จาก 6 ตุลา ถึงคนรุ่นปัจจุบัน มรดกรัฐประหารและกฎหมายที่ยังอยู่ในชีวิตประชาชน

14 ตุลา และ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดใกล้กัน วันใกล้กัน เดือนเดียวกัน เป็นการต่อสู้ทางการเมืองเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกัน พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้สับสนว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันหรือเปล่า หรือเป็น 16 ตุลาไหม?

ณัฐชนน ไพโรจน์ หรือ ณัฐ นักกิจกรรมและอดีตสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พบการรัฐประหารครั้งแรกในปี 2549 ขณะนั้นเขาอายุประมาณ 7 ขวบ แต่หากถามถึงความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในวัยเด็กก็ได้คำตอบว่าความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ช่างเลือนราง ทั้งยังชวนสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2516

“แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ตั้งเป้าว่าอยากจะศึกษาด้านการเมืองโดยเฉพาะ ก็ทำให้เราต้องอ่านประวัติศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ คือการนั่งไล่อ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอได้เริ่มอ่านก็ได้รู้ว่า 2 เหตุการณ์นี้หน้าตาไม่เหมือนกัน”

เมื่อเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการเมือง ณัฐจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาทั้งในระดับมหาวิทยาลัยผ่านพรรคโดมปฏิวัติ และร่วมกับสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ในปี 2561 ก่อนร่วมจัดตั้งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในปี 2563

“ในตอนนั้นเราก็ร่วมกับกลุ่มที่ชื่อว่า ‘พรรคโดมปฏิวัติ’ ซึ่งมีคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวอยู่แล้ว การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ ก็ได้ทำทั้งงานในมหาวิทยาลัย การพยายามที่จะจัดตั้งคน ชวนคนมาเห็นด้วยกับเรา แล้วก็สร้างพื้นที่ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยให้กับมหาวิทยาลัย”

“ขณะเดียวกัน ก็ได้ทำงานร่วมกับองค์กรที่ชื่อว่า ‘สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย’ เป็นองค์กรที่รวมเพื่อนๆ จากหลายมหาวิทยาลัยที่สนใจเรื่องประชาธิปไตยและอยากต่อสู้ทางการเมือง ขณะนั้นอยู่ภายใต้การรัฐประหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพวกเราก็ได้ไปต่อต้านประยุทธ์กันในหลายๆ โอกาสเท่าที่จะทำได้”

มุมมองต่อเหตุการณ์เดือนตุลาหลังร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง

เมื่อร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง มุมมองที่ณัฐมีต่อทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลาก็เริ่มเปลี่ยนไป จากคนที่รู้เรื่องราวเท่าที่ตำราเรียนระบุไว้ ก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นเรื่องทุกข์ร้อนหรือความคิดของผู้คนในสมัยนั้น โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา

“เมื่อมาเคลื่อนไหว กิจกรรมที่เพื่อนๆ มักจะชวนไป คือ งานรำลึก 6 ตุลา ก็ได้เห็นว่ามีคนที่พยายามจะจัดงานรำลึกเหตุการณ์นี้ แม้จะเป็นงานเล็กๆ ผ่านวงเสวนาหรืออะไรก็ตาม”

“เมื่อก่อน พวกเราชอบกระซิบกันว่า งานรำลึก 6 ตุลา ก็เหมือนงานเช็งเม้งของคน 6 ตุลา เพราะเวลาคุณเดินเข้างานมา คุณก็จะเห็นคนที่เชื่อแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ทำอะไรแบบนี้ซ้ำๆ  ไม่ได้เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายสำหรับวงการการเมือง ผมรู้สึกว่านี่เป็นคำจำกัดความที่แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมรำลึกนี้ไม่ได้รับความนิยม ไม่ได้ถูกศึกษา หรือเป็นที่น่าสนใจของช่วงเวลานั้นเลย”

เมื่อณัฐและเพื่อนๆ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ เพื่อหวังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองทางประชาธิปไตย แล้วได้พบกับผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา พบว่าหลายคนก็เห็นด้วยกับจุดมุ่งหมายนี้ จึงทำให้คนทั้ง 2 รุ่นได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนและสนับสนุนกัน และจากการได้พูดคุยและทำกิจกรรมด้วยกัน ณัฐได้รู้จักและใกล้ชิดกับคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามากขึ้น

 จนปีถัดมาพวกเขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้เข้าร่วมเป็นคนจัดกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ผมได้คุยกับพี่ๆ หลายคนว่าความเป็นวัยรุ่นของเขาเป็นอย่างไร มันทำให้เขากระตือรือร้น อยากจะทำนู่นทำนี่ บทสรุปที่เราได้จากจากการเจอคนที่หลากหลายในฝ่ายประชาธิปไตยในยุคนั้น คือ ในขบวนการเคลื่อนไหวมีอยู่คนทุกรูปแบบ”

เมื่อมองเหตุการณ์ 6 ตุลา เทียบกับการเคลื่อนไหวของคนรุ่นตัวเอง ณัฐมองเห็นผู้คนจากหลายกลุ่มที่ต่างมีต้นทุนและเงื่อนไขในการออกมาเคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน บางคนมีเงิน บางคนมีจำนวนคน บางคนมีอำนาจอยู่ในมือ ขณะที่คนหนุ่มสาวแทบไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย สิ่งที่ณัฐสนใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการที่ใครออกมาเคลื่อนไหว แต่คืออะไรที่ทำให้คนที่มีต้นทุนต่างกันตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

“ชนชั้นกลางอาจจะมีเงินหน่อย แต่คนพวกนี้อาจจะกล้าสู้บ้าง ไม่กล้าสู้บ้าง เพราะวเขามีอะไรบางอย่างที่พอเสียได้ หรือมีชนชั้นรากหญ้าที่จำนวนคนมหาศาล แต่คนพวกนี้ไม่ได้ออกกันมาง่ายๆ ต้องใช้เวลา หรือมีชนชั้นนำในสังคมที่คงไม่ออกมาให้เราเห็นง่ายๆ  แต่ถ้าคนพวกนี้จะทำอะไรสักอย่าง เขาก็มีอำนาจที่ผลักนิดเดียวก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง”

ท่ามกลางความแตกต่างเหล่านั้น ณัฐกลับมองเห็นบางอย่างร่วมกันในคนหนุ่มสาวจาก 2 ช่วงเวลาที่ห่างกันหลายสิบปี แม้พวกเขาอาจไม่มีเงิน ไม่มีคน หรือไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เลือกออกมาเคลื่อนไหว

“อย่างคนที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ไฟแรง คนพวกนี้ไม่มีอะไรเลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี อำนาจก็ไม่มี แต่ว่าสิ่งที่เราได้รู้จากเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ห่างกันมากๆ  คือ ไม่ว่าช่วงเวลาไหน คนกลุ่มนี้มี ‘ความฝัน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดสำหรับกลุ่มคนที่ยังเยาว์วัยและเป็นวัยรุ่น” 

ปัจจุบัน ณัฐมองว่างานรำลึก 6 ตุลา ไม่ได้เป็นงานเช็งเม้งแบบที่ใครหลายคนเคยใช้คำนี้ในการเปรียบเปรย แต่เขามองเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มารับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษารุ่นปัจจุบันหรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่อาจไม่ได้รู้จักเหตุการณ์นี้มากนัก แต่เมื่อได้มาร่วมกิจกรรมหรือร่วมจัดกิจกรรมก็จะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์มากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาในวาระครบรอบ 49 ปี พบว่ามีผู้สนใจร่วมเป็นสตาฟมากเกือบ 300 คน 

50 ปี ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 

“6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้หายไปจากชีวิตเรา” ณัฐ กล่าว

50 ปีผ่านไป หลายคนอาจรู้จัก 6 ตุลา ในฐานะเหตุการณ์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ บางคนรู้จักผ่านหนังสือ สื่อ หรือกิจกรรมรำลึก ขณะที่บางคนอาจแทบไม่เคยรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น แต่สำหรับณัฐมองว่า เหตุการณ์  6 ตุลา ยังไม่ได้จบลงพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อปี 2519 เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นบางส่วนยังส่งผลต่อชีวิตและการใช้สิทธิเสรีภาพของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

“บางคนมอง 6 ตุลา เป็นประวัติศาสตร์ บางคนมองเป็นเหตุการณ์หนึ่งในสังคม บางคนอาจมองไม่เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง 6 ตุลา ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าที่ให้นั่งฟังเฉยๆ หรือเป็นเรื่องราวในอดีตที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้หายไปจากเรา”

ตัวอย่างที่ณัฐพูดถึงความเป็นมรดกของเรื่องนี้ คือ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกมาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา และมีการแก้ไขเพิ่มโทษในกฎหมายอาญาหลายมาตรา สำหรับเขานี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันในวันนี้ 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงอยู่และยังส่งผลกระทบถึงชีวิตของเราในรูปแบบที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นคือคำสั่งฉบับที่ 41 ที่แก้โทษกฎหมายอาญา 12 มาตรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคนไทยทุกคน”

เขายังมองต่อไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากปี 2519 ที่พบว่าประเทศไทยผ่านการรัฐประหารมาหลายครั้ง โดยคนที่ทำรัฐประหารและสถานการณ์ในแต่ละยุคอาจต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขามองเห็นว่าเป็นการกระทำที่ซ้ำๆ กัน คือ เมื่อเกิดรัฐประหารก็ทำให้พื้นที่สำหรับคนที่เห็นต่างจากรัฐได้รับผลกระทบ และการแสดงออกของประชาชนก็มักถูกจำกัดลงด้วยกฎหมายและปัจจัยอื่นๆ แล้วแต่ยุคสมัยว่าใครปกครอง 

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประเทศไทยเกิดรัฐประหารอีกหลายครั้ง รูปแบบหรือผู้ก่อการรัฐประหารแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง แต่สิ่งที่เหมือนกันแน่ๆ คือ การจัดการกับคนเห็นต่างทางการเมือง การลดพื้นที่ในการแสดงออกของประชาชน

ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ และเครือข่าย ร่วมรณรงค์แคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ รวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มโทษข้อหา ‘หมิ่น’ ในประมวลกฎหมายอาญา

หนึ่งในนั้นคือข้อเสนอการแก้มาตรา 112 ให้กลับไปใช้บทกำหนดโทษเดิมก่อนมีคำสั่งดังกล่าว จากปัจจุบันที่มีโทษจำคุก 3 – 15 ปี ปรับแก้เป็น “ไม่มีโทษขั้นต่ำ และจำคุกไม่เกิน 7 ปี” 

ณัฐคือหนึ่งในผู้ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อผลักดันแคมเปญนี้ เล่าว่าข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นจากการพูดคุยในที่ประชุมวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา โดยเครือข่ายมองว่าวาระครึ่งศตวรรษของเหตุการณ์ 6 ตุลา ควรถูกใช้เป็นโอกาสในการผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในปัจจุบัน

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ยังมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยเหตุนี้ กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ “ทนายด่าง” ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและที่เป็นหนึ่งในคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงเสนอแนวทางเพื่อหาทางออกให้กับผู้ที่ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม และนำไปสู่การผลักดันข้อเสนอนี้ร่วมกันของเครือข่าย

“บางคนอาจจะมองว่าเราลดเพดาน เพราะเมื่อปี 2563-2564 มีการเสนอให้ยกเลิกกฎหมายมาตรานี้มาแล้ว แต่ตอนนี้มาเสนอให้แก้ไขโทษกลับไปเหมือนเมื่อก่อน สำหรับเรามองว่าข้อเสนอในตอนนี้ถ้าทำอะไรได้ก็ทำ พูดตรงๆ ว่าเสนอให้ ‘ยกเลิก’ ตอนนี้ เราก็รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เพราะขนาดนิรโทษกรรมยังไม่รวมคดี 112 เลย”

หากดูรายละเอียดกฎหมายที่เป็นผลจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ก็จะเห็นว่าไม่ได้มีแค่มาตรา 112 ที่นำมาใช้ลิดรอนสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน แต่มีหลายมาตราที่ถูกนำมาใช้ เช่น มาตรา 118 ลบหลู่ธงชาติ, มาตรา 138 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน, มาตรา 326 หมิ่นประมาทและมาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 

 แม้แต่ณัฐเองก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาที่อยู่ในแพ็คเกจคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 เช่นกัน คือ คดีหนังสือปกแดง คดีที่ถูกกล่าวหาว่าปาอาหารหมา และคดีดูหมิ่นศาลจากการเข้าร่วมชุมนุมหน้าศาลอาญา

เพื่อนเราหลายคนก็โดนคดีจากแพ็คเกจนี้ บางคนยังถูกคุมขัง บางคนก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ บางคนยังลำบากเทียวมาเทียวไปขึ้นศาล

การเสนอให้ยกเลิกคำสั่งฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียง ‘ความเชื่อ’ แต่เป็น ‘ภารกิจ’ ของพวกเราในเวลาเดียวกัน เราจึงร่วมผลักดันแคมเปญนี้ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา และขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมลบมรดกรัฐประหารไปด้วยกัน

โดยทุกคนสามารถร่วมลงชื่อได้ที่ decoup6octsins.com 

การเคลื่อนไหวในช่วงที่การเมืองซบเซา

บรรยากาศของสังคมไทยในระยะหลังมีความแตกต่างจากการเคลื่อนไหวในปี 2563-2564 มีผู้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนใครๆ ก็มองว่านี่เป็นช่วงที่การเมืองภาคประชาชนกำลังซบเซา แล้วอะไรเป็นความหวังที่ณัฐมีเพื่อที่จะผลักดันแคมเปญนี้

“เราเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากกว่านี้มาแล้ว ถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 2561-2562 บรรยากาศสังคมไม่ได้เป็นอย่างที่เรายืนอยู่ตรงนี้ คนที่เห็นด้วยกับฝ่ายประชาธิปไตย คนที่ออกมาต่อต้านประยุทธ์มีเพียงหยิบมือ ในตอนนั้น คนที่พร้อมจะทำอะไรสักอย่างมีน้อยกว่านี้”

“เราผ่านเหตุการณ์ที่ยากกว่านี้มาแล้ว ผมว่าวันนี้ดีกว่านั้น ถามว่าสิ้นหวังไหม ถ้ามองจาก KPI หรือวัดจาดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจรู้สึกสิ้นหวัง แต่หากมองจากก่อนหน้านั้นที่แย่กว่านี้ เราคิดว่าไม่หรอก เราคิดว่าเรื่องนี้มาไกลกว่าเดิมเยอะ”

ท่ามกลางกระแสการเมืองภาคประชาชนที่ดูซบเซาลง แต่การผลักดันแคมเปญนี้ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่เชิญชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีหลายวิธี อย่างช่วงต้นปีที่ผ่านมาแคมเปญ #8กุมภากาเห็นชอบ มีประชาชนจำนวนมากร่วมรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ แล้วผลก็ออกมาว่ามีผู้ออกเสียงเห็นชอบถึง 21,621,638 เสียง คิดเป็น 58.64% ของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด

“เราเติมความหวังกันได้ ผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะเห็นความหวังลูกใหญ่อีกครั้ง ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะทำด้วยกัน คือ จับมือพากันไป เติมความหวัง เติมแรง เติมใจให้กัน คนที่ไม่อยู่ก็เตรียมตัวให้พร้อม เตรียมตัวโดนลากมามีความหวังด้วยกันในอนาคต”

ในวันที่เพื่อนเริ่มออกเดินทางไกล

อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า มีนักกิจกรรมทางการเมืองและประชาชนทั่วไปหลายคนถูกดำเนินคดีจากการออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พวกเขาต้องเดินทางไปศาลตามนัดอย่างต่อเนื่อง และยิ่งมีหลายคดีก็จะมีภาระที่ตามมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

บางคนเจอโทษหลายข้อหารวมกันจนอาจต้องโทษจำคุกมากกว่า 100 ปี จึงทำให้มีคนบางส่วนตัดสินลี้ภัยออกนอกประเทศ

การลี้ภัยหลังปี 2563 เกิดขึ้นหลายระลอก ในช่วงแรกๆ ณัฐยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตัดสินใจลี้ภัยทั้งที่อยู่ภายใต้บรรยากาศที่สังคมกำลังตื่นตัวและให้ความสนใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระแสการเมืองเริ่มซบเซา ขณะที่จำนวนผู้ถูกคุมขังจากคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้น

บางคนเสียเวลาตลอดสัปดาห์ไปกับการขึ้นศาลและเมื่อการเคลื่อนไหวที่ใช้เวลานาน ก็ทำให้ความเหนื่อยล้าค่อยๆ สะสมในหมู่นักกิจกรรม ณัฐเองก็เป็นคนหนึ่งที่เจอกับความรู้สึกนั้น จนเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมบางคนจึงตัดสินใจเดินทางลี้ภัยออกจากประเทศไทย

“เคยมีเพื่อนบอกว่า ‘กูไม่รู้เลยว่ะ ว่าทางออกของเรื่องนี้คืออะไร จะฝืนอยู่สู้ต้านไปอย่างนี้เรื่อยๆ ได้หรือเปล่า’ ซึ่งเพื่อนก็ไม่เคยบอกเราตรงๆ ว่าจะไป แต่พอมีคนพูดแบบนี้ มันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น บางคนอยู่ๆ ก็มาชวนกินข้าว เราก็ต่างคนต่างรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่พูดกัน แล้วก็ยินดีที่ได้เจอ”

เพื่อนเดินทางออกไป แล้วได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับชีวิตตัวเองก็ดีแล้ว บางคนไปแล้วก็ยังทำเพื่อสังคมอยู่ เราก็คิดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

ณัฐยังเชื่อว่าจะมีวันที่เพื่อนๆ และผู้ลี้ภัยทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทยในช่วงชีวิตหนึ่งของเขา บางคนอาจจะกลับมาอยู่ถาวร บางคนอาจจะชอบการมีชีวิตที่ต่างประเทศ แต่ณัฐก็อยากให้ทุกคนได้กลับมาเจอกันอีกสักครั้ง ซึ่งเขาหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ 

ผ่านมาแล้ว 50 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ท่ามกลางการผลักดันแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา แล้วอีก 50 ปีข้างหน้า วันที่ 6 ตุลา จะเป็นอย่างไร

“ผมหวังว่ามหาวิทยาลัยจะไม่มีการสอบในช่วงวันนี้เหมือนที่เป็นอยู่ หวังว่า 6 ตุลาจะเป็นวันหยุดราชการ เป็นอีกวันสำคัญที่จะเกิดกิจกรรมขึ้นหลากหลาย อาจจะมีคอนเสิร์ต ก็อปปี้โชว์ มีโอกาสให้เราได้พูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

ถ้าทำให้วันที่ 6 ตุลา สำคัญเท่ากับวันอื่นๆ ในมุมมองผมก็คงจะเจ๋งมากๆ แล้ว