าไปพักอยู่ในโลกของซีรีส์ เพื่อให้ได้วางเรื่องราวจากการทำงานลงชั่วคราว แม้ซีรีส์บางเรื่องอาจมีเนื้อหาที่หนักหน่วงเช่นกัน แต่สำหรับออย อย่างน้อยสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้น แตกต่างจากความโหดร้ายบนโลกความเป็นจริงที่ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่

เรามีความรู้สึก Empathy (มีความเห็นอกเห็นใจ) ได้ แต่เราก็ต้องเอาตัวเองกลับมาให้ได้ด้วย
เมื่อสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องราวของชีวิตเรา
“ตั้งแต่มาฝึกงานก็ทำให้เราได้เห็นหลายๆ มุมมองที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ซึ่งก็สามารถพูดได้เลยว่าสิทธิมนุษยชนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเราทุกๆ ด้านจริงๆ”
ออยชวนให้เรามองเห็นสิทธิมนุษยชนผ่านเรื่องใกล้ตัวที่บางครั้งเราอาจมองข้าม อย่างเรื่องการเดินทางหรือการคมนาคมที่ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะในบางพื้นที่ ผู้คนต้องดิ้นรนอย่างมากเพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการศึกษา เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่เอื้ออำนวย เพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
เช่นเดียวกับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ยังไม่ครอบคลุมผู้คนในทุกพื้นที่ ความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับบางพื้นที่ที่เพียงเดินออกจากบ้านก็สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ได้อย่างสะดวก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนในสังคม
“สิทธิมนุษยชนมันอยู่ในทุกด้านของชีวิตจริงๆ และเราก็จะเห็นว่าเราอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความเท่าเทียม หรือไม่มีความพยายามที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน”
“ออยเชื่อว่าทุกคนมีเสียงของตัวเองอยู่แล้ว แต่เราแค่ต้องการเสียงมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนๆ เดียว ออยเชื่อว่าถ้าทุกคนให้ความสนใจ ประเด็นสิทธิมนุษยชนนั้นก็จะถูกผลักดัน และทุกจำนวนไลก์ จำนวนการคอมเมนต์ จำนวนการกดแชร์ ก็สามารถเป็นสิ่งที่ส่งเสียงให้ถึงผู้มีอำนาจ หรือส่งให้คนในสังคมได้เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น”
ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่ได้ลองเรียนรู้เลย
“คุ้ม” คือคำที่ออยเลือกใช้นิยามตลอดช่วงเวลาการฝึกงานที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพราะตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน เธอได้ทำหลายสิ่งที่อยากทำ และได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆ ในแอมเนสตี้เป็นอย่างดี ออยเล่าว่า เธอสามารถถามได้ในทุกเรื่องที่ไม่รู้ ทุกคนพร้อมให้คำตอบและช่วยคลายข้อสงสัย นั่นทำให้เธอได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ และทำให้ทุกโอกาสที่ได้รับกลายเป็นบทเรียนใหม่ โดยไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระขององค์กรเลยแม้แต่น้อย เป็นความรู้สึกที่ออยไม่เคยเสียดายอะไรเลยที่ได้มาเป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่
“ถ้าสนใจการทำงานตั้งแต่การสร้างรากฐานการตระหนักรู้ สร้างความเข้าใจ การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการรณรงค์ จัดแคมเปญ ทำอีเวนต์ ไปจนถึงการผลักดันเชิงนโยบาย แอมเนสตี้ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ตอบโจทย์ในด้านนี้จริงๆ”
ก่อนบทสนทนาจะจบลง ออยฝากข้อความถึงคนที่กำลังลังเลว่าจะเปิดประตูเข้ามาเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนว่า ลองเปิดใจทำความรู้จักองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ดู เพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้อาจมีมากกว่าสิ่งที่อยู่ในตำรา และแม้ว่ากระแสทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอาจดูซบเซาลง แต่ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงอยู่ในสังคม และออยเองก็ยังคงเป็นหนึ่งในคนที่เชื่อมั่นในพลังของผู้คน
เสียงของผู้คนทุกคนมีค่า และการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ก็ส่งผลกระทบในวงกว้างได้เหมือนกัน




