ใต้บาดแผล 50 ปี 6 ตุลา: ความรักของวัลยา และความหวังของเนตรนภา ขุมทอง”

“จนกระทั่งตีห้ากว่า นั่งพิงหลังอยู่กับเพื่อน ตกใจเสียงดังลั่นขึ้นที่สนามฟุตบอล มันไม่เคยเจอระเบิดรุนแรงขนาดนี้ พอมองออกไปเห็นกองเลือดบนสนามฟุตบอล เพื่อนพยาบาลใส่ปลอกแขนวิ่งออกไปช่วยพยุงคนเจ็บ ก็ถูกยิงล้มทันที”

นี่คือส่วนหนึ่งของความทรงจำอันเจ็บปวดในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของอดีตพยาบาลเพื่อมวลชน อาสาสมัครคนหนึ่งที่เคยผ่านเหตุการณ์นองเลือดใจกลางเมืองหลวง เรื่องราวชีวิต ความฝัน และบาดแผลของเธอถูกบอกเล่าอีกครั้งในวันที่เหตุการณ์ครบรอบ 50 ปี เพื่อฉายให้เห็นการต่อสู้ของประชาชนและการลอยนวลพ้นผิดของผู้เกี่ยวข้องในตอนนั้น

ย้อนกลับไปก่อนที่ฝันร้ายกลางเมืองจะเกิดขึ้น ในบรรยากาศรั้วมหาวิทยาลัยช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2516 ชีวิตของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งที่เพิ่งผ่านพ้นความเป็นเฟรชชี่มาหมาดๆ นั้น ดูเรียบง่าย งดงาม และสดใสราวกับท่วงทำนองเพลงลูกกรุงในยุคนั้น สายลมและแสงแดดอาจเป็นนิยามที่ใช้เปรียบเปรยของชีวิตวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มต้น ภาพชีวิตมหาวิทยาลัยในวันนั้นยังคงผูกติดกับงานเลี้ยงสังสรรค์ แสงสีฉูดฉาดบนเวที และการจับคู่ซ้อมเต้นรำตามประเพณีรับน้องที่รุ่นพี่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น 

สำหรับ เนตรนภา ขุมทอง ที่เติบโตมารั้วโรงเรียนหญิงล้วน ก่อนจะก้าวไปเป็นพยาบาลและอาจารย์ที่คอยดูแลชีวิตและสุขภาพของคนเจ็บคนป่วย ค่านิยมความงามตามขนบเดิมที่พร่ำสอนเธอมาตลอดว่า ผู้หญิงต้องรู้จักปกป้องเรือนร่าง อ่อนน้อมถ่อมตน และระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาท กลับต้องมาชนเข้าอย่างจังกับกติกาทางสังคมในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่เธอไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนดแม้แต่น้อย

เมื่อระบบการรับน้องและธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยกำหนดให้ทุกคนต้องเข้าซ้อมเต้นแทงโก้เพื่อเตรียมงานกินเลี้ยง ในใจของนักศึกษาพยาบาลในตอนนั้นจึงเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมร่างกายและบทบาทของผู้หญิงในมหาวิทยาลัย ถึงต้องถูกดึงเข้าไปอยู่ในกติกาและความคุ้นชินที่เธอไม่ได้สมัครใจ ความรู้สึกอึดอัดใจเล็กๆ นั้นเอง ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อกฎเกณฑ์รอบตัวของเธอ

“ตอนนั้นเรารู้สึกเรื่องความเป็นผู้หญิง คือที่บ้านจะเน้นมากว่าต้องแต่งตัวมิดชิด อย่าไปแตะเนื้อต้องตัวหรือจับมือกับผู้ชาย พอมาร่วมงานบอลรูม รุ่นพี่บอกว่าทุกคนต้องเต้นรำ เราเลยถามพี่ว่ามีรำวงไหม เพราะไม่ชอบการเต้นรำที่ต้องจับไม้จับมือกัน พอวันงานมาถึง ทุกคนออกไปเต้นรำกันหมด เราก็นั่งดูเขาเต้นสนุกๆ อยู่คนเดียว พอมีรุ่นพี่เดินมาชวนออกไปเต้น เราก็ขอปฏิเสธที่จะไม่ไป”

การปฏิเสธที่จะลงไปจับมือเต้นรำกับใครในคืนวันงานเลี้ยงฉลองนั้น หากมองแบบไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดอะไรมากนัก เรื่องนี้อาจดูเป็นเพียงความดื้อแพ่งเล็กๆ หรือความงี่เง่าตามประสาคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมทำตามน้ำในเวลานั้น แต่หากมองผ่านการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่คือจุดเริ่มต้นของบทเรียนบทแรกในการยืนหยัดคุ้มครองสิทธิเหนือร่างกายของผู้หญิงคนหนึ่งว่านี่คือการส่งเสียงปฏิเสธต่อโครงสร้างอำนาจนิยมในระดับเล็กที่สุด อำนาจที่พยายามใช้วัฒนธรรมและความคุ้นเคยบังคับให้คนต้องสยบยอมโดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจ 

จากนั้นเป็นต้นมา ใครเลยจะคาดคิดว่าเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่ที่มีการตั้งคำถามต่อกติกาที่ไม่เป็นธรรมบนลานเต้นรำในวันนั้น จะหยั่งรากลึกลงในใจของเธอมายาวนาน เพราะในอีกเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อความอดทนของมวลชนสุกงอมจนถึงขีดสุด การปฏิเสธที่จะเงียบเฉยของเธอก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการปกป้องเรือนร่างของตัวเองอีกต่อไป เพราะได้มีการขยายขอบเขตจากเรื่องการสำรวมตัวเองในงานกินเลี้ยง ไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือการก้าวออกมารับบทบาทพยาบาลอาสา ผูกปลอกแขน ถือถุงแอมโมเนีย เดินเข้าสู่ใจกลางเมืองที่มีการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนและร่วมท้าทายโครงสร้างอำนาจเผด็จการทหาร ท่ามกลางกระแสธารแห่งการประท้วงที่อาจจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปตลอดกาล 

เมื่อ ‘รัฐธรรมนูญ’ ไม่ใช่เรื่องของคนสิบคน

ในเดือนตุลาคม 2516 ความเงียบสงบภายในห้องบรรยายคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกสั่นคลอนด้วยเสียงเล่าของรุ่นพี่ที่เดินเข้ามาแจ้งข่าวการจับกุม เมื่อผู้นำนักศึกษาและประชาชน 13 คนถูกตำรวจจับกุมเพียงเพราะออกไปเดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนสะกิดใจครั้งใหญ่ที่พลิกมุมมองการมองโลกของนักศึกษาพยาบาลคนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง ความตื่นตระหนกและความไร้เหตุผลของอำนาจรัฐในวันนั้น บังคับให้เธอต้องเอ่ยปากถามรุ่นพี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความสงสัย 

“เราก็ถามว่า ‘เอ๊ะ ทำแค่นี้ทำไมต้องถูกจับด้วยเหรอคะ?’ เขาก็บอกว่า ‘ใช่ เพราะเขามองว่าเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศ นักศึกษาจะต้องไม่เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น’ แล้วถ้านั่งคุยกันเกินห้าคนขึ้นไปก็ถือเป็นการชุมนุม โดนจับได้หมด พอได้ฟังพวกเราก็ตกใจกันมาก ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าบ้านเมืองมันเป็นแบบนี้ ก็เลยเกิดความรู้สึกว่า เราน่าจะออกไปช่วยเหลือนักศึกษาเหล่านี้ที่เขาตั้งใจดี”

คำชวนของรุ่นพี่ในวันนั้น เธอบอกว่าไม่ใช่การชวนออกไปสู้รบกับใคร แต่เป็นการชวนไปทำหน้าที่ดูแลผู้คน นั่นจึงทำให้ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516 เธอตัดสินใจอาสาเข้าไปทำหน้าที่พยาบาลประจำ ‘หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน’ โดยผูกปลอกแขนแสดงตัวเป็นสัญลักษณ์ พร้อมถือถุงพลาสติกใส่สำลีชุบแอมโมเนียเพื่อคอยช่วยเหลือผู้คนที่อาจเป็นลมหรือได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะก้าวออกจากคณะวิทยาศาสตร์ ถนนพระรามหก เพื่อขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าสู่จุดชุมนุมใหญ่ที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเดินขบวนต่อไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

“รุ่นพี่บอกว่า มหาวิทยาลัยเราเป็นสายสุขภาพ มีคณะแพทย์ พยาบาล เภสัช เลยอยากให้รับหน้าที่ช่วยดูแลเวลาคนเป็นลมหรือบาดเจ็บเล็กน้อย เพราะคนเดินขบวนเยอะและอากาศร้อน หน้าที่เรามีแค่นี้เอง คือถือถุงใส่สำลีชุบแอมโมเนียให้คนดม พอมารวมตัวกันตรงลานโพธิ์ แล้วเริ่มออกเดินทางช่วงเที่ยง โห! คนเยอะมหาศาลมาก ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเยอะขนาดนี้ พอไปถึงหน้าพระราชวังจิตรลดาตอนค่ำ มืดแล้วก็ยังไม่มีใครยอมกลับบ้าน เพราะทุกคนอยากอยู่รอฟังข่าวให้มั่นใจว่าจะมีการปล่อยตัวเพื่อนๆ จริงๆ”

ภาพคลื่นมหาชนนับแสนคนที่หลั่งไหลเต็มท้องถนนราชดำเนิน ยาวไปจนถึงหน้าพระราชวังจิตรลดาตลอดทั้งคืน ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนไม่ใช่แค่การพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ยังเป็นเหมือนการถอนรากถอนโคนตัวตนเดิมของนักศึกษาที่เคยคิดแค่เรื่องของการเรียน ให้กลายเป็นคนที่มองเห็นความทุกข์ยากของคนอื่นและพร้อมก้าวออกมาขับเคลื่อนสังคมอย่างเต็มตัวนับตั้งแต่วินาทีนั้น 

ความรักของวัลยา: หนังสือที่เปลี่ยนดวงตาและหัวใจของคนคนหนึ่ง

ชัยชนะของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เปิดประตูนำมาซึ่งบรรยากาศแห่งเสรีภาพอันเบ่งบานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย รัฐบาลในยุคนั้นมีนโยบายส่งเสริมให้นักศึกษาออกไปเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นักศึกษาจำนวนมากจึงรวมตัวกันเดินทางลงสู่พื้นที่ชนบทและชุมชนแออัดเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านและเกษตรกร 

แต่สิ่งที่เนตรนภาค้นพบจากการลงพื้นที่ในครั้งนั้น กลับไม่ใช่การนำความรู้ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการที่ตัวเธอเองกลับถูกกระตุกหัวใจและถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยความจริงอันโหดร้ายของโครงสร้างในสังคมไทย ทั้งความเหลื่อมล้ำและความทุกข์ยากของคนที่มีรายได้น้อย คนที่หาเช้ากินค่ำในแต่ละวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้รับรู้หรือสัมผัสมาก่อนเลยในห้องเรียน โดยเธอได้สัมผัสและรับฟังความทุกข์ยากของชาวนาที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินท่วมหัวปีแล้วปีเล่า เพราะราคาซื้อ-ขายข้าว และอาชีพชาวนาที่ถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติถูกกำหนดราคาต่างๆ จากเจ้าของโรงสีโดยที่ชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองแม้แต่น้อย 

“ขณะที่เราพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย เราก็ได้เรียนรู้ตรงนั้น ได้ไปคุยกับชาวบ้าน เกษตรกร ชาวนาว่าเขามีปัญหาอะไร เช่น ตอนนี้ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องราคาข้าวไม่สูง มีหนี้สินทุกปีเพราะทำข้าวแล้วไม่เคยได้กำไร มีแต่ขาดทุนสะสมหนี้สิน คนกำหนดราคาคือเจ้าของโรงสี ไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย เราก็เรียนรู้ความทุกข์ยากของชาวนาไปด้วย”

เมื่อกลับเข้าสู่เมืองหลวง ภาพความเลื่อมล้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นผ่านการเคลื่อนไหวของการเรียกร้องสิทธิแรงงาน เนตรนภาได้เข้าไปสัมผัสชีวิตของกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าอย่างโรงงานกางเกงยีนส์ฮารา (Hara) และ โรงงานสแตนดาร์ดการ์เมนต์ (Standard Garment) ที่ต้องทำงานเย็บผ้าวันละหลายสิบชั่วโมงภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม กรรมกรหญิงได้ค่าแรงน้อยกว่ากรรมกรชาย ไม่มีสวัสดิการใดๆ และหากตั้งครรภ์หรือมีลูกขึ้นมาก็ต้องถูกไล่ออกทันทีโดยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ  

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการแสวงหาความหมายของชีวิตและคำตอบให้กับสังคม หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา มีหนังสือเล่มหนึ่งได้ถูกวางกองไว้รวมกับหนังสือเล่มอื่นๆ ในกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิด และถูกเนตรนภาหยิบขึ้นมาอ่านอย่างประจวบเหมาะ นั่นคือ “หนังสือความรักของวัลยา” วรรณกรรมชิ้นเอกโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เล่าเรื่องราวของผู้หญิงไทยคนหนึ่งในกรุงปารีส หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นแค่วรรณกรรมอ่านสนุกหรือเรื่องราวโรแมนติกทั่วไป แต่ได้กลายเป็นเหมือนแว่นตาชิ้นใหม่ที่ขัดเกลาจิตสำนึกและการมองโลกของเธอไปตลอดกาล 

“รุ่นพี่ก็บอกใครอยากหยิบเล่มไหนได้เลยนะ แล้วหนังสือเรื่องความรักของวัลยามันอยู่ตรงหน้าพอดี ก็เลยหยิบมาอ่าน ตอนแรกนึกว่าเป็นความรักของหนุ่มสาวที่โรแมนติก แต่พออ่าน ไม่ใช่เลย เป็นความรักของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่ปารีส แล้วเขาได้เรียนรู้สวัสดิการและความเท่าเทียมในสังคมฝรั่งเศส จนเขาได้ข้อสรุปว่า ถ้าความรักของเรามีแค่สองคนมันเป็นความรักที่คับแคบ ถ้าเราสองคนคิดแต่เรื่องครอบครัว ในขณะที่มีคนทุกข์ยากมากมาย เราทำได้เหรอ”

“คนที่จะรักกันก็ต้องเป็นคนที่มีทัศนะกว้าง เข้าใจสังคม และพร้อมจะสร้างสรรค์สังคมนี้ไปด้วยกัน ความรักต้องไม่ใช่แค่เราสองคน แต่ต้องให้ความรักกับสังคมที่ทุกคนมีความสุขด้วย”

นิยายเรื่องนี้สอนให้เธอรู้ว่า ความรักที่ไม่ละเลยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์คืออะไร มุมมองความรักที่ขยายขอบเขตจากเรื่องหนุ่มสาวไปสู่การเอื้ออาทรต่อผู้ยากไร้ ได้กระเทาะกรอบความคิดแบบชนชั้นกลางในตัวเธอออกไปจนหมดสิ้น ความตั้งใจเดิมในชีวิตที่เคยเป็นเด็กเรียนดี สอบได้อันดับต้นๆ มาตลอด และมุ่งหวังจะสอบให้ได้เกียรตินิยมในรั้วมหาวิทยาลัย ได้เริ่มหายไปทันทีเมื่อเธอตระหนักว่า เงินที่ใช้สนับสนุนการศึกษาของเธอ ไม่ใช่เงินจากครอบครัวเธอเพียงอย่างเดียว

“ความคิดที่อยากจะได้เกียรตินิยมหายไปหมดเลย เพราะเราเรียนรู้ว่าภาษีที่เราเรียนมา จริงๆ พ่อแม่เราไม่ได้จ่ายเต็ม ส่วนหนึ่งรัฐบาลออกให้ แล้วรัฐบาลเอาเงินมาจากไหน ก็คือภาษีประชาชน ภาษีทางอ้อมส่วนใหญ่มาจากคนแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคนฐานะไม่ร่ำรวย เป็นชาวนา เป็นกรรมกร”

“พอซึมซับว่าเราไม่ได้จ่ายค่าเทอมด้วยเงินเต็มๆ จาครอบครัวเรา ก็เลยบอกตัวเองว่าสิ่งที่จะตอบแทนได้ คือเราต้องทำประโยชน์ให้กับคนเหล่านี้ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ บางครั้งไม่เข้าเรียนด้วย มีชุมนุมที่ไหนก็ไป มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบเข้าเรียนจดเลคเชอร์ให้ พอก่อนสอบก็มาติวกัน ขอแค่สอบผ่านก็พอ ไม่ได้คาดหวังคะแนนดิบดีอะไร”

ความตื่นตัวทางการเมืองและการเรียกร้องสิทธิผู้หญิงนำไปสู่การก่อตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มผู้หญิง” ขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นครั้งแรก โดยเนตรนภาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มคนแรก เธอใช้เวลาเกือบทุกเย็นไปกับการประชุมและลงพื้นที่ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาอื่นๆ 

บทบาทประธานกลุ่มผู้หญิงของเนตรนภาในเวลานั้น คือการพาตัวเองไปยืนอยู่เคียงข้างผู้ใช้แรงงานที่ออกมาชุมนุมประท้วงในฐานะอาสาสมัครหน่วยปฐมพยาบาลและหน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน มีหลายครั้งที่เธอต้องปักหลักค้างคืนกลางแจ้ง ปูกระดาษหนังสือพิมพ์นอนบนฟุตบาทหน้าโรงแรมดุสิตธานี ตรงข้ามสวนลุมพินี เคียงข้างกลุ่มกรรมกรหญิงโรงงานฮาราที่ร่วมกันชุมนุมยืดเยื้อเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ตอนนั้นเธอเลือกที่จะแลกความสบายในห้องเรียนกับจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ชีวิต และการเดินเคียงข้างคนในสังคมที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนั้น 

เลือดบนถนน และตึกบัญชี: เมื่อป้อมปราการพยาบาลกลายเป็นลานสังหาร

บรรยากาศแห่งเสรีภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ในตอนนั้น พบว่าอยู่ได้ไม่นานมากนัก จากนั้นสักระยะความรุนแรงและความหวาดกลัวก็เริ่มคืบคลานเข้ามาคุกคามชีวิตของเหล่านักศึกษาและประชาชนอีกครั้ง เพราะในปี 2518 พบว่าบรรยากาศแห่งความปลอดภัยได้สูญสลายไปทีละน้อย เมื่อขบวนการนักศึกษาและฝ่ายหัวก้าวหน้าเริ่มตกเป็นเป้าหมายของการถูกลอบทำร้ายและสังหารอย่างต่อเนื่อง 

เนตรนาภาเล่าว่ามีเพื่อนนักศึกษาปีสุดท้ายของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกลอบยิงเสียชีวิตจากใต้ถุนศาลาวัดขณะเดินทางไปฝึกงานในต่างจังหวัด นักดนตรีประจำวงกรรมาชน วงดนตรีเพื่อชีวิตของมหาวิทยาลัยมหิดล ถูกรถยนต์พุ่งชนอย่างรุนแรงขณะกำลังจะข้ามถนนกลางดึก ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายหัวก้าวหน้าอย่าง ดร.บุญสนอง บุณโยธยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถูกลอบสังหารเสียชีวิตขณะขับรถกลับบ้าน รวมทั้งเหตุระเบิดหน้าสยามเซ็นเตอร์ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งตัวเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์และโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่เท้าด้วย 

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเนตรนภาเองก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกรบกวนขณะออกไปทำงานทางความคิดด้วยเช่นกัน ในคืนหนึ่งช่วงต้นปี 2518 ขณะที่เธอออกไปรณรงค์ติดโปสเตอร์เรียกร้องให้เลิกการประกวดนางสาวไทยและประท้วงเรื่องฐานทัพอเมริกัน รถกระบะหรือปิ๊กอัพที่นั่งกลับมาเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำใกล้บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยช่วงเวลาตีสี่จนเธอได้รับบาดเจ็บหนักและเกิดบาดแผลเป็นลึกยาวบนใบหน้า ทำให้ต้องรักษาอาการบาดเจ็บอยู่นานนับเดือน 

“มันเริ่มมีความรุนแรงสะสม อย่างนักศึกษาปีสุดท้ายออกไปฝึกงานก็โดนลอบยิง นักดนตรีวงกรรมาชนก็โดนรถพุ่งชน หรืออาจารย์บุญสนองก็โดนลอบสังหาร ตอนที่เราออกไปติดโปสเตอร์กันกลางดึก รถก็พลิกคว่ำบาดเจ็บ ต้องเข้าโรงพยาบาลทำแผลอยู่เป็นเดือน มันเริ่มเห็นการก่อกวนและความเสี่ยงเกิดขึ้นตลอดเวลา”

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบานปลายถึงขีดสุด เมื่อจอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับเข้าประเทศในเดือนสิงหาคม และตามมาด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยจอมพลถนอมได้บวชเป็นพระภิกษุเข้ามาในเมืองไทย การกลับมาของผู้นำทหารเผด็จการทำให้ประชาชนและนักศึกษาออกมารณรงค์คัดค้านอย่างหนัก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อมีสองช่างไฟฟ้าช่างเทคโนโลยีในจังหวัดนครปฐม ที่ออกไปติดโปสเตอร์ประท้วงขับไล่จอมพลถนอม ถูกกลุ่มคนร้ายลอบทำร้ายฆาตกรรม แล้วนำร่างไปแขวนคอไว้กับประตูอย่างโหดเหี้ยม ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจและตื่นตระหนกไปทั่วสังคม จนกลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้นักศึกษานัดชุมนุมใหญ่กันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อขับไล่เผด็จการ 

จนถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เนตรนภาที่เป็นสมาชิก ‘หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน’ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ามาปักหลักทำหน้าที่อยู่บริเวณใต้โถงตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาคารที่ยาวต่อเนื่องแห่งนี้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถูกใช้เป็นศูนย์พยาบาลหลักเพื่อคอยล้างแผล ให้ยาดม และดูแลคนที่บาดเจ็บจากการถูกกระทบกระทั่ง ในช่วงดึกของคืนนั้น เธอเล่าช่วงเวลาชีวิตในตอนนั้นว่า เธอได้ลองละสายตาจากฝูงชน คนเจ็บ คนและ และความวุ่นวายรอบข้าง แล้วแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

“มองไปที่พระจันทร์ คืนนี้ทำไมมันดูไม่ค่อยสว่างสดใสเลย ความรู้สึกมันแปลกๆ บอกไม่ถูก เราได้ข่าวตั้งแต่หกโมงเย็นแล้วว่าอาจจะมีข่าวการล้อมปราบ แต่พวกเราตกลงกันว่าเราจะไม่กลับ เราจะอยู่จนกว่าจะมีการสลายชุมนุม”

จนกระทั่งยามอรุณรุ่งหรือตอนเช้า เสียงแห่งฝันร้ายก็เปิดฉากขึ้นขึ้นมาในเช้าวันที่ 6 ตุลา 

“จนกระทั่งตีห้ากว่า นั่งพิงหลังกับเพื่อนอยู่ ตกใจเสียงดังลั่นขึ้นที่สนามฟุตบอล มันไม่เคยเจอระเบิดรุนแรงขนาดนี้ พอมองออกไปเห็นกองเลือดบนสนามฟุตบอล เพื่อนพยาบาลใส่ปลอกแขนวิ่งออกไปช่วยพยุงคนเจ็บ ก็ถูกยิงล้มทันที พวกเราก็ช่วยกันหามคนเจ็บเข้ามาใต้ตึกบัญชี มีแพทย์จบใหม่ช่วยแทงน้ำเกลือ อาจารย์ก็เป็นคนถือขวดน้ำเกลือให้คนสลบ”

เนตรนภาเล่าว่า โถงใต้ตึกบัญชีที่เคยเป็นสถานที่เรียนหนังสือของนักศึกษา กลับเต็มไปด้วยคราบเลือดและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้บาดเจ็บ เสียงปืนและอาวุธสงครามดังถล่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง จนในที่สุด จุดพยาบาลใต้ตึกบัญชี ซึ่งตามหลักสากลตึกนี้ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรักษาผู้บาดเจ็บ กลับตกเป็นเป้าโจมตีและถูกสาดกระสุนเข้าใส่โดยตรงในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา

“เขายิงสาดเข้ามาที่ตึกบัญชีโดยตรง ยิงรัวไม่หยุด ทั้งที่เขารู้ว่าตรงนี้คือหน่วยพยาบาลและมีคนวิ่งเข้ามาหลบภัย กระสุนปืนพุ่งชนกระจกตึกลอยลงมาแตกละเอียด พวกเราที่กำลังยืนชูขวดน้ำเกลือช่วยชีวิตคนเจ็บอยู่ ต้องจำใจทิ้งขวดน้ำเกลือทันทีแล้วหมอบนอนราบไปกับพื้น”

“นั่งนอนร้องไห้อยู่ตรงนั้น มันเกิดความรู้สึกผิดมากๆ มันเจ็บปวดและปั่นป่วนในใจว่า เราไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ เพราะเราต้องหมอบหลบกระสุนเอาตัวรอด จนให้น้ำเกลือต่อไม่ได้ และปล่อยให้เขาต้องเสียเลือดจนสิ้นใจไปต่อหน้า ความรู้สึกตอนนั้นมันเจ็บปวดทารุณจิตใจเหลือเกิน”

เนตรนภาเล่าถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาว่า โถงใต้ตึกบัญชีในเวลานั้นแปรสภาพไม่ต่างจากกับดักแห่งความตายที่ไร้ทางหนีรอด นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งขึ้นบันไดอาคารเพื่อหาที่ซ่อนตัว แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ส่องยิงจนล้มลงทีละคนต่อหน้าต่อตาเธออย่างโหดเหี้ยม

“เห็นกับตา นักศึกษาหลบเข้ามาใต้ตึกบัญชี มีเพื่อนคนหนึ่งวิ่งขึ้นบันได ชี้ทางบอกเพื่อนๆ ว่า ‘เร็วๆ ขึ้นมาตรงนี้’ เขาโดนตำรวจยิงทันที ล้มลงทันทีตรงบันไดนั้น มันเหมือนอยู่ในสงครามที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีอาวุธอะไรเลย เรียกร้องแต่ให้เขาหยุดยิง แต่อีกฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธสงครามยิงสาดเข้ามาอย่างไม่ย่อท้อ และไม่คิดที่จะหยุด”

รัฐผู้ย่ำยีสิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ที่สูญสลาย

เมื่อเสียงปืนสาดรัวเริ่มซาลงในช่วงสายของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ลานหญ้ากว้างของสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ที่เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ได้กลายเป็นภาพความสูญเสียครั้งใหญ่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เนตรนภาและเพื่อนนักศึกษาหญิงถูกเจ้าหน้าที่ต้อนให้ออกมาจากโถงตึกบัญชี ในช่วงวินาทีนั้น เธอบอกว่าเหมือนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความรู้สึกของผู้บริสุทธิ์ถูกกัดกร่อนให้สลายลงไปอย่างเจ็บปวด เนตรนภาเล่าถึงวินาทีที่ต้องสะเทือนใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินพ้นประตูตึกออกมาหลังถูกไล่ต้อนว่า 

“อาจารย์เป็นคนแรกที่เดินออกมาก่อน ก็ถูกบอกให้ถอดเสื้อ ให้ทำเหมือนผู้ชายเลย เราก็ตกใจบอก ‘อะไรเนี่ย ฉันเป็นผู้หญิงนะ ฉันจะต้องถูกถอดเสื้อด้วยเหรอ’ เราก็พยายามที่จะต่อรองว่าเราไม่ถอดนะ ฉันไม่ถอดเพราะฉันเป็นผู้หญิง เราถามเขาว่า ‘ทำไมต้องถอดล่ะคะ?’ เขาบอก ‘คุณอาจจะซ่อนอาวุธไว้ในเสื้อในก็ได้’ เราบอก ‘ไม่มีเลย เรามากันมือเปล่า ทุกคนที่มาไม่มีใครมีอาวุธอะไรทั้งสิ้น’”

“เขาบอก ‘ไม่เชื่อหรอก มันต้องถอดออกมาให้ได้ ถ้าคุณไม่ถอด ผมจะถอดให้คุณเดี๋ยวนี้!’ โอ้โห! มันเจ็บปวด ทั้งโกรธ ทั้งอาย เราเลยบอกไม่เป็นไรเดี๋ยวถอดเอง เขาก็บังคับให้เรายกแขนขึ้นแล้วเดินไปที่สนามฟุตบอลกลาง ม.ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นทั้งโกรธ ทั้งช็อก ตกใจที่เห็นเพื่อนๆ บาดเจ็บ แล้วก็อายที่ตัวเองต้องมาถอดเสื้อ อารมณ์ความรู้สึกมันหลากหลายและสับสนไปหมด”

บนพื้นหญ้าของสนามฟุตบอลที่เจิ่งนองไปด้วยคราบเลือด เนตรนภาถูกสั่งให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยมีร่างของเพื่อนนักศึกษาชายสองคนนอนขนาบข้างอยู่ และในวินาทีแห่งความอึดอัดทรมานนั้นเอง เธอได้เห็นภาพการทำลายล้างและลดทอนความเป็นมนุษย์ โดยเธอใช้คำว่าเป็นการทำร้ายเพื่อนมนุษย์อย่างป่าเถื่อนต่อหน้าต่อตา

“ก้มหน้านานมันก็หายใจไม่ออก ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ เขาก็ค่อยๆ พลิกหน้ามานิดเดียวเพื่อหาอากาศหายใจ โห! ตำรวจที่ยืนอยู่รอบข้างเอาด้ามปืนฟาดหน้าเลย เขาบอกว่า ‘มึงจะมองหน้า มึงจะจำหน้ากูไว้หรือไง!’ พูดจาแบบ… โดนกระแทกอย่างแรงเลือดพุ่ง เลือดหลั่งออกมาทันที เราเห็นกับตา”

“จิตใจเรารู้สึกรับไม่ได้เลย คุณทำไมโหดเหี้ยมป่าเถื่อนขนาดนี้ แค่เขาจะหันหน้ามาหายใจเพราะก้มหน้ากับพื้นสนามฟุตบอลตอนที่แดดร้อนจัด เป็นใครก็อึดอัด เขาไม่ได้ต้องการมองหน้า เขาแค่ต้องการอากาศหายใจแค่นั้นเอง มันเป็นสิทธิพื้นฐานที่เขาต้องการหายใจ คุณก็ไม่ยอม”

หลังจากนั้น พวกเธอถูกต้อนขึ้นรถบัสคันใหญ่ที่ถูกปิดกระจกหน้าต่างมิดชิดจนมองไม่เห็นทางข้างนอก แถมยังถูกบังคับให้ก้มหน้าตลอดการเดินทาง จนในใจคิดไปต่างๆ นานาว่ากำลังจะถูกต้อนไปยิงทิ้งหรือพาไปที่ไหนกันแน่ ก่อนที่รถจะเลี้ยวพาพวกเธอไปคุมขังไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน สถานที่คุมขังในวันนั้นมีสภาพแออัดยัดเยียดอย่างมาก เฉพาะห้องคุมขังผู้หญิงห้องเดียวมีคนถูกจับรวมกันมากกว่า 300 คน จนพื้นที่ไม่พอนั่งและต้องผลัดกันยืนผลัดกันนั่งตลอดเวลา 

“ผู้หญิงห้องหนึ่ง 300 กว่าคน ถูกจับไปตั้งเป็น 3,000 คน ผู้ชายก็ห้องละ 300 มั้ง แล้วก็ผลัดกันยืน ผลัดกันนั่ง ไม่สามารถนั่งพร้อมกันได้หมด พื้นที่ไม่พอ แล้วผู้หญิงก็มีปัญหาเรื่องการใช้ห้องน้ำไม่พอ ไม่มีกระดาษชำระสำหรับคนที่มีประจำเดือน คนที่ท้องเสียเพราะกินข้าวบูด ก็เกิดปัญหา”

นอกจากนี้ สวัสดิการพื้นฐานถูกตัดขาด ไม่มีแม้กระทั่งกระดาษชำระสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน หรือไม่มีแม้กระทั่งการปฐมพยาบาลดูแลคนที่ท้องเสีย ซ้ำร้ายยังถูกปิดกั้นไม่ให้ติดต่อญาติหรือคนในครอบครัว เนตรนภาเล่าอีกว่า เธอและอีกหลายคนในตอนนั้นยังต้องทนฟังคำเหยียดหยามที่ตราหน้าพวกเธอว่าเป็น “พวกแกว” หรือ “พวกคอมมิวนิสต์” ซึ่งมาจากคำปลุกระดมของพระสงฆ์บางรูปในยุคนั้นที่เคยบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป“ เพื่อสร้างความชอบธรรมและลดทอนความเป็นมนุษย์ในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ 

“เขาขังเราเหมือนปิดตาย ไม่มีการที่จะให้พูดคุยกับใครได้ แล้วก็ได้ยินลูกเสือชาวบ้านตะโกนบอกว่า ‘คอมมิวนิสต์’ บ้าง ‘ไอ้แกว’ บ้าง บอกว่าแกวนี่คือเวียดนาม ใช้คำที่เรียกว่าจะทำให้พวกเราถูกทำลายหรือถูกทำร้ายได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกบาป เหมือนอย่างพระกิตติวุฑโฒภิกขุที่พูดบอกว่า ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป’ ทั้งๆ ที่เป็นคน เราไม่ได้เป็นผักปลา ถึงผักปลาสัตว์ คุณฆ่าก็บาปในศีลห้าข้อของพุทธศาสนาอยู่แล้ว”

บาดแผลทางใจที่ไม่มีวันหายไปใน 6 ตุลา

แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป เนตรนภาได้รับการประกันตัวออกมาจากห้องขังที่บางเขนหลังจากถูกคุมขังอยู่เป็นเวลา 3 วัน และในเวลาต่อมาเธอได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่กลับพบว่าสิ่งที่ติดตัวเธอข้ามน้ำข้ามทะเลไปหลังเรียนจบในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิชาการหรือใบปริญญา แต่คือบาดแผลทางจิตใจที่กระทบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง หรือเรียกว่าการเป็น PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือ สภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก ที่ผสมไปกับความรู้สึกผิดเพราะเป็นผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ตามรังควานจิตใจของเธออย่างไม่หยุดยั้ง 

ภาพความรุนแรงในเช้าวันที่ 6 ตุลา เสียงปืนสงครามที่ยิงรัวสาดสาดใส่ตึกบัญชี เสียงกระจกที่แตกกราวลงมาจากแรงกระสุน ภาพเพื่อนนักศึกษาที่ล้มลงตรงบันไดตึก และภาพคราบเลือดที่เจิ่งนองอยู่ใต้จุดพยาบาลในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนตรนภาบอกว่าหลายๆ ครั้งในชีวิต เรื่องราวเหล่านี้ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของเธอราวกับฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้นนานนับสิบปี 

“มันมีสะเก็ดระเบิดอยู่ตรงเท้า หรือบาดแผลตรงหน้าที่เราออกไปติดโปสเตอร์ อันนั้นมันเป็นร่องรอยทางกายภาพ แต่ในจิตใจเรารู้สึกยิ่งกว่าบาดแผลที่เราเห็น เพราะมันเข้าไปในจิตใจเรา  50 ปีที่ผ่านมาไม่กล้าดูหนังสงครามเลย เราต้องหลีกเลี่ยงตลอด ล่าสุดไปดูหนังเรื่องหนึ่ง พอถึงภาพสุดท้ายที่เห็นเขาสู้กันแบบไม่หยุด ตอนนั้นต้องหลับตาแล้วก็กอดตัวเองไว้ เพราะมันนึกถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแบบวันนั้น”

บาดแผลในใจที่ลึกหนาและไร้รอยเย็บนี้ ทำให้เธอต้องเข้ารับกระบวนการบำบัดจิตใจในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ แต่ผลลัพธ์ของการรักษาจากต่างแดนสำหรับเธอแล้วนั้นก็ทำได้แค่ช่วยทุเลาความเจ็บปวดลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น 

“อันนี้ก็เรียกว่าถึงแม้เราไปเยียวยาตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ได้คุยกับทางมหาวิทยาลัยว่าเรามีความเครียดเหล่านี้อยู่ตลอด เขาก็มีหน่วยที่เรียกว่าให้คำปรึกษากับนักศึกษาที่มีความกังวลหรือกลัว มีการเยียวยาทำในแง่หนึ่งให้เรานอนแล้วเหมือนสะกดจิต แล้วก็ให้เรานึกถึงเหตุการณ์วันนั้น แล้วใส่เหตุการณ์เข้ามาใหม่ อันนี้มันก็ช่วยอยู่ได้พักหนึ่ง แต่มันก็กลับมาอีก”

“มันรู้สึกว่าตราบใดที่สังคมไทยมันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง บาดแผลตรงนั้นมันก็ยังอยู่ตลอด แล้วยิ่งไม่มีการเยียวยาด้วย สังคมไทยไม่มีการเยียวยา โดยเฉพาะคนที่ครอบครัวที่เขาสูญเสียลูกเขาไป หรือครอบครัวที่ลูกเขาบาดเจ็บยังเป็นคนพิการถึงบัดนี้ก็ไม่มีการเยียวยาเลย”

บาดแผลทางใจของเธอจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล แต่ยังมีความสัมพันธ์ไปกับโครงสร้างของสังคมไทยที่ไม่เคยมีกระบวนการคืนความยุติธรรมให้ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และผู้ได้รับผลกระทบ ตราบใดที่สังคมยังไร้ซึ่งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ บาดแผลความทรงจำจากความรุนแรงในวันนั้นก็จะยังคงตกค้างและส่งเสียงก้องกังวานอยู่ในใจของผู้รอดชีวิตตลอดไป 

6. มรดกแห่งการลอยนวลพ้นผิดและการบังคับให้ลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา

สำหรับเนตรนภา มรดกตกทอดจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ใช่การมีสิ่งก่อสร้างหรือแผ่นป้ายจารึกปักไว้ในจุดที่เคยเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่การสร้างอนุสาวรีย์ตั้งตระหง่านเพื่อให้คนรุ่นหลังเดินผ่านไปมา หรือการบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ในหนังสือเรียนเพียงไม่กี่บรรทัด ซึ่งหลายประเด็นถูกตัดทอนและบิดเบือนจนผิดเพี้ยนไปจากความจริง แต่มรดกที่แท้จริงของ 6 ตุลา คือการทำให้เกิด ‘วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ’ ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติทั้งที่ไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมไทยอย่างยาวนาน

เหตุการณ์ 6 ตุลา คือกลไกทางอำนาจที่ทำให้คนที่ใช้อาวุธทำร้ายประชาชนไม่ต้องรับโทษใดๆ ในชีวิต ควบคู่ไปกับการที่รัฐพยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งการปิดปาก การลบภาพ และการสร้างนโยบายความเงียบ เพื่อบังคับให้ผู้คนในสังคมค่อยๆ ลืมเลือนความทรงจำอันโหดร้ายนั้นไป 

บาดแผลทางใจของเนตรนภา ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ตลอดจนครอบครัวของผู้สูญเสียและผู้พิการ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปี 2569 นับรวมเวลา 50 ปีเต็ม พบว่าไม่เคยได้รับการลบล้าง เยียวยา หรือเปิดพื้นที่ให้ได้รับฟังอย่างจริงใจจากภาครัฐเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม รัฐกลับเลือกที่จะปัดความรับผิดชอบ ปล่อยให้ความเจ็บปวดตกเป็นภาระส่วนบุคคลของเหยื่อ และปล่อยให้ผู้ลงมือกระทำความรุนแรงลอยนวลพ้นผิดหรือเสวยสุขอยู่ในโครงสร้างอำนาจอย่างหน้าตาเฉย

“มรดกทางกฎหมายที่เป็นตราบาปที่สุด คือการที่ผู้กระทำผิดลอยนวล ไม่ถูกลงโทษ มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดทั้งหมด มันเลยทำให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งพฤษภา 35 หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 53 และมรดกอีกอย่างคือการลบล้างความรู้ ไม่ใส่เรื่องนี้ลงในบทเรียน ทำให้ความทรงจำมันค่อยๆ ลืมหายไป”

“ที่ผ่านมาไม่มีการเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสีย ไม่เหมือนกับบางประเทศอย่างเกาหลีใต้ที่เขามีศูนย์เยียวยาเหยื่อ มีการบันทึกบทเรียนให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ว่า ผลพวงของการไร้ซึ่งประชาธิปไตยและการใช้อำนาจป่าเถื่อนมันสร้างความสูญเสียเลวร้ายอย่างไร”

การขาดหายไปของเรื่องราว 14 ตุลา และ 6 ตุลา ในตำราเรียนยาวนานกว่า 15 ปีหลังเหตุการณ์ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า รัฐไทยจงใจใช้นโยบายความเงียบเพื่อหวังให้ความจริงละลายหายไปกับกาลเวลา

“15 ปีแรกหลังเหตุการณ์ ไม่มีการพูดถึง 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา เลย มันเงียบสงบไปหมดในสังคมไทย นักศึกษาแบบพวกเราต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อหรือทำงาน ใช้ชีวิตกันไปเงียบๆ”

“มรดกอย่างแรกที่มันสร้างไว้คือวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด อันที่สองคือการทำให้ความทรงจำมันลืมหายไป โดยไม่มีการบันทึก ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนแตะต้อง ไม่มีบทเรียนอะไรทั้งสิ้นในระบบการศึกษา”

แต่สิ่งเรื้อรังที่กร่อนลึกและสะเทือนใจที่สุดสำหรับเนตรนภาไม่ใช่แค่เรื่องราวเหล่านี้ถูกตัดออกจากประวัติศาสตร์ในประเทศไทย แต่คือร่องรอยความสูญเสียอันเงียบเชียบของครอบครัวผู้เสียหายรวมถึงเหยื่อที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดไว้ลำพังโดยไร้คำขอโทษจากรัฐตลอดชีวิต

“มันสะเทือนใจตรงที่ ครอบครัวที่เขาสูญเสียลูกไป หรือพ่อแม่ที่ต้องเห็นลูกตัวเองพิการ บาดเจ็บจากกระสุนปืน คนเหล่านั้นเขาอยู่กันอย่างไรโดยที่ไม่มีแม้แต่คำเยียวยาหรือการยอมรับความจริงจากรัฐเลยแม้แต่คำเดียว ขณะที่คนที่สั่งยิง คนที่ลงมือกระทำ กลับได้เสวยสุขอยู่บนอำนาจ ไม่เคยต้องก้มหน้ารับผิดชอบต่อคราบเลือดบนลานหญ้าธรรมศาสตร์เลยสักคนเดียว”

50 ปี 6 ตุลา: ส่งต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย บนเส้นทางสู่ ‘สันติประชาธรรม’

หลายทศวรรษผ่านไป เนตรนภา ขุมทอง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและพยาบาลเพื่อมวลชน เดินย้อนกลับมายืนใกล้ใต้ตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อีกครั้ง ในวันนั้นที่คุยกันสายฝนได้พร่างพรมลงบนลานหญ้ากว้างของสนามฟุตบอล สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเจิ่งนองด้วยคราบเลือด น้ำตา และความสูญเสียในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ในวันนั้นดวงตาของเธอไม่ได้มีเพียงร่องรอยของความเจ็บปวดจากฝันร้ายในอดีตเท่านั้น เพราะในยามที่เธอมองเห็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 ที่คนหนุ่มสาวพากันออกมาจัดแฟลชม็อบ ชูสามนิ้ว ใช้ศิลปะและการแสดงละครท้าทายโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงมีการย้ายสถานที่ชุมนุมอย่างยืดหยุ่นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้อมปราบด้วยความรุนแรง และไม่สยบยอมแม้ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีโรคระบาดแพร่กระจายอย่างโรคโควิด-19 เธอบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ทำให้หัวใจของอดีตพยาบาลอาสาที่เคยร้าวรานใต้ตึกบัญชี กลับพองโตขึ้นมาด้วยความหวังอีกครั้ง

“พอเห็นคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ออกมาชุมนุม พวกเรารุ่น 6 ตุลา ดีใจมาก ไปยืนฟังน้องๆ ด้วยความหวังอย่างยิ่ง รู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังทำมันคือการสืบทอดอุดมการณ์ สิ่งที่เหมือนกันระหว่างรุ่นเรากับรุ่นเขาคือ อุดมการณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และความเป็นธรรมในสังคม แต่สิ่งที่ต่างออกไปและน่าชื่นชมมากๆ คือ คนรุ่นใหม่เขามีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดชุมนุมที่ยืดหยุ่น ย้ายจุดไปเรื่อยๆ เพื่อความปลอดภัย ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายอำนาจรัฐเข้ามาล้อมปราบได้ง่ายเหมือนในอดีต”

การเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นแค่การยืนมองจากภายนอก แต่คือการสัมผัสได้ถึงพลังชีวิต ความกล้าหาญ และมิติใหม่ๆ ของการต่อสู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“เขายืนหยัดและเข้มแข็งมาก แม้กระทั่งช่วงที่โควิดระบาดอย่างหนัก เขาก็ยังใส่หน้ากากอนามัย ออกมาเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องโครงสร้างสังคมบนท้องถนนกันต่อ มันทำให้คนรุ่นเรารู้สึกว่า ความฝันและความหวังที่จะเห็นสังคมที่เป็นธรรม มันไม่ได้จบลงที่รุ่นเราแน่นอน มันถูกส่งต่อไปยังมือของคนรุ่นใหม่อย่างงดงาม และพวกเขากำลังพาเราเดินไปข้างหน้าในรูปแบบของเขาเอง”

เธอยอมรับว่า สังคมไทยในปัจจุบันอาจจะยังเดินทางไปไม่ถึง ‘สังคมสันติประชาธรรม’ ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยคาดหวังไว้ อำนาจรัฐยังคงพยายามใช้วาทกรรมตีตราผู้เห็นต่าง ไม่ต่างจากวาทกรรมล้างสมองในอดีต

“หลายทศวรรษผ่านไป เรารู้สึกว่าสังคมไทยยังมีความรุนแรงที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือการใช้อำนาจและกฎหมายลงโทษคนที่มีความเห็นต่าง สันติประชาธรรมที่อาจารย์ป๋วยเรียกร้องไว้ มันยังไม่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แต่นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าจะต้องเรียกร้องต่อไป เพื่อให้สังคมเปิดกว้าง ยอมรับความเห็นต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความสันติ”

ตราบใดที่ลานโพธิ์ยังคงให้ร่มเงาแก่ผู้คน และตราบใดที่คนรุ่นใหม่ยังคงกล้าลุกขึ้นมาปฏิเสธกติการอบตัวที่ไม่เป็นธรรม เหมือนเช่นที่เนตรนภาเคยปฏิเสธการลงไปจับมือเต้นรำในงานเลี้ยงเมื่อปี 2516 แสงสว่างแห่งประชาธิปไตยและความหวังก็ไม่เคยดับสูญไปจากสังคมไทย

แม้บาดแผลทางใจของเนตรนภาอาจไม่มีวันประสานด้วยรอยเย็บจากกาลเวลา และคำขอโทษจากรัฐอาจไม่เคยส่งมาถึง แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง ความกล้าหาญ และความยุติธรรมที่เธอและเพื่อนๆ ได้หว่านไว้ด้วยน้ำตาและอุดมการณ์ใต้ตึกบัญชีในวันนั้น เมื่อเวลาเดินทางมาถึง 50 ปีเต็มในปี 2569 ก็ได้หยั่งรากลึกลงบนแผ่นดินไทย และพร้อมจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่เพื่อมอบร่มเงาให้แก่คนรุ่นต่อไป

ก้าวสำคัญในการลบมรดกความรุนแรงจาก 6 ตุลา เริ่มต้นได้ที่มือของเรา

ความเงียบและการลอยนวลพ้นผิดในอดีตไม่ใช่แค่กัดกินหัวใจของผู้รอดชีวิต แต่ยังหลงเหลือมรดกตกทอดมาเป็นโครงสร้างทางกฎหมายที่ใช้อำนาจกดทับเสรีภาพของประชาชนในปัจจุบัน คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดโดยตรงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ถูกนำมาใช้เพิ่มอัตราโทษขั้นต่ำของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้หนักยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ประชาชนและคนรุ่นใหม่ที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ต้องเจอกับโทษจำคุกที่รุนแรงและยาวนานเกินกว่าเหตุ  ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันหยุดวงจรมรดก 6 ตุลา ที่ส่งผลกระทบด้านลบกับประชาชน และถอดถอนกฎหมายที่เป็นผลพวงจากความรุนแรงในอดีต ขอเชิญชวนทุกคนร่วมลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 เพื่อคืนสิทธิ เสรีภาพ และหลักสิทธิมนุษยชนให้แก่สังคมไทย ได้ที่ https://decoup6octsins.com/