ประเทศไทย: การตัดสินจำคุกนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการปราศรัยเกี่ยวกับข้อคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของความล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

20 กุมภาพันธ์ 2569 – สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลอาญาตัดสินจำคุกนักป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสี่คน ได้แก่ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ กรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สมยศ พฤกษาเกษมสุข อานนท์ นำภา และพรหมศร วีรธรรมจารี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงมาตรา 9 และมาตรา 18 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง รวมโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 15,200 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 2 ปี 8 เดือนและปรับ 10,200 บาท ภายหลังศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว โดยณัฏฐธิดา มีวังปลา ถูกตัดสินให้มีความผิดมาตรา 9 , 18 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียง  

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องเคารพและยกระดับการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้กลับสะท้อนถึงการถดถอยจากมาตรฐานที่ไทยเคยยืนยันความมุ่งมั่นบนเวทีสหประชาชาติ คำพิพากษาดังกล่าวจึงก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความจริงจังของทางการไทยในการปฏิบัติตามคำมั่นด้านสิทธิมนุษยชน และอาจส่งสัญญาณต่อสังคมว่า การใช้สิทธิมนุษยชนหรือการกล่าวถึงหลักสิทธิมนุษยชนอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้้ 

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลหลายประเทศและสหประชาชาติได้แสดงความกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้กฎหมายที่จำกัดพื้นที่ของภาคประชาสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง หากสัญญาณแห่งความก้าวหน้าค่อยๆ เลือนหาย พื้นที่สำหรับการพัฒนานโยบายสิทธิมนุษยชนระยะยาวถูกปิดกั้นลง ก็ย่อมสะท้อนถึงภาวะถดถอยที่น่าวิตกอย่างยิ่ง” 

เพชรรัตน์ได้เน้นย้ำว่า ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการดำรงตำแหน่งหรือบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น พร้อมชี้ว่ารัฐบาลควรแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกอย่างแท้จริง โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนโดยสงบ 

“รัฐบาลควรปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมโดยทันที และต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย” 

ข้อมูลพื้นฐาน  

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทำงานในภาคประชาสังคมมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประเทศไทยขององค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น ARTICLE 19 เนื้อหาของการปราศรัยของพิมพ์สิริในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ได้พูดเกี่ยวกับข้อคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งระบุถึงปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112  

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา พรหมศร วีระธรรมจารี “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563  

ทั้งหมดถูกกล่าวหาใน 10 ข้อกล่าวหา คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, กีดขวางทางสาธารณะ ตามมาตรา 385, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, เททิ้งขยะมูลฝอย ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลได้ตัดสินให้อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร มีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี  และลดโทษเป็น 2 ปี 8 เดือน และตัดสินให้ทั้งสี่รวมถึงณัฎฐธิดามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับ 15,000 บาท และความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัย 200 บาท ในห้องพิจารณามีประชาชน ตัวแทนจากสถานทูต นักการเมือง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตุการณ์ฟังการตัดสิน  

คดีนี้ยังเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 11 ของอานนท์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เขาถูกตัดสินโทษจำคุกในทุกคดี รวมทั้งสิ้น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ แยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 11 คดี, คดีข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 1 คดี, คดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี และคดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 สหประชาชาติยังได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อพิมพ์สิริและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ด้วย  

ทั้งนี้ ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับแต่การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มีเยาวชนเป็นแกนนำเริ่มต้นขึ้นในปี 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมประท้วงทางการเมืองอย่างน้อย 1,992 คน ใน 1,342 คดี ในจำนวนนี้ มีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างน้อย 285 คน ใน 319 คดี โดยปัจจุบัน ยังคงมีผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมืองอยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 61 คน โดยอย่างน้อย 34 คนถูกดำเนินคดีมาตรา 112     

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน