การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเพียงพิธีการให้ผ่านๆ ไปหรือไม่? เมื่อในความเป็นจริง รัฐและทุนมักไม่ได้รับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงจัง หลายครั้งก็ไม่ได้ลงมาสัมผัสความจริงในจุดที่โครงการจะเข้าไปตั้งรกราก ผลที่ตามมาจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การสูญเสียทรัพยากร แต่ยังลุกลามไปถึงการซ้ำเติมคนในพื้นที่ให้ต้องเปิดศึกแย่งชิงผลประโยชน์กันเอง ขณะที่การเรียกร้องของชาวบ้านกลับแทบไร้ความหมาย
ความจริงอันเจ็บปวดนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน โซเฟีย ตัวแทนชุมชนผู้ลุกขึ้นคัดค้านการทำเหมืองหิน ในงานเวิร์กช็อปด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ประสบการณ์ของเธอสะท้อนว่า ทุกลายเซ็นและการตัดสินใจของภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจา แต่ส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อวิถีชีวิต การทำมาหากิน ทรัพยากรในท้องถิ่น ไปจนถึงความสัมพันธ์ของผู้คนที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ชุมชนของเธอร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งมิติทางวัฒนธรรม โบราณสถาน ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรอันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสื่อสารให้เห็นว่า ทำไมพื้นที่ที่เธออยู่จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังจากภาครัฐและภาคธุรกิจ นั่นก็เพราะว่าของดีในพื้นที่ วิถีชีวิต และพืชผลทางการเกษตร พวกนี้ไม่ได้โตขึ้นมาได้เอง แต่ต้องอาศัยทั้งดิน น้ำ อากาศ แสงแดด และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ฉะนั้น การลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่เป็นการปกป้องปากท้อง อาชีพ และอนาคตของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ในระยะยาว
เสียงของโซเฟียเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเวิร์กช็อป “Sustaining MHREDD Momentum in Asia: Sharing Regional Strategies for Resilient Campaigns and Lessons from the EU’s CSDDD” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 8 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เกาหลีใต้, สำนักงานเลขาธิการระหว่างประเทศ, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่าย KTNC Watch
เวทีนี้ตั้งใจเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มาแลกเปลี่ยนกลยุทธ์การผลักดันกฎหมาย “การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านภาคบังคับ (MHREDD)” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะบีบให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ทั้งการตรวจสอบ ป้องกัน และเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยมีหัวใจสำคัญคือการหาแนวทางร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้เกิดกติการะดับสากลที่คุ้มครองชีวิตผู้คนได้จริง และจะพากระแสการรณรงค์นี้ก้าวข้ามอุปสรรคไปได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อร่างกฎหมายยังไกลตัว: ทำอย่างไรให้กติกาใหม่ตอบโจทย์ชีวิตผู้ได้รับผลกระทบจริง
แม้ข้อสรุปจากกลุ่มย่อยทั้ง 6 กลุ่มจะเริ่มต้นจากมุมมองที่ต่างกัน แต่สุดท้ายเกือบทุกกลุ่มกลับมาเจอโจทย์เดียวกัน นั่นคือ “ระยะห่าง” ระหว่างบทสนทนาเรื่องกฎหมายในห้องประชุม กับชีวิตจริงของคนที่กำลังเดือดร้อนและต้องการความคุ้มครอง
ในกลุ่มที่นำโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีการพูดถึงอุปสรรคตรงหน้า ทั้งเรื่องงบประมาณสนับสนุนชุมชนที่ลดลง ช่องว่างหรือช่องโหว่ของความรับผิดชอบของรัฐ โดยเฉพาะเวลาที่รัฐเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการธุรกิจเอง ไปจนถึงการมีกำแพงใหญ่อย่าง “ภาษากฎหมาย” ที่เข้าถึงและเข้าใจยากเพราะมีแต่ศัพท์เฉพาะที่คนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ทำให้ข้อเสนอเน้นไปที่การกลับมาฟังเสียงชุมชนเป็นหลัก เปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมพัฒนาร่างกฎหมายตั้งแต่แรก และย่อยเนื้อหาให้ง่ายพอที่ผู้ได้รับผลกระทบจะนำไปใช้ปกป้องสิทธิของตัวเองได้จริง
ส่วนกลุ่มที่คุยเรื่องการสร้างแรงสนับสนุนจากสังคม ชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปยังรับรู้เรื่องนี้น้อยมากกว่าที่ควร เพราะเต็มไปด้วยคำศัพท์เทคนิคเช่นกัน แถมยังมีความกังวลว่ากฎหมายจะกระทบต่อเศรษฐกิจหรือการจ้างงานหรือไม่ ทำให้ผู้เข้าร่วมเสนอให้เน้นเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์จริงของผู้คนในพื้นที่ ควบคู่กับการอธิบายประโยชน์ของกฎหมายให้ชัดเจน พร้อมทำสื่อรณรงค์ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คนในสังคมรู้สึกเชื่อมโยงและอยากเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
ข้อเสนอทั้งหมดนี้กำลังชวนคนทำงานรณรงค์ให้กลับมาตอบคำถามพื้นฐานที่สุดให้ได้ว่า ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน บริษัทจะต้องเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร ชุมชนจะเข้าถึงข้อมูลและเข้ามามีส่วนร่วมได้ตั้งแต่ตอนไหน และถ้าเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะรับผิดชอบ แล้วชาวบ้านจะเรียกร้องความยุติธรรมได้อย่างไร
เพราะมีเพียงคำตอบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเท่านั้น ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่และคนในสังคมประเมินได้ด้วยตัวเองว่า กฎหมายฉบับนี้ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาแล้วหรือยัง
ความรู้และเครือข่ายต้องเข้าถึงได้ และต้องพร้อมคุ้มครองคนที่ใช้
ในกลุ่มที่อภิปรายเรื่องความรู้และข้อมูล มีข้อเสนอให้เชื่อมโยงทรัพยากรที่มีอยู่เข้าด้วยกันผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนหรือแพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง โดยต้องคำนึงถึงความหลากหลายทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี
ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมช่องทางออฟไลน์สำหรับคนที่ไม่สะดวกใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิง ชนพื้นเมือง และกลุ่มคนที่มักถูกมองข้าม เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบพื้นที่เหล่านี้ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน กลุ่มนี้ยังตั้งคำถามสำคัญถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบในการเก็บรักษาข้อมูล เพราะข้อมูลที่ได้จากในพื้นที่มักผูกติดอยู่กับชีวิตและความเสี่ยงของคนทำงาน ส่วนอีกกลุ่มเสนอให้สร้างเครือข่ายที่มีผู้ประสานงาน หรือจุดติดต่อที่ชัดเจนแยกตามภาคส่วน เพื่อเชื่อมเรื่องราวความเดือดร้อนจากระดับฐานราก ไปสู่กลไกขับเคลื่อนในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับสากล พร้อมๆ กับการมีระบบสนับสนุนทั้งด้านกฎหมาย การคุ้มครองความปลอดภัย และความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างเครือข่ายที่ทำได้จริงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะต้องจับต้องได้และต้องตอบโจทย์การทำงานในชีวิตจริงได้ว่า ในโมงยามที่ชุมชนต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะติดต่อใคร ใครจะเป็นคนรับไม้ต่อเพื่อติดตามเรื่อง และมีทรัพยากรเพียงพอที่จะหนุนหลังให้คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่องหรือไม่
ใครมีอิทธิพลต่อกติกา และใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบ
อีกหนึ่งกลุ่มย่อยได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสมดุลอำนาจ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาครัฐ พร้อมเสนอว่าการผลักดันกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลความโปร่งใส และป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเข้มงวด
โดยกลุ่มนี้ได้หยิบยกบทเรียนจากการควบคุมอิทธิพลของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมยาสูบ ภายใต้กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิดเรื่องการจัดตั้ง “หน่วยประสานงานระดับเอเชีย” เพื่อเป็นกลไกกลางในการแลกเปลี่ยนบทเรียน และคอยติดตามความรับผิดชอบของบริษัทข้ามชาติร่วมกัน
ข้อเสนอนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคำถามของกลุ่มอื่นๆ ในเรื่องความรับผิดชอบของรัฐและการบังคับใช้กฎหมายจริงในพื้นที่
เพราะสุดท้ายแล้วนั้น การจะประเมินว่าการผลักดันกฎหมายมีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน ย่อมไม่ได้ดูกันแค่ที่ตัวอักษรในร่างกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องดูไปถึงกระบวนการที่เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ รวมถึงศักยภาพในการตรวจสอบและคานอำนาจผู้มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ให้กติการะดับสากลกลายเป็นเพียงเครื่องมือของฝั่งทุนฝ่ายเดียว
บทเรียนเกาหลีใต้และยุโรป: สร้างแรงสนับสนุนและรักษาการคุ้มครอง
ประสบการณ์การรณรงค์จากเกาหลีใต้ ช่วยฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นถึงวิธีทำให้เรื่องกฎหมายเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน โดยในบทสัมภาษณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 จี ยุน คัง ทนายความและสมาชิกเครือข่าย KTNC Watch เล่าว่าหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนไม่ได้มีแค่การทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภาในสภาเท่านั้น แต่คือการดึงเรื่องเล่าและประสบการณ์จริงของผู้ได้รับผลกระทบออกมาสื่อสารกับสังคม และชวนสหภาพแรงงานคุยให้เห็นภาพว่า กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาช่วยปกป้องพวกเขาจากการถูกเอื้อประโยชน์และเอาเปรียบในระบบรับเหมาช่วงหลายทอดได้อย่างไร
การสร้างแรงสนับสนุนในสังคมจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งในเชิงเทคนิคกฎหมายและการทำให้คนทั่วไปมองเห็นว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับปากท้องและชีวิตของพวกเขาเอง ขณะที่บทเรียนจากฝั่งสหภาพยุโรป (EU) ยิ่งตอกย้ำว่า การได้มาซึ่งกฎหมายไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลังจากกฎหมาย CSDDD ได้รับการรับรองในปี 2567 ก็ต้องเผชิญกับการปรับแก้เนื้อหาผ่านกระบวนการ Omnibus ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
ในช่วงเวลานั้น แอมเนสตี้และภาคประชาสังคมต้องรวมกำลังกันอย่างหนักเพื่อคัดค้านไม่ให้เกิดการลดทอนมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่เครือข่าย European Coalition for Corporate Justice ก็ย้ำเตือนว่าการนำกฎหมายไปปรับใช้จริงในแต่ละประเทศและการบังคับใช้ให้มีผลในทางปฏิบัติ ยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องจับตาอย่างไม่คลาดสายตา
ประสบการณ์จากทั้ง 2 ฟากฝั่งสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า การผลักดันกฎหมายเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย จะสำเร็จและยั่งยืนได้ ไม่ใช่แค่การมีร่างกฎหมายที่บอกว่าทุกๆ อย่างจะดีขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีอะไรการันตีในเรื่องนี้ แต่จะต้องอาศัย “การสนับสนุนจากภาคประชาชน” ที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า เรากำลังเรียกร้องอะไรอยู่ ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าเจตจำนงในการคุ้มครองชีวิตผู้คน จะไม่ถูกลดทอนหรือสูญหายไปในระหว่างทาง
จากห้องประชุมกลับไปสู่ชุมชน: เมื่อกติกาต้องเริ่มจากชีวิต และจบลงด้วยการคุ้มครอง ‘บ้าน’
ข้อเสนอจากทั้งหกกลุ่มยังเป็นเพียงแนวคิดที่ต้องนำไปพัฒนาต่อ แต่สิ่งที่ปรากฏซ้ำและส่งเสียงดังที่สุดในการแลกเปลี่ยนตลอดวัน คือความสำคัญของการรับฟังเสียงจากชุมชน การทำให้ข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้จริง การสร้างความร่วมมือที่มีทรัพยากรหนุนหลังอย่างเข้มแข็ง และการสร้างร่มคุ้มครองที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ
สำหรับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ประเด็นเหล่านี้ผูกติดโดยตรงกับงานรณรงค์ HOME หรือ “บ้าน” ซึ่งให้ความสำคัญกับ สิทธิชุมชน และ สิทธิในที่อยู่อาศัย เพราะคำว่าบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการปกป้องผืนดิน ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และวิถีชีวิตของผู้คนไม่ให้ถูกพรากไป
การทำงานเรื่องความรับผิดชอบของภาคธุรกิจจึงไม่อาจตั้งต้นจากห้องประชุมหรือผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากประสบการณ์ตรงและข้อเรียกร้องของชุมชนเป็นหลักรวมอยู่ด้วย แล้วจึงมาร่วมกันพิจารณาว่า เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกติกา กระบวนการตัดสินใจ หรือมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างไรให้เป็นธรรมและจับต้องได้จริง
โซเฟียนำความรู้และภูมิปัญญาเกี่ยวกับบ้านของเธอมาสู่เวทีระดับภูมิภาค ทั้งเรื่องราวของแหล่งทำกิน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสมบัติทางธรรมชาติที่ผู้คนพึ่งพาอาศัยมาหลายชั่วอายุคน ความท้าทายสำคัญต่อจากนี้ คือการร่วมกันผลักดันให้ความรู้และเสียงจากฐานรากนั้นมีน้ำหนักมากพอในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจของภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขที่ปลอดภัย ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ยืนหยัดปกป้องที่อยู่อาศัย และเรียกร้องความรับผิดชอบได้อย่างมั่นใจโดยปราศจากการคุกคาม
เพราะเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ และส่งผลต่อคนในพื้นที่อย่างจังเท่านั้น กฎหมาย กติกา และความร่วมมือทั้งหมดที่พูดคุยกันในห้องประชุม จึงจะกลายเป็นเครื่องมือที่มีความหมายและปกป้องชีวิตของคนในชุมชนได้เต็มภาคภูมิ


