พ่อแต่งกวี ลูกเขียนเพลง มรดก 6 ตุลา ความทรงจำของลูกนักหนังสือพิมพ์

“ถ้าเรามีแรงสู้อยู่ก็สู้ ถ้าไม่ไหวก็พักแล้วสู้ต่อ เหมือนความหวังมันถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว มันเป็นคอลเลกชันที่ถูกส่งต่อมาร่วมกัน แล้วมันก็จะไม่หมดไปง่ายๆ ตราบใดที่ยังคงมีคนที่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นแบบที่เราอยากเห็น หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา”

นี่คือเสียงสะท้อนจาก จอนปรอท วงษ์เทศ หรือ “จอน” ลูกชายของ ไพบูลย์ วงษ์เทศ อดีตบรรณาธิการข่าว นักเขียน และนักกวีที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ในวันที่กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี เรื่องราวทางการเมืองในอดีตอาจเริ่มพร่ามัวสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับจอนที่เติบโตมาในครอบครัวนักหนังสือพิมพ์ ร่องรอยในอดีตบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองกลับอยู่ในชีวิตประจำวันของเขา ผ่านการซ้อนท้ายจักรยานของพ่อ พบเจอบรรยากาศของย่านเมืองเก่า และเห็นเรื่องราวบ้านเมืองที่เขาค่อยๆ ซึมซับมาทีละน้อยตั้งแต่ยังเด็ก

บนเบาะหลังจักรยานของพ่อและกลิ่นอายย่านท่าพระจันทร์

ในความทรงจำแรกเริ่มของชีวิตของจอนปรอท เริ่มขึ้นจากการนั่งบนเบาะซ้อนท้ายหลังจักรยานคันเก่าที่มีผู้เป็นพ่อชื่อไพบูลย์ วงษ์เทศ คอยปั่นพาไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร  ในตอนนั้น ไพบูลย์รับหน้าที่เป็นพ่อบ้านหลักในการเลี้ยงดูลูกชายเนื่องจากแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน กิจกรรมประจำวันของ 2 พ่อลูกจึงเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองด้วยกัน เส้นทางปั่นจักรยานของไพบูลย์มักจะวนเวียนอยู่บนถนนสายเดิมซ้ำๆ จากย่านเมืองเก่า ลัดเลาะผ่านถนนราชดำเนิน เข้าสู่พื้นที่รอบสนามหลวง และมาหยุดพักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

ย่านนี้ไม่ได้เป็นแค่จุดหมายของการเดินทางของ 2 พ่อลูกเท่านั้น แต่คือสถานที่ที่ไพบูลย์มักจะใช้เวลาอยู่กับจอนในวัยเด็กที่จะนั่งห้อยขาอยู่บนเบาะท้ายจักรยาน เพื่อคอยสังเกตและซึมซับบรรยากาศโดยรอบอยู่ข้างๆ ก่อนที่พ่อจะพาจอนแวะเข้าไปอ่านหนังสือต่อที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้าที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน 

“พ่อจะชอบพาเราแวะไปอ่านหนังสือที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า แถวนั้นเลยกลายเป็นย่านที่พ่อใช้ชีวิตและพาเราไปด้วยเกือบทุกครั้ง แต่ในตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจเลยว่าย่านนั้นมีความหมายหรือมีความสำคัญยังไง เพราะเรายังไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือในเดือนตุลาคมมันคืออะไร”

ด้วยความที่เติบโตมามากับตู้หนังสือและกองหนังสือจำนวนมากของพ่อที่เป็นทั้งนักเขียนและกวี ประกอบกับยุคนั้นยังไม่มีสมาร์ตโฟนหรืออินเทอร์เน็ตเข้ามา กิจกรรมยามว่างของจอนจึงเป็นการอ่านหนังสือเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะหยิบจับขึ้นมาได้ หนังสือประเภทหนึ่งที่จอนสนใจและชอบอ่านเป็นพิเศษ คือเรื่องราวเกี่ยวกับอนุสาวรีย์สำคัญต่างๆ ในประเทศไทย

จอนเล่าว่ายามว่างในวัยเด็กคือเขามักจะนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับอนุสาวรีย์เล่มแล้วเล่า ทั้งเรื่องราวของอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)  อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) ไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ความสนใจในสัญลักษณ์และประวัติศาสตร์ของสถานที่เหล่านี้เอง ที่ค่อยๆ บ่มเพาะให้เขาเป็นคนช่างสังเกตสิ่งรอบตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งในวัยประถม ความสนใจนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นคำถามต่อสถานที่จริงรอบตัวเขา เมื่อพ่อปั่นจักรยานพาเขาไปนั่งใช้เวลาซึมซับบรรยากาศและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ตรงสี่แยกคอกวัว 

ภาพสถาปัตยกรรมทรงแปลกตาที่ตั้งสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของรถบนบนถนนราชดำเนิน กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จอนเริ่มสงสัยและตั้งคำถามว่า สถานที่เงียบสงบแห่งนี้มีความหมายหรือมีประวัติศาสตร์อะไรซ่อนอยู่

“พ่อพาไปที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แล้วเราก็ใช้เวลาอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่ง ตอนนั้นเราก็อ่านไปเรื่อยๆ ที่มันเขียนอยู่ เพราะในยุคที่ไม่มีสมาร์ตโฟน เห็นอะไรเราก็อ่าน แล้วก็ค้นพบว่า เอ๋อ ที่นี่มันเหมือนเป็นอนุสรณ์ของอะไรสักอย่างที่มันดูจะยิ่งใหญ่ แต่ดูเหมือนคนไม่ค่อยมา ตอนนั้นคิดว่ามันดูเงียบๆ ไม่คิดว่ามีมุมนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย แต่เราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่สำคัญมากพอที่เขาจะสร้างอนุสรณ์สถานให้”

“จากนั้นเราก็ไปหาอ่านเพิ่มเติม แต่ตอนเด็กๆ เวลาไปอ่านก็ยังไม่เข้าใจ ก็จะเข้าใจแค่ว่าเหมือนมีนักศึกษามารวมกันตรงนี้ แล้วเขาก็เลยตั้งไว้ให้เป็นที่เหมือนสถานที่ระลึกของความทรงจำนั้น”

ร่องรอยที่ถูกลบและการค้นพบเหตุการณ์ 6 ตุลาด้วยตัวเอง

ขณะที่เรื่องราวของเหตุการณ์ 14 ตุลาพอจะมีพื้นที่เล็กๆ ถูกบอกเล่าในสังคมบ้าง แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 กลับถูกทำให้เงียบหายไปเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน สำหรับจอนในวัยเด็ก แม้ชีวิตประจำวันของเขาจะเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านลานโพธิ์ หอประชุมใหญ่ หรือเดินผ่านรูปปั้นทางฝั่งสนามหลวงอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยรับรู้หรือเข้าใจเลยว่าพื้นที่ที่เขาเดินผ่านในวันนั้นเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

พ่อของเขามักจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงสั้นๆ แต่ไม่เคยลงรายละเอียดลึกเพื่อเล่าให้ลูกฟัง จนกระทั่งจอนเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นและเริ่มค้นหาข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตเองได้ เขาจึงค่อยๆ ค้นพบความจริงทางประวัติศาสตร์ที่วิชาเรียนและแบบเรียนไทยไม่เคยใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษา หรือใส่เหตุการณ์เอาไว้ แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่รัฐต้องการจะสื่อสาร

“เหตุการณ์ 6 ตุลาคือเราไม่รู้เรื่องเลย จำได้แค่ว่าพ่อเคยเล่าคร่าวๆ ว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เวลาเราเดินผ่านตรงลานโพธิ์ ตรงหอประชุม หรือรูปปั้นฝั่งสนามหลวง เราเห็นรูปปั้นต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร จนโตขึ้นเริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตถึงได้ค้นหาด้วยตัวเอง แล้วก็ตกใจว่ามันมีเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ด้วยเหรอ”

“ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์แทบไม่มีสอนเรื่อง 6 ตุลา เขาเหมือนสคริปต์ข้ามไปอย่างรวดเร็ว หรือแทบไม่พูดถึงเลยจำได้ว่าบทเรียนพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาแบบไวๆ ไม่ละเอียด แต่ไม่พูดถึง 6 ตุลาเลย สุดท้ายเราเลยต้องเรียนรู้และรับรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

เมื่อภาพความจริงในอดีตถูกเปิดเผย ความโหดร้ายของเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นในความรับรู้ของจอน ทั้งเรื่องราวของคนที่ต้องดิ้นรนว่ายน้ำหนีเอาชีวิตรอด การใช้อาวุธและการใช้ความรุนแรง ไปจนถึงร่างไร้วิญญาณของนักศึกษาที่ต้องจบชีวิตลงในพื้นที่รอบสนามหลวงในตอนนั้น 

“เหมือนเขาก็เล่าให้ฟังว่า คนต้องว่ายน้ำหนีตายจากท่าพระจันทร์ข้ามไปฝั่งศิริราช แล้วก็ใช่ว่าทุกคนจะข้ามรอด บางคนก็จมน้ำ บางคนก็หายสาบสูญไปเลย แถมยังมีการใช้อาวุธกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งใช้ไม้ตี ไม้เสียบ หรือแขวนคอ”

“พ่อเคยเล่าว่าต้นมะขามตรงนั้นเคยมีคนตาย โตมาถึงได้รู้ว่าเขาเอาคนไปแขวนคอกันตรงต้นมะขามรอบสนามหลวง แล้วคนที่ตายส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาที่อายุน้อยกว่าเราในตอนนี้ด้วยซ้ำ คือพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องมาเสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา”

ดอกไม้ประชาธิปไตย และ ‘หนังสือพิมพ์ประชาชาติ’

เมื่อย้อนมองกลับไปในวัยเด็ก จอนจำได้ว่าบ้านของเขามักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศการสังสรรค์ของผู้ใหญ่ในวงการวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์ ลุงของเขาคือ สุจิตต์ วงษ์เทศ และพ่อมีเพื่อนสนิทอย่าง ขรรค์ชัย บุนปาน ในสายตาของจอนตอนนั้น พวกเขาเป็นเพียงผู้ใหญ่ใจดีที่ชอบชวนแขกบ้านแขกเมืองมานั่งจิบเบียร์ พูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ชุมชน สังคม และบทกวีกันอย่างสนุกสนาน 

แต่ภายใต้บรรยากาศนั้น จอนเพิ่งมารู้ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายว่า ผู้ใหญ่ที่ร่วมโต๊ะกินข้าวและจิบเบียร์ในบ้านเกือบทุกปีนั้น ความจริงแล้วคือกลุ่มนักคิด นักเขียน และคนทำงานสื่อมวลชนหัวก้าวหน้าที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย จอนใช้คำว่าเรื่องนี้เหมือนเป็น ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” (Living History) ของขบวนการสื่อมวลชนที่มีหัวก้าวหน้าในประเทศไทยตอนนั้น

หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” หรือ “ยุคดอกไม้บาน” บรรยากาศของการอ่านหนังสือและการทำหน้าที่สื่อมวลชนกลายเป็นความงดงาม ความหลงใหล และเป็นแรงบันดาลใจของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น จอนเล่าถึงสิ่งที่เขาเพิ่งมาเข้าใจในภายหลังว่า 

“ตอนเด็กๆ เราไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่เราชอบประวัติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ติดเกมตามประสาเด็ก กว่าจะรู้ว่าพ่อกับลุงคือคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ตอน ม.ปลาย โดยเรารู้ว่า ลุงเบิ้ม (สุจิตต์ วงษ์เทศ) กับลุงช้าง (ขรรค์ชัย บุนปาน) ทำหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน ซึ่งเป็นสื่อหัวก้าวหน้า”

“ยุคนั้นประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน นักศึกษาอ่านหนังสือกันจริงจัง พ่อเคยเล่าว่าสมัยนั้นใครอ่านหนังสือจะดูเป็นคนเท่ๆ ชิคๆ ตอนนั้นวงการหนังสือพิมพ์รุ่งเรืองมาก ทุกคนอยากเป็นนักข่าวเพราะมันเท่และรู้สึกว่าได้ขับเคลื่อนสังคม” 

“ในยุคที่ไม่มีสื่ออื่น แล้วเราเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ได้เล่าเรื่องที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางนั้น มันมีความเท่จริงๆ ลุงเราเป็นผู้ก่อตั้งประชาชาติขึ้นมา แล้วพ่อเราเป็นบรรณาธิการหรือเป็นหัวหน้าข่าวเลย ตอนนั้น พ่อภูมิใจกับการได้เป็น บก. ประชาชาติมาก เขาจะพูดอยู่เรื่อยๆ ตลอดชีวิตว่า ‘นี่รู้ไหม พ่อเคยเป็นหัวหน้าคนด้วยนะ สมัยนั้นพ่อเป็น บก. เลยนะ’ เราฟังแล้วก็ เออ เจ๋งดีพ่อ”

แต่เส้นทางของคนทำหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือง่ายอย่างที่คิด ในยุคที่ฝ่ายขวาครองพื้นที่สื่อหลักอย่าง ‘หนังสือพิมพ์ดาวสยาม’ การทำหน้าที่ของ ‘หนังสือพิมพ์ประชาชาติ’ ต้องเจอกับการถูกงัดข้อ ข่มขู่และถูกทำสงครามจิตวิทยาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนทำหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าอย่างพ่อของจอน 

“ตอนช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา มันมีความงัดข้อกันตลอด พ่อเล่าว่าฝั่งขวาก็มีดาวสยาม ฝั่งซ้ายก็มีประชาชาติ บางทีมีสายโทรเข้ามาแกล้ง โทรมาขู่ว่า ‘ระวังนะ เดี๋ยวประชาชนหลายสิบคนจะไปหาที่ประชาชาติ ก็ระวังตัวไว้ให้ดี’ โทรมาเรื่อยๆ ทั้งวัน เป็นสงครามจิตวิทยาข่มขู่ให้เราเลิกทำ แต่พวกเขาก็ยังทำหน้าที่ต่อไป”

การลี้ภัย บาดแผลทางใจ พลเมืองชั้นสอง

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของไพบูลย์ วงษ์เทศ ไปโดยสิ้นเชิง จากบรรณาธิการข่าวที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและมีพลังในการทำงาน เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปในชั่วข้ามคืน หลังจากการสลายการชุมนุมและการรัฐประหารในวันนั้น เพราะหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ออกประกาศสั่งปิดและควบคุมสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด ทำให้สื่อก้าวหน้าอย่างประชาชาติถูกสั่งห้ามพิมพ์ เสรีภาพสื่อถูกสั่งปิดกั้น จนทำให้ชีวิตของนักหนังสือพิมพ์ตอนนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงและอันตรายอย่างร้ายแรง 

ในสภาวะที่ไร้ทางเลือก คนทำงานสื่อและนักศึกษาจำนวนมากจำเป็นต้องหลบซ่อนตัว เพื่อนฝูงหลายคนตัดสินใจเข้าไปอยู่ในป่า ร่วมกับขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธ ส่วนคนที่ไม่เข้าป่าก็ต้องคอยหลบซ่อนเพื่อเลี่ยงการถูกติดตาม อย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็ใช้วิธีย้ายที่นอน เปลี่ยนบ้านนอนไปเรื่อยๆ แต่สำหรับไพบูลย์ วงษ์เทศ เขาเลือกเดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศไทย โดยจอนเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขาเข้าใจแค่ว่าพ่อเป็นนักผจญภัยที่ชอบเดินทางไปรอบโลก ไปเที่ยวประเทศสวีเดนนานหลายปี แต่พอโตขึ้นถึงได้เข้าใจว่า นั่นไม่ใช่การไปเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นการลี้ภัยทางการเมืองออกไปนอกประเทศโดยไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยด้วยซ้ำ 

“หลัง 6 ตุลา สมัคร สุนทรเวช นักการเมืองฝ่ายขวาตอนนั้น ได้ออกประกาศเรื่องหนังสือพิมพ์มาขู่ไว้ จุดนั้นคนทำหนังสือพิมพ์จะอยู่ได้ยังไง มันอยู่ไม่ได้แล้ว นอกเหนือจากไม่มีงานทำ ยังต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตตัวเองด้วย เพราะพอเขาได้อำนาจไปแล้ว เราไม่รู้เลยว่าจะโดนอะไรอีกบ้าง สมัยก่อนสื่อมีแค่ทางเดียวคือหนังสือพิมพ์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ลองคิดดูว่ามันน่ากลัวแค่ไหนสำหรับคนทำอาชีพนี้”

“หลายคนอาจจะคิดว่าพ่อเรานั่งเครื่องบินสบายๆ บินไปสวีเดนเลย แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย พ่อเราเดินทางข้ามไปทางตะวันออก ไปบาห์เรน ไปตุรกี ไปอิตาลี แล้วค่อยเดินทางขึ้นไปสวีเดน พ่อเลือกสวีเดนเพราะเขารู้สึกว่าเป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยอยู่เยอะ อย่างคนจากตุรกีก็ไปอยู่กันเยอะ และประเทศเขามีนโยบายคอยช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัย”

แม้การลี้ภัยจะช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายทางการเมือง แต่ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สะดวกสบายเลยแม้แต่น้อย เพราะไพบูลย์จากอดีตบรรณาธิการข่าว นักเขียน นักกวี ต้องมีสภาพเป็นพลเมืองชั้นสอง ที่ต้องทำอาชีพใช้แรงงานในอาชีพที่คนประเทศนั้นไม่อยากทำ อย่างเช่นการเป็นพนักงานทำความสะอาด เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพไปวันๆ 

“ไปอยู่นู่นเขาไม่ได้สบายเลยนะ ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด หรือ Cleaner ใช้ชีวิตไปวันๆ มีอยู่ปีหนึ่งที่แม่เดินทางตามไปหาพ่อ โดยลุงซื้อตั๋วเครื่องบินให้แม่บินไปหา พอแม่ไปถึงแม่เห็นสภาพพ่อทำงาน แม่ถึงกับร้องไห้ด้วยความสงสาร เพราะเคยเห็นพ่อตอนอยู่เมืองไทย แต่งตัวเท่ เขียนหนังสือ สบายกว่าที่เห็น แต่พอไปอยู่นั่น กลับต้องไปทำงานใช้แรงงาน”

แม้ช่วงเวลาของการลี้ภัยจะผ่านพ้นไป และไพบูลย์ได้เดินทางกลับประเทศไทย แต่ประสบการณ์จากเหตุการณ์ 6 ตุลาและช่วงเวลาของการลี้ภัยยังคงส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขา ในเวลาต่อมา ไพบูลย์ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขาในช่วงหลายปีหลังจากนั้น

“พ่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PTSD ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน เท่าที่คุยกับลุง ลุงบอกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้พ่อมีความหม่นหมองและมีความสั่นสะเทือนในใจอยู่ตลอดเวลา”

ช่วงเราเด็กๆ พ่อจะมีอาการหวาดระแวง เวลาใครโทรมาก็คิดว่ามีคนมาขู่มาแกล้ง หรือบางช่วงต้องพึ่งแอลกอฮอล์เยอะ พ่อไม่เคยเล่าให้ลูกฟังว่าในหัวเขามีแผลอะไรซ่อนอยู่ ตอนนั้นเราเข้าใจว่าเขาอาจไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนไหวหรืออ่อนแอออกมาให้ลูกเห็น”

“แต่เขาก็คิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เขากลับมานัดเจอเพื่อนๆ แก๊งประชาชาติ นัดกินข้าว จิบไวน์กันที่ร้านสกายไฮ ซึ่งเป็นร้านประจำของเหล่านนักหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2503 และในทุกๆ วันที่ 6 ตุลา พวกเขาก็จะนัดไปกินข้าวและร่วมงานรำลึกตุลาด้วยกัน สำหรับเรามองว่ามันเป็นการรำลึกและถ่ายทอดความทรงจำว่าเคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และไม่อยากให้มันถูกลืมหายไป”

เสียงเพลงของลูก กวีนิพนธ์ของพ่อ

การมีพ่อเป็นทั้งนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และกวี ทำให้จอนคุ้นเคยกับงานด้านศิลปินมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงการที่จอนมีนิสัยชอบตั้งคำถามและถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาไม่ต่างจากพ่อ เพียงแต่จอนไม่ได้เลือกเขียนบทกวีเหมือนพ่อ สิ่งที่เขาถนัดและใช้สื่อสารความคิดของตัวเองกลับเป็นเสียงเพลงที่เขาร้องและแต่งขึ้นมา ปัจจุบันจอนเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง ทำวง Mercury Goldfish และยังทำงานด้านกราฟิกดีไซน์

จากนั้น ความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างพ่อลูกค่อยๆ เติบโตขึ้นตามกาลเวลา ในช่วงที่จอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงกับยุครัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เขาและเพื่อนๆ ได้ทำคลิปเพลงแร็พส่งอาจารย์ ที่ให้ทำการบ้านวิชาการเมืองและการปกครองของไทย หรือ POL GOVT THAI ในหัวข้อ “หัวร่อต่ออำนาจ” เนื้อหาในเพลงเป็นแนวตลกร้าย เสียดสีสังคมและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง โดยมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งที่สะท้อนความอัดอั้นของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นว่า “เราจะมาทวงสัญญา เพราะมันผ่านมาแสนนาน และแผ่นดินที่งดงาม ไม่เคยโผล่มา ใครเคยบอกจะซื่อตรง เสียแรงที่เคยไว้ใจ หมดศรัทธา”

คลิปนั้นกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ทันทีจนมียอดวิวนับล้าน ท่ามกลางความตื่นตกใจของเพื่อนๆ ร่วมชั้นที่กังวลเรื่องความปลอดภัยและเกรงกลัวอำนาจรัฐ ถึงขั้นที่อาจารย์ประจำวิชาต้องโทรศัพท์มาบอกว่า หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นให้โยนความรับผิดชอบมาที่อาจารย์ได้เลยเพื่อปกป้องลูกศิษย์ แต่บรรยากาศในบ้านวงษ์เทศกลับเป็นคนละเรื่อง เมื่อไพบูลย์ได้ฟังเพลงแร็พของลูกชาย เขากลับไม่ห้ามปรามหรือแสดงความกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกชายที่ทำแบบนั้น

“ตอนนั้นเพื่อนทุกคนกลัวเรื่องความปลอดภัยกันมาก กลัวกันหมด แต่ในขณะที่บ้านผมคือ ‘เยี่ยม!’ พ่อภูมิใจมาก พ่อบอก ‘นี่แหละลูก!’ ส่วนลุงก็ทักมาบอกว่า ‘เอ็งดีว่ะ’ ที่ทำเพลงนี้”

“เราได้อะไรจากพ่อมาเยอะมาก เขาก็คงเหมือนเห็นตัวเองในตัวเรามั้ง เพราะช่วงบั้นปลายชีวิตเขาก็พูดว่า เราเหมือนเขาอีกคนหนึ่ง เขามีความภูมิใจที่ได้เห็นร่างของตัวเองอยู่ในตัวเราในยุคใหม่ มีความคิดและการแสดงออกที่ไม่เหมือนเขา พ่อเขียนกลอน แต่เราเขียนเพลง”

ในขณะเดียวกัน ไพบูลย์ยังคงใช้ตัวอักษรเป็นอาวุธในการต่อสู้ทางความคิดมาโดยตลอด เขาเขียนบทกวีการเมืองตีพิมพ์ลงในมติชนสุดสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง และยังคงใช้ปากกาเขียนบทกวีเล่าเรื่องราวเหตุการณ์หลัง 14 ตุลา ยุคดอกไม้บาน ตลอดจนการเติบโตของคนรุ่นใหม่ไว้ในหนังสือ ‘คำประกาศของคนรุ่นใหม่’ แม้กระทั่งยามที่ต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังคงเขียนกลอนจนนาทีสุดท้าย 

ขณะที่ กวีนิพนธ์ชุดสำคัญอย่าง ‘หมายเหตุร่วมสมัย’ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกภายใต้รัฐบาลปฏิรูป และเขียนขึ้นขณะที่ไพบูลย์ต้องลี้ภัยไปอยู่สวีเดน ยังได้สะท้อนถึงความอัดอั้นและความเจ็บปวดต่อความอยุติธรรมผ่านถ้อยคำที่ร้อยเรียงไว้อย่างทรงพลัง โดยระหว่างคุยกันจอนได้อ่านกวีนี้ให้ฟังว่า 

“เพราะฉะนั้นที่นั้นพระจันทร์ดับ แสงดาววาววับก็เสื่อมสิ้น ไม่เพียงพระปฏิมาแต่ราคิน ธานินทร์คั่งแค้นแน่นกมล อนารถหนอ ใครขืนก็เข่นฆ่าเค้นคอ เกี่ยวตะขอแขนขาอย่างทารุณ ใครครึ่งก็ตรึงตัวตอกเสากระบองโบย ศาลาต้นมะขามสนามหลวง ง่วงเหงาซึมเศร้าเหมือนชีวินสิ้นศรี แม้นมีอะไรเหมือนไม่มี อสุนีบาตฟาดพินาศยับ”

บทกวีท่อนนี้คือการบันทึกบาดแผลและความโหดร้ายของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ออกมาเป็นตัวอักษร โดยไพบูลย์เปรียบเปรยให้เห็นความมืดมนของบ้านเมืองในยามที่ความยุติธรรมและแสงสว่างดับสิ้นลง ภาพความรุนแรงรอบพื้นที่สนามหลวงถูกถอดเป็นกวี ผ่านการทารุณกรรม การทำลายล้างชีวิต และความโศกสลดของต้นมะขามที่กลายเป็นผู้เฝ้ามองความตาย บรรยากาศทั้งหมดเต็มไปด้วยความคับแค้นและอัดอั้นตันใจของคนที่ต้องเห็นมนุษย์ด้วยกันถูกกระทำราวกับไร้ชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“พ่อเป็นคนที่อ่อนไหว Sensitive มากเหมือนเรา เรารู้สึกว่าเขาน่าจะมีความรู้สึกเยอะมากข้างในนั้น วิธีการเขียนกลอนก็น่าจะเป็นวิธีการปลดปล่อยของเขา เพราะเขาเขียนกลอนมาทั้งชีวิตจนยันบั้นปลาย สุดท้ายเขาก็ยังเขียนกลอนบนเตียงที่ศิริราชก่อนจะเสียชีวิต”

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 พ่อลูกจึงไม่ได้ผูกผันกันแค่ทางสายเลือด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านการส่งต่อความคิดและอุดมการณ์ เพียงแต่ต่างกันที่ยุคสมัยและช่วงวัย ขณะที่ผู้เป็นพ่อเลือกถ่ายทอดความรู้สึกผ่านถ้อยคำในบทกวี จอนกลับเลือกบอกเล่าตัวตนและตั้งคำถามต่อสังคมผ่านการร้องเพลงและท่วงทำนองของเพลงแร็พที่เคยทำไว้เกี่ยวกับการเมืองไทย

มรดก 6 ตุลา บาดแผลGen Z ไฟแห่งความหวังที่ไม่เคยดับ

เมื่อมองดูการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาในปี 2563 ไปจนถึงเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องสังคมที่ดีกว่า จอนเห็นหลายเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างยุคสมัยของเขากับยุคสมัยของพ่อในช่วงบั้นปลายชีวิต ระหว่างที่ยังอยู่ไพบูลย์เคยตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งเมื่อเห็นคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสู้ด้วยความกล้าหาญ จอนเล่าว่าพ่อของเขามองว่าเป็นความกล้าหาญยิ่งกว่ายุคที่เขาเคยผ่านมาด้วยซ้ำ

สำหรับจอนแล้วนั้น มรดก 6 ตุลา ไม่ใช่แค่เรื่องราวความผิดหวัง บาดแผลทางใจ หรือความเจ็บปวดจากการลี้ภัยของพ่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เขาใช้คำว่าเป็น “ความแค้น” จากความไม่ยุติธรรมและการตลบแตลงทางการเมือง และยังเป็น “พลังในการส่งต่อความคิด” ที่ไม่ว่าจะโดนลบ โดนปิดปาก หรือทำให้เงียบหายไปอย่างไร สุดท้ายก็จะกลับมาเบ่งบานในใจของคนรุ่นหลังเสมอ

“สำหรับเรา มรดก 6 ตุลามันคือการทำงานทางความคิดที่ส่งต่อมาเรื่อยๆ ไม่ว่าเขาจะพยายามทำให้มันเงียบหรือทำให้มันหายไปแค่ไหน แต่มันก็ยังถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ หรือต่อให้มันเงียบหายไป สุดท้ายมันก็จะมีคนที่พยายามขุดมันออกมาทำต่อ ตราบใดที่เรายังมีแรง ตราบใดที่เรายังมีหวังอยู่ แม้ว่ามันจะเล็ก ริบหรี่ หรือเกือบจะมอด แต่มันไม่ได้มอดสิ้นสุดไปได้ง่ายๆ”

“สิ่งที่ทำให้ 6 ตุลาเปลี่ยนเป็นพลังก็คือความแค้นด้วยนะ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก ทำขนาดนี้ในประเทศที่บอกว่าเป็นเมืองพุทธ คนรุ่นลูกรุ่นหลานหรือคนที่ได้รู้เรื่องนี้ก็คงอยากจะพูดแทนคนที่เขาเสียชีวิตไป หรืออยากทำให้ความคิดของเขายังถูกส่งต่อ เพราะต่อให้คนที่รอดชีวิต ทุกคนก็เกิดแผลในจิตใจ มันไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ทุกคนก็ยังสู้ต่อไปเท่าที่ไหว”

บาดแผลทางการเมืองไม่ได้หยุดอยู่แค่ในปี 2519 แต่พบว่าเรื่องนี้กระทบมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน อย่าง Generation Z และคนรุ่นต่อไปที่ต้องเติบโตใต้ร่มเงาของผลลัพธ์จากการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อถูกถามถึงบทเรียนและความหวังที่จะฝากไว้ให้คนในอีก 10 ปีข้างหน้า จอน ลูกชายนักหนังสือพิมพ์ 6 ตุลา ที่เป็นทั้งนักร้องและคนที่บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านเสียงเพลงบอกทิ้งท้ายไว้ว่า

“ถ้ารู้สึกว่าคุณโดดเดี่ยว หรือรู้สึกว่าไม่มีแรงสู้ ให้ลองหันย้อนเวลากลับมาดูว่า เรามีเพื่อนร่วมขบวนการมายาวนานมาก ก่อน 6 ตุลามันก็มี ก่อนหน้านั้นมันก็มี มีความพยายามที่จะสร้างประเทศในแบบที่เราอยากเห็นมาเสมอ”

“ถ้าเรามีแรงสู้อยู่ก็สู้ ถ้าไม่ไหวก็พักแล้วสู้ต่อ สู้เท่าที่เราไหว การที่เราไม่สู้หนึ่งวัน หรือไม่สู้หนึ่งชั่วโมง มันไม่ได้ทำให้ขบวนการมันหายไป ความหวังมันเป็นคอลเลกชันที่ถูกส่งต่อร่วมกัน และมันจะไม่หมดไปง่ายๆ ตราบใดที่มีคนที่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นแบบที่เราอยากเห็น”

“สิ่งที่ทำให้ความหวังไปต่อได้ก็คือการจดจำ การที่เราบันทึกบาดแผลและร่องรอยของความรุนแรงไว้ คือการทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้เจ็บตัวฟรี การที่เราบันทึกไว้เหตุการณ์ 6 ตุลา และเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลาน มันคือคำขอบคุณ ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยได้ออกมาเพื่อความหวัง”

ชีวิตของไพบูลย์ วงษ์เทศ อาจจบลงไปตามกาลเวลา แต่กลิ่นอายตัวอักษรบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ เรื่องราวความยากลำบากของการลี้ภัยข้ามประเทศ การปั่นจักรยานย่านท่าพระจันทร์ บทเพลงแร็พเสียดสีการเมือง และท่วงทำนองของจอนปรอท วงษ์เทศ อาจยังคงเป็นหนึ่งในหลักฐานว่า ประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลา ไม่ถูกทำให้สูญหายไปและความหวังที่จะมีสังคมอันเป็นธรรมจะยังคงถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร’

มรดกจากความรุนแรงและโครงสร้างอำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหาร ไม่ใช่เรื่องของอดีตที่จบลงไปแล้ว แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิต บทเรียน หนังสือเรียน และเสรีภาพของคนไทยในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้บาดแผลและความอยุติธรรมถูกทำให้ลืม และเพื่อยืนยันว่าความคิดของคนรุ่นก่อนจะไม่ถูกทำลาย ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน แคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ร่วมบันทึก ถ่ายทอด และแสดงพลังทางความคิด เพื่อรื้อถอนโครงสร้างอำนาจที่กัดกินสังคมไทยมายาวนาน ส่งต่อความหวัง และร่วมกันคืนความยุติธรรมให้ทุกคน ได้ที่ https://decoup6octsins.com/