จากอัลกอริทึมถึงความเกลียดชัง: IO กับสิทธิมนุษยชนที่ถูกโจมตีโดยรัฐ – เอกชน – แพลตฟอร์ม

ในโลกที่การกดไลก์หรือแชร์ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกลับสามารถเปลี่ยนทิศทางความคิดของสังคมได้ยาวนานกว่านั้นมาก และเมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ เป้าหมายที่ถูกโจมตีอาจไม่ใช่แค่ความจริง แต่คือผู้คนที่กล้าตั้งคำถามต่ออำนาจ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานเสวนา “IO ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี” สำหรับงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่คือการคลี่ให้เห็นภาพโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการโพสต์ แชร์ ไลก์ และถ้อยคำต่างๆ ในโลกออนไลน์

งานนี้อยู่ภายใต้แนวคิด Talk อะ Rights ที่มีเป้าหมายพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่หลากหลายประเด็น โดยเวทีในครั้งนี้ เปิดเวทีด้วยการปาฐกถาจากนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การสนทนากับผู้ร่วมเสวนาที่มาจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งนักข่าว นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ นักการเมือง และตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ

การพูดคุยตลอดทั้งงานไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “ใครหรือหน่วยงานไหนเป็นผู้ทำ IO” แต่ขยายไปสู่การทำความเข้าใจว่า IO ทำงานอย่างไร ใครได้ประโยชน์ ใครต้องรับผลกระทบ และเหตุใดโครงสร้างทั้งหมดจึงยังเปิดช่องให้ความรุนแรงของข้อมูลดำเนินต่อไปได้อย่างยาวนานบนโซเชียลมีเดีย

IO ไม่ได้เป็นแค่ข่าวปลอม แต่คือกระบวนการที่ถูกออกแบบขึ้นมา

จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยจากสถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) อธิบายภาพรวมของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations หรือ IO)  ในบริบทสังคมไทยว่า การศึกษาประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การชี้ว่าใคร “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” IO เท่านั้น แต่เป็นความพยายามทำความเข้าใจโครงสร้างของปฏิบัติการที่เมื่อเริ่มต้นแล้ว จะมีการเดินหน้าซ้ำๆ จนสิ่งนั้นถูกทำให้กลายเป็นตราบาปในสังคมอย่างถาวร โดยในงานวิจัยปัจจุบัน พบแนวคิดเรื่อง IO ถูกพัฒนาไปสู่กรอบที่เรียกว่า Influence Informations มากขึ้น เพื่ออธิบายการใช้อิทธิพลผ่านข้อมูลในเชิงระบบ

จันจิรา สมบัติพูนศิริ – นักวิจัยจากสถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA)

เธออธิบายว่า หากจะเรียกสิ่งใดว่าเป็น Information Operation จะต้องมีลักษณะเป็นการจัดตั้ง เป็นขบวนการ และมีเป้าหมายชัดเจนในการเผยแพร่ข้อความลักษณะใดลักษณะหนึ่งไปในวงกว้าง พร้อมทั้งออกแบบให้สอดรับกับกลไกของโซเชียลมีเดียเพื่อเร่งการมองเห็นและการมีส่วนร่วม

“สำหรับปฏิบัติการข่าวสาร Information Operation ต้องเป็นการจัดตั้งทำเป็นขบวนการและมุ่งเผยแพร่ข้อความลักษณะหนึ่งไปในวงกว้าง และพยายามใช้อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียในการเพิ่มเอนเกจเมนต์ของเนื้อหานั้น เป็นการสร้างพลังของเรื่องเล่าให้คนติดตามมากๆ”

ขณะที่ ในการศึกษาจะพบว่า IO จะถูกวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ A – Actor หรือผู้กระทำ B – Behavior หรือพฤติกรรม และ C – Content หรือเนื้อหา ในมิติของพฤติกรรม สิ่งสำคัญคือการแชร์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ เป็นแผง ไม่ใช่การกระจายแบบโดดเดี่ยว โดยเนื้อหาที่ถูกใช้ในปฏิบัติการอาจเป็นได้ทั้งเชิงลบ เช่น การใส่ร้ายป้ายสีให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง หรือเชิงบวก เช่น การยกย่องเชิดชูฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงการพ่นข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างภาวะ “น้ำท่วมทุ่ง” ทำให้ข้อมูลล้นจนเรื่องสำคัญถูกกลบหายไป

“อาจเป็นการเปิดเผยการทุจริต แต่ถูกพัดพาหายไป เพราะเนื้อหาอื่นถูกดันขึ้นมาจนมองไม่เห็น”

จันจิราเล่าว่า ในช่วงแรกของการศึกษาปรากฏการณ์ IO นักวิจัยมักตรวจสอบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นของปลอมหรือไม่ เช่น การใช้บอทหรือโค้ดอัตโนมัติ แต่ในช่วงหลังกลับพบว่าโครงสร้างเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการผลิตคอนเทนต์มากขึ้น

“ช่วงหลังค้นพบว่ามีลักษณะใช้บอทและตัวคนผสมกัน ในยุคที่ใช้ AI มากขึ้น”

เธอบอกว่า AI ทำให้การสร้างเนื้อหาเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นจำนวนมากในระยะเวลาไม่นาน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานทั่วไปจึงเริ่มจับทางบอทได้ดีขึ้นและโหยหาคอนเทนต์ที่ดูมีความเป็นมนุษย์และความจริงมากขึ้น ปัจจุบันจึงเกิดรูปแบบบัญชีที่มีทั้งคนจริงและบอททำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

“การใช้คนและบอทต้องนำมาสู่การทำงานร่วมกันแบบส่งต่อข้อมูลเป็นแผงๆ และแชร์ต่อบัญชีในเครือข่าย การทำแบบนี้ IO ทำเพื่อให้มันดูเหมือนเป็นกระแสที่มีมนุษย์แชร์ต่อไปจริงๆ”

เธอยกตัวอย่างงานศึกษาบางประเทศที่พบการใช้บัญชีเป็นหมื่นๆ บัญชีจนกลายเป็นฟาร์มเพาะ IO โดยเธอบอกว่าปัจจุบัน มนุษย์หนึ่งคนอาจถือบัญชีเป็น 100 บัญชี หากมีคนเพียง 100 คน ก็อาจสามารถสร้างบัญชีม้าจำนวนมหาศาล และใช้การแชร์พร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเร่งการมองเห็นในแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ รูปแบบเช่นนี้เองที่ทำให้การจับผิดหรือตรวจสอบ IO ในช่วงหลังยากขึ้นอย่างมาก เพราะมีเส้นแบ่งระหว่างการแชร์ที่ถูกจัดตั้งกับการแชร์แบบออร์แกนิกเริ่มแยกออกจากกันยากขึ้น

“บางคนแชร์เพื่อสะใจ ทำให้แยกไม่ออกระหว่างการแชร์จัดตั้งกับออร์แกนิก”

เมื่อวิเคราะห์เครือข่ายการแชร์ จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าเนื้อหาของ IO มักถูกส่งต่อไปยังบัญชีทางการหรือผู้มีชื่อเสียงฝั่งใด โดยเธอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดในช่วงการเลือกตั้งต่างๆ ที่ผ่านมา

“อย่างการเลือกตั้งปี 66 จะเห็นกลุ่มพรรคก้าวไกลและค่ายอนุรักษ์นิยมมีสื่อที่แชร์อย่างคึกคัก และแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับอีกค่ายหนึ่งเลย”

นอกจากนี้ จันจิรายังชี้ให้เห็นว่า กลไกของโซเชียลมีเดียในปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้การปั่นกระแสกลายเป็นเรื่องเชิงเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครของรัฐเสมอไป เพราะมีตลาดซื้อขายบัญชี มีการตั้งเพจเพื่อหารายได้ และบางบัญชีแทบไม่เคยโพสต์การเมืองมาก่อน แต่ถูกซื้อมาใช้ในช่วงฤดูการเลือกตั้ง

“การซื้อเพจเช่นนี้ทำให้การแยกบทบาทของรัฐ ไม่รัฐ เอกชน หรือคนธรรมดา จึงยากขึ้นมาก”

เมื่อพูดถึงผลกระทบของ IO โดยเฉพาะ IO สีดำ จันจิราอ้างอิงการสำรวจในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ที่สอบถามนักกิจกรรมและฝ่ายค้านถึงประสบการณ์การถูกคุกคามออนไลน์ ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่การด่าทอ แต่รวมถึงการสอดแนม การติดตาม และการส่งข้อความคุกคาม

“คนที่ถูกคุกคามในช่วงการชุมนุมปี 63 – 64 รู้สึกลดทอนความเป็นมนุษย์และรู้สึกโกรธ”

การสำรวจผลกระทบของ IO ที่ผ่านมา พบคนจำนวนมากมองว่า มีผลกระทบทางจิตใจมากที่สุด เพราะการถูกโจมตีเป็นระยะเวลานานกลายเป็นการกัดกร่อนทางใจ จนทำให้หลายคนหมดแรงรับมือ

“เวลาโดน IO บ่อยๆ หลายคนมักกลัวทุกครั้งที่เปิดโซเชียล และเกิดความนอยด์ในชีวิตประจำวัน”

“คนส่วนใหญ่ที่ถูกโจมตีด้วยไอโอถูกโจมตีเป็นระยะที่ยาวนาน จนกลายเป็นการกัดกร่อนทางจิตใจ จนอาจหมดใจกับการรับมือ”

และเมื่อการคุกคามลากยาว ก็อาจนำไปสู่ภาวะ หมดไฟ Burnout, วิตกกังวล PTSD และมีบาดแผลทางใจ Trauma โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำเดิม และเมื่อถามถึงทางออก จันจิราเสนอว่าโจทย์นี้ไม่สามารถแก้ในระดับปัจเจกได้ จำเป็นต้องเคลื่อนเป็นกลุ่ม และเก็บข้อมูลเชิงระบบหรือ Big Data เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดดันแพลตฟอร์ม

“เนื้อหาอย่างเดียวไม่พอ ต้องชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้กระทบต่อความโปร่งใสและแบรนด์ของแพลตฟอร์มเอง”

เธอมองว่าการคุยกับรัฐเป็นเพียงปลายน้ำ สิ่งสำคัญคือต้องกลับไปดูต้นน้ำของปัญหา คือใครเป็นผู้ออกแบบอัลกอริทึมที่ทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นสินค้า

“หลายคนที่แชร์ไม่ได้มีคอมมิตเมนต์ทางอุดมการณ์ แต่แชร์เพราะได้เงิน”

สุดท้าย ประชาชนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Digital Literacy มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการไม่ตกเป็นเหยื่อของอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อดันอารมณ์ ความโกรธ และความเกลียดชังให้กลายเป็นกระแส

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการกำกับดูแลระหว่างรัฐกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เธอระบุว่านี่คือปัญหาโลกแตกที่ทุกประเทศเผชิญ เพราะการหาสมดุลระหว่างการควบคุมกับการคุ้มครองสิทธิทำได้ยาก หากให้อำนาจรัฐมากเกินไป การกำกับก็จะกลายเป็นการเซ็นเซอร์ และมักนำไปสู่การใช้กฎหมายอย่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งในหลายประเทศถูกออกแบบในนามของการต้านข่าวปลอม แต่ในทางปฏิบัติมักถูกใช้เพื่อปิดปากการวิจารณ์ผู้มีอำนาจ

เธอมองว่า การคาดหวังให้รัฐใช้กฎหมายเข้ามาจัดการแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่คำตอบ เพราะบริบทของรัฐในแต่ละประเทศแตกต่างกัน และในหลายภูมิภาค พบว่ากฎหมายต้านข่าวปลอมกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพมากกว่าคุ้มครองประชาชน

ทางออกที่เธอเสนอคือ การเชื่อใน “พลังของข้อมูล” ผ่านการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การจัดการรายโพสต์หรือรายกรณี แต่คือการสร้างฐานข้อมูลร่วมกันว่าแฟนเพจหรือบัญชีใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายปฏิบัติการ IO ใครอยู่เบื้องหลังเครือข่ายเหล่านี้ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้กดดันแพลตฟอร์มโดยตรง พร้อมมาตรการที่ชัดเจน เช่น การตัดสิทธิ์การซื้อโฆษณา การลดการมองเห็น หรือการตัดช่องทางรายได้ หากพิสูจน์ได้ว่าละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม

สำหรับการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม เธอชี้ว่าจำเป็นต้องคุยกันในกรอบสิทธิมนุษยชน โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด Business and Human Rights เพราะแพลตฟอร์มเองก็เผชิญวิกฤตความเชื่อใจจากผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจเป็นตลาดเล็ก แต่สามารถรวมพลังกับประเทศในอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และผลักดันให้แพลตฟอร์มใส่ใจบริบทของประเทศสมาชิกมากขึ้น

เธอย้ำว่าปัญหานี้มีทั้งมิติทางจริยธรรมและทางปฏิบัติ คนคนหนึ่งไม่ควรถูกไล่ล่าทางออนไลน์เพียงเพราะอัลกอริทึมให้รางวัลกับเอนเกจเมนต์ แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า การให้แพลตฟอร์มตรวจสอบทุกโพสต์เป็นไปไม่ได้ เพราะระบบจำนวนมากอาศัย AI ในการประมวลผลที่ยิ่งทำให้ปัญหาขยายตัวได้รวดเร็ว

ช่วงท้ายเธอได้ยกตัวอย่างของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่เห็นผลกระทบชัดเจนของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจาก IO จันจิรากล่าวว่าเธอรู้สึกเห็นใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการลดพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะเป็นการใช้ภาษีประชาชนเพื่อสร้างความเกลียดชัง และทำให้พื้นที่การแสดงความเห็นของผู้สื่อข่าวแคบลง

“ IO ในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรูปแบบที่กระจายศูนย์มากขึ้น จนแยกไม่ออกว่าเป็นการกระทำของรัฐหรือไม่รัฐ และนั่นเองที่ทำให้การแก้ปัญหายิ่งซับซ้อนกว่าเดิม”

เสียงจากผู้ถูกกระทำ: เมื่อ IO พยายามฆ่าทางวิชาชีพ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporters  กล่าวว่า ครั้งนี้เธอมาในฐานะ “ผู้เสียหาย” จากปฏิบัติการ IO ที่โจมตีเธอมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่การทำข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เธอเล่าย้อนว่า ตั้งแต่ทำข่าวคดี กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. พรรคประชาชาติ ที่ถูกลอบยิง ต่อด้วยการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 จากนั้นทำให้ชื่อของเธอก็เริ่มถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยมีข้อความด่าทอจำนวนมาก จนเกิดคำถามสำคัญว่า  “ทำไมถึงเชื่อว่าการโจมตีเหล่านี้คือ IO”

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย – The Reporters

ฐปณีย์อธิบายว่า เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องเจอ สถานการณ์เช่นนี้ เพราะตั้งแต่การทำข่าวเรื่องโรฮิงญา ในช่วงแรกเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ IO แต่เริ่มสังเกตจากรูปแบบข้อความที่เหมือนกัน การใช้คำซ้ำ ๆ การกระจายผ่านหลายเพจพร้อมกัน

“ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเป็นไอโอ แต่เห็นว่ามีหลายเพจ หลายข้อความ ถูกส่งต่อเหมือนกันหมด”

ต่อมาเมื่อได้ศึกษาข้อมูลมากขึ้น จึงเริ่มเข้าใจว่านี่คือ “ปฏิบัติการข่าวสารจากรัฐ” และยิ่งหลังการรัฐประหาร เธอก็ยิ่งตระหนักว่าถ้าทำข่าวด้านความมั่นคงมากเท่าไหร่ ก็อาจจะต้องเจอกับอะไรแบบนี้มากขึ้นเท่านั้น

จากนั้นพบว่า สถานการณ์รุนแรงขึ้นอีกในปี 2563 ระหว่างการชุมนุมทางการเมือง เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็น “นักข่าวสามกีบ” ถูกตราว่า “ล้มเจ้า” และในช่วงสองปีก่อน จากกรณีคดีตากใบหมดอายุความ รวมถึงประเด็นการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน ในตอนนั้นเธอก็ถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง ทั้งจากฝั่งการเมืองและกองทัพ

“เจอบ่อยๆ เข้า มันเลยทำให้เรามั่นใจว่าครั้งนี้ก็เป็นปฏิบัติการไอโออีกครั้งหนึ่ง”

ฐปณีย์เล่าว่า การถูก IO โจมตีในปัจจุบัน พบจุดที่สถานการณ์ปะทุรุนแรงคือหลังวันที่ 13 เมษายน ภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 พบเนื้อหาการโจมตีเปลี่ยนจากการด่าทอส่วนบุคคล ไปสู่การกล่าวหาว่าเธอเป็นต้นเหตุของปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้

“ทุกอย่างมันถูกโยงกลับมาที่เรา ว่าเราเป็นสาเหตุ”

นอกจากนั้น การโจมตีของ IO ไม่ได้หยุดแค่ตัวเธอ แต่ขยายไปถึงคนรอบข้าง คนที่เคยทำกิจกรรมหรือทำงานร่วมกับเธอ รวมถึง มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าเมืองปาตานี” หรือ “เจ้าชายบูดู”

“ใครก็ตามที่เชื่อมโยงกับเรา โดนหมด”

ปัจจุบัน เธอถูกกล่าวหาหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็น “นักข่าวบีอาร์เอ็น” หรือ “โจรใต้” ไปจนถึงข้อกล่าวหาว่า สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งถูกขยายซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องที่คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเป็นความจริง โดยฐปณีย์บอกว่า ตลอดเวลาที่ทำข่าวจังหวัดชายแดนใต้มา เธอต้องเจอกับ IO มาโดยตลอด และพอจะรู้จัก เพจไอโอหน้าเดิมๆ อยู่แล้ว แต่สถานการณ์รอบนี้แตกต่างออกไป

“ครั้งนี้มันมีไอโอจากเพจอื่นๆ เพิ่มขึ้น และพัฒนาไปไกลมาก”

เธอบอกอีกว่า ปัยจุบันไม่ใช่แค่เพจไร้ตัวตน แต่ยังมีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตนจริงนำเนื้อหาไปขยายต่อ มีสื่อบางสำนักนำไปทำข่าวซ้ำ จนข่าวปลอมและการใส่ร้าย ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นความจริง ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลกออนไลน์ แต่กระทบต่อสภาพจิตใจและวิชาชีพข่าวของเธออย่างรุนแรง

“มันลดความน่าเชื่อถือของการเป็นนักข่าว ทำให้คุณค่าของเราหายไป”

เธอยอมรับว่ารอบนี้รู้สึกกังวลอย่างมาก กลัวว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่นักข่าวต่อไปได้ และผลกระทบยังลามไปถึงสำนักข่าวที่เธอทำงานและดูแลอยู่ในปัจจุบัน

“พอเจอ IO แรงๆ เข้า เรากลัวว่าเราจะยังเป็นนักข่าวต่อได้ไหม”

สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้น เมื่อมีคนที่มีตัวตนจริงเข้ามาถามตรง ๆ ว่าเธอสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ และพูดในลักษณะข่มขู่

“เขาบอกว่าอย่าไปสนับสนุนเชียวนะ ไม่งั้นจะไม่เอาไว้”

จุดนั้นทำให้ฐปณีย์ตระหนักว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีบุคคลอีกต่อไปและมันอาจใหญ่เกินกว่าตัวเราแล้ว ยึงทำให้เธอตัดสินใจไปพบนักจิตวิทยา เพื่อจัดการกับผลกระทบทางจิตใจ และย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้ปฏิบัติการ IO แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับใครอีก

ฐปณีย์ยังเตือนว่า ปัจจุบัน IO พัฒนาไปไกลกว่าที่เคย โดยมีการใช้ AI สร้างบทสนทนา บทสัมภาษณ์ หรือแม้แต่บทละคร ทำให้ผู้คนหลงเชื่อได้ง่าย

“มันไม่ใช่แค่การดิสเครดิต แต่มันคือการฆ่าเราในทางวิชาชีพ เราไม่ควรปล่อยผ่าน ให้มันไปเกิดกับคนอื่นได้อีก”

เธอมองว่า นี่คือโครงสร้างปฏิบัติการที่ซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้น และควรมีการศึกษา เปิดโปง และตรวจสอบอย่างจริงจัง ตั้งแต่เพจไร้ตัวตนไปจนถึงเพจที่มีตัวตนชัดเจน ช่วงท้าย ฐปณีย์ย้ำว่า กรณีของเธอไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่ดารถูก IO โจมตีอาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้

การสร้างความเกลียดชัง การป้ายสี และการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เพียงทำร้ายบุคคล แต่ยังเป็นบ่อนทำลายสังคม และอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเธอเป็นห่วงมากที่สุด

“เราไม่อยากให้เรื่อง IO ถูกขยับไปสู่ความแตกแยกในยังหวัดชายแดนใต้อีก”

IO เกี่ยวข้องกับ รัฐ เอกชน และความลอยนวลพ้นผิด

สฤณี อาชวานันทกุล  นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน อธิบายว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายกว่าที่ผ่านมาอย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็น 4 ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ IO โดยรัฐแตกต่างจากการสื่อสารหรือการชี้นำข้อมูลของเอกชน พรรคการเมือง หรือผู้เล่นรายอื่นในสังคม

เธอเริ่มจากการอธิบายว่า ปัจจุบันมีการใช้คำว่า Influence Information เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การชี้นำข้อมูลที่มีผู้เล่นหลากหลายมากขึ้น แต่คำว่า Information Operations หรือ IO นั้นถูกใช้มาอย่างยาวนาน และผูกโยงกับกรอบความมั่นคงของรัฐ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพราะใครๆ ก็ทำได้ แต่เพราะ IO ที่ทำโดยรัฐมีคุณลักษณะที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

“สิ่งที่รัฐทำ ไม่ได้เหมือนกับที่พรรคการเมืองหรือบริษัททำ แม้ในเชิงเทคนิคจะดูคล้ายกัน แต่ในเชิงอำนาจและทรัพยากร มันต่างกันมาก”

สฤณียกกรณีของตนเองเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่าชื่อของเธอถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ถูกให้คุณค่า แบบ Value Target และถูกนำไปอภิปรายในสภา เธอชี้ว่า IO ของรัฐในช่วงหลังมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของการรวมศูนย์ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน การผลิตเนื้อหาโจมตีควบคู่ไปกับการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงความพยายามแฮ็กบัญชีเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล – นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน

“ถ้าไม่ใช่รัฐ เราไม่เชื่อว่าจะลงทุนขนาดนี้ เพราะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และรัฐเท่านั้นที่มีงบลับที่เราไม่รู้ แม้แต่ฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้”

ปัจจัยถัดมาที่ทำให้ IO รุนแรงขึ้น คือบริบทของความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ซึ่งสฤณีมองว่าเหมือนเป็นสนามทดลองของ IO ระดับชาติ โดยในช่วงแรกมีการตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาบางส่วนมาจากเพจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ก่อนจะลุกลามขยายวงกว้างจนกลายเป็นความขัดแย้งในระดับสังคม โดยเธออธิบายว่าในสถานการณ์เช่นนี้ IO กลับถูกทำให้ดูชอบธรรมเพราะถูกอ้างว่าเป็นการต่อสู้กับคนนอกชาติ

“คนอาจรู้ตัวว่าเป็นไอโอ แต่กลับภูมิใจ เพราะคิดว่ากำลังทำเพื่อชาติ”

เมื่อชาตินิยมถูกปลุกขึ้นมา IO จึงแพร่กระจายได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติ และทำให้คนที่เห็นต่างถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามของชาติไปโดยปริยาย ต่อมาปัจจัยที่สามคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผสมผสานกันระหว่าง AI เอนเกจเมนต์ และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูล

“เฟกนิวส์ไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดกรองอะไรเลย มันถูกดัน ถูกแชร์ และขยายตัวได้ทันที ยิ่งรวมกับไอโอ ยิ่งไปกันใหญ่”

“เอไอทำให้การสร้างเนื้อหาเร็วและทรงพลังขึ้นมาก แต่เมื่อเนื้อหาเหล่านี้ถูกป้อนเข้าสู่อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มเอนเกจเมนท์มากกว่าความถูกต้อง ความจริงจึงถูกกลืนไปกับระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์”

ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ IO ของรัฐอันตรายที่สุด คือ ภาวะการทำให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด สฤณีย้ำว่า IO ในประเทศไทยไม่เคยต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริงในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมา เธอและเพื่อนนักวิชาการได้ตัดสินใจฟ้องกองทัพบก หลังพบหลักฐานเชิงโครงสร้างจากทวิตเตอร์ ทั้งรายงาน ฐานข้อมูล และความเชื่อมโยงของแอ็กเคานต์ปลอมที่เมนชันชื่อของพวกเขาอย่างเป็นระบบ โดยคดีดังกล่าวนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน และต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยรับรองว่า เอกสารสั่งการให้ทำ IO เป็นของจริง

“ศาลบอกว่ามีการสั่งให้ทำไอโอจริง เพียงแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเนื้อหาที่โจมตีเป็นการทำในหน้าที่หรือทำในนามส่วนตัว”

“ความจริงอีกด้านคือ ปฏิบัติการ IO ในไทยแทบไม่เคยมีการรับผิดหรือถูกตรวจสอบอย่างจริงจังจากรัฐ จนกลายเป็นภาวะที่ความผิดสามารถลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบได้ เรียกอีกอย่างว่าปล่อยให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด”

สำหรับสฤณี นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเธอเป็นนักเขียน นักวิจัย ที่ทำหน้าที่วิจารณ์นโยบายรัฐอย่างเปิดเผย

“ทำไมการวิจารณ์นโยบายรัฐ ถึงต้องเจอกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่มันคือสิทธิขั้นพื้นฐาน”

“ส่วนตัวรับไม่ได้กับบรรยากาศข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนสิทธิพื้นฐานของผู้คน แม้จะไม่ได้เจอความรุนแรงที่สุด แต่ก็ยังมองว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาที่กระทบสิทธิเสรีภาพ และไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ”

เธอยังตั้งคำถามสำคัญว่า สังคมควรยอมรับปฏิบัติการของรัฐในกรณีใดบ้าง โดยเฉพาะเมื่อมีการอ้างข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเหตุผลสนับสนุน IO ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ และกรณีไทย – กัมพูชาก็มีความซับซ้อนสูงจนแยกไม่ออกว่าเป็นความขัดแย้งจริงหรือการเมืองภายใน

“เหตุการณ์แบบนี้ทำให้คนจำนวนมากยอมรับไอโอ และมองว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับทหารคือฝ่ายตรงข้าม”

สฤณีมีข้อเสนอว่า การรับมือกับ IO จำเป็นต้องอาศัยการทำ Big Data เพื่อทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงของ IO ทั้งจากรัฐและเอกชนว่าแทรกซึมลึกและกว้างเพียงใด ควบคู่ไปกับการรู้เท่าทันอัลกอริทึมและการสื่อสารเชิงรณรงค์ที่ทันต่อสถานการณ์ ช่วงท้าย เธอย้ำว่า IO ไม่ใช่เรื่องลอยๆ ที่ปล่อยผ่านไปได้ แต่เป็นเรื่องที่มีคน “จ้าง จ่าย และรับเงิน” และกรณีของเธอจะต้องดำเนินการต่อไป

“การที่ชื่อ ใบหน้า และลิงก์ของเราถูกเอาไปแขวน มันคือการใช้อำนาจทำให้เราเป็นเป้า และต้องมีคนรับผิดชอบ ไม่ใช่ใช้เงินภาษีประชาชนแล้วไม่มีใครต้องรับผิดอะไรเลย”

นอกจากนี้ สฤณียังขยายไปถึง IO ภาคเอกชน โดยชี้ว่าการจ้างเอเจนซีทำ IO หรือฟ้องปิดปากนักวิจารณ์ ขัดต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และสะท้อนว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่คำพูดแต่ต้องแสดงออกผ่านการกระทำจริง

“ความรับผิดชอบของธุรกิจ ไม่ควรเริ่มต้นจากการสนับสนุนหรือเพิกเฉยต่อการทำไอโอ”

แก้ IO อย่ายกอำนาจทั้งหมดให้รัฐทำหน้าที่

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ชี้ว่า ในความเป็นจริงแล้วสังคมไทยไม่ได้เพิ่งเจอกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ถูก “พรวนดินทางความคิด” มาอย่างยาวนาน ผ่านทั้งกลไกการศึกษาและระบบสื่อมวลชนตั้งแต่อดีต จนทำให้สังคมอยู่ในภาวะพร้อมรับสารบางแบบโดยไม่รู้ตัว และเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองหรือความขัดแย้งสุกงอม IO ก็สามารถสำแดงพลังออกมาได้อย่างรวดเร็ว

เขาอธิบายว่า กระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงความขัดแย้งไทย – กัมพูชา เป็นตัวอย่างชัดเจนของกระบวนการนี้ เมื่อผู้คนรู้สึกว่ากำลังอยู่ในภาวะ “สู้รบ” การตั้งคำถามต่อความจริงหรือความเท็จกลับถูกลดทอนความสำคัญลง การล้อเลียนหรือโจมตีฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติจึงกลายเป็นเรื่องสนุก และถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะอีกฝ่ายไม่สามารถมาร้องเรียนหรือทักท้วงได้

เทวฤทธิ์ มณีฉาย – สมาชิกวุฒิสภา

เทวฤทธิ์ชี้ว่า บรรยากาศเช่นนี้ทำให้รูปแบบการสื่อสารแบบเกลียดชังถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และสุดท้ายแล้วก็จะถูกถอดแบบขยายไปยังบริบทอื่นๆ ภายในประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ก่อนหน้านี้อาจเงียบไปช่วงหนึ่ง แต่กลับถูกดึงกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งผ่านกลไกเดียวกัน

ในมุมของเขา หากการสื่อสารหรือแสดงความเห็นเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือความคิด ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องรณรงค์กันไปตามจังหวะของสังคม เช่น บางช่วงฝ่ายเสรีนิยมอาจมีพลังมาก บางช่วงกระแสชาตินิยมอาจขึ้นสูง สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือน “คลื่นลม” ที่พัดผ่านไปตามเงื่อนไขของแต่ละช่วงเวลา แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือส่วนที่เป็น “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” นั่นคือปฏิบัติการที่มีรัฐหรือกลไกอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้อง และมีการใช้ทรัพยากรหรือท่อน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงอยู่เบื้องหลัง

“อย่างน้อยที่สุด เราต้องเอากระดิ่งไปติดคอแมวให้ได้ ในการแก้ปัญหา IO แต่ต้องไม่ให้รัฐคุมทั้งหมด เพราะอาจกระทบกับสิทธิเสรีภาพต่างๆ ของประชาชน”

เทวฤทธิ์ย้ำว่า ปัญหาสำคัญคือเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะการตรวจสอบงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ IO ซึ่งในทางปฏิบัติแทบมองไม่เห็นชัด โดยเขามองว่ากลไกอย่างคณะกรรมาธิการ ทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พยายามทำหน้าที่ตรวจสอบมาโดยตลอด แต่ยังต้องผลักดันให้ไปไกลกว่านี้

หนึ่งในโอกาสสำคัญที่เขาหยิบยกขึ้นมาคือ ความพยายามของประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงแนวคิดเรื่อง Open Government Partnership ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวถึง เพราะการเข้าร่วมกลไกเหล่านี้มาพร้อมกับเงื่อนไขด้านการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาล ที่อาจกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างให้รัฐต้องโปร่งใสมากขึ้น

ช่วงท้าย เทวฤทธิ์ยังเตือนว่าภาพของ IO ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การที่ทหารนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่มีการใช้เอเจนซีมืออาชีพเข้ามารับงาน ซึ่งมีประสิทธิภาพและแนบเนียนกว่ามาก เพราะเข้าใจธรรมชาติของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในปัจจุบัน โดยเอเจนซีเหล่านี้ไม่ได้สื่อสารเฉพาะเรื่องความมั่นคงหรืการเมืองโดยตรง แต่แทรกตัวอยู่ในเนื้อหาหลากหลายประเภท มีฐานผู้ติดตามที่ไม่ได้สนใจการเมืองเป็นหลัก ทำให้สารสามารถส่งตรงไปถึงคนทั่วไปได้ง่าย และกว้างไกลกว่าการสื่อสารแบบเดิมๆ ของรัฐ

“ปัญหาของ IO มันไม่ใช่แค่คนที่สนใจการเมืองเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่คือคนธรรมดาที่เสพคอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงเห็นว่าจำเป็นต้องเรียกร้องให้มีการเปิดเผยว่าใครอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการเหล่านี้ และต้องไม่ปล่อยให้รัฐใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงมาเป็นเกราะกำบังเพียงอย่างเดียว โดยเทวฤทธิ์ทิ้งสิ่งที่ควรระวังและสำคัญที่สุด คือการไม่ยกอำนาจในการจัดการกับเฟกนิวส์ ข่าวปลอม หรือ IO ไปให้รัฐจัดการทั้งหมด เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาในไทยแสดงให้เห็นว่า เมื่อรัฐถือหรือมีอำนาจดังกล่าว กลไกเหล่านี้มักถูกใช้กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก่อนเป็นลำดับแรก

เขาย้ำว่า การปกป้องสังคมจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ต้องอาศัยเครือข่ายของสื่อมวลชนและภาคประชาชนในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และเฝ้าระวังร่วมกัน มากกว่าการฝากความหวังทั้งหมดไว้กับรัฐฝ่ายเดียว

“สื่อต้องตระหนักรู้ และช่วยกันเป็นกระดิ่งคอแมว เพื่อให้สังคมรู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ในการจัดการกับ IO ทุกวันนี้”

พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยยังเป็นคำถามใหญ่

ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ย้ำว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของสมาคมในสถานการณ์เช่นนี้คือการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อยังสามารถทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของสังคมได้ต่อไป

เขาระบุว่า ปฏิบัติการ IO ที่มีลักษณะการบูลลี่ ใส่ร้าย และโจมตีผู้สื่อข่าวอย่างเป็นระบบ เป็นการคุกคามสื่ออย่างชัดเจน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพจิตใจของผู้ทำงานข่าว โดยเฉพาะในบริบทที่สื่อจำนวนมากต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านอยู่แล้ว หากผู้สื่อข่าวไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ อาจนำไปสู่การท้อแท้ หมดแรงใจ และเลือกยุติการทำหน้าที่ ซึ่งสุดท้ายไม่ใช่แค่ปัญหาของคนทำข่าว แต่คือการสูญเสียกลไกตรวจสอบของสังคมโดยรวม

ชัยฤทธิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมนักข่าวได้ติดตามตรวจสอบข้อความและการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีลักษณะซ้ำๆ เดิมๆ และเป็นเพจอวตารหรือเพจที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย IO ซึ่งทำงานเป็นเครือข่าย ในการประชุมภายในของสมาคม นักข่าวจากหลายสำนักเห็นตรงกันว่า กรณีนี้ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และจำเป็นต้องออกแถลงการณ์โดยเร่งด่วน เพื่อสกัดกั้นการคุกคามตั้งแต่ต้นทาง

ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม – อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แม้สมาคมจะไม่มีอำนาจทางกฎหมายโดยตรง แต่เขาย้ำว่าการไม่พูดอะไรเลย จะเท่ากับการปล่อยให้ความรุนแรงทางข้อมูลข่าวสารดำเนินต่อไปโดยไร้แรงต้าน ทำให้สมาคมจึงเลือกใช้มาตรการทางจริยธรรมและสังคม ด้วยการประณามการกระทำดังกล่าว และเรียกร้องไปยังหน่วยงานของรัฐ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ให้เร่งตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง

“สิ่งที่เกิดขึ้นจาก IO มันไม่ต่างจากการถูกรุมโดยฝูงไฮยีน่า และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการทำงานของสื่อมวลชนในทุกวันนี้”

เขาตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีรับเรื่องไปแล้ว กลับยังไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ ขณะเดียวกัน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวได้มีหนังสือถึงบริษัทเมตา (Meta) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องให้ยกระดับมาตรการจัดการปัญหา IO อย่างจริงจังกว่านี้ 

แม้แพลตฟอร์มจะอ้างว่ามีการปิดบัญชีผู้ใช้จำนวนหนึ่งในประเทศไทยแล้ว แต่ชัยฤทธิ์เห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และยังไม่สามารถทำให้พื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์กลับมาปลอดภัยได้ เขาเรียกร้องให้แพลตฟอร์มเลิกมองปัญหานี้ผ่านมุมรายได้และเอนเกจเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตระหนักว่าตนเองคือพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนใช้สื่อสาร อยู่ร่วมกัน และต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ด้วย

ด้านการคุ้มครองเชิงรูปธรรม ชัยฤทธิ์เปิดเผยว่า สมาคมนักข่าวได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือทำ MOU ร่วมกับสภาทนายความ เพื่อจัดให้มีทนายความช่วยเหลือผู้สื่อข่าวโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในกรณีถูกคุกคามหรือดำเนินคดี แม้จะเป็นทรัพยากรที่ไม่ได้มากนัก แต่ถือเป็นหลักประกันสำคัญว่าผู้สื่อข่าวจะต้องไม่เจอปัญหาทางกฎหมายเพียงลำพัง และสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องแบกรับความกังวลเกินควร

เขาย้อนกลับไปยังต้นตอของกรณีนี้ โดยย้ำว่าทั้งหมดเริ่มจากการตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 ในประเด็นความคืบหน้าของคดี ซึ่งเป็นคำถามตามหน้าที่ของสื่อ หากคำตอบจากฝ่ายรัฐมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เรื่องทั้งหมดอาจไม่ลุกลามมาถึงขั้นนี้ และไม่ควรปล่อยให้แรงกดดันทั้งหมดไปตกอยู่ที่นักข่าวเพียงฝ่ายเดียว

ชัยฤทธิ์ชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวยังพัวพันกับบริบทที่อ่อนไหวอย่างจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งต้องการความละเอียดอ่อน การรับฟัง และการหาทางออกร่วมกัน มากกว่าการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมาซ้ำเติมความแตกแยก และเขาย้ำอีกครั้งว่า ผลกระทบของ IO ต่อสื่อมวลชนรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะในยุคปัจจุบัน สื่อต้องเผชิญความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ให้รางวัลกับเนื้อหาง่าย เร็ว และเร้าอารมณ์ ขณะที่ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนหรือการตรวจสอบเชิงลึกกลับเข้าถึงคนได้น้อยกว่า

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เปิดช่องให้กลุ่มทุนและอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งปัจจุบันภาครัฐและการเมืองเองก็มีสื่ออยู่ในมือแบบครบวงจร ทั้งเพจ ยูทูบ และผู้ดำเนินรายการที่มีตัวตนชัดเจน จึงสามารถกำหนดวาระสาธารณะ และในบางกรณีใช้โจมตีหรือบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่ออิสระได้

ชัยฤทธิ์สรุปช่วงท้ายว่า ปฏิบัติการ IO ไม่สามารถแพร่กระจายอย่างเป็นระบบได้ หากไม่มีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลาง ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบงบประมาณและกลไกของรัฐ หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ต้องมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ไปจนถึงภาคีเครือข่ายในการสร้างความรู้เท่าทันให้กับประชาชน

ช่วงท้าย เขาย้ำว่า IO ควรถูกมองเป็นภัยคุกคามระดับชาติ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน ย่อมเข้าข่ายความผิดทั้งตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ รวมถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และยิ่งปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่รับผิดชอบ ก็ยิ่งสร้างความแตกแยกและบ่อนทำลายรากฐานของสังคมประชาธิปไตยในระยะยาว

“เราได้ทำ MOU ร่วมกับสภาทนายความ เพื่อจัดหาทนายความช่วยเหลือนักข่าวที่ถูกคุกคามระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเสริมกลไกคุ้มครองสิทธิของผู้สื่อข่าวให้เข้มแข็งขึ้น”

 “หลายเหตุการณ์อาจไม่บานปลาย หากไม่มีการปะทะระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ แต่การตั้งคำถามต่อความคืบหน้าคดีที่เป็นข้อกังวลของสาธารณะ ก็ควรได้รับคำตอบมากกว่าการเจอหน้าหรือเจอความขัดแย้งในพื้นที่ด้วยตัวเอง”

เส้นทางร้องเรียน – คุ้มครอง เมื่อถูก IO โจมตีออนไลน์

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อธิบายภาพรวมของปัญหาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และการใช้เทคโนโลยี AI ในโลกออนไลน์ว่า เป็นความท้าทายที่รัฐกำลัง “ไล่ตามแทบไม่ทัน” เพราะความเร็วของเทคโนโลยีและการแพร่กระจายข้อมูลนั้นนำหน้ากฎหมายและกลไกการบังคับใช้อยู่เสมอ

“ปัจจุบันเทคโนโลยีไปไวกว่ากฎหมาย ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแพร่กระจายเร็วมาก จนการรับมือในเชิงปฏิบัติการทำได้ไม่ทัน”

เธออธิบายว่า ปัจจุบันหากประชาชนหรือผู้สื่อข่าวเผชิญกับการปั่นเฟกนิวส์ การหมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ จะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีข้อมูลเท็จสามารถร้องเรียนไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ แต่หากต้องการดำเนินคดีอาญา จำเป็นต้องแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อสืบหาตัวตนของบัญชีหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ – กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

ในกระบวนการนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน การสนับสนุนทนายความในชั้นสอบสวน การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ไปจนถึงการคุ้มครองพยานในกรณีที่มีการข่มขู่หรือคุกคาม

“ถ้าถูกข่มขู่ มีพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยง ก็สามารถขอการคุ้มครองพยานได้ และเรามีการช่วยเหลือด้านกฎหมายให้”

นารีลักษณ์ชี้ว่า ปัญหา IO ปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมีการใช้ AI สร้างเนื้อหาที่สมจริงและโน้มน้าวอารมณ์ผู้รับสารได้ง่าย ยิ่งข้อมูลถูกเผยแพร่ซ้ำในวงกว้าง ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อง่ายและนำไปสู่ความเกลียดชังในสังคม

“ปัจจุบัน AI ทำให้คนเชื่อง่าย และถ้าเผยแพร่ซ้ำๆ มันสามารถนำไปสู่ Hate Speech หรือแม้แต่ Hate Crime ได้”

เธอยกตัวอย่างจากต่างประเทศอย่างยุโรปและเกาหลีใต้ ที่เริ่มกำหนดให้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI ต้องระบุที่มาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้รับสารรู้เท่าทัน ซึ่งประเทศไทยกำลังพิจารณาแนวทางลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นรีลักษณ์ยอมรับว่า การสกัดกั้น IO ทำได้ยากยิ่งขึ้นเมื่อมีบัญชีปลอมจำนวนมาก และบางปฏิบัติการอาจถูกควบคุมหรือดำเนินการจากต่างประเทศ ทำให้การติดตามต้นตอเต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งด้านกฎหมาย ความเชี่ยวชาญ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

“เรื่อง IO ทุกวันนี้พบว่ากฎหมายและการบังคับใช้ของเรายังไม่ทันเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังต้องเพิ่มทั้งทักษะและผู้เชี่ยวชาญให้มากขึ้น”

ในเชิงนโยบาย เธอระบุว่ากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกำลังผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดปากผู้เห็นต่าง ควบคู่กับการทำงานด้าน Business and Human Rights เพื่อให้ภาคธุรกิจและแพลตฟอร์มตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการโจมตีออนไลน์

“สิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องถูกพูดถึง แต่ต้องมีกลไกคุ้มครองจริง เมื่อมีการโจมตีหรือถูกคุกคาม”

ช่วงท้าย นรีลักษณ์ย้ำว่า การแก้ปัญหา IO ในระยะยาวต้องเริ่มจากการมีข้อมูลที่ชัดเจน รัฐจำเป็นต้องเก็บสถิติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่กระทบต่อบุคคลหรือกลุ่มเปราะบางในประเด็นเชื้อชาติและศาสนา เพื่อให้สังคมสามารถถกเถียงและออกแบบนโยบายได้บนฐานความจริง

“สถิติสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่เห็นภาพรวม เราก็จะไม่รู้เลยว่าปัญหา IO นี้กระทบคนในสังคมลึกและกว้างแค่ไหน”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า IO มาจากใคร แต่คือสังคมจะยอมรับปฏิบัติการแบบนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ในวันที่ข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อโจมตีและคุกคามสิทธิเสรีภาพในการตั้งคำถามและความปลอดภัยของผู้คนควรเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง หรือกำลังถูกปล่อยให้ค่อยๆ  ถูกทำลายไป ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงหรือการหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจที่อัลกอริทึมมีผลกับยอดรายได้ที่ได้จากในแพลตฟอร์ม

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน