ธีสิส 6 ตุลา ที่ถูกห้ามทำ กับการสร้าง ‘มรดกแห่งความกลัว’ ในสังคมไทย

“ทหารพยายามจะเอาพี่สาวออกไปด้วย แม่เขาก็ไม่ยอม แต่ปรากฏว่าเขาไปเอาพี่ชายอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยร่วมกิจกรรม ไม่เคยทำอะไรเลย แต่อยู่ที่บ้านตอนนั้น เขาลากออกไป แล้วทุกคนคิดว่าแย่แล้ว แบบนี้ไม่น่าจะรอด”

เบญจมาส วินิจจะกูลผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’

เด็กวัย 8 ขวบสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกในตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านท่าพระจันทร์ บ้านที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 10 คน และคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่แวะเวียนเข้ามาหาอะไรกิน แต่ในเช้ามืดวันหนึ่งของเดือนตุลาคม 2519 บรรยากาศของบ้านริมน้ำที่อยู่ห่างจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียง 200 เมตรก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เธอจำภาพพ่อกับแม่ที่ยืนคุยกันด้วยความหวาดหวั่น ประตูบ้านชั้นล่างและหน้าต่างชั้นสองถูกเปิดออกเพื่อรับนักศึกษานับร้อยที่กรูกันเข้ามาหลบภัยจากเสียงปืนและระเบิด จนบ้านทั้งหลังแน่นไปด้วยผู้คน ก่อนที่เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธจะเข้ามาในบ้าน เดินขึ้นบันไดแคบๆ และพาตัวพี่ชายที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองออกไปต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนในครอบครัวที่เธอบอกว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน

เสียงระเบิดตูมแรกตอนตี 5 ในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เพียงปลุกเด็กวัย 8 ขวบคนหนึ่งให้สะดุ้งตื่น แต่ยังกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่กับ เบญจมาส วินิจจะกูล ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’ มาจนถึงวันนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงเหตุการณ์ทางการเมืองอีกหลายช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก กลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยพูดถึงได้ไม่เต็มเสียง ความกลัวทำให้หลายเรื่องค่อยๆ เงียบลง ขณะที่ข้อเท็จจริงบางส่วนถูกปล่อยให้เลือนหายไปตามเวลา จนความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งถูกทำให้ดูคล้ายเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป

เบญจมาสใช้คำว่า “Set Default” เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยหลัง 6 ตุลา เมื่อความรุนแรงและความเงียบค่อยๆ กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้คนคุ้นชิน หากย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กคนหนึ่งในย่านท่าพระจันทร์ที่เติบโตท่ามกลางเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นนักเรียนที่เห็นบอร์ดความรู้และชมรมกิจกรรมในโรงเรียนค่อยๆ ถูกทำลายและหายไป เป็นนิสิตสถาปัตย์ในมหาวิทยาลัยที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง 6 ตุลา จนหลายสิบปีต่อมาได้กลับมาทำงานกับความทรงจำนี้อีกครั้ง ผ่านการออกแบบนิทรรศการและการนำวัตถุพยานอย่าง ‘ประตูแดง’ มาจัดแสดงในรูปแบบ Onsite Museum ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตของเธอจึงเดินคู่มากับคำถามเดียวกันมาโดยตลอดว่า เราจะอยู่กับประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างไร

ท่าพระจันทร์: บ้านริมน้ำ ความทรงจำยามตีห้า และกลิ่นอายความรุนแรง

ชีวิตวัยเด็กของเบญจมาสผูกพันกับย่านท่าพระจันทร์มาตั้งแต่เกิด บ้านตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีสมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ด้วยกันถึง 12 คน และอยู่ห่างจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านหลังเพียงประมาณสองร้อยเมตร ย่านนี้จึงเต็มไปด้วยร้านอาหารและเสียงพูดคุยของผู้คน หนึ่งในนั้นคือบทสนทนาเรื่องบ้านเมืองของนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยที่แวะเวียนมากินข้าว ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองเต็มไปด้วยความตื่นตัว เบญจมาสจำได้ว่าคนในชุมชนริมน้ำช่วยเหลือกัน ชาวบ้านทำอาหารหม้อใหญ่ๆ ห่อส่งเข้าไปให้ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ แต่ความคึกคักและความอบอุ่นเหล่านั้นเปลี่ยนไปในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วันที่ชีวิตของหลายคนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“จำได้ว่าสะดุ้งตื่นขึ้นมานี่ตอนนั้นน่าจะตีห้า น่าจะเป็นระเบิดลูกแรกแต่เราไม่รู้หรอกว่ามันคือเสียงอะไร หลับอยู่ในมืดๆ มองไปเห็นคุณพ่อคุณแม่ยืนคุยกันอยู่ บ้านตึกแถวริมแม่น้ำ พอมองไปด้านหลังจริงๆ สองร้อยเมตรมันคือธรรมศาสตร์ จำได้ว่าเห็นท้องฟ้า แล้วก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ฟังไม่รู้เรื่อง มารู้ทีหลังว่าคือเสียงพี่ชายในที่ชุมนุม”

เบญจมาส วินิจจะกูลผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’

เด็กวัย 8 ขวบสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืด ภาพแรกที่เห็นคือพ่อกับแม่กำลังยืนคุยกันด้วยความกังวล เมื่อมองออกไปทางหลังบ้านซึ่งห่างจากธรรมศาสตร์เพียงสองร้อยเมตร เธอได้ยินเสียงความวุ่นวายและเสียงตะโกนดังมาจากอีกฝั่ง แม้ตอนนั้นจะยังฟังไม่ได้ความ แต่ภายหลังจึงรู้ว่าหนึ่งในเสียงเหล่านั้นคือเสียงของพี่ชาย และยังมีคนอีกจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่ชุมนุมท่ามกลางอันตราย

เมื่อเข้าสู่ช่วงสายของวันที่ 6 ตุลาคม สถานการณ์ภายนอกยิ่งรุนแรงขึ้น พี่สาวของเบญจมาสหนีออกจากพื้นที่ชุมนุมและกลับมาเคาะประตูบ้านที่ท่าพระจันทร์ ขณะเดียวกัน นักศึกษาคนอื่นที่กำลังหนีออกจากพื้นที่ก็พยายามหาที่หลบภัยเช่นกัน ทันทีที่ประตูบ้านเปิด คนจำนวนมากจึงกรูกันเข้ามาอาศัยอยู่ในตึกแถวแคบๆ หลังนี้ และเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งในช่วงสาย นักศึกษาที่อยู่ด้านนอกพยายามเคาะกระจกหน้าต่างชั้นสองด้านหลังบ้านเพื่อขอเข้าไปหลบภัย เมื่อหน้าต่างถูกเปิดออก ผู้คนก็ทยอยปีนเข้ามาและเบียดเสียดกันจนเต็มพื้นที่ชั้นสอง

“ยามเช้าสายๆ พี่สาวของเราที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมก็มาเคาะประตูบ้านเพื่อจะกลับเข้าบ้าน แต่ในเวลานั้นมีนักศึกษาที่อยู่ในที่ชุมนุมก็เลยกรูกันเข้ามาด้วย พอเปิดประตูเข้ามาก็กรูกันเข้ามาหลบเป็นร้อยคน พอลูกระเบิดดังช่วงแปดเก้าโมงเช้า หน้าต่างชั้นสองก็มีนักศึกษาเคาะขอความช่วยเหลือ พอเปิดเข้ามาก็มีคนไหลเข้ามาอีกเป็นร้อยคนจนเต็มชั้น 2 ของบ้านไปหมด”

ในวันนั้น บ้านตึกแถวที่เคยคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยและกลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว กลายเป็นพื้นที่หลบภัยชั่วคราวของนักศึกษานับร้อยที่หนีออกมาจากธรรมศาสตร์ เสียงอาวุธจากภายนอกดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่คนจำนวนมากเบียดกันอยู่ภายในบ้านด้วยความหวาดกลัว สำหรับเบญจมาส ภาพเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับวันเวลา แต่กลายเป็นความทรงจำที่ติดตัวเธอมา และมีส่วนทำให้ในเวลาต่อมาเธอกลับมาทำงานกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลาอีกครั้ง

พี่น้อง 10 คน และวันที่คนในบ้านถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา

เบญจมาสเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องรวมกัน 10 คน เมื่อรวมพ่อกับแม่ บ้านตึกแถวหลังนี้จึงมีสมาชิกทั้งหมด 12 คน พ่อกับแม่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อดูแลลูกๆ ทุกคน สำหรับครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง การเมืองอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่อยู่ไกลจากชีวิตประจำวัน แต่ในช่วงเวลานั้น ความขัดแย้งทางการเมืองค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้บ้านของพวกเขามากขึ้น จนเด็กวัย 8 ขวบคนหนึ่งต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเหตุการณ์ 6 ตุลา

เมื่อพี่ชาย 2 คนและพี่สาวอีกคนเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศในบ้านก็เปลี่ยนไป พื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนใช้นอนและทำงานร่วมกันเต็มไปด้วยเสียงเพลงเพื่อชีวิต ขณะที่โปสเตอร์และสัญลักษณ์ทางการเมืองปรากฏอยู่ตามผนังบ้าน รวมถึงโปสเตอร์ “อเมริกันจงพินาศ” รูปนกอินทรีที่เบญจมาสเห็นจนคุ้นตาตั้งแต่เด็ก

“ที่บ้านทำกิจกรรม แล้วบ้านเราเป็นตึกแถวใช่ไหม มันจะมีอยู่ชั้นเดียวที่เป็นเหมือนพื้นที่ใช้สอยร่วมกันหรือ Common Area ที่ใช้นอน ใช้ทำงานด้วยกัน เราก็จะได้ยินเพลงเพื่อชีวิตตลอดเวลา แล้วก็เห็นพวกโปสเตอร์ อเมริกันจงพินาศ ที่เป็นรูปนกอินทรี เห็นอยู่ที่บ้านตั้งแต่เด็ก คือบ้านเรามันเป็นแบบนั้นเลย”

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มส่งสัญญาณเข้ามาถึงครอบครัว พ่อกับแม่ตกใจและเป็นห่วงเมื่อได้ยินวิทยุยานเกราะประกาศชื่อพี่ชายของเธอ คือ ธงชัย วินิจจะกูล ขณะที่พี่สาวที่เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็เคยถูกจับและคุมตัวอยู่หนึ่งคืนพร้อมกับเพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน หลังญาติของเพื่อนแจ้งตำรวจว่าเด็กๆ กำลังมั่วสุมทำกิจกรรม

“วิทยุยานเกราะมีประกาศชื่อพี่ชายออกมา แล้วเราก็ได้ยิน พ่อก็ได้ยิน แล้วเรากับครอบครัวก็เป็นห่วง อีกอันหนึ่งที่จำได้แน่ๆ คือพี่สาวที่อยู่เตรียมอุดม โดนจับติดคุกไปคืนหนึ่งกับเพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน ตั้งกลุ่มคุยกันแล้วทางญาติของเพื่อนเขาไม่พอใจ ตอนนั้นมันมีเรื่องฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา เขาก็เลยแจ้งตำรวจว่าพวกนี้มั่วสุมนะ ติดคุกอยู่แค่วันเดียวแล้วเขาก็ปล่อยออกมา คือตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดกับบ้านเรา”

แต่เหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึกของเด็กหญิงเบญจมาสอย่างรุนแรงที่สุด เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประมาณ 6 – 7 คน พร้อมอาวุธปืนยาว เดินขึ้นบันไดแคบๆ เข้ามาในบ้าน เบญจมาสจำได้ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจค้นทีละชั้นเพื่อตามหาพี่ชาย ไล่นักศึกษาที่เข้ามาหลบภัยให้ออกจากบ้าน ก่อนจะพาตัวคนในครอบครัวออกไปต่อหน้าทุกคน

“ทหารพยายามจะเอาพี่สาวออกไปด้วย แม่ก็ไม่ยอม เขาเลยไปเอาพี่ชายอีกคนไปแทน ซึ่งพี่ของเราคนนี้ไม่เคยร่วมกิจกรรม ไม่เคยทำอะไรเลย อยู่แต่บ้าน แต่พี่เรากลับถูกเขาลากออกไป แล้วทุกคนคิดว่าแย่แล้วถ้าเป็นแบบนี้ แบบนี้ไม่น่าจะรอดกลับมา”

“พอมองออกไป ได้ยินเสียงกรี๊ดแบบไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนจากคนที่บ้านตัวเอง แล้วมารู้ทีหลัง คนที่น่าจะรู้สึกกระทบมากก็น่าจะเป็นพ่อกับแม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาไม่คิดมาก่อนว่ามันจะขนาดนี้จริงๆ จริงๆ ทุกคนที่รู้สึก ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ เราเองก็รู้สึก รู้สึกมาถึงทุกวันนี้ (เสียงสั่นเคลือ)”

เบญจมาสจำเสียงกรีดร้องของคนในบ้านในวินาทีที่พี่ชายถูกพาตัวออกไปได้ เธอเรียกมันว่า ‘เสียงกรี๊ดแห่งความตกใจและหมดหวัง’ เพราะไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะเดินเข้ามาถึงครอบครัวธรรมดาที่ใช้ชีวิตด้วยการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ในย่านท่าพระจันทร์ได้ถึงเพียงนี้

“พอนึกถึงคดีของอากง มันสะเทือนใจมาก แล้วเราก็นึกย้อนกลับมาว่า จริงๆ แล้วพวกเขาก็เหมือนกับพ่อแม่เราเนี่ยแหละ เป็นคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ ขายก๋วยเตี๋ยว ทำมาหากินเก็บเงินซื้อบ้าน อยู่ดีๆ เรื่องคดีความพวกนี้มันหล่นลงมาใส่ชีวิตได้ยังไง หล่นลงมาหาตัวได้ยังไง”

“แต่ปัจจุบันมันก็มีคนธรรมดาแบบนี้ในทุกยุคทุกสมัย ที่สุดท้ายความอยุติธรรมพวกนี้มันบีบให้เขาต้องลุกขึ้นมาสู้กลับเพราะเจอความไม่ยุติธรรมจากสิ่งที่ตัวเขาไม่ได้รู้เรื่องหรือเกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ดันกลับต้องมาถูกอำนาจรัฐกระทำ มันไม่มีใครยอมรับได้หรอกแบบนี้”

ผลจากเหตุการณ์วันนั้นทำให้พี่ชายของเบญจมาสที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมถูกจับกุม 2 คน รวมกับพี่ชายอีก 1 คนที่ถูกพาตัวออกจากบ้าน เป็นทั้งหมด 3 คน พี่สาวคนโตจึงต้องเป็นหลักในการติดต่อเรื่องคดีและหาทางช่วยเหลือ จนสามารถพาพี่ชายที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมกลับบ้านมาได้ก่อน ส่วนพี่ชายอีกคนคือ ชวลิต วินิจจะกูล ถูกคุมขังและเป็นหนึ่งใน “36 ผู้ต้องหา” ชุดแรก หลังถูกคุมขังอยู่เกือบหนึ่งปีจึงได้รับการปล่อยตัว ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าป่าเพื่อร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลาต่อมา

วัยประถม: บรรยากาศความกลัว ลูกเสือชาวบ้าน และการถูกตั้งคำถามหน้าห้องเรียน

หลังเหตุการณ์ในบ้านผ่านพ้นไป ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หายไปจากชีวิตของเบญจมาส เมื่อกลับไปเรียนหนังสือในย่านบางลำพู เธอพบว่าบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้นเดินตามเข้ามาถึงในห้องเรียนด้วยครูประจำชั้นสวมผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านมาสอนหนังสือ เด็กๆ ถูกสั่งให้ท่องเนื้อร้องและฝึกร้องเพลงปลุกใจ ก่อนจะถูกเรียกออกมายืนร้องทีละคนหน้าชั้นเรียน สำหรับเบญจมาส ห้องเรียนไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สำหรับเรียนหนังสือ เพราะนามสกุล “วินิจจะกูล” ทำให้ครูรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง

“เรามีพี่น้อง 10 คน ที่บ้านเรียนโรงเรียนนี้กันหมด ครูที่โรงเรียนเขาจะรู้จักพวกเด็กนามสกุลนี้ตลอด เขาก็คงพอรู้ว่าเราเป็นน้องของพี่ชาย เราก็จะโดนครูประจำชั้นจับตาหรือพูดกับเราบ่อยๆ พอเขาปล่อยให้คนอื่นนั่งทำการบ้าน เขาจะเรียกเราเหมือนมานั่งสอน สอนที่หน้าห้องแล้วก็ยืนพูดเรื่องเกี่ยวกับพี่ชาย ทำไม ทำอะไร หรืออะไรอย่างนี้ แต่ว่าเราจำไม่ได้เลยว่าเขาพูดอะไรจนโต แต่เราจำได้ว่าเรายืนฟังครูเมื่อยมาก แบบครั้งละชั่วโมง ครั้งละครึ่งชั่วโมง อาทิตย์หนึ่งสองสามครั้งก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา อันนี้คือบรรยากาศที่โรงเรียนตอนนั้นที่เป็นเด็กประถม”

เบญจมาสจำเนื้อหาที่ครูพูดกับเธอไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังจำได้คือความรู้สึกของการต้องยืนอยู่หน้าห้องเป็นเวลานาน ขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ตามปกติ ความเมื่อย ความอึดอัด และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับตามอง กลับเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำมาจนโต สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม บรรยากาศเหล่านี้กลับหายไปอย่างรวดเร็ว

“พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่เห็นครูใส่ผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านอีกเลยนะ ซึ่งเราเดาว่าพอเขาเห็นคนที่เป็นแบบคนตัวเล็กตัวน้อยถูกทำร้าย คือตอนนั้นมันรุนแรงมากๆ ต่อให้เป็นฝ่ายขวาก็ตาม พอเขาเห็นอะไรแบบนั้นที่มันเกิดขึ้น เขาก็น่าตกใจอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีภาพเหตุการณ์ในหนังสือพิมพ์อะไรให้เห็น เขาก็คงแบบกลัวหรือรู้สึกอะไรสักอย่าง”

“พอ 6 ตุลาผ่านไป ครูเขาไม่มายุ่งกับเราอีก ไม่เรียกเราไปคุยหน้าชั้น ไม่เรียกไปยืนนานๆ หรือว่าเรียกไปอบรมอะไรอีก ครูไม่สอนร้องเพลงปลุกใจอะไรอีกเลย ทุกอย่างมันเงียบไป อันนี้คือที่โรงเรียนของเรา แล้วเราก็โตมาแบบเหมือนกับต่างคนต่างเงียบตั้งแต่นั้นมา”

สำหรับเบญจมาส ความเงียบที่เกิดขึ้นหลัง 6 ตุลาไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งได้รับการคลี่คลาย ครูเลิกสวมผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน เลิกเรียกเธอไปอบรม และเพลงปลุกใจก็หายไปจากห้องเรียน แต่ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบตรงๆ ว่าทำไมสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หายไป ทำให้เธอเติบโตมากับบรรยากาศแบบต่างคนต่างเงียบ ทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกเก็บเอาไว้โดยไม่มีใครพูดถึง และความรู้สึกเช่นนี้ก็ติดตามเธอต่อไปจนถึงช่วงมัธยมและมหาวิทยาลัย

วัยมัธยม: การปะทะทางอุดมการณ์ และบอร์ด ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ที่ถูกทำลาย

เมื่อเบญจมาสเข้าเรียนระดับมัธยม ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หายไป แต่บรรยากาศได้เปลี่ยนรูปแบบไปอยู่ภายใต้ชีวิตนักเรียนและกฎระเบียบของโรงเรียน ในช่วงเวลานี้ เธอมีเพื่อนอยู่สองกลุ่มที่มีความคิดและความสนใจทางการเมืองแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เธอเรียกว่า “เพื่อนฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา”

กลุ่มแรกคือเพื่อนสนิทในชีวิตประจำวัน พวกเขาคุยเรื่องเรียน เล่นวอลเลย์บอล ร้องเพลง ติวหนังสือ หรือเดินกินขนมหลังเลิกเรียน เป็นเพื่อนที่ดีและช่วยเหลือกันเสมอ แต่ในแง่ความคิดทางการเมือง หลายคนเติบโตมากับค่านิยมเรื่องชาติและความเป็นไทยตามที่ระบบการศึกษาในเวลานั้นถ่ายทอดให้ อีกกลุ่มคือ ‘กลุ่มนักกิจกรรม’ งมีทั้งรุ่นพี่และเพื่อนที่สนใจสังคมและการเมือง หลายคนเป็นน้องหรือคนใกล้ชิดของนักศึกษายุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา ซึ่งบางส่วนเดินทางเข้าป่าไปแล้ว รวมถึงเพื่อนของพี่สาวเบญจมาสที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน

“วันแรกที่เข้าโรงเรียน เด็กนักเรียนไม่รู้จักกันเลย ห้องมันก็เงียบมาก สุดท้ายมีรุ่นพี่คนหนึ่งมาเรียกชื่อเราที่หน้าห้อง แล้วก็พาไปรู้จักกับพวกพี่ๆ ตอนนั้นยังมีชมรมกิจกรรมอยู่ในโรงเรียน แล้วพวกพี่ๆ พวกนี้คือเพื่อนของพี่สาวเราที่เข้าป่าไปแล้ว ทุกคนก็พาเราไปรู้จัก”

“สำหรับเรา เรารู้สึกว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน และชีวิตนักเรียนปกติของเรามันก็จะมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่เราคบธรรมดา กินข้าว เล่นวอลเลย์บอล อ่านหนังสือด้วยกัน พวกเขาก็เป็นเพื่อนที่ดีทุกคน แต่ในแง่อุดมการณ์ เขาก็จะมีความคิดแบบที่มีมาตรฐานความรักชาติความเป็นไทยเอาไว้ เราก็เลยเหมือนมีเพื่อนอยู่สองกลุ่มในเวลาเดียวกัน”

ในช่วงหลังปี 2519 ถึงต้นทศวรรษ 2520 พื้นที่กิจกรรมของนักเรียนเริ่มแคบลง ชมรมที่เคยเปิดพื้นที่ให้นักเรียนทำกิจกรรมและพูดคุยเรื่องสังคมถูกจับตามองมากขึ้น เหตุการณ์หนึ่งที่เบญจมาสยังจำได้คือ ตอนที่รุ่นพี่ในชมรมภาษาไทยจัดบอร์ดเกี่ยวกับบทกวีและชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ แต่เมื่อครูคนหนึ่งมาเห็น บอร์ดดังกล่าวกลับถูกฉีกทิ้งต่อหน้านักเรียน

“ตอน ม.1 พวกพี่ๆ เขาก็จะทำบอร์ด สมัยนั้นยังทำบอร์ดตั้งๆ วางกันอยู่ ปรากฏมีรุ่นพี่ทำเรื่อง จิตร ภูมิศักดิ์ มีบทกวี เล่าว่าจิตรคือใคร ปรากฏมีครูที่ขวาจัดมากๆ มาเห็น เข้ามาฉีกบอร์ดทิ้งเลย แล้วพี่คนที่เป็นคนทำก็ยืนร้องไห้ คนมุงดูเต็มไปหมด เราจำได้เลยว่านั่นคือการปะทะกันย่อยๆ ในโรงเรียนเรื่องอุดมการณ์ แล้วชมรมพวกนี้ก็ค่อยๆ ถูกปิดไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีอาจารย์สนับสนุนหรืออนุญาตให้ทำกิจกรรมอีก”

หลังจากนั้น ชมรมกิจกรรมที่เคยมีอยู่หลายชมรมและมีนักเรียนเข้าร่วมจำนวนมากค่อยๆ ลดลง เพราะหาอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ และพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมภายในโรงเรียนก็ค่อยๆ หายไป

“ตอนเข้า ม.1 ชมรมกิจกรรมยังมีอยู่หลายชมรม มีคนเป็น 30 กว่าคนเลย แต่มันค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แล้วก็โดนปิด เพราะเป็นช่วงที่บรรยากาศทางการเมืองฝ่ายขวาครองอำนาจ รัฐบาลทหารไม่ให้มีการทำกิจกรรมในโรงเรียน ไม่ให้อาจารย์สนับสนุน พอไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ให้หาสมาชิกหรือประกาศพูดคุย มันก็เหมือนไม่ให้มีการชุมนุม ชมรมพวกนี้ก็ถูกปิดไป”

“พอชมรมในโรงเรียนโดนปิดจนหมด พวกเราที่อยากทำกิจกรรมก็ไม่มีพื้นที่ข้างใน เหลือแค่การแอบรวมตัวกันเอง พอไม่มีพื้นที่ในโรงเรียน มันเลยบีบให้พวกเราต้องออกไปหาเพื่อนข้างนอก”

เมื่อพื้นที่ในโรงเรียนค่อยๆ หายไป นักเรียนที่ยังอยากทำกิจกรรมจึงออกไปพบกับเพื่อนจากโรงเรียนอื่น เกิดเป็นเครือข่ายนักเรียนกิจกรรมนอกโรงเรียน พวกเขาจัดค่ายเล็กๆ พูดคุยเรื่องสังคมและประวัติศาสตร์ รวมถึงทำหนังสือและจุลสารด้วยตัวเอง สำหรับเบญจมาส พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นอีกช่องทางในการเรียนรู้เรื่องที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในห้องเรียน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองและเหตุการณ์ 6 ตุลา

ชีวิตมหาวิทยาลัย: สถาปัตย์ จุฬาฯ และธีสิส ‘พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา’ ที่ถูกปฏิเสธ

เมื่อเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบญจมาสไม่ได้เลือกเป็นนักกิจกรรมแถวหน้า ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบโซตัสและโครงสร้างอำนาจนิยมในมหาวิทยาลัย แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาที่เธอเห็นมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบยังคงอยู่ในความทรงจำ เมื่อถึงเวลาทำวิทยานิพนธ์จบการศึกษา เธอจึงเสนอหัวข้อ “พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” โดยหวังจะใช้ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมกลับไปทำงานกับประวัติศาสตร์ที่อยู่กับเธอมาตลอดชีวิต แต่หัวข้อนี้กลับไม่ผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา

“ตอนเรียนสถาปัตย์ ตอนทำธีสิส ตอนแรกเสนอหัวข้อทำเรื่องเกี่ยวกับหกตุลา ปรากฏว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยนั้นเป็นฝ่ายขวา เขาไม่ยอมให้หัวข้อนี้ผ่าน เขาไม่ตอบเหตุผลทางสถาปัตย์ แต่มาพูดว่าเรื่องการเมืองพูดไม่ได้ คุณจะทำไปทำไม จนต้องเปลี่ยนอาจารย์ และสุดท้ายธีสิสต้องเปลี่ยนหัวข้อเป็นเรื่องน่าเบื่อๆ อย่างพิพิธภัณฑ์การปกครอง”

สำหรับเบญจมาส คำปฏิเสธในวันนั้นไม่ได้เกิดจากข้อถกเถียงเรื่องสถาปัตยกรรม แต่สะท้อนบรรยากาศของช่วงเวลาที่เรื่อง 6 ตุลายังเป็นประเด็นที่หลายคนไม่ต้องการพูดถึง สุดท้ายแล้วเพื่อให้ตัวเองเรียนจบ เธอต้องเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ไปเป็นพิพิธภัณฑ์การปกครอง แต่ความตั้งใจเดิมที่จะทำงานกับความทรงจำ 6 ตุลาไม่ได้หายไปในเวลานั้น และกลายเป็นเรื่องติดค้างที่เธอหวังว่าจะได้กลับมาทำอีกครั้งในอีกหลายสิบปีต่อมา

มรดกแห่งความกลัว: การคุกคามครอบครัว และการตั้งค่ามาตรฐานสังคม

เมื่อมองย้อนกลับไป เบญจมาสเห็นว่า ผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนั้นในช่วงเวลานั้นอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวและชีวิตประจำวันของคนที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก สำหรับครอบครัวของเธอ การถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ถูกตามติดชีวิตของครอบครัว “วินิจจะกูล” ไปอีกนาน

พี่สาวต้องนัดพบเพื่อนและพูดคุยกันในโรงภาพยนตร์เพราะกังวลว่าจะถูกดักฟังโทรศัพท์ ขณะที่แม่ที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงครอบครัว ต้องเจอกับคำพูดจากคนรอบข้างว่าเป็นพวกรับเงินคอมมิวนิสต์ และต้องเดินทางไปรอรับลูกชายที่หน้าเรือนจำ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เบญจมาสมองว่า ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้กระทบเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุม แต่ยังเดินทางเข้าไปถึงชีวิตของคนในครอบครัวที่อยู่ข้างหลังด้วย

เธอใช้คำว่า Set Default หรือ “ตั้งค่ามาตรฐานเริ่มต้น” เพื่ออธิบายมรดกอีกด้านหนึ่งของ 6 ตุลา นั่นคือการที่สังคมค่อยๆ ถูกทำให้คุ้นชินกับความรุนแรงทางการเมือง การที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิด และการที่ความจริงไม่ถูกสืบค้นอย่างจริงจัง เมื่อเหตุการณ์รุนแรงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ควรลืมไป ความเงียบจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในครอบครัวหรือโรงเรียนของเธอ แต่ความเงียบค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง

“มันคือสิ่งที่เซ็ตมาตรฐานให้คนทั่วไปรับรู้ แล้วนับมาตั้งแต่ 6 ตุลา 19 จนเพื่อนเรากลายเป็นเสื้อเหลือง ใช้เวลาสามสิบกว่าปี สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่ว่า อันนี้คือความรักชาติ มรดกหกตุลาลึกๆ มันคือการทำให้เกิดความกลัวในอำนาจที่เหนือกว่าเรา”

“ต่อให้เหตุการณ์ 6 ตุลาจะเป็นเรื่องใส่ร้ายหรือเข้าใจผิด สังคมไทยก็ไม่เคยคลี่คลาย ไม่เคยมีรัฐบาลออกมาขอโทษเพื่อบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง สิ่งนี้จึงเซ็ตมาตรฐานไว้ว่า คุณต้องรักชาติตามอุดมการณ์ฝ่ายขวาเท่านั้น”

เมื่อเวลาผ่านมาจนครบ 50 ปี 6 ตุลา คำถามเรื่องความรับผิดและความจริงของเหตุการณ์ยังคงอยู่ สำหรับเบญจมาส หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้คือการที่ยังไม่เคยมีคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกก็ยังคงเป็นคำถามในสังคมไทย เมื่อเยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนที่ออกมาตั้งคำถามทางการเมืองหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ต้องเผชิญทั้งการถูกตีตรา การดำเนินคดี และข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็น ในมุมของเบญจมาส สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นจาก 6 ตุลาไม่ได้หายไปพร้อมกับเหตุการณ์ แต่เปลี่ยนรูปแบบและยังส่งผลต่อวิธีที่สังคมไทยจัดการกับความเห็นต่างมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการรำลึก: ‘ประตูแดง’ Onsite Museum และการทลายเพดานของคนรุ่นใหม่

ต่อมาเรื่องวิทยานิพนธ์ 6 ตุลาที่เคยถูกปฏิเสธในช่วงที่เบญจมาสเป็นนิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ กลับมาเชื่อมต่อกับชีวิตของเธออีกครั้งในปี พ.ศ. 2563 เมื่อได้รับการชักชวนให้นำความรู้ด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมมาร่วมจัดนิทรรศการรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ในชื่อ “แขวน: แผลสด 6 ตุลา” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครั้งนั้น ทีมงานใช้แนวคิด Onsite Museum หรือการทำพิพิธภัณฑ์บนพื้นที่เกิดเหตุจริง และนำวัตถุพยานสำคัญอย่าง ‘ประตูแดง’ จากจังหวัดนครปฐม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังหารและแขวนคอ วิชัย เขดคำ และชุมพร ทุมไม มาจัดแสดงภายในหอประชุมใหญ่

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR มาใช้เพื่อเชื่อมภาพและข้อมูลในอดีตเข้ากับพื้นที่จริง ขณะเดียวกัน การทำงานของโครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’ ยังพบหลักฐานภาพถ่ายที่ทำให้เห็นว่า ผู้ที่ถูกแขวนคอในเหตุการณ์มีอย่างน้อย 5 ราย ไม่ใช่เพียงภาพของบุคคลเดียวที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

“โจทย์คือทางทีมบันทึก 6 ตุลา เขาพบว่าคนที่ถูกแขวนคอจริงๆ มีมากกว่าหนึ่งคน มีภาพเหตุการณ์ของคนถูกแขวนคอที่แต่งตัวไม่เหมือนกันถึง 5 คน เราก็เลยเอาเนื้อหานี้มาเล่าเรื่อง พร้อมกับนำวัตถุประตูแดงมาประกอบ เราใช้เทคโนโลยี AR ซ้อนเข้าไปในพื้นที่จริงของหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ พอมองผ่านจุดหอคอยออกไป เห็นต้นไม้ที่เคยใช้แขวนคอ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นป้ายรถเมล์ ภาพในอดีตก็ซ้อนทับขึ้นมาตรงตำแหน่งนั้นเลย”

สำหรับเบญจมาส นิทรรศการครั้งนั้นไม่ได้มีความหมายเฉพาะในฐานะงานออกแบบ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ผ่านเหตุการณ์ ครอบครัวของผู้เสียหาย และคนรุ่นใหม่ได้กลับมาเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์เดียวกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาพูดถึง 6 ตุลา ตั้งคำถาม และค้นหาข้อเท็จจริงได้มากกว่าคนรุ่นก่อน ทำให้เธอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยเลือกจะเงียบ เมื่อผ่านชีวิตมานานกว่า 50 ปี ความหวังในความหมายของเบญจมาสจึงไม่ได้หมายถึงการนั่งรอให้บางอย่างเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง แต่คือการทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ต่อไปในแต่ละวัน

“ไปฟังอาจารย์เกษียร เตชะพีระ พูดไว้ แกบอกว่าคนรุ่นแกไม่เคยถามว่าต้องมีความหวังหรือเปล่า แต่เขาอยู่กับสิ่งนี้ แล้วก็ทำมันไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน ทำเท่าที่ในสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้อง จะจัดนิทรรศการ เขียนหนังสือ หรือพูด ทุกอันก็เป็นส่วนหนึ่งของความหวัง ความหวังที่จะให้เรื่อง 6 ตุลาคลี่คลาย ความหวังที่สังคมไทยจะไม่ยอมใช้อยู่กับสแตนดาร์ดต่ำๆ แบบนี้อีกต่อไป”

สำหรับก้าวต่อไปในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก เบญจมาสมองว่าสิ่งพื้นฐานที่สุดคือการทำให้ผู้คนสามารถพูดและถกเถียงกันได้ แม้จะเห็นต่างกันก็ตาม

“เรื่องเสรีภาพในการแสดงออก อย่างแรกสุดคือ ต้องปล่อยนักโทษการเมืองก่อน เพราะนั่นคือสิ่งต่ำสุดที่ทำได้ เพื่อบอกว่าสิ่งนี้ทำได้ เขาเป็นนักโทษทางความคิด เขาไม่ได้ทำร้ายใคร ถ้าสิ่งที่เขาพูดไม่ถูกก็ต้องถกเถียงกัน ถกเถียงจนกว่าจะเห็นตรงกัน ไม่ใช่ปิดไม่ให้พูดแล้วคิดว่ามันจะไม่เกิดอะไรขึ้นอีก”

“สุดท้ายแล้ว ถามว่ารัฐจะลบ 6 ตุลา ออกไปได้ไหม ลบไม่ได้ มรดกหกตุลามันมีทั้งส่วนที่ชั่วร้ายและส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราทำงานอยู่ มันติดค้างอยู่ในความรู้สึกเราว่าเรื่องนี้เราต้องทำ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือโอกาสมาตอนไหน ถ้าทำได้ เราก็จะทำ”

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา เรื่อง 6 ตุลาอาจผ่านช่วงเวลาที่ผู้คนไม่อยากพูดถึง ถูกทำให้เงียบ หรือค่อยๆ เลือนออกจากความทรงจำของสังคม แต่สำหรับเบญจมาส วินิจจะกูล เหตุการณ์ในเช้ามืดวันนั้นยังเดินทางมากับชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กวัย 8 ขวบในบ้านตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา นักเรียนที่เติบโตมากับบรรยากาศทางการเมืองในโรงเรียน นิสิตสถาปัตย์ที่เคยอยากทำธีสิสเรื่อง 6 ตุลาแต่ไม่ได้ทำ จนถึงวันที่ได้กลับมาใช้ความรู้ด้านการออกแบบสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมองประวัติศาสตร์นี้อีกครั้ง

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา การกลับไปมองเหตุการณ์ในอดีตจึงไม่ได้มีเพียงการรำลึกถึงผู้สูญเสีย แต่ยังเปิดคำถามว่าสังคมไทยจะจัดการกับสิ่งที่ยังตกค้างจากเหตุการณ์นั้นอย่างไร ทั้งเรื่องความจริง ความรับผิด เสรีภาพในการแสดงออก และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ร่วมลงชื่อในแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” เพื่อเรียกร้องให้คืนเสรีภาพในการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางความคิดทุกคน และไม่ปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นคำตอบของความอยุติธรรมอีกต่อไป ได้ที่ decoup6octsins.com