เสียงชุมชนก่อนถึงเวที UN: ธุรกิจต้องป้องกันผลกระทบ เปิดเผยข้อมูล และเยียวยาอย่างจริงจัง

ชุมชนทั่วประเทศเผยผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ เหมือง อุตสาหกรรม มลพิษข้ามพรมแดน การละเมิดสิทธิแรงงาน และการฟ้องปิดปาก เรียกร้องให้รัฐ ธุรกิจ และสถาบันการเงินต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

กรุงเทพฯ, 23 กันยายน 2569 – เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation: CRC) และเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดการหารือระดับประเทศเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนชุมชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากหลายภูมิภาคนำเสนอผลกระทบจากกิจกรรมทางธุรกิจและโครงการพัฒนาที่รัฐสนับสนุน รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม และการเยียวยา

การหารือจัดขึ้นก่อนการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการประกอบธุรกิจที่รับผิดชอบและสิทธิมนุษยชน ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Building Resilience, Advancing Rights” หรือ “สร้างความเข้มแข็ง เดินหน้าสิทธิ” โดยมีผู้แทนคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) ร่วมรับฟังและให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการส่งเรื่องอย่างเป็นทางการและการติดตามรายกรณี

ชุมชนต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มวางแผนโครงการ

การหารือแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ สิทธิชุมชนชายฝั่งและคาร์บอนเครดิต มลพิษข้ามพรมแดน เหมืองแร่ อุตสาหกรรมและพลังงาน สิทธิแรงงาน ไปจนถึงการข่มขู่และดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

แม้แต่ละพื้นที่จะเจอปัญหาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่หลายชุมชนพูดตรงกันคือ พวกเขามักได้รับข้อมูลและมีโอกาสแสดงความคิดเห็น เมื่อโครงการเดินหน้าไปแล้ว

หลายโครงการเข้าสู่ขั้นตอนการอนุมัติหรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ก่อนที่คนในพื้นที่จะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน บางพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหลังจากมีการตัดสินใจเรื่องสำคัญไปแล้ว ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจำนวนมากเต็มไปด้วยศัพท์และรายละเอียดทางเทคนิคที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก

“กฎหมายกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ แต่เมื่อถามกันในกลุ่ม กลับไม่มีใครได้รับเชิญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดเวทีเพียงไม่กี่ภูมิภาคแล้วบอกว่าชาวบ้านมีส่วนร่วมแล้วนั้นไม่เพียงพอ การวางแผนพัฒนาต้องเริ่มจากชุมชน” ผู้แทนชุมชนที่ติดตามนโยบายเหมืองแร่กล่าว

ผู้เข้าร่วมยังแสดงความกังวลต่อการจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ที่แยกส่วนออกจากกัน หรือไม่ครอบคลุมผลกระทบสะสมต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีพ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชน

การประเมินแต่ละประเภทมีหน้าที่แตกต่างกัน โดยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใช้พิจารณาผลกระทบในระดับโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพใช้กับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ส่วนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ใช้พิจารณาผลกระทบของนโยบาย แผน และแผนงานในภาพรวม กระบวนการทั้งสามระดับจึงต้องเชื่อมโยงกัน โปร่งใส เป็นอิสระ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ

ผู้แทนชุมชนที่ติดตามโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในหลายจังหวัด กล่าวว่า “สิ่งที่เราอยากเห็นคือการกลับไปทบทวนโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น”

นอกจากปัญหาเรื่องข้อมูลและการประเมินผลกระทบแล้ว ผู้เข้าร่วมยังกล่าวถึงการเยียวยาที่ล่าช้าหรือไม่ครอบคลุม ความยากลำบากในการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ดำเนินโครงการ บริษัทแม่ ผู้ถือหุ้น ธนาคาร นักลงทุน และผู้ซื้อ ตลอดจนการข่มขู่ เฝ้าติดตาม และดำเนินคดีกับประชาชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการ

“เสียงจากชุมชนทำให้เห็นชัดว่า การป้องกันความเสียหายต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนอนุมัตินโยบายหรือโครงการ ไม่ใช่รอจนเกิดมลพิษ มีคนสูญเสียที่ดิน หรือชุมชนต้องขึ้นศาลเป็นเวลาหลายปี หากรัฐและภาคธุรกิจจริงจังกับสิทธิมนุษยชน ต้องเปิดเผยข้อมูล รับฟังชุมชนอย่างมีความหมาย และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า” เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชกุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าว

ความรับผิดชอบไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ดำเนินโครงการ

หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ UNGPs วางหลักสำคัญไว้ 3 เรื่อง คือ รัฐต้องคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาคธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบต้องเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล

ความรับผิดชอบจึงไม่ได้อยู่แค่บริษัทที่ดำเนินโครงการโดยตรง หากธุรกิจมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบ หรือมีความเชื่อมโยงกับผลกระทบผ่านสินค้า บริการ หรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ก็มีหน้าที่ป้องกันและจัดการกับผลกระทบนั้น

หลักการนี้จึงครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่บริษัทแม่ บริษัทในเครือ รัฐวิสาหกิจ ผู้รับเหมา ผู้ซื้อ ไปจนถึงธนาคาร นักลงทุน และสถาบันการเงินที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เวทีการหารือมีข้อเรียกร้องสำคัญ ดังนี้

  1. ออกมาตรการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านที่มีผลผูกพัน รัฐควรกำหนดให้ภาคธุรกิจดำเนินกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน (Human Rights and Environmental Due Diligence: HREDD) ครอบคลุมบริษัทไทยและต่างชาติ รัฐวิสาหกิจ บริษัทแม่ บริษัทในเครือ สถาบันการเงิน และห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงกิจกรรมของบริษัทไทยในต่างประเทศ
  2. ปฏิรูประบบประเมินผลกระทบให้เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ต้องเปิดเผยข้อมูลพื้นฐาน วิธีการศึกษา ผลกระทบสะสม ความเห็นของชุมชน และผลการติดตามในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ พร้อมมีกลไกจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้จัดทำรายงาน
  3. รับประกันการมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ ชุมชนต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน เข้าถึงได้ และทันเวลา พร้อมมีโอกาสเสนอทางเลือกหรือคัดค้านโครงการโดยไม่ถูกตอบโต้ สำหรับโครงการที่อาจกระทบชนพื้นเมือง รัฐและภาคธุรกิจต้องเคารพหลักความยินยอมโดยอิสระ ล่วงหน้า และภายหลังได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC)
  4. คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและยุติการใช้คดีปิดปาก รัฐต้องมีกลไกยุติการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือคดีปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมทั้งสอบสวนการข่มขู่ การเฝ้าติดตาม การคุกคาม และการใช้ความรุนแรงอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ และมีประสิทธิผล
  5. ทำให้การเยียวยาเข้าถึงได้ ปลอดภัย และทันเวลา การเยียวยาต้องครอบคลุมการหยุดความเสียหาย การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อาชีพและวิถีชีวิต การชดเชยที่เหมาะสม และหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ การจัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท (Corporate Social Responsibility: CSR) หรือการให้เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าไม่สามารถใช้แทนความรับผิดชอบในการเยียวยาได้
  6. เปิดเผยและตรวจสอบความรับผิดชอบของธนาคารและนักลงทุน ธนาคาร นักลงทุน และสถาบันการเงินต้องประเมินและเปิดเผยความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนก่อนตัดสินใจให้เงินทุน โดยเฉพาะเมื่อโครงการเชื่อมโยงกับความเสียหายร้ายแรง ผลกระทบข้ามพรมแดน การขับไล่ประชาชนออกจากที่อยู่อาศัย หรือการตัดสินใจที่ขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย

จากการรับฟังสู่การติดตามรายกรณี

ดร. พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง ผู้เชี่ยวชาญอิสระและประธานคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน อธิบายว่า การรับฟังข้อกังวลภายในเวทีถือเป็นจุดเริ่มต้น แต่การที่คณะทำงานจะติดตามกับรัฐบาลหรือภาคธุรกิจผ่านกลไกของตนได้ จำเป็นต้องได้รับข้อมูลผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

การส่งข้อมูลเข้ามาในช่องทางที่เป็นทางการเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากที่ได้รับฟังวันนี้แล้ว ต้องพยายามให้กรณีต่าง ๆ เข้ามาผ่านกระบวนการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้คณะทำงานสามารถพูดคุยกับรัฐบาลและภาคธุรกิจได้อย่างเป็นทางการ

ดร. พิชามญชุ์กล่าว

หลังจบการหารือ ผู้จัดจะส่งข้อมูลของแต่ละกรณีกลับไปให้ชุมชนตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ทั้งชื่อ วันเวลา ตัวเลข รวมถึงรายละเอียดของบริษัทหรือโครงการ ก่อนจะนำข้อมูลไปใช้ในขั้นตอนต่อไป

ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าข้อมูลส่วนไหนเปิดเผยได้ ระบุชื่อได้ หรือสามารถนำไปยื่นต่อกลไกของสหประชาชาติได้ โดยทุกขั้นตอนต้องได้รับความยินยอมจากชุมชน และพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการถูกคุกคามหรือตอบโต้

ข้อมูลที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะหรือส่งให้หน่วยงานอื่น จึงต้องเป็นข้อมูลที่ชุมชนตรวจสอบและอนุญาตแล้วเท่านั้น

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนคำมั่นด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้เป็นมาตรการที่มีผลผูกพันและบังคับใช้ได้จริง โดยเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูล การปฏิรูประบบประเมินผลกระทบ การคุ้มครองผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ และการสร้างกลไกเยียวยาที่ไม่ผลักภาระทั้งหมดให้ชุมชน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน