“ถ้าการพูดความจริงต้องแลกด้วยคดีความ เรายังเรียกสังคมแบบนี้ว่าโปร่งใสได้อยู่หรือไม่”
ในระบอบประชาธิปไตยหลายรัฐบาลมักประกาศว่าตัวเองโปร่งใส 100% ราวกับกำลังบอกว่าบ้านหลังนี้มีอากาศบริสุทธิ์ไร้ฝุ่นพิษ แต่ในโลกของความเป็นจริงความโปร่งใสไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยการทำงานของสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องฟอกอากาศ” คอยตรวจสอบและกรองสิ่งไม่ชอบมาพากลออกจากระบบ
เมื่อขาดการตรวจสอบ อากาศที่เคยถูกบอกว่าสะอาดก็อาจเต็มไปด้วยฝุ่นและมลพิษโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว เช่นเดียวกับปัญหาการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในสังคมไทย ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมยาวนานจนฝังรากลึก ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจังเสียที
ที่ประเทศไทย ประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถามในปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลโปร่งใสแค่ไหน แต่คือรัฐบาลปฏิบัติต่อกลไกการตรวจสอบอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม หรือประชาชนที่ตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจรัฐ ทุกกลุ่มล้วนเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ช่วยให้การใช้อำนาจยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบ ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังคือท่าทีของรัฐบาลไทยในหลายช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า เปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบทำงานได้อย่างอิสระ หรือกำลังค่อย ๆ จำกัดและกดทับบทบาทของผู้ที่พยายามทำให้ความจริงปรากฏ
โดยหลักการแล้ว กลไกตรวจสอบเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นใครหรือกลุ่มไหนที่โดนคดีนี้ ถ้าเปรียบเทียบให้เข้ากับเหตุการณ์ในช่วงนี้คล้ายๆ กับการเป็น “เครื่องฟอกอากาศ” ของสังคม ที่ช่วยเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง และลดความเสี่ยงจากการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ
ในหลายประเทศทั่วโลกบทบาทแบบนี้ได้รับการยอมรับและคุ้มครองจากรัฐ เพราะถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความโปร่งใส และเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบการเมืองโดยรวม อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยกลับมีหลายเหตุการณ์ที่น่ากังวล เมื่อสื่อมวลชนหรือประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือเปิดเผยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริต การละเมิดสิทธิ หรือความไม่โปร่งใส กลับต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีในหลายรูปแบบ ทั้งคดีอาญา คดีหมิ่นประมาท หรือการใช้กฎหมายพิเศษบางฉบับ
SLAPP ทำให้ความโปร่งใสถูกปิดสวิตช์
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) หรือ “การฟ้องปิดปาก” ที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เอาชนะคดีทางกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้างภาระเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย และแรงกดดันทางสังคม เพื่อทำให้ผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือเปิดเผยข้อเท็จจริงต้องลังเล และท้ายที่สุดอาจเลือกยุติบทบาทของตัวเองลง สถานการณ์นี้ทำให้เห็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นเพราะในขณะที่รัฐยังคงสื่อสารความมุ่งมั่นด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แต่ในทางปฏิบัติกลับมีแนวโน้มจำกัดหรือทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง เหมือนเป็นการปิดสวิตช์เครื่องฟอกอากาศและปิดพัดลมระบายอากาศในบ้านที่อ้างว่าสะอาดอยู่แล้ว
ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ที่ถูกดำเนินคดีเพียงฝ่ายเดียว แต่ลุกลามไปถึงสังคมโดยรวม เพราะการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP ได้สร้างบรรยากาศของความกลัวอย่างมากจนอาจทำให้หลายคนเริ่มไม่กล้าพูด ไม่กล้าตั้งคำถาม แม้จะเห็นความผิดปกติอยู่ตรงหน้า เมื่อความกลัวเพิ่มขึ้น ผู้คนจำนวนมากจึงอาจเริ่มเซ็นเซอร์ตัวเอง เลือกที่จะเงียบ หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามต่อสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ความเงียบนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้คนไม่สนใจปัญหา แต่เป็นเพราะกังวลถึงผลกระทบที่อาจตามมา ไม่ว่าจะเป็นคดีความ แรงกดดันทางสังคม หรือความเสี่ยงต่อชีวิตและครอบครัว
เมื่อเสียงของการตั้งคำถามในสังคมค่อยๆ ลดลง พื้นที่สำหรับการตรวจสอบอาจยิ่งน้อยลงตามไปด้วย จนทำให้สังคมมองเห็นปัญหาน้อยลงและยากที่จะแก้ไขปัญหา หากมองในระยะยาวการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP อาจไม่ต่างจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่บางวันเราอาจมองไม่เห็นด้วยตา แต่ยังคงสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเดียวกันนี้ ปัญหาของการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือคอร์รัปชันก็อาจไม่ได้ปรากฏชัดทุกช่วงเวลา แต่ยังคงค่อยๆ สะสมและฝังรากลึกลงในสังคม โดยเฉพาะเมื่อกลไกตรวจสอบอ่อนแอลงหรือไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ และเมื่อไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือเปิดเผยปัญหา ฝุ่นที่เป็นปัญหาเหล่านี้ก็จะยิ่งหนาแน่นขึ้น จนในที่สุดไม่เพียงกระทบต่อบางคนแต่กระทบต่อทั้งสังคมจนเป็นปัญหาเรื้อรัง
SLAPP ถูกใช้ต่อสู้ระหว่างข้อเท็จจริงกับความไม่ปกติ
ถ้าจะบอกว่า SLAPP เป็นคำที่ใช้ในทางกฎหมาย อาจจะทำให้เรื่องนี้ดูไกลตัวหรือยากเกินไปสำหรับใครหลายคน เพราะในความเป็นจริงสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับคนหลากหลายกลุ่มในสังคมไทย ตั้งแต่สื่อมวลชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม หรือประชาชน ในช่วงต้นปี 2569 กรณีของสำนักข่าวอย่าง The Isaan Record เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพของการฟ้องปิดปากชัดขึ้น เมื่อบรรณาธิการ 2 คนถูกอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยื่นฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายรวมกันหลายสิบล้านบาท เพียงเพราะรายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์ โดยมีข้อสงสัยเรื่องการเอาเปรียบแรงงานและการเรียกรับผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในคดีนี้ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ขณะที่ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว ก็ได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 จากการแชร์เนื้อหาข่าวดังกล่าวเช่นกัน โดยถูกเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านบาท
แม้เนื้อหาที่นำเสนอจะเกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะและความเดือดร้อนของแรงงาน แต่การตอบโต้กลับด้วยคดีความในลักษณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่เพียงการปกป้องชื่อเสียง หากแต่เป็นการใช้กฎหมายเพื่อกดดันและจำกัดบทบาทของสื่อ ซึ่งเข้าข่ายลักษณะของการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP
สิ่งที่สำนักข่าวแห่งนี้ทำคือการรายงานข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงาน แต่ผลที่ตามมาคือมีคดีความทส่งตรงมาถึงกองบรรณาธิการ จนทำให้เกิดคำถามที่ไม่ใช่แค่ใครถูกหรือผิดเท่านั้น แต่คือการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่ายังมีเสรีภาพและปลอดภัยอยู่หรือไม่
อีกกรณีหนึ่งในปี 2568 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) ถูกบริษัทซีพีเอฟ ฟ้องด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากการเผยแพร่ข้อมูลการระบาดของปลาหมอคางดำในเวทีสาธารณะ ในปี 2567 ซึ่งกำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรไทย
และในปีเดียวกัน ยังมีกรณีของ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน เป็นอีกตัวอย่างของการถูกฟ้องในลักษณะ SLAPP จากการสื่อสารข้อมูลสาธารณะ เธอเคยถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทจากกรณีเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งแม้หนึ่งในคดีจะถูกถอนฟ้องไปแล้ว แต่ยังต้องเจอกับอีกคดีที่อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท คดีลักษณะนี้ทำให้เห็นว่าแม้การนำเสนอข้อมูลหรือการตั้งคำถามต่อประเด็นสาธารณะจะเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวก็อาจต้องเจอกับภาระทางกฎหมายที่หนักหน่วงและยืดเยื้อ
ในปี 2562 อังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำประเทศไทย ถูกบริษัท ธรรมเกษตร จำกัด (ประเทศไทย) ฟ้องหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในทางอาญา โดยระบุว่า อังคณาได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของนักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง ในการปกป้องของสิทธิแรงงานข้ามชาติ จากการถูกบริษัทดังกล่าวฟ้องหมิ่นประมาทเช่นเดียวกัน
แม้กระทั่งการออกมาพูดในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ที่ต้องการเรียกร้องให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง ทำหน้าที่ดูแลและรับฟังเสียงของประชาชน ยังทำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด รวม 6 คน ถูกฟ้องด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แม้ภายหลังศาลจะยกฟ้องก็ตาม
โดยข้อมูลจากองค์กร Protection International (PI) ระบุว่า หลังการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้หญิงและนักสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องปิดปากทั้งหมด 595 คดีจาก 13 ฐานความผิด
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบแค่คนที่ถูกฟ้อง แต่ลามไปทั้งสังคม เพราะหลายกรณีกำลังสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ทำให้การพูดความจริงหรือเปิดเผยสิ่งผิดปกติไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปทั้งกับสื่อมวลชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม หรือประชาชน ที่การตรวจสอบอำนาจหรือพูดถึงความไม่ถูกต้องอาจต้องแลกกับต้นทุนบางอย่าง ทั้งค่าใช้จ่าย ความเครียด และผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว นี่จึงเป็นเหตุผลที่หนึ่งในเจ็ดข้อเสนอแนะของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในแคมเปญ “Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน” ได้เสนอให้เกิดการยุติการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) เพราะหากสังคมไม่สามารถทำให้คนพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าความจริงคืออะไร แต่คือยังมีใครกล้าพูดหรือใช้เสรีภาพอยู่อีกหรือไม่
ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณน่ากังวลว่าในสังคมไทยราคาที่ต้องจ่ายของการพูดความจริงหรือการยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ อาจสูงมากจนต้องแลกมาด้วยอิสรภาพและภาระทางคดีที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จบ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอย่างมากและขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล เพราะในวันที่การค้นหาความจริงกลายเป็นความเสี่ยงและการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องใช้ความกล้าที่จะต้องแลกด้วยปัญหาหรือต่างๆ ในชีวิตหลายด้าน วันนั้นเองคือช่วงเวลาที่สิทธิเสรีภาพในสังคมอาจเริ่มสั่นคลอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
การฟ้องปิดปาก (SLAPP) อาจไม่ใช่แค่เรื่องคดีความ
ในอีกมุมหนึ่ง การฟ้องปิดปากหรือ SLAPP อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคดีในศาล แต่คือกระบวนการที่ค่อยๆ ทำให้คนธรรมดาต้องแบกรับภาระระยะยาวที่หนักกว่านั้นมาก เพราะสำหรับคนทั่วไป การถูกฟ้องหนึ่งคดีไม่ได้จบแค่การไปขึ้นศาล แต่มาพร้อมกับต้นทุนที่กระทบชีวิต ทั้งค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย เวลาที่ต้องหยุดงานเพื่อไปสู้คดี และแรงกดดันทางจิตใจที่สะสมต่อเนื่อง เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ในคดี แต่คือการต้องปรับเปลี่ยนชีวิต บางคนจำเป็นต้องหยุดงาน บางคนถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ และอีกหลายคนเลือกที่จะเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพราะเมื่อกฎหมายถูกใช้โดยผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่มีต้นทุนชีวิตที่ดีกว่า ภาระทั้งหมดมักตกอยู่กับฝ่ายที่เปราะบางกว่า ทำให้การฟ้องลักษณะนี้ไม่ได้เป็นแค่การแก้ข้อพิพาท แต่กลายเป็นแรงกดดันที่กระทบทั้งชีวิต เศรษฐกิจ และเสรีภาพในการแสดงออก
และเมื่อความกลัวแบบนี้ค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป สังคมก็อาจเปลี่ยนไปทีละน้อย จากพื้นที่ที่ผู้คนสามารถตั้งคำถามได้อย่างอิสระ กลายเป็นพื้นที่ของความเงียบ ที่ในท้ายที่สุด เหลือเพียงเสียงของผู้มีอำนาจที่ยังคงดังอยู่เพียงฝ่ายเดียว
SLAPP เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ ‘ปิดปาก’
ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา จากการรวบรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับวาระสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีกฎหมายหลายฉบับในประเทศไทยที่มักถูกนำมาใช้ในลักษณะของการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP เพื่อสกัดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่พยายามตั้งคำถามหรือตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หนึ่งในกฎหมายที่ถูกใช้บ่อยคือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้ปรับให้เป็นคดีแพ่งไปบ้างแล้วเพื่อลดผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังคงกำหนดโทษทางอาญาไว้ เพื่อทำให้กฎหมายนี้สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสื่อมวลชน นักกิจกรรม นักวิชาการ หรือประชาชนให้หยุดการเคลื่อนไหวหรือการเปิดเผยข้อมูลได้
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในมาตรา 14 มักถูกนำมาใช้ควบคู่กันโดยมีการตีความว่า การโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์ลงบนโซเชียลมีเดียอาจเข้าข่ายการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้ยิ่งชี้ให้เห็นถึงการขยายขอบเขตของการควบคุมการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ออนไลน์ นอกจากนี้ กฎหมายด้านความมั่นคง เช่น มาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นก็ถูกนำมาใช้ตีความเรื่องการตั้งคำถามต่อรัฐบาลให้กลายเป็นประเด็นความมั่นคงที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย ขณะที่พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ก็มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดพื้นที่การแสดงออกของกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เยาวชน นักเคลื่อนไหว ภาคประชาสังคม หรือประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องต่าง ๆ
แม้ว่าประเทศไทยจะมีกลไกทางกฎหมาย เช่น มาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ออกแบบมาเพื่อคัดกรองคดีที่ฟ้องโดยไม่สุจริต แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ากลไกดังกล่าวยังมีข้อจำกัด และยังไม่สามารถปกป้องประชาชนจากการถูกใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า กฎหมายที่ควรเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรมอาจถูกเปลี่ยนเป็น ‘คลังแสง’ ที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อปิดกั้นเสียงของประชาชน และลดทอนพื้นที่ของการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
SLAPP ความท้าทายเรื่องการตั้งคำถามในสังคมไทย
ท่ามกลางบรรยากาศที่การตรวจสอบอำนาจรัฐต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงทางกฎหมายมากขึ้นเรื่อยๆ การฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ถูกฟ้อง แต่กำลังสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ว่าพื้นที่ในการตั้งคำถามและตรวจสอบกำลังถูกบีบให้แคบลงในจังหวะแบบนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงออกมาเสนอ 7 วาระสิทธิมนุษยชน เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาที่ประชาชนต้องเจอในชีวิตประจำวัน ทั้งแรงงาน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม NGOs เกษตรกร ไปจนถึงคนทำงานสื่อสารมวลชน และย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรเกิดขึ้นได้จริง
ข้อเสนอเหล่านี้มีแก่นสำคัญคือทำอย่างไรให้คนในสังคมพูด ตั้งคำถาม และวิพากษ์การทำงานของรัฐได้โดยไม่ต้องกลัวหรือกังวลจนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองทั้งในพื้นที่สาธารณะและบนโลกออนไลน์ ขณะเดียวกัน รัฐเองต้องกล้าทบทวนกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อไปกดทับสิทธิของประชาชนและต้องทบทวนเรื่องการยุติการฟ้องปิดปากอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือทำให้ผู้คนเงียบหรือไม่กล้าใช้เสรีภาพรวมถึงต้องทำให้แน่ใจว่าสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีเพียงเพราะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ้ายังปล่อยให้ SLAPP เกิดขึ้นแบบนี้ต่อไป คำว่า ความโปร่งใสอาจเป็นเพียงคำที่พูดกันสวยๆ ในโลกอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เสียงของคนที่พยายามทำให้สังคมเห็นความจริง กำลังค่อยๆ เงียบลงไปทีละนิด อ่าน 7 วาระสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญฉบับเต็มจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยได้ที่: https://www.amnesty.or.th/news/2026/01/7-human-rights-agenda/




