วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักปกป้องสิทธิ นักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 คน ซึ่งถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563
ผู้ถูกฟ้องในคดีนี้ได้แก่ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ กรรมการแอมเนสตี้ รวมถึง อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี, “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ
วิจารณ์การรัฐประหาร
โดยเนื้อหาที่พิมพ์สิริปราศรัยนั้นได้กล่าวถึงการทำรัฐประหารของไทย พร้อมกล่าวถึงข้อคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในเรื่องมาตรา 112
“ในช่วงเวลานั้นการชุมนุมประท้วงได้เริ่มขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 จากนั้นได้มีเอกสารหลุดเรื่องนักกิจกรรมที่ติด Watch List เราเลยมองว่าหน่วยงานที่ทำงานเรื่องความมั่นคง ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาใช้กับประชาชนของตัวเอง เนื้อหาที่พูดในวันนั้นก็จะเป็นประมาณนี้เลย กับเรื่องกฎหมายมาตรา 112 ตามหลักการระหว่างประเทศ” พิมพ์สิริกล่าวในเดือนกันยายน 2568
ย้อนกลับไปในปี 2563 การชุมนุมประท้วงที่เริ่มโดยเยาวชนในประเทศไทยได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ หลังจากการถูกบังคับให้สูญหายของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
“หลังจากนั้นมีการชุมนุมประท้วงที่คนเข้าร่วมเยอะ คือราว 2,500 คน ที่บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2563
“หลังจากนั้นในวันที่ 19 กันยายน ที่สนามหลวง มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงนับหมื่นคน แต่หลังจากนั้นกลับมีเอกสารของกอ.รมน. หลุดออกมาว่า มีประชาชนที่มีบทบาทในการจัดการชุมนุมรอบแรก ๆ ให้เป็นรายชื่อที่ต้องจับตา
“หลายคนไม่เคยเป็นผู้จัดการการชุมนุม แต่ปรากฏว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมก็อยู่ในลิสต์ของกอ.รมน.และสันติบาล เราจึงพูดเรื่องนี้ในการชุมนุมหน้าราบ 11”
พิมพ์สิริเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเติบโตมากับครอบครัวที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงกับกลุ่มสมัชชาคนจน และได้ติดตามพ่อไปชุมนุมประท้วงกรณีเขื่อนปากมูล ก่อนเข้าเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
จากการทำงานในโปรดัคชันส์ เฮาส์ และเขียนบทโทรทัศน์ พิมพ์สิริกลับเข้าสู่การทำงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยประเด็นแรกที่ทำงานคือการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยในเมียนมา และได้มีโอกาสร่วมทำงานกับมูลนิธิศักยภาพชุมชน
ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่น่ากังวล
หลายปีผ่านไป พิมพ์สิริยังคงเดินทางอยู่ในแวดวงภาคประชาสังคม
ในวันนั้นเราถามเธอว่า ‘สำหรับพิมพ์สิริแล้ว สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่น่ากังวลแต่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าที่ควรคือประเด็นไหน’
เธอตอบว่าเป็นเรื่องสถานการณ์การละเมิดสิทธิร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมา
“เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี เป็นสงครามกลางเมืองที่ก่อนหน้านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศขนาดนี้ แต่หลังรัฐประหารปี 2564 วัยรุ่นในเมือง ศิลปิน ผู้พิพากษา หมอ วิศวกร นักกฎหมาย หรือกวี ต่างได้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทั้งหมด จำนวนหนึ่งอยู่ในประเทศไทย ที่ในตอนนี้พวกเขาเองก็ไม่ได้ทำงานตามอาชีพของเขา
“วิธีการที่ทหารเมียนมาใช้กับประชาชน เขาไม่ได้โจมตีแค่เป้าหมายทางการทหาร แต่เลือกโรงพยาบาลและที่อยู่อาศัยของพลเรือน เพื่อให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ยอมวางอาวุธให้เร็วที่สุดเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง พลเรือนบางคนเองก็ไม่ได้ข้ามมาฝั่งไทย แต่อยู่ในชุมชนและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ที่ไม่รู้ว่าจะถูกโจมตีทางอากาศเมื่อไหร่
“เด็กไม่สามารถเรียนหนังสือได้ อยู่ในสถานการณ์สู้รบที่พวกเขาต้องอยู่ไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เข้าร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์ของตัวเอง ก็ถูกบังคับเกณฑ์ทหาร เรารู้สึกว่าสเกลมันโหดร้ายมาก แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงในประเทศไทยซึ่งไม่ได้อยู่ห่างไกลเลย”
ข้อมูลวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า หลังการรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นในปี 2564 อย่างน้อย 3.6 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ อย่างน้อย 400 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง ขณะที่อย่างน้อย 2,200 คน เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยคณะรัฐบาลทหาร และอย่างน้อย 30,000 คน ถูกจับกุมหรือตั้งข้อกล่าวหา
การชุมนุมประท้วงในประเทศไทย
ขณะที่ในประเทศไทย หลังการชุมนุมประท้วงที่นำโดยเยาวชนเริ่มขึ้นในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก แสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จำนวนอย่างน้อย 1,987 คน โดยอย่างน้อย 60 คน กำลังถูกคุมขังในเรือนจำ ขณะที่อย่างน้อย 27 คน ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี
พิมพ์สิริกล่าวว่า “คนธรรมดาที่จริงไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ก็ได้ แค่แชร์ลงบนโซเชียลมีเดียก็สามารถมีคนเห็นได้เหมือนกัน”
ในวันพรุ่งนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2569) ศาลอาญาจะนัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 คน รวมถึงพิมพ์สิริ ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563
ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ
ย้อนกลับไปในวันที่ 10 มิถุนายน 2554 แฟรงค์ ลา รู ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมสิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออก และมากาเร็ต เซกักเย ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้มีความเห็นถึงการบังคับใช้มาตรา 112
หลังรัฐประหารปี 2557 คณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญพิเศษฯ ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหลายคณะ ได้ร่วมกันทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตีความข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ที่รัฐบาลไทยเคยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของไทย
ปี 2560 นายเดวิด เคย์ (David Kaye) ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมเสรีภาพทางความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างเสรี เรียกร้องให้ทางการไทยยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อระงับการวิพากษ์วิจารณ์
กลไกการตรวจสอบและทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
ขณะเดียวกัน บนเวทีกลไกการตรวจสอบและทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ Universal Periodic Review (UPR) นานาชาติได้แสดงความคิดเห็นต่อการเสนอทบทวน-แก้ไขมาตรา 112 หลายครั้ง รวมถึงในปี 2564
แม้นานาชาติจะได้แสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี แต่ในปัจจุบัน ประชาชนจำนวนอย่างน้อย 33 คน ยังคงถูกคุมขังด้วยมาตรา 112 รวมถึงอานนท์ นำภา ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน อานนท์ นำภา ยังถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีม.112 จำนวน 10 คดี และคดีอื่น ๆ ที่ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด รวมโทษจำคุกทั้งหมด 26 ปี 37 เดือน 20 วัน
โดยคดีนี้จะเป็นคดีที่ 11 ของเขาที่มีการพิพากษาในศาลชั้นต้น
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยดังนี้
ด้านสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมของประชาชน
- รัฐต้องรับรองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่มและการชุมนุมโดยสงบ ทั้งในพื้นที่ออฟไลน์และดิจิทัล
- ยุติการใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อปิดปากหรือคุกคามประชาชน
- สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมสาธารณะอย่างปลอดภัยและมีความหมาย
ด้านความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
- รับรองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์
- ให้การประกันตัวเป็นหลักทั่วไป และการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการสุดท้าย
- ยุติการใช้เงื่อนไขปล่อยชั่วคราวที่มีลักษณะเป็นการลงโทษล่วงหน้า
- รับรองให้การสอบสวนคดี เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง
- รับรองความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน หรือข้อยกเว้น
- เสริมสร้างระบบความช่วยเหลือทางกฎหมาย
- รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที




