“อย่าทำให้มันแคบ” คุยเรื่องห้องเรียนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ชายแดนใต้

จากนักข่าวในกรุงเทพมหานครที่เดินทางลงมาทำความรู้จักจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความอยากรู้ สู่การเป็นอาจารย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดปัตตานีมาหลายสิบปี และเชื่อว่าการศึกษาควรเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้คิด ตั้งคำถาม ลองผิดลองถูก และเติบโตเป็นตัวเอง ท่ามกลางเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายของชีวิต

เมื่อเราโตขึ้น ชีวิตก็มักจะแคบลงตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น ในวันที่คนหนุ่มสาวยังมีโอกาสเติบโต เราควรเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้และลองทำสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด ทั้งเรื่องการศึกษา การใช้ชีวิต และการเรียนรู้สิทธิของตัวเอง ตราบใดที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ไปทำร้ายใคร

นี่คือประโยคหนึ่งจากการพูดคุยกับ อสมา มังกรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่สะท้อนวิธีคิดของเธอต่อการศึกษาและเสรีภาพของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่นักศึกษากำลังค้นหาความสนใจ ความเชื่อ และเส้นทางของตัวเอง ก่อนที่ภาระหน้าที่ในวัยผู้ใหญ่จะค่อยๆ เข้ามากำหนดทางเลือกในชีวิต

สำหรับอสมา การศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่การสอนให้นักศึกษาเรียนจบและได้รับปริญญาบัตรเท่านั้น แต่ควรช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และสร้างความคิดเห็นของตัวเองขึ้นมาได้ เพราะชีวิตวัยมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง บางคนอาจเพิ่งเริ่มสนใจการเมือง บางคนค้นพบความชอบใหม่จากการทำกิจกรรม บางคนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากทำอะไรหลังเรียนจบ และบางคนอาจเปลี่ยนความคิดไปอีกหลายครั้งระหว่างทาง

เราอยากเห็นเขาเป็นตัวของตัวเอง คิดและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ รวมถึงเลือกได้ด้วยตัวเองว่าอยากใช้เสียงของตัวเองพูดถึงเรื่องอะไร

ความเชื่อดังกล่าวปรากฏอยู่ในวิธีการทำงานของอสมา ตั้งแต่การให้นักศึกษาเลือกประเด็นที่สนใจมาค้นคว้า การสนับสนุนให้ทดลองทำกิจกรรม ไปจนถึงการชวนคนทำงานจากภายนอกมหาวิทยาลัยเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ผ่านกิจกรรม ห้องเรียนสิทธิมนุษยชน (Human Rights Education: HRE) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องสิทธิและเสรีภาพจากคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง ผ่านกรณีศึกษาและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

อสมาเห็นว่าคนทำงานเหล่านี้นำมุมมองที่แตกต่างจากการเรียนผ่านตำราหรือการบรรยายทางวิชาการเข้ามาในห้องเรียน นักศึกษาจึงมีโอกาสทำความเข้าใจว่าสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนอย่างไร ตั้งแต่สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงออก ไปจนถึงการเคารพสิทธิของคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากตัวเอง

“การที่คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง เข้ามาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในห้องเรียน เรามองว่ามันแตกต่างจากการเรียนรู้ผ่านมุมมองทางวิชาการอย่างเดียว เราจึงเห็นว่าห้องเรียนสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนกับชีวิตของผู้คน และนำความรู้เหล่านั้นไปคิดต่อ ตั้งคำถาม และสร้างความเข้าใจในมุมมองของตัวเองได้กว้างขึ้น”

สำหรับเธอ คุณค่าของการเรียนรู้จากโลกภายนอกอยู่ที่การได้พบผู้คนและประสบการณ์ที่หลากหลาย นักศึกษาอาจไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ได้รับฟัง แต่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาทบทวนความคิดของตัวเอง และทำความเข้าใจทั้งสิทธิของตนเองและสิทธิของผู้อื่นได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดพื้นที่ให้คนหนุ่มสาวได้เรียนรู้และแสดงความคิดเห็นมีความท้าทายมากขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่เผชิญสถานการณ์ความไม่สงบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 นักศึกษาจำนวนหนึ่งเกิดในช่วงที่สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มปะทุขึ้น และเติบโตมาพร้อมภาพทหารถืออาวุธ รถถัง และด่านตรวจที่ยังคงพบเห็นได้ในพื้นที่

“เด็กจำนวนไม่น้อยที่เติบโตท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ จำความได้ก็เห็นรถถัง เห็นทหารถืออาวุธเดินไปมาแล้ว ภาพเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี ในปัจจุบัน”

นอกจากภาพที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน นักศึกษาบางคนยังมีประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจค้นหรือการควบคุมตัวบุคคลใกล้ชิด อสมาจึงตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ โดยเฉพาะความไว้วางใจที่คนรุ่นใหม่มีต่ออำนาจรัฐ หลังจากเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านี้

“บรรยากาศเช่นนี้อาจไม่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชนในฐานะพลเมืองที่มีความไว้วางใจต่อรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้จะมีทัศนคติต่อต้านรัฐ เพียงแต่ประสบการณ์ที่พวกเขาพบเจออาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นที่มีต่ออำนาจรัฐได้”

คำถามจึงย้อนกลับมาที่มหาวิทยาลัยว่า จะสามารถเป็นพื้นที่ให้คนหนุ่มสาวได้เรียนรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างปลอดภัยได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อการตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม การเมือง หรือความมั่นคง อาจทำให้นักศึกษาต้องเผชิญกับการถูกจับตามองหรือโจมตีจากผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

“พื้นที่การศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้ลองผิดลองถูก และค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมา”

ความคิดเหล่านี้มีที่มาจากประสบการณ์ชีวิตของอสมาเอง ตั้งแต่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ทำให้เธอรู้จักและรักเสรีภาพ การทำงานเป็นนักข่าวในกรุงเทพฯ จนถึงการย้ายมาใช้ชีวิตและสอนหนังสือที่ปัตตานี การพูดคุยครั้งนี้จึงชวนทำความรู้จักเส้นทางชีวิตและมุมมองของอสมาต่อการศึกษา ผ่านประสบการณ์ทำงานกับนักศึกษาหลายรุ่น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความตั้งใจที่จะทำให้คนหนุ่มสาวมีโอกาสเลือกเส้นทางของตัวเอง

“ส่วนเขาจะกลายไปเป็นอะไร เชื่อมั่นในตัวเขาเถอะ อย่าทำให้มันแคบ”

จากนักข่าวในกรุงเทพฯ สู่การทำความรู้จักชายแดนใต้ด้วยตัวเอง

ปี 2547 เป็นปีที่อสมาเดินทางมายังจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรก ในเวลานั้นเธอทำงานเป็นนักข่าวนิตยสารด้านธุรกิจอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังไม่เคยใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้มาก่อน การเดินทางครั้งนั้นไม่ได้เริ่มต้นจากการมาตามหมายข่าวเพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคง แต่เกิดจากความอยากรู้ว่าพื้นที่ที่เธอเห็นผ่านข่าวต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

“ตอนนั้นเราไม่ค่อยแน่ใจว่า สามจังหวัดชายแดนใต้ที่เห็นในข่าว กับสามจังหวัดชายแดนใต้ในชีวิตจริงเป็นอย่างไร เราก็เลยอยากลงไปเห็นด้วยตัวเอง”

อสมาเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นอินเทอร์เน็ตยังมีความเร็วต่ำ การเชื่อมต่อยังต้องใช้โมเด็มที่ช้ามาก ขณะที่ช่องโทรทัศน์มีจำนวนจำกัด และคนทั่วไปยังไม่มีโอกาสผลิตหรือเผยแพร่เรื่องราวของตัวเองได้สะดวกเหมือนทุกวันนี้ ข่าวเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ที่คนภายนอกได้รับรู้จึงมาจากสื่อกระแสหลักเป็นสำคัญ และมักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบ

สิ่งนี้ทำให้คนทำงานด้านสื่อมวลชนอย่างเธอเกิดคำถามว่า นอกเหนือจากเหตุการณ์ที่ปรากฏในข่าวแล้ว คนในพื้นที่ใช้ชีวิตกันอย่างไร และภาพของจังหวัดชายแดนใต้ที่คนภายนอกรับรู้นั้นตรงกับชีวิตจริงของคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นมากน้อยแค่ไหน อสมาจึงตัดสินใจเดินทางลงใต้ประมาณ 2 เดือนหลังเหตุการณ์ปล้นปืนในเดือนมกราคม 2547 โดยมีนักศึกษาและนักกิจกรรมพาเธอเข้าไปทำความรู้จักชุมชนต่างๆ แต่แทนที่จะเริ่มจากตัวเมืองปัตตานี พวกเขากลับพาเธอเดินทางเข้าไปตามหมู่บ้าน

“เขาไม่ได้พาเราไปอำเภอเมืองปัตตานีเลย ตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเมืองปัตตานีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเขาพาเราเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในชายแดนใต้ของไทย”

สิ่งที่อสมาพบคือวิถีชีวิต ภาษา และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ คนจำนวนมากสื่อสารด้วยภาษามลายูถิ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทหารและรถถังปรากฏอยู่ทั่วไป การเดินทางครั้งนั้นทำให้เธอเห็นว่าชีวิตของคนในจังหวัดชายแดนใต้มีเรื่องราวมากกว่าที่ปรากฏในข่าว ต่อมา เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คนในพื้นที่ก็มีช่องทางบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น ทั้งอาหาร วัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตประจำวัน ทำให้คนภายนอกได้เห็นชายแดนใต้ในมุมที่หลากหลายกว่าเดิม แต่อสมาก็ตั้งข้อสังเกตว่า การมีช่องทางสื่อสารมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะเข้าใจกันมากขึ้นเสมอไป

“ทุกวันนี้ดูเหมือนสื่อจะกระจายอำนาจมากขึ้น เพราะมีโซเชียลมีเดีย ใครๆ ก็เป็นคนทำข่าวหรือเล่าเรื่องของตัวเองได้ แต่พอมองจริงๆ แล้ว มันกลับไม่ได้ทำให้เรารู้จักหรือเข้าใจกันในสังคมมากขึ้นเท่าไรนัก”

ข้อสังเกตนี้ทำให้อสมายังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังและการทำความเข้าใจผู้คน เพราะแม้จะมีข้อมูลมากขึ้น แต่หากผู้คนไม่เปิดใจรับฟังความแตกต่าง เรื่องราวของคนบางกลุ่มก็อาจยังไม่ถูกเข้าใจอยู่ดี จากนั้น ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไปหลังการสูญเสียคุณแม่ ประกอบกับความรู้สึกว่าไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครอีกแล้ว อสมาจึงเริ่มมองหางานที่เปิดโอกาสให้ได้อ่าน ค้นคว้า และทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ในจังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น เธอเล่าว่าการเป็นนักข่าวทำให้ต้องติดตามเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา บางครั้งยังไม่ทันได้ศึกษาประเด็นหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ก็ต้องเปลี่ยนไปติดตามเรื่องใหม่แล้ว ความรู้สึกนี้กลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

“การเป็นนักข่าวมันต้องวิ่งตามกระแสข่าวตลอด เรารู้สึกว่าบางครั้งเรายังไม่ได้เข้าใจเรื่องนั้นลึกซึ้งเท่าไร ก็ต้องไปติดตามเรื่องใหม่แล้ว”

อสมาจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยเลือกสมัครที่นี่เพียงแห่งเดียว

“เราชอบอ่าน ชอบทำวิจัย ชอบความรู้สึกที่ว่าเราอยากรู้อะไรสักอย่าง แล้วค่อยๆ ค้นหาว่าเรื่องนั้นมันคืออะไร”

เธอเดินทางมาปัตตานีโดยไม่มีญาติหรือเพื่อนอยู่ในพื้นที่ และไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัวมาก่อน ในตอนแรกอสมาคิดว่าอาชีพอาจารย์น่าจะเป็นงานที่มีเวลาอ่านหนังสือ เขียนงาน และค้นคว้าเรื่องต่างๆ ได้ตามใจชอบ แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริง เธอกลับพบว่ามหาวิทยาลัยมีเรื่องราวและความซับซ้อนให้เรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี ในอดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ แต่หลังปี 2547 นักศึกษาจากภูมิภาคอื่นเริ่มเดินทางมาเรียนน้อยลง ขณะที่นักศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อสมาได้ทำความรู้จักนักศึกษาที่มีภูมิหลัง ภาษา วัฒนธรรม และประสบการณ์ชีวิตแตกต่างจากตัวเองมากขึ้น จากคนที่เคยเดินทางมาดูชีวิตของผู้คนในพื้นที่ วันนี้เธอกลายเป็นอาจารย์ที่ต้องทำความเข้าใจชีวิตของนักศึกษาชายแดนใต้ และเริ่มตั้งคำถามว่ามหาวิทยาลัยควรมีบทบาทอย่างไรกับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้ง

เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดมาก็เห็นทหารถืออาวุธ ความไว้วางใจต่อรัฐจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

หากนับจากปี 2547 จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว สำหรับคนที่อยู่ในวัยทำงาน เหตุการณ์ในปีนั้นอาจเป็นความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มกลับมาปะทุขึ้น แต่สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน หลายคนเกิดหลังปี 2547 หรือยังเป็นเด็กเล็กในช่วงเวลาดังกล่าว นั่นหมายความว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่มาตรการด้านความมั่นคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาโดยตลอด อสมาเล่าว่า เมื่อมองนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในแต่ละปี เธอมักนึกถึงความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ชีวิตของคนรุ่นตัวเองกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่

“เด็กที่โตมากับไฟใต้ เป็นเด็กที่จำความได้ก็เห็นรถถัง เห็นทหารถือปืนเดินไปเดินมาแล้ว นี่คือภาพที่นักศึกษา ม.อ.ปัตตานี รุ่นปัจจุบันเติบโตมาด้วย”

สำหรับเธอ สิ่งที่น่าคิดไม่ได้หยุดอยู่แค่การที่เด็กเห็นเจ้าหน้าที่ถืออาวุธหรือด่านตรวจตั้งแต่จำความได้ แต่รวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาอาจได้รับจากคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จัก เพราะบางคนอาจเคยเห็นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้าน บางคนมีญาติหรือคนรู้จักถูกควบคุมตัว และบางคนเติบโตขึ้นมาพร้อมเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ อสมาจึงตั้งคำถามว่า หากเด็กคนหนึ่งมีประสบการณ์เช่นนี้มาตลอดชีวิต เขาจะมีความรู้สึกต่อรัฐและอำนาจรัฐอย่างไร

“เด็กและเยาวชนที่เติบโตท่ามกลางปัญหาความมั่นคงและความรุนแรง จำความได้ก็เห็นรถถัง เห็นคนถืออาวุธเดินไปเดินมา บางคนมีประสบการณ์ว่าคนในครอบครัวเคยถูกจับกุม บ้านญาติเคยถูกตรวจค้น หรือคนรู้จักเคยถูกควบคุมตัว เราต้องถามว่าการเติบโตในบรรยากาศแบบนี้ส่งผลต่อชีวิตเขาอย่างไร”

สิ่งที่อสมากังวลคือผลกระทบต่อความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กและเยาวชนกำลังสร้างความเข้าใจต่อสังคมและอำนาจที่อยู่รอบตัว

“นี่ไม่ใช่บรรยากาศทางการเมืองที่จะทำให้เกิดความเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐ ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนต่อต้านรัฐ แต่ปัญหาคือเขาอาจขาดความไว้วางใจในอำนาจรัฐ”

คำว่า ‘ความไว้วางใจ’ จึงเป็นเรื่องที่อสมาให้ความสำคัญ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนไม่ได้มีแค่เรื่องของกฎหมายหรือมาตรการควบคุม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชนว่าได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยหรือไม่ เมื่อถามต่อว่ารัฐควรทำอย่างไร เธอมองว่าการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวทางทางการเมืองควบคู่กับการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ มากกว่าการพึ่งพากำลังทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเป็นหลัก

“รัฐต้องแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างจริงจังด้วยมาตรการทางการเมือง มากกว่าการใช้กำลังทหาร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่โครงสร้างอำนาจรัฐ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะลดบทบาทของทหารลง เพราะทหารยังมีอำนาจอยู่มาก ปัญหานี้จึงเหมือนเรื่องไก่กับไข่ที่เกี่ยวข้องกัน และยังหาทางออกได้ยาก”

อย่างไรก็ตาม อสมาไม่ได้มองว่านักศึกษาทุกคนที่เติบโตในพื้นที่จะมีประสบการณ์หรือความคิดเหมือนกันทั้งหมด เธอเล่าว่าแม้จะอยู่ในชุมชนเดียวกันหรือมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมคล้ายกัน แต่คนหนุ่มสาวก็ยังมีความสนใจและมุมมองแตกต่างกัน บางคนสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บางคนให้ความสำคัญกับภาษาและอัตลักษณ์ บางคนสนใจปัญหาสังคม ขณะที่บางคนอาจไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากนัก ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่อยากให้ผู้ใหญ่รีบตัดสินนักศึกษาจากภูมิหลังหรือกิจกรรมที่พวกเขาเลือกทำ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลายทั้งทางภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง การศึกษาควรช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ รวมถึงความหลากหลายที่มีอยู่ภายในชุมชนเดียวกัน และสามารถพูดคุยกับคนที่คิดต่างได้โดยไม่รีบมองว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงข้าม

เมื่อมองกลับมายังมหาวิทยาลัย อสมาเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ชายแดนใต้ควรสอดคล้องกับชีวิตจริงของนักศึกษา และช่วยให้พวกเขาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เธอเล่าว่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พยายามพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงประเด็นความขัดแย้งและสันติภาพ แต่สำหรับเธอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหาวิชาคือบรรยากาศในห้องเรียน เพราะต่อให้มีรายวิชาที่พูดถึงสังคมและการเมืองมากเพียงใด หากนักศึกษาไม่กล้าตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็น การเรียนรู้ก็อาจเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่

“การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นมนุษย์” ปริญญาบัตรไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ตลอดเวลาที่ทำงานเป็นอาจารย์ อสมาบอกว่าเธอค่อยๆ เข้าใจความหมายของการทำงานด้านการศึกษามากขึ้น จากเดิมที่สนใจการอ่าน การเขียน และการทำวิจัย เธอเริ่มมองเห็นความรับผิดชอบอีกด้านหนึ่งของคนเป็นอาจารย์ นั่นคือการช่วยให้นักศึกษาเติบโตเป็นมนุษย์ที่สามารถใช้ความคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

“ตลอด 17 ปีที่ผ่านมาในจังหวัดปัตตานี เราได้เรียนรู้ว่าเป้าหมายของการทำงานด้านการศึกษาของเราคืออะไร เราคิดว่ากำลังทำงานการศึกษาเพื่อสร้างและส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะการทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีทั้งความแตกต่างทางวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง”

เมื่อถามว่าความเป็นมนุษย์ในความหมายของเธอคืออะไร อสมาอธิบายผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ตั้งแต่การอ่านหนังสือ การเขียน การจับประเด็น ไปจนถึงการสร้างความคิดเห็นของตัวเอง เธอกังวลว่าหากการศึกษาเน้นเพียงการทำให้นักศึกษาเรียนจบ โดยไม่ได้พัฒนาทักษะพื้นฐานเหล่านี้ ผู้เรียนก็อาจขาดโอกาสในการฝึกคิดและทำความเข้าใจโลกด้วยตัวเอง

“ถ้าเรายังมองว่าการศึกษาเป็นแค่เส้นทางไปสู่การได้รับปริญญาบัตร แต่ไม่ได้ช่วยให้คนมีความรู้ มีทักษะ หรือได้เรียนรู้ที่จะคิดด้วยตัวเอง เราก็อาจกำลังมองข้ามสิ่งสำคัญของการเติบโตเป็นมนุษย์ เพราะการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่แค่ความรู้ในตำรา แต่ควรเปิดโอกาสให้คนได้คิด ตั้งคำถาม มีความคิดเห็น และเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เราอยากเห็นเขาเติบโตเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น มีเสียงของตัวเอง และมีอิสระที่จะเลือกว่าจะใช้เสียงนั้นกับเรื่องอะไร” 

สำหรับอสมา การคิดเป็นไม่ได้หมายถึงการตอบคำถามของอาจารย์ได้ถูกต้องเสมอไป แต่รวมถึงการรู้ว่าตัวเองสนใจอะไร มีเหตุผลอย่างไร และสามารถอธิบายความคิดของตัวเองให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เธอจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แม้ในช่วงแรกคำตอบหรือข้อเสนอของพวกเขาอาจยังไม่สมบูรณ์ หรืออาจแตกต่างจากความเห็นของผู้สอน เพราะสำหรับเธอ ห้องเรียนควรเป็นสถานที่ที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดของตัวเองผ่านการพูดคุยและการรับฟังเหตุผลที่แตกต่างกัน

เราอยากเห็นเขาเป็นตัวของตัวเอง อยากเห็นเขาคิดได้ แสดงความคิดเห็นได้ แล้วก็เลือกได้ด้วยตัวเองว่าอยากใช้เสียงของตัวเองพูดถึงเรื่องอะไร

คำพูดนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับเสรีภาพในมุมมองของอสมา การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนมีโอกาสฝึกคิด วิเคราะห์ และเข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกัน การฝึกคิดก็ต้องอาศัยบรรยากาศที่ผู้เรียนไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำหนิเพียงเพราะมีความคิดเห็นต่างจากอาจารย์ อสมาจึงไม่ได้คาดหวังให้นักศึกษาเชื่อหรือทำตามความคิดเห็นของเธอทั้งหมด แต่ต้องการให้พวกเขาใช้เหตุผลของตัวเองในการเลือกว่าจะสนใจประเด็นอะไร จะทำกิจกรรมแบบไหน หรือจะจัดการชีวิตอย่างไรระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย

ห้องเรียนควรให้สิทธิได้ลองผิดลองถูก ก่อนที่ชีวิตจะมีข้อจำกัดมากกว่านี้

เมื่อพูดถึงเสรีภาพทางการศึกษา อสมาไม่ได้เริ่มจากข้อกฎหมายหรือระเบียบของมหาวิทยาลัย แต่เริ่มจากคำถามว่า ช่วงชีวิตวัยมหาวิทยาลัยมีความสำคัญอย่างไรต่อการเติบโตของมนุษย์ เธอมองว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ หากในช่วงมัธยม นักเรียนจำนวนมากยังใช้ชีวิตภายใต้การดูแลของครอบครัว เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย พวกเขาก็เริ่มต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่การตื่นไปเรียน การจัดการเวลา การเลือกคบเพื่อน การเข้าร่วมกิจกรรม ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต

“ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขากำลังเริ่มต้น เขากำลังมีเรื่องให้เลือกเต็มไปหมด ทั้งการเลือกว่าจะทำกิจกรรมอะไร จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน จะแต่งตัวอย่างไร เขากำลังก่อร่างสร้างตัวเองในวัยผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น พื้นที่การศึกษาควรเปิดกว้างมากพอ ให้เขาได้เรียนรู้จากเรื่องต่างๆ ทั้งทางวัฒนธรรม การเมือง และสังคม เพื่อให้เขาเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

อสมาเล่าว่า ประสบการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้อยู่ในหลักสูตรหรือถูกนำไปคิดเป็นคะแนน แต่นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ การเลือกแต่งกายในแบบที่รู้สึกสบายใจ หรือแม้แต่การตัดสินใจผิดพลาดในบางเรื่อง เพราะการรับผิดชอบชีวิตตัวเองก็เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ฝึกฝน

“เขากำลังก่อร่างสร้างตัวของวัยผู้ใหญ่ พื้นที่ตรงนี้ควรกว้างขวางมากพอ มีทรัพยากรทางวัฒนธรรม การเมือง และสังคมมากพอให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง”

เธอจึงอยากให้มหาวิทยาลัยมีพื้นที่และกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้จากอาจารย์ เพื่อน องค์กรภายนอก และผู้คนที่มีประสบการณ์ต่างจากตัวเอง อสมายังพูดถึงความสำคัญของ พื้นที่ที่สาม หรือ Third Space พื้นที่นอกเหนือจากบ้านและสถานศึกษาที่ผู้คนสามารถพบปะ แลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ในจังหวัดชายแดนใต้ เธอมองว่าโอกาสเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง มหาวิทยาลัยจึงมีความสำคัญ เพราะอาจเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนหนุ่มสาวสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองได้มากที่สุด ขณะที่องค์กรภายนอกที่เข้ามาทำงานร่วมกับนักศึกษาก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เหล่านั้น

เรารู้สึกขอบคุณแอมเนสตี้และองค์กรอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานร่วมกับเยาวชนของเรา เพราะทำให้เขาไม่ได้อยู่แต่ในโลกแคบๆ ยิ่งเขามีประสบการณ์กับโลกภายนอกมากเท่าไร เขาก็ยิ่งได้เรียนรู้และเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่พื้นที่สำหรับการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัยยังมีจำกัด พวกคุณคือทรัพยากร พวกคุณคือสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเขา ทำให้เขาได้พบเจอเรื่องราว ผู้คน และประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อค่อยๆ เติบโตเป็นตัวของตัวเอง

อสมาเห็นว่าการพบเจอเรื่องราวที่ต่างจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันอาจทำให้นักศึกษาเริ่มสนใจประเด็นใหม่ๆ หรือกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อ เธอจึงไม่อยากให้มหาวิทยาลัยปิดกั้นกิจกรรมเพียงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยหรืออาจมีคนไม่เห็นด้วย

พื้นที่การศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก เป็นพื้นที่ที่เยาวชนจะค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมา ว่าเขาจะเติบโตไปเป็นมนุษย์แบบไหน

คำว่า ‘ปลอดภัย’ ในความหมายของเธอไม่ได้หมายถึงการปกป้องนักศึกษาจากความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือทำให้ทุกคนต้องคิดเหมือนกัน แต่หมายถึงการที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามและทดลองทำสิ่งต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคามหรือได้รับอันตรายจากการแสดงความคิดเห็น

“สถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องจากปัญหาความมั่นคงและความขัดแย้งทางการเมือง เป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกปลอดภัยที่จะเรียนรู้ คิด ตั้งคำถาม และลองผิดลองถูก โดยไม่ถูกตัดสินจากกิจกรรมที่เขาเลือกทำหรือความคิดเห็นที่เขาแสดงออกในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เพราะวัยมหาวิทยาลัยเป็นช่วงสำคัญของการเติบโตและค้นหาตัวเอง พวกเขายังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้และค่อยๆ สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา”

อสมาเปรียบเทียบว่า แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ผู้คนยังพูดถึงความจำเป็นในการปกป้องโรงเรียนและโรงพยาบาลจากความรุนแรง มหาวิทยาลัยก็ควรเป็นพื้นที่ที่คนหนุ่มสาวได้รับการคุ้มครองในการเรียนรู้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงที่พวกเขากำลังค้นหาความคิด ความเชื่อ และตัวตนของตัวเอง

อย่าเพิ่งตัดสินเด็กจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หรือจากช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เขายังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้และเติบโต

ทั้งนี้ อสมาไม่ได้หมายความว่านักศึกษาจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขอบเขต เพราะเธอยืนยันว่าการใช้เสรีภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่สร้างอันตราย และควรตั้งอยู่บนข้อมูลและเหตุผล แต่ภายใต้ขอบเขตเหล่านั้น คนหนุ่มสาวควรได้รับโอกาสในการทดลองและเรียนรู้ผลจากการตัดสินใจของตัวเอง

เมื่อการตั้งคำถามในมหาวิทยาลัยกลายเป็นเรื่องความมั่นคง

แม้อสมาจะเชื่อว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ แต่ประสบการณ์การทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้เธอเห็นว่า การเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นยังมีความท้าทายอยู่มาก โดยเฉพาะเมื่อบางประเด็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองอาจถูกเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาความมั่นคง เธอเล่าถึงกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการเรื่องรัฐธรรมนูญที่นักศึกษาจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา แต่ภายหลังเนื้อหาจากกิจกรรมกลับถูกนำไปเผยแพร่และโจมตีบนสื่อออนไลน์

อสมาบอกว่านักศึกษากลุ่มนี้เตรียมข้อมูลมาอย่างดี มีการศึกษาประเด็นที่จะนำเสนอ และพยายามอธิบายข้อจำกัดของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้เงื่อนไขด้านความมั่นคง แต่เนื้อหาบางส่วนกลับถูกนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นการเรียกร้องเอกราช ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่นักศึกษากำลังนำเสนอ

“เด็กพูดดีมาก เด็กทำการบ้านมาดี แล้วเขากำลังพูดถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญที่มีข้อจำกัดเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง”

สิ่งที่ทำให้อสมากังวลคือการนำคำพูดของนักศึกษาไปตีความจนความหมายคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสาร ทั้งที่กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน และนักศึกษาทำงานบนฐานข้อมูล

“คุณกำลังพยายามเชื่อมโยงเสียงของเด็กที่ออกมาตั้งคำถามเข้ากับปัญหาความมั่นคง ทั้งที่เด็กกำลังพูดถึงสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”

สำหรับอสมา สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการถูกวิพากษ์วิจารณ์คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักศึกษา โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเผชิญกับการโจมตีบนสื่อออนไลน์มาก่อน เพราะเหตุการณ์เช่นนี้อาจทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นในอนาคต

“เด็กก็สะเทือนใจ เพราะเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เราคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกๆ ที่เห็นความรุนแรงจากสื่อออนไลน์พุ่งตรงเข้าหาเยาวชนด้วย คุณอย่าโจมตีเด็ก อย่าเอาเด็กมาเป็นเหยื่อของปัญหาความมั่นคง”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อสมายิ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องพื้นที่ทางวิชาการ เพราะหากคนหนุ่มสาวต้องกังวลว่าจะถูกโจมตีทุกครั้งที่แสดงความคิดเห็น พวกเขาก็อาจเลือกที่จะเงียบ แม้จะมีข้อมูลหรือคำถามที่ควรได้รับการพูดถึงในสังคมก็ตาม

เสรีภาพในมหาวิทยาลัยควรมีขอบเขตแค่ไหน

เมื่อถามว่าอสมาอยากเห็นเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร เธอตอบว่านักศึกษาควรมีอิสระในการคิดและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ได้ละเมิดสิทธิหรือสร้างอันตรายแก่ผู้อื่น

“ตราบใดที่อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัย แล้วสิ่งที่เขาทำไม่ได้สร้างอันตรายกับใคร ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายร้ายแรง เขาก็ควรแสดงความคิดเห็นได้”

อสมาเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่นักศึกษาสามารถนำประเด็นต่างๆ มาศึกษาได้ แม้จะเป็นเรื่องอ่อนไหวทางสังคมหรือการเมือง เพราะการศึกษาควรช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และเหตุผลมากพอที่จะทำความเข้าใจคำถามยากๆ มากกว่าทำให้พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านั้น

“จินตนาการไม่ควรถูกจำกัด และจริงๆ แล้วเด็กก็ยังไม่ได้จินตนาการอะไรไปไกลด้วยซ้ำ เขากำลังค้นหาความจริงบางอย่างอยู่”

สำหรับเธอ การตั้งคำถามเป็นกระบวนการที่ทำให้นักศึกษาได้ตรวจสอบข้อมูล แลกเปลี่ยนเหตุผล และเรียนรู้จากความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความคิดใดความคิดหนึ่งตั้งแต่ต้น หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ได้ การเรียนรู้ก็อาจเหลือเพียงการรับข้อมูลจากผู้สอน โดยที่ผู้เรียนไม่มีโอกาสพัฒนาความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ อสมาจึงย้ำถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่นควบคู่กับการใช้เสรีภาพ และความสำคัญของการทำงานบนฐานข้อมูลหรือข้อเท็จจริง

“เราคิดว่านักศึกษามีสิทธิคิด มีสิทธิทำอะไรได้หมด ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น แล้วก็ทำงานบนฐานข้อมูลหรือข้อเท็จจริง แค่นั้นเอง คืออยากลองทำอะไรก็ทำ แต่ต้องไม่สร้างความเสียหาย และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเกินไป”

เปิด “ห้องเรียนสิทธิมนุษยชน” แบ่งปันประสบการณ์กับนักศึกษา

นอกจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย อสมายังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับองค์กรภายนอก โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและสามารถนำประสบการณ์จากการทำงานจริงเข้ามาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาได้ หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ผ่านกิจกรรมห้องเรียนสิทธิมนุษยชน อสมามองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับรายวิชาที่มหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนได้

เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องระดับโลก เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันของผู้คน

สำหรับเธอ การมีองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ตรง ทั้งกรณีศึกษาจากต่างประเทศ การทำงานกับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ และเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้เป็นเพื่อนร่วมทางในการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ในบางรายวิชาที่วัตถุประสงค์ของรายวิชาสอดคล้องกับกิจกรรมห้องเรียนสิทธิมนุษยชน

อสมาอธิบายว่าคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมีความรู้และเครื่องมือบางอย่างที่อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจไม่ได้เชี่ยวชาญเท่า โดยเฉพาะกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ การได้ฟังจากคนที่ทำงานในประเด็นเหล่านี้โดยตรงจึงช่วยเติมรายละเอียดและประสบการณ์อีกด้านหนึ่งให้กับความรู้ทางวิชาการที่นักศึกษาได้รับในห้องเรียน

“การที่คนทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยตรงเข้ามาให้ความรู้ในห้องเรียน มันแตกต่างจากการที่คนทำงานวิชาการเป็นผู้ให้ความรู้กับนักศึกษาอย่างแน่นอน”

เธอยกตัวอย่างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเขียนจดหมายถึงนักกิจกรรมที่อยู่ในเรือนจำ โดยให้นักศึกษาเข้าร่วมตามความสมัครใจ กิจกรรมเช่นนี้ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักประสบการณ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน และเห็นว่าความรู้ที่เรียนในห้องสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของคนจริงๆ ได้อย่างไร นอกจากนี้ อสมายังสนใจให้ความร่วมมือในอนาคตครอบคลุมเรื่องการประเมินความเสี่ยงและการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักศึกษาในการจัดกิจกรรมทางวิชาการ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่นักศึกษาถูกโจมตีบนสื่อออนไลน์

มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นโลกทั้งใบของนักศึกษา

อีกเหตุผลหนึ่งที่อสมาให้ความสำคัญกับความร่วมมือจากองค์กรภายนอก คือการทำให้นักศึกษาได้พบผู้คนที่มีประสบการณ์แตกต่างจากตัวเอง เธอมองว่าคนหนุ่มสาวควรมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม พบปะผู้คน และทดลองทำสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนกับอาจารย์หรือตำรา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเข้าถึงกิจกรรมบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

“ยิ่งเขามีประสบการณ์กับโลกภายนอกมากเท่าไร เขาก็ยิ่งได้เรียนรู้และเติบโตมากขึ้น”

อสมาไม่ได้คาดหวังให้นักศึกษาทุกคนต้องสนใจสิทธิมนุษยชนหรือทำกิจกรรมทางสังคมเหมือนกันทั้งหมด แต่ต้องการให้พวกเขามีทางเลือกมากพอที่จะค้นหาความสนใจของตัวเอง บางคนอาจสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน บางคนสนใจศิลปะ วัฒนธรรม หรือประเด็นอื่นที่แตกต่างออกไป การได้พบกับประสบการณ์ที่หลากหลายช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสำรวจโลกและตัดสินใจว่าต้องการเดินไปในทิศทางใด ในมุมมองของเธอ บทบาทของมหาวิทยาลัยและองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับนักศึกษาจึงเป็นการเพิ่มทางเลือกเหล่านั้นให้กว้างขึ้น โดยไม่กำหนดล่วงหน้าว่าคนหนุ่มสาวทุกคนควรเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

เสรีภาพที่รู้จักครั้งแรก ไม่ได้เริ่มจากตำรา แต่เริ่มจากชีวิตในมหาวิทยาลัย

เมื่อถามว่าอสมาเริ่มสนใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบว่าไม่ได้เริ่มต้นจากการเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนหรือการอ่านทฤษฎีทางการเมืองโดยตรง แต่เริ่มจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

“เราไม่ได้รู้จักมันด้วยคำว่าสิทธิเสรีภาพ แต่เรารู้จักมันจากวิถีของการใช้ชีวิต จากการที่เราได้คิด ได้ตั้งคำถาม ได้แสดงความคิดเห็น และได้เลือกว่าจะใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไร โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้เรียกว่าสิทธิหรือเสรีภาพ เพราะสำหรับเราในตอนนั้น มันเป็นเรื่องธรรมดาของการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้และซึมซับผ่านประสบการณ์ของตัวเอง”

อสมาย้อนกลับไปถึงช่วงที่เรียนคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2536 เธอเล่าว่าตอนนั้นนักศึกษาคณะของเธอสามารถแต่งกายด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์ และรองเท้าแตะไปเรียนได้ ขณะที่นักศึกษาคณะอื่นบางส่วนยังแต่งชุดนักศึกษา สำหรับคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีระเบียบค่อนข้างเข้มงวด และผ่านระบบโรงเรียนที่มีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายและทรงผม การได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจึงเป็นประสบการณ์ใหม่

เธอเล่าว่าในช่วงมัธยมเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ครูคอยตรวจระเบียบทรงผม แต่เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย เธอกลับมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น ทั้งการแต่งกาย การอ่านหนังสือ การเข้าฟังสัมมนา และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้อสมาได้สัมผัสเสรีภาพผ่านการใช้ชีวิตจริง และกลายเป็นสิ่งที่เธออยากให้นักศึกษาของตัวเองมีโอกาสได้เรียนรู้เช่นเดียวกัน

“เรารู้จักเสรีภาพที่มหาวิทยาลัย แล้วเราก็รักมันมาก เพราะที่นั่นทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเราสามารถคิด ตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ เราได้พบเจอผู้คนที่มีความคิดแตกต่างกัน ได้ลองผิดลองถูก และค่อยๆ เติบโตเป็นตัวเอง เราเลยอยากให้นักศึกษาของเราได้มีประสบการณ์แบบเดียวกัน อยากให้เขาได้รู้จักเสรีภาพผ่านการใช้ชีวิตจริงๆ ได้มีพื้นที่ในการค้นหาตัวเอง กล้าคิด กล้าตั้งคำถาม ส่วนวันข้างหน้าเขาจะเติบโตไปเป็นอะไร เราก็อยากให้เขาเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง”

“เชื่อมั่นในตัวเขาเถอะ อย่าทำให้มันแคบ” ให้เสรีภาพนักศึกษา

ในช่วงท้ายของการพูดคุย เมื่อถามว่าอสมาอยากเห็นการศึกษาที่เปิดกว้างต่อสิทธิและเสรีภาพอย่างไร เธอไม่ได้เริ่มต้นด้วยการพูดถึงหลักสูตรหรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัย แต่กลับพูดถึงท่าทีของคนที่ทำงานด้านการศึกษา

“ท่าทีของคนที่ทำงานด้านการศึกษา ควรเป็นท่าทีที่อยากสร้างและส่งเสริมให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และต้องเชื่อมั่นในเสรีภาพ เชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถที่จะคิด ตัดสินใจ และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ หน้าที่ของเราคือเปิดพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้ ได้ตั้งคำถาม ได้ลองผิดลองถูก และค้นพบว่าตัวเองสนใจอะไร เราไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าเขาควรคิดแบบไหน หรือเติบโตไปเป็นอะไร เพราะสิ่งสำคัญคือการทำให้เขามีโอกาสเติบโตเป็นตัวของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าเขาจะเลือกทางเดินของเขาได้”

เธอเปรียบเทียบการศึกษาเหมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีร้านค้าหลากหลายประเภทให้นักศึกษาได้เดินเข้าไปสำรวจ ร้านหนึ่งอาจเป็นกิจกรรมสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย อีกร้านอาจเป็นกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม หรือเรื่องอื่นๆ ที่พวกเขาสนใจ หน้าที่ของคนทำงานด้านการศึกษาคือช่วยให้มีทางเลือกเหล่านี้มากพอ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทดลองเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง

“เราควรทำให้การเรียนรู้เหมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มีร้านหนึ่งเป็นแอมเนสตี้ อีกร้านเป็นเรื่องอื่นๆ ก็ได้ แล้วให้เขามีโอกาสเลือกเข้าไปเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้น”

คำเปรียบเทียบนี้อาจสะท้อนได้ว่าอสมาไม่ได้ต้องการให้การศึกษาสร้างคนที่มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด แต่ต้องการให้คนหนุ่มสาวได้รู้จักโลกที่กว้างกว่าประสบการณ์เดิมของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ตัดสินใจว่าอยากเลือกเส้นทางใด คือบางคนอาจสนใจสิทธิมนุษยชน บางคนอาจสนใจการทำงานกับชุมชน บางคนอาจค้นพบว่าตัวเองชอบงานวิชาการ หรือบางคนอาจเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เธออยากให้ผู้ใหญ่ยอมรับ เพราะช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยควรเป็นเวลาที่คนหนุ่มสาวได้สำรวจความเป็นไปได้ของตัวเองอย่างกว้างขวางที่สุด และไม่ว่าปลายทางของนักศึกษาแต่ละคนจะเป็นอย่างไร อสมาก็ยังยืนยันความเชื่อที่เธอมีต่อคนหนุ่มสาว

ส่วนเขาจะกลายไปเป็นอะไร เชื่อมั่นในตัวเขาเถอะ อย่าทำให้มันแคบ