จดหมายของคุณ คือหน้าต่างของเพื่อน: บันทึกจากงาน ‘Rights to Miss, Night of Share’

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ThumbRights ได้จัดกิจกรรม ‘Rights to Miss, Night of Share’ กิจกรรมที่ชวนผู้คนมาร่วมเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำ พร้อมฟังจดหมายจากหลังกรงขัง เพื่อแบ่งปันความคิดถึงกันภายในงาน ที่ร้าน Arai Arai Home Cafe 

‘ถึงแม้ผมยังอ่านจดหมายไม่ครบทุกฉบับ แค่รับรู้ว่ายังมีคนคิดถึงกัน ก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเยอะแล้ว ป่านนี้ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง โลกเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ — ถ้ามีเวลารบกวนช่วยเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ผมกลัวว่าพ้นโทษออกไปแล้วจะตามโลกไม่ทัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ’

จดหมายจากเก็ท-โสภณ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 

ในเดือนที่ผู้ถูกคุมขังจากคดีการเมืองมี 48 คน 

ในห้วงเวลาแห่งความมืดมิด จดหมายจากทุกคนคือหน้าต่างบานสำคัญของเพื่อนในเรือนจำ แคมเปญ FreeRatsadon จึงถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างโลกนอกกำแพง และหลังกำแพงสูงใหญ่ ผ่านตัวอักษรบนจดหมายของคุณ รวมถึงเพื่อยืนหยัดเคียงข้างนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนกำลังใจแก่ผู้ถูกคุมขังจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก จากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง

เริ่มจากในสถานที่ชุมนุม สู่กูเกิ้ลฟอร์ม มาจนถึงการเปิดตัวเว็บไซต์ FreeRatsadon.Amnesty.or.th ในปี 2567 จดหมายนับหมื่นฉบับได้ถูกรวบรวมและยังคงทยอยเดินทางสู่เพื่อนที่ถูกคุมขังในเรือนจำและศูนย์ฝึกอบรม 12 แห่งทั่วประเทศ 

เพราะเพื่อนในเรือนจำยังคงแบ่งกันอ่านจดหมายที่ได้รับ และพวกเขายังเขียนจดหมายออกมาถึงทุกคนที่ยังจดจำพวกเขาจากข้างนอก  ในกิจกรรม  ‘Rights to Miss, Night of Share’  จิณห์วรา ช่วยโชติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงได้ร่วมกิจกรรมอ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ อย่าง “อาย กันต์ฤทัย” ซึ่งถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีจากมาตรา 112 จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก  “อารีฟ-วีรภาพ” ที่ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีจากมาตรา 112 เช่นเดียวกัน กรณีพ่นสีข้อความใต้ทางด่วนดินแดง และ “ตัน-สุรนาถ” ซึ่งถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีจากมาตรา 110 เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ กรณีขบวนเสด็จในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 

จดหมาย ‘จาก’ เพื่อนในเรือนจำ

‘สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ เรื่องเขียนช้าไม่เป็นไรเลย รีฟเข้าใจเพราะว่าต้องคอยเรียกร้องให้กับพวกเราที่อยู่ในเรือนจำอีก พวกเราต้องขอบคุณมากเลยด้วยซ้ำที่ยังไม่ลืมเพื่อน ๆ ข้างในนี้’  

จดหมายจากอารีฟ วีรภาพ ถูกส่งจากหลังกำแพงสูงในช่วงวันวาเลนไทน์ ในปี 2568 โดยเขาเป็นอีกหนึ่งคนที่มักจะส่งจดหมายโต้ตอบกับแอมเนสตี้ ประเทศไทยอยู่เสมอ 

ตัวอักษรของเขามักระบุถึงเรื่องราวความหวัง ความฝัน และตอกย้ำอุดมการณ์ที่ยังคงมีอยู่ แม้จะถูกคุมขังในเรือนจำ

 โดยยังเคยเขียนถึง ‘ความหมาย’ ของการ ‘ยังมีความหวัง’ ว่า ‘คนเราอยู่ได้ด้วยความหวังนั่นแหละ แม้จะริบหรี่ขนาดไหน มันก็คือความหวัง สิ่งเดียวที่จะนำพาชีวิตของเราให้เดินต่อไป อย่าท้อถอยกับสิ่งที่ต้องเจอ’

ก่อนจะถูกคุมขัง อารีฟ คือ พ่อของลูกชาย และเป็นอดีตพ่อค้าขายเสื้อผ้ามือสอง โดยมีแรงผลักดันในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะต้องการให้ ลูกชายเติบโตในสังคมปกติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 

เขาถูกตัดสินโทษจำคุกจากข้อกล่าวหาว่าสร้างข้อความบนผนังตู้ควบคุมไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร ใต้ทางด่วนดินแดง และถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2566

‘อายได้ทราบข่าวมากมาย ที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้คือสถานการณ์น้ำท่วม

ในแต่ละจังหวัดมันหดหู่มาก ๆ ถ้าพวกเพื่อน ๆ ของเรายังอยู่กันครบ ก็คงจัดกิจกรรมไปเป็นอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันแล้ว ฝากกำลังใจออกไปถึงทุกคนที่กำลังเจอกับสถานการณ์ย่ำแย่

และยากลำบากในเวลานี้ด้วยนะคะ’

อาย กันต์ฤทัย คือแม่ของลูกชาย ที่วาดหวังไว้ถึงความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม จึงเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในฐานะแนวหน้าผู้คอยปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน โดยจดหมายที่จินห์วราได้อ่านภายในงาน คือจดหมายที่ถูกส่งในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ในวันที่หลายจังหวัดประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ 

อายเคยระบุถึงจดหมายว่า ปัจจุบันเธอทำงานเป็นบรรณารักษ์ในเรือนจำ และอยากศึกษาเกี่ยวกับพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ รวมถึงบทบาทการทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการทำงาน และสิทธิของผู้ต้องขัง  

อีกทั้งยังมักจะฝากข้อความถึงรัฐบาลให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสแกมเมอร์ ชายแดนไทย-กัมพูชา น้ำท่วม การเลือกตั้ง และยังคงบอกว่าเธอดีใจเมื่อได้ทราบข่าวการประกันตัว และยังคงมีความหวังว่าสักวันผู้ที่ถูกคุมขังจะได้รับการปล่อยตัว

อายถูกคุมขังในคดี ม.112 กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

‘ช่วงปีใหม่ได้รับอาหารเมนูพิเศษเติมพลังกายพลังใจได้มากเลยครับ

ขาดแต่คนรอบกายที่รัก อยากให้อยู่ด้วย แต่เป็นไปไม่ได้เท่านั้นเอง

ช่วงนี้พยายามติดตามข่าวสารและการเลือกตั้ง และประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ฟังดีเบตผ่านโทรทัศน์สองครั้งแล้วครับ แอบคิดว่าถ้าได้ออกไปเลือกตั้งด้วยก็คงจะดี หรือให้สิทธิผู้ที่อยู่ในเรือนจำสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ก็คงจะดีนะครับ’ 

ตัน สุรนาถ คือหนึ่งในห้าคนที่ถูกดำเนินคดีประวัติศาสตร์อย่างม.110 จากการที่พวกเขาอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามข้อตกลง โดยเป็นเวลาเดียวกันกับที่ขบวนเสเด็จพระราชดำเนินไปในย่านนั้น

คดีนี้ใช้เวลาสืบพยานนานกว่า 2 ปี โดยตัน-สุรนาถ ฟรานซิส-บุญเกื้อหนุน ชนาธิป และภาณุภัทร์ ถูกตัดสินจำคุก 16 ปี ขณะที่เอกชัย หงส์กันวาน ถูกตัดสินจำคุก 21 ปี 4 เดือน 

จดหมายของตันเหมือนกับตัวตนของเขาในวัย 40 ปี เป็นจดหมายที่เล่าถึงบรรยากาศภายในเรือนจำควบคู่ไปกับการฝากความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสิทธิมนุษยชน 

เพราะในชีวิตนอกเรือนจำ ตันคือผู้ที่ทำงานในภาคประชาสังคม และในขณะที่ถูกดำเนินคดี เขาทำงานร่วมกับกลุ่ม “บางกอกดีจัง” มูลนิธิเยาวชนเพื่อการพัฒนา โดยมีจุดเริ่มต้นในเส้นทางนักกิจกรรมจากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และหากคุณเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในปี 2568 – หลังจากที่เขาถูกคุมขัง คุณจะเห็นกลุ่มเพื่อนของเขาคอยแจกน้ำในกิจกรรม Run2Free และเห็นเพื่อนของเขาในฐานะ “เพื่อนตัน” สวมเสื้อสกรีนใบหน้าของเขา ปรากฏตามสถานที่ต่าง ๆ มากมายเช่นเดียวกัน 

เหมือนกับคนใกล้ชิดของผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมืองอย่างน้อย 62 คน (ข้อมูลวันที่ 24 มีนาคม 2569) – พวกเขายังรอวันที่จะได้พบกัน 

จดหมาย ‘ถึง’ เพื่อนในเรือนจำ

ในวงสนทนา “ฟัง ความสำคัญของจดหมายกับผู้ต้องขังทางการเมือง” แสงเทียน เผ่าเผือก  เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในแคมเปญสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ร่วมกับ บุ๊ค ธนายุทธ หรือ ‘Elevenfinger’ แรปเปอร์จากชุมชนคลองเตย ซึ่งเคยถูกคุมขังระหว่างปี 2566 – 2568 จากการชุมนุมประท้วง โดยวงสนทนานี้ดำเนินรายการโดย มู่หลาน-ธันยชนก จาก ThumbRights ซึ่งเธอคือหนึ่งในผู้ที่ได้เขียนจดหมายแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิ ผู้ถูกคุมขังในเรือนจำคลองเปรมวัย 50 ปี จากการโพสต์ข้อความ และอัญชัญ ปรีเลิศ ที่ได้รับอิสรภาพในช่วงปีที่ผ่านมา 

ยังคงยืนหยัด | ยังคงจดจำตัวตน 

เช่นเดียวกับผู้ที่ถูกคุมขังและเคยถูกคุมขังอีกหลายคนที่เคยได้กล่าวกับแอมเนสตี้ บุ๊ค ธนายุทธ เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่า “จดหมายคือสิ่งสำคัญมากสำหรับคนในเรือนจำ” 

เขาเล่าว่า ไม่ใช่เพียงแค่คนข้างนอกเท่านั้นที่ยังคงต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับผู้ที่ถูกคุมขังจากคดีทางการเมือง คนข้างในเองก็ยังคงต่อสู้เท่าที่จะทำได้ แม้จะถูกกดทับด้วยระเบียบกรมราชทัณฑ์หรืออำนาจรัฐ 

“ตอนที่ผม อารีฟ พี่ก้อง (อุกฤษฎ์) ถูกย้ายไปที่เรือนจำบางขวาง ที่ไม่มีระบบโดมี่เมล และไม่มีระบบการสแกนนิ้วซื้อของ ที่สามารถได้รับของได้เลย แต่ยังใช้ระบบจดเบิก ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา 97 ปี 

เมื่อเขาย้ายพวกเราไป ก็เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง คือ พวกเราได้เคลื่อนไหวเรื่องให้เรือนจำกลางบางขวางปรับระบบให้ทันสมัยขึ้น 

หลังจากนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ผมจะออกมา ทางเรือนจำประกาศชัดเจนว่า จะเป็นครั้งแรกที่เรือนจำบางขวางใช้ระบบสแกนนิ้ว และใช้ระบบจดหมายออนไลน์  ชี้ให้เห็นว่าถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลงระบบให้ทันสมัยและสะดวก ก็สามารถทำได้ ในเมื่อรายได้และผลประโยชน์ทุกอย่างก็อยู่ในเรือนจำ เพื่อพัฒนาเรือนจำและกิจกรรมผู้ต้องขังให้ดีขึ้น” 

การยังยืนหยัดในเรือนจำท่ามกลางความมืดมิด พวกเขาต้องพบเจอกับกิจวัตรซ้ำ ๆ และการจำกัดอิสรภาพ ที่นำมาสู่ความรู้สึกหลากหลาย การจุดประกายความหวังคือสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา 

บุ๊คยังกล่าวว่า จดหมายคือสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตข่าวสารจากโลกภายนอก หรือการได้สื่อสารความรู้สึกของผู้ถูกคุมขังที่ต้องแบกรับไว้ 

“คนข้างในไม่มีอะไรให้ทำเยอะครับ นอกจากการอ่านหนังสือ เรียบเรียง เขียนจดหมาย จดหมายจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้คนข้างนอกและผู้ถูกคุมขังข้างใน ทุกครั้งที่อ่านจดหมายจากผู้คนข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือข้อความ ทั้งหมดมีความสำคัญต่อความรู้สึกทั้งนั้น เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่ายังมีรอยยิ้ม และมีคนที่โอบกอดพวกเราจากข้างนอกเสมอ ”

ขณะที่แสงเทียนมองว่า จดหมายคือพื้นที่สำคัญในการแสดงออกของผู้ที่ถูกคุมขัง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกละเมิดสิทธิ

“ในฐานะคนทำงานจดหมายของผู้ต้องขังจากคดีทางการเมือง คนข้างนอกอาจมองว่าจดหมายเป็นวิธีการสื่อสารวิธีหนึ่งที่ผู้คนไม่ได้กันใช้เยอะขนาดนั้น แต่มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการยืนหยัดเคียงข้างผู้ต้องขังทางการเมืองหรือถูกละเมิดสิทธิ 

“ถ้าเราเป็นคนข้างนอก แล้วคนที่เรารักต้องอยู่ข้างใน จดหมายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารที่สำคัญ ในการพูดคุย อัปเดตข่าวสาร ติดต่อสื่อสารกับคนที่เขารัก” 

แสงเทียนยังแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้แลกเปลี่ยนจดหมายกับ ‘เพื่อน’ ในเรือนจำว่า เธอได้มองเห็นว่า จดหมายทำหน้าที่สำคัญในการเป็นพื้นที่การแสดงออก เมื่อกิจวัตรในเรือนจำดำเนินไปอย่างเดิมซ้ำ ๆ การได้เขียนจดหมายจึงเป็นช่องทางที่พวกเขาสามารถเขียนอุดมการณ์ที่เคยแสดงออกได้ 

“และจดหมายยังเป็นเครื่องยืนยันว่าอุดมการณ์ของเขายังเป็นแบบนี้ เพราะหลายคนจะพูดว่าอยากให้สังคมเต็มไปด้วยสิทธิเสรีภาพ ขณะเดียวกันมันก็เป็นพื้นที่ที่เขาจะได้คุยกับคนข้างนอก และรับรู้ว่าคนข้างนอกยังไม่ลืม รวมถึงได้จดจำว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่ข้างนอก มันจึงเป็นพื้นที่ยืนยันตัวตนในอีกรูปแบบหนึ่ง” 

ความรู้สึกผ่านตัวอักษร 

“ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดี ๆ และอ้อมกอดของคนที่ส่งจดหมายมาให้” บุ๊คว่า เขายังเล่าต่อว่าเขาเก็บจดหมายของทุกคนไว้เป็นอย่างดี และจดหมายทุกฉบับมีความหมายต่อเขาและเพื่อนที่ถูกคุมขังมาก 

เมื่อครั้งที่เขายังถูกคุมขัง บุ๊คและเพื่อน ๆ ที่ถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมือง มักจะนำจดหมายที่ได้รับมารวมกันและล้อมวงอ่านและตอบจดหมายด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันรับกำลังใจ 

“มีหลายข้อความที่ส่งผลต่อความรู้สึก เช่นจดหมายที่บอกว่า ‘ได้โปรดขอบคุณและให้กำลังใจตัวเองทุกวัน ได้โปรดมีรอยยิ้มกับท้องฟ้าก็ยังดี’” 

19 มีนาคม 2568 บุ๊คถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำบางขวางโดยไม่มีญาติหรือทนายความได้รู้ล่วงหน้า พร้อมกับ “ก้อง-อุกฤษฎ์” ที่ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 

“ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่แยกมากสำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง เพราะมันปิดกั้นอิสรภาพ และกดขี่ความเป็นมนุษย์” 

แม้จะต้องปรับตัวสู่เรือนจำใหม่ แต่เขายังคงพูดคุยกับเพื่อนอย่างอารีฟและก้อง ถึงเรื่องราวของผู้คนที่อยู่นอกเรือนจำอย่างมีความหวังอยู่เสมอ 

“เราคุยกันว่าคนข้างนอกทำอะไรกันอยู่ พวกเขาอาจกำลังกินข้าว ไปเที่ยว หรือเหนื่อยอยู่ มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะพูดว่า เราคิดถึงคนข้างนอกเหมือนกัน ทุกคนข้างในเป็นกำลังใจให้กับคนข้างนอกที่กำลังรักษากำลังใจ รักษาสุขภาพ และยังขับเคลื่อนในประเด็นนี้อยู่”

หลังถูกคุมขังนานกว่าสองปี บุ๊คได้รับอิสรภาพในปี 2568 

จนถึงวันนี้ เขายังคงอ่านจดหมายที่เขาเคยได้รับอยู่เสมอ รวมถึงยังได้รับจดหมายจากคนข้างในที่ส่งถึงเขา 

“ทุกคนจะพูดตลอดว่าอยากให้เราไปพัก ไปเที่ยว ไปใช้ชีวิต อย่ากดดันตัวเอง คนข้างในไม่อยากให้เราคิดหรือวิตกกังวลมากจนเกินไป เขาเข้าใจว่าคนข้างนอกต้องใช้ชีวิตยังไง ดิ้นรนต่อสู้ยังไง” 

แสงเทียนเสริมว่า “นอกจากตัวอักษร เรายังได้เห็นตัวตนบางอย่างของเพื่อนในเรือนจำ อย่างตอนที่คุยกันผ่านจดหมายกับบุ๊ค เราเห็นว่าบุ๊คจะมีความเป็นศิลปินมาก ๆ ที่คอยขอเนื้อเพลง ขณะเดียวกัน พี่อานนท์หรืออารีฟ จะคิดถึงเรื่องการเมืองอยู่เสมอ และคอยบอกว่าอยากให้ประเทศดีขึ้น 

“กับบางคนเราอาจไม่คิดว่าเขาเป็นศิลปินขนาดนั้น เช่น ก้อง ก็จะมีการวาดรูป เขียนกลอนมาให้ ส่วนเก็ท-โสภณ ก็จะมีความนักวิชาการ จดหมายที่เขียนออกมาก็จะมีการอ้างอิงหนังสือ อาย ก็เล่าว่าตอนนี้เขาเป็นบรรณารักษ์ ทำงานในห้องสมุด ตัวตนเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าตัวอักษร” 

เธอกล่าวว่า ในฐานะคนทำงานที่ขับเคลื่อนในประเด็นสิทธิมนุษยชน เธอได้สัมผัสว่า จดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งกำลังใจไปให้ข้างใน แต่ยังเป็นตัวกลางส่งกำลังใจจากคนข้างในสู่คนข้างนอก 

“ท้ายจดหมายของพี่วุฒิ จะบอกว่า สิ่งเดียวที่สามารถทำให้ได้ในฐานะผู้ต้องขัง คือขอบคุณคนที่ทำงานตรงนี้อยู่ และคนที่เขียนจดหมายถึงเขา ต่อให้ไม่เคยเจอหน้ากันก็ซาบซึ้ง 

“สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ คือการสวดมนต์เพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ พระรัตนตรัย ให้คุ้มครองคนข้างนอกที่ยังไม่ลืมเขา เขาจึงจะทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด 

“พี่อานนท์ก็เคยเขียนว่าอยากให้กำลังใจคนทำงานทุกคน คนที่ขับเคลื่อน คนที่เชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพ เชื่อว่าสักวันเราจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงคือการย่ำดินไปเรื่อย ๆ ว่าง ๆ ไปพักผ่อนบ้าง แล้วค่อยกลับมาสู้ด้วยกัน นี่คือกำลังใจที่เราได้กลับมาเหมือนกัน”  

เมื่อ ‘อุปสรรค’ คือสิ่งที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล 

แม้สิทธิในการติดต่อสื่อสารจะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนใน ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา) แต่ในการติดต่อสื่อสารที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการ ‘รับ-ส่ง-เขียน’ จดหมาย ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค 

“จดหมายและรูปถูกเซนเซอร์ด้วยลิขวิดหรือการขีดฆ่า และตีตก ไม่ได้ถูกนำมาสู่สาธารณะ เพราะบางเรือนจำออกกฎระเบียบชัดเจน ว่าจดหมายที่ส่งเข้าไปหรือส่งออกมา ต้องส่งถึงญาติเท่านั้น ไม่สามารถเขียนได้นอกจาก 10 รายชื่อที่ระบุไว้” บุ๊คกล่าว 

“มันเหมือนการเยี่ยมญาติที่กำหนด 10 รายชื่อในการเข้าเยี่ยมว่า ทำไมเรือนจำต้องเป็นผู้กำหนด ทั้งที่ผู้ต้องขังควรเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถเยี่ยมได้ ใครคือคนที่เราควรเขียนจดหมายตอบกลับได้  

มันเป็นเหมือนกระบวนการที่ถูกเขียนมาเพื่อปิดกั้นสิทธิของผู้ต้องขัง ที่ทุกคนโดนปิดกั้นหมด ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมือง” 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แอมเนสตี้ได้มุ่งหน้าส่งจดหมายที่เขียนถึงผู้ถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมืองในแคมเปญฟรีราษฎร (FreeRatsadon) เป็นพัสดุถึงเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศ เราพบว่า ในเรือนจำบางแห่ง เช่น เรือนจำกลางคลองเปรม และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ  มีกรณีที่ผู้ต้องขังบางรายได้รับจดหมาย แต่บางรายถูกตีกลับ โดยไม่มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน ขณะเดียวกัน จดหมายส่วนใหญ่ที่ส่งไปที่เรือนจำกลางบางขวางถูกตีกลับ โดยระบุเหตุผลหน้าซองจดหมายว่าไม่รับพัสดุไปรษณีย์  

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 – กรกฎาคม 2568 เราส่งจดหมายอย่างน้อย 2,945 ฉบับไปยังเรือนจำต่าง ๆ โดยพบว่าจำนวนจดหมายที่ถูกตีกลับ มีถึง 1,163 ฉบับ 879 ฉบับ สามารถจัดส่งได้สำเร็จ ขณะที่อีก 923 ฉบับ ไม่ทราบสถานะ

ในเดือนพฤศจิกายน 2567 แอมเนสตี้ยังพบว่า จดหมาย 528 ฉบับถูกตีกลับจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ 

เดือนกรกฎาคม 2568 เกิดกรณีที่ผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมืองถูกย้ายเรือนจำกันเป็นจำนวนมาก จึงยังไม่สามารถติดตามข้อมูลการตีกลับจดหมายได้ จนถึงเดือนมีนาคม 2569 แอมเนสตี้ได้พยายามส่งจดหมายผ่านทนายความและไปรษณีย์ไทยอีกอย่างน้อย 9,416 ฉบับ ภายหลังพบว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือเรือนจำที่มักจะมีการตีกลับจดหมายโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีรายชื่อผู้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนั้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกคุมขังบางส่วนในเรือนจำกลางคลองเปรม ได้สะท้อนว่าตนได้รับจดหมายจากโครงการฟรีราษฎร เช่นเดียวกับบัสบาส-มงคล ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำกลางเชียงราย ก็ได้สะท้อนว่าตนได้รับจดหมายบางส่วนแล้วเช่นกัน 

“เราพบว่าในบางครั้ง เราไม่สามารถติดตามได้ว่าจดหมายอยู่ตรงไหน เพื่อนเราได้รับจดหมายแล้วหรือยัง บางเรือนจำก็ตีกลับมาและให้บอกเหตุผลผ่านระบบไปรษณีย์ว่าไม่มีชื่ออยู่ในเรือนจำนี้ ทั้งที่เราได้รับการสนับสนุนข้อมูลจาก Freedom Bridge ทำให้เรามั่นใจว่าเราส่งไปถูกเรือนจำ ภายหลังเราพบว่าจดหมายที่ตีกลับมีการตัดซองดู แล้วบอกว่าไม่มีคนเหล่านี้อยู่ในเรือนจำนี้”  แสงเทียนกล่าว 

ขณะเดียวกัน ในหลายเรือนจำยังมีการจำกัดบรรทัดของจดหมาย เช่น ทัณฑสถานหญิงกลาง ที่ยังคงต้องให้ผู้ถูกคุมขังเขียนระบุจำนวนบรรทัดบนจดหมายอย่างชัดเจน 

ปัญหาของการจำกัดสิทธิในการติดต่อสื่อสารที่ไม่มีมาตรฐานกลาง ยังถูกพบที่เรือนจำนราธิวาส ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ในปี 2567 กัลยา อดีตพนักงานบริษัทเอกชนที่ถูกตัดสินโทษจำคุกจากมาตรา 112 เคยร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการปิดกั้นการสื่อสารกับบุคคลภายนอก หลังจากที่เธอไม่ได้รับจดหมายจากประชาชนที่ส่งเข้ามา โดยพบว่ามีเงื่อนไขในการติดต่อทางจดหมายจะต้องเป็นบุคคลผู้ส่งใน 10 รายชื่อเยี่ยมเท่านั้น ซึ่งลักษณะดังกล่าวแตกต่างไปจาก อุดม ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจําเดียวกันที่ไม่ได้มีเงื่อนไขเช่นนั้น 

ภายหลังการร้องเรียน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ทางเรือนจำได้อนุญาตให้เธออ่านจดหมายจากภายนอกแล้ว แต่ไม่สามารถเก็บจดหมายไว้กับตัวเองได้ ได้แต่อ่านและส่งคืนเท่านั้น

จากการเก็บข้อมูล แอมเนสตี้พบว่าปัญหาของการจัดการการสื่อสารผ่านจดหมายของกรมราชทัณฑ์นั้นรวมไปถึง 

  • ไม่มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาเนื้อหาจดหมาย
  • มีการตรวจสอบเนื้อหาจดหมายอย่าง เข้มงวด และมีการแก้ไขหรือปฏิเสธการ  ส่งจดหมายโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
  • ไม่มีระบบติดตามสถานะที่โปร่งใสในระบบจดหมายทั้งรูปแบบไปรษณีย์และออนไลน์
  • อุปสรรคในการสื่อสาร เช่น การจำกัดจำนวนจดหมายและจำนวนบรรทัดในการเขียน หรือการอ้างเหตุการณ์ขาดแคลนเครื่องเขียน
  • จดหมายถูกกรีดซองเพื่อตรวจสอบข้างในและส่งตีกลับโดยระบุหน้าซองว่าไม่มีชื่อตามระบุแต่ยืนยันแล้วว่าข้อมูลถูกต้อง

ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลาได้ระบุในข้อที่ 58 ว่า ผู้ต้องขังต้องได้รับอนุญาตให้สื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนของตนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้โดยมีการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น โดยข้อที่ 61 ระบุว่า การจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องมีเหตุผลด้านความมั่นคงหรือความจำเป็นอย่างแท้จริง

ขณะที่ในส่วนของกฎหมายราชทัณฑ์ไทย ได้ระบุเรื่องดังกล่าวไว้ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 มาตรา 27 ระบุว่า ผู้ต้องขังมีสิทธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก เว้นแต่จะกระทบต่อความมั่นคง  โดยในระเบียบกรมราชทัณฑ์ ยังระบุอีกเช่นกันว่า การจำกัดสิทธิ ต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นการกลั่นแกล้ง 

“แอมเนสตี้ร่วมกับหลายองค์กร เคยเข้าไปคุยกับราชทัณฑ์ให้มีมาตรฐานกลางให้เพื่อนเราได้รับจดหมาย เพราะจดหมายเป็นการสื่อสารที่คุณมีอำนาจในการตรวจอยู่แล้ว เคยเสนอไปแล้วว่าจำเป็นจริง ๆ ไหม ที่ต้องกำหนดรายชื่อแค่ 10 คน เพราะถ้าพูดกันตรง ๆ คนเราไม่ได้มีคนที่เราอยากติดต่อแค่ 10 คน และมันจำเป็นต่อชีวิตเราในการปฏิสัมพันธ์กับคนที่เรารัก 

“ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ต้องเป็นสายเลือดเท่านั้นเราอาจจะอยากติดต่อ เรามีคนรักที่ไม่ใช่คนในสายเลือดของเรา คุณมีอำนาจในการตรวจดูเนื้อหาอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นที่จะต้องมาจำกัดขนาดนี้” 

บุ๊คเสริมต่อว่า “ที่เรือนจำบางขวางระบุไว้เลยว่าต้องเป็น DNA เดียวกัน ทั้งที่บางขวางเป็นที่คุมขังผู้ต้องขังที่มีโทษค่อนข้างสูง และการติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ต้องขังต้องการมาก รวมถึงมีการกำหนดจำนวนจดหมายที่เขียนได้ ตรงนี้ไม่ควรจำกัด เขาจะเขียนทุกวันวันละกี่ฉบับก็เป็นสิทธิของเขา 

“เราเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่น้อย แต่เขาจัดหาคนที่มาทำตรงนี้ได้โดยเฉพาะ และมันช่วยเสริมเรื่องกระบวนการความคิดและกระบวนการความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ถ้าเขารับรู้ในสิ่งที่ญาติ แฟน ที่รออยู่ที่บ้าน เขาก็จะรู้สึกว่าความเป็นมนุษย์ถูกเติมเต็ม ไม่ได้ถูกพรากไป ต่อให้จะเป็นอาชญากรก็ตาม ผมเคยคุยกับพวกเขา เขาก็บอกว่าจดหมายสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาความคิดและความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังทุกคน 

“การที่ราชทัณฑ์ได้เปลี่ยนระบบให้ยากยิ่งขึ้น เป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังอย่างร้ายแรง เพราะต่อให้พวกเขาจะไม่เหลือญาติแล้ว แต่เขาก็ยังมีเพื่อนและคนข้างนอกที่ยังรออยู่ ทุกคนควรได้รับสิทธินี้อย่างเสมอภาคกัน” 

คุณเองก็เป็นได้นะ หน้าต่างของเพื่อนในเรือนจำน่ะ! 

แม้การส่งจดหมายจะยังคงมีอุปสรรค แต่มันคือ “หน้าต่าง” บานสำคัญสู่โลกภายนอกสำหรับเพื่อนในเรือนจำ 

บุ๊คย้ำว่า การเขียนจดหมายไม่จำเป็นต้องเขียนแต่เรื่องเครียดเท่านั้น ทุกคนสามารถเล่าเรื่องชีวิตประจำวันให้กับเพื่อนในเรือนจำได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์สักเรื่อง ไปคอนเสิร์ต หรือไปเที่ยวมา พวกเขาก็จะได้รับกำลังใจแล้ว  

“อย่าลืมเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังทางการเมืองกันนะครับ เขียนไปหาคนใดคนหนึ่ง คนที่คุณเขียนไปหาเขาก็จะเอาไปแชร์ให้เพื่อนคนอื่นเหมือนกัน” 

แสงเทียนกล่าวทิ้งท้ายว่า จดหมายเป็นเหมือนบทบันทึกว่าโลกภายนอกหมุนไปถึงไหนแล้วสำหรับคนในเรือนจำ และเป็นสิ่งสำคัญในการเติมเต็มกำลังใจ แค่เพียงหยิบปากกามาเขียนจดหมายและไม่ลืมพวกเขา 

“นอกจากนี้ จดหมายยังเหมือนหน้าต่างสำหรับพวกเขา ในการเชื่อมโยงตัวตน ความชอบ ที่เขาแค่อยากแชร์กับใครสักคน เราอยากชวนทุกคนมาช่วยกันเขียนจดหมาย ถ้าเจอกลุ่มองค์กรที่ทำเรื่องจดหมาย ก็เข้าร่วมกิจกรรมได้ หรือเขียนผ่านเว็บไซต์ฟรีราษฎร 

“เพราะต่อให้มีอุปสรรคในการส่งจดหมาย แต่สิ่งสำคัญของจดหมายคือมันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญต่อทั้งผู้ต้องขังและผู้มีอำนาจ ว่า คนข้างนอกยังคงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับคนข้างในอยู่” 

เพราะจดหมายของคุณ คือหน้าต่างของเพื่อนในเรือนจำ 

เขียนจดหมายถึงเพื่อนได้ที่ freeratsadon.amnesty.or.th 

——————-

คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง? 

  • เขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำที่ freeratsadon.amnesty.or.th 
  • ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องกับแคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน ที่  https://bit.ly/4r28YwJ 

แคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน คือแคมเปญที่จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ผู้คนในประเทศไทยเผชิญอยู่จริง และเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องแสดงความรับผิดรับชอบอย่างเป็นรูปธรรม

ในประเด็น ‘สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมของประชาชน’ แอมเนสตี้ ประเทศไทย เรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย 

  • รับรองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่มและการชุมนุมโดยสงบ    ทั้งในพื้นที่ออฟไลน์และดิจิทัล 
  • ยุติการใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อปิดปากหรือคุกคามประชาชน  
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมสาธารณะอย่างปลอดภัยและมีความหมาย

ในประเด็น ‘ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน’ แอมเนสตี้ ประเทศไทย เรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย 

  • รับรองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ให้การประกันตัวเป็นหลักทั่วไป และการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการสุดท้าย 
  • ยุติการใช้เงื่อนไขปล่อยชั่วคราวที่มีลักษณะเป็นการลงโทษล่วงหน้า รับรองให้การสอบสวนคดี เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง  
  • รับรองความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน หรือข้อยกเว้น  เสริมสร้างระบบความช่วยเหลือทางกฎหมาย 

ทั้งนี้ แอมเนสตี้ได้รวบรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และนำเสนอเป็นข้อเสนอแนะทั้งหมด 7 ด้าน ถึงพรรคการเมืองและรัฐบาล ได้แก่ 

  1. เสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  2. ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
  3. การคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ
  4. ระบบกฎหมายและการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบ
  5. สิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ดิจิทัล
  6. สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน
  7. ความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน

การลงชื่อของคุณจะถูกนำไปใช้อย่างไร 

  • ใช้เป็นเสียงของประชาชนในการสื่อสารกับพรรคการเมืองและรัฐบาล 
  • ใช้ประกอบการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายหลังการเลือกตั้ง 
  • ใช้ในการรณรงค์สาธารณะเพื่อผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ 

เพราะเสียงของคุณมีความหมาย และมันจะทำให้ประเทศไทยต้องเคารพสิทธิของทุกคน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน