การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์มีกี่แบบ เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือบูลลี่รูปแบบใหม่

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เพียงปีเดียว ศูนย์แห่งชาติเพื่อเด็กหายและถูกฉวยประโยชน์ (NCMEC) ของสหรัฐฯ ได้รับรายงานภาพล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่สร้างขึ้นด้วย AI พุ่งขึ้นไปถึง 440,000 เคส จากเดิมที่มีเพียง 4,700 เคสตลอดทั้งปี 2023 ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยจำกัดอยู่แค่ถ้อยคำและภาพถ่ายจริง กลายเป็นเครื่องมือที่ใครก็สามารถใช้สร้างความเสียหายที่สมจริงอย่างยากจะหักล้างได้ภายในไม่กี่วินาที

ไซเบอร์บูลลี่คืออะไร?

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ หรือไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) คือการกระทำที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์เพื่อทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว อับอาย หรือรู้สึกไร้ค่า ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประจาน การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น การแบล็กเมล์ การหลอกลวง หรือการสร้างข่าวปลอมเพื่อโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากใครอยากทำความเข้าใจรูปแบบดั้งเดิมเหล่านี้อย่างละเอียด แอมเนสตี้เคยอธิบายไว้แล้วในบทความ Cyberbullying: การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่คุ้นเคยแต่ไม่ควรคุ้นชิน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ที่ถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนทั้งขนาด ความเร็ว และความสมจริงของการกระทำเหล่านี้ไปพร้อมกัน

ทำอย่างไรเมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งรูปแบบใหม่

Deepfake: ภาพและคลิปปลอมที่แยกไม่ออกจากของจริง

Deepfake คือภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ AI สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบใบหน้าหรือเสียงของบุคคลจริง งานวิจัยของ RAND Corporation ที่สำรวจผู้บริหารโรงเรียนในสหรัฐฯ พบว่า 13% ของโรงเรียนเคยเจอเหตุการณ์กลั่นแกล้งที่เกี่ยวข้องกับ deepfake ในช่วงปีการศึกษา 2023-2025 โดยพบมากเป็นพิเศษในโรงเรียนมัธยม ตัวอย่างที่เป็นข่าวคือกรณีในรัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ ตัวอย่างการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในโรงเรียนที่ภาพ deepfake ของนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกสร้างขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วโรงเรียนมัธยม โดยผู้เสียหายไม่รู้ตัวมาก่อนจนกว่าภาพจะถูกแชร์ไปในวงกว้างแล้ว

ปริมาณของ deepfake ที่หมุนเวียนอยู่บนโลกออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน จากราว 500,000 ชิ้นในปี 2023 เป็นประมาณ 8 ล้านชิ้นในปี 2025 สะท้อนว่าเครื่องมือเหล่านี้เข้าถึงง่ายขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคเหมือนในอดีต

การปลอมเสียงด้วย AI (Voice Cloning)

ไม่ใช่แค่ภาพเท่านั้นที่ถูกปลอมได้ เสียงของคุณก็เช่นกัน ในประเทศไทยเอง ศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง Thai PBS Verify ได้ออกมาเตือนถึงกลโกงที่ใช้ AI ปลอมเสียงคนในครอบครัวเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งเทคโนโลยีเดียวกันนี้สามารถถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปลอมเสียงใครสักคนไปพูดสิ่งที่เขาไม่เคยพูด แล้วนำคลิปไปเผยแพร่เพื่อทำลายชื่อเสียงหรือสร้างความเข้าใจผิดในหมู่เพื่อนหรือคนรู้จัก

แชทบอทที่เลียนแบบตัวตนคนจริง

รูปแบบที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือการใช้แชทบอท AI แอบอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อคุกคาม ในสหรัฐฯ มีคดีที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นคดีแรกในลักษณะของการกลี่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เมื่อชายคนหนึ่งใช้ข้อมูลส่วนตัวของอดีตเพื่อนหญิงคนหนึ่งมาป้อนให้แชทบอทที่เขาสร้างขึ้น เพื่อให้แชทบอทสวมรอยเป็นเธอสนทนากับคนแปลกหน้าในเชิงชักชวนทางเพศ จนมีคนไม่รู้จักขับรถไปที่บ้านของเธอจริง เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องมาหลายปีก่อนที่ทางการจะจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ และแสดงให้เห็นว่า AI ทำให้การขโมยตัวตนไปใช้ก่อความเสียหายทำได้ในสเกลที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

เนื้อหาปั่นกระแสเกลียดชังที่ผลิตซ้ำได้ไม่จำกัด

นอกเหนือจากการโจมตีรายบุคคล AI ยังถูกใช้ผลิตเนื้อหาแสดงความเกลียดชังหรือข้อมูลบิดเบือนจำนวนมากในเวลาอันสั้น ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เคยบันทึกไว้แล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศผ่านการใช้เทคโนโลยี (Technology-facilitated gender-based violence: TfGBV) ซึ่งครอบคลุมทั้งการบิดเบือนข้อมูล การดูหมิ่นเหยียดหยาม และการสอดแนม โดย AI เพียงแต่ทำให้การผลิตเนื้อหาเหล่านี้รวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

ไซเบอร์บูลลี่คืออะไร

ทำไม AI ทำให้การกลั่นแกล้งอันตรายกว่าเดิม

ปัญหาสำคัญคือมนุษย์แยกแยะของจริงกับของปลอมที่สร้างด้วย AI ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Florida ที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าความแม่นยำในการแยกแยะภาพ Deepfake ของมนุษย์อยู่ในระดับใกล้เคียงการเดาสุ่ม และผู้เข้าร่วมงานวิจัยเข้าใจผิดว่าภาพปลอมเป็นภาพจริงถึง 69% ของกรณีทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้นักวิจัยเรียกว่า “Truth Bias” หรือแนวโน้มที่มนุษย์จะเชื่อโดยอัตโนมัติว่าสิ่งที่เห็นคือเรื่องจริง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เหยื่อของการกลั่นแกล้งด้วย AI มักถูกซ้ำเติมด้วยความยากลำบากในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

กฎหมายเองก็ยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ยอมรับว่ากฎหมายไทยที่ใช้ป้องปรามการใช้ Deepfake ในทางมิชอบยังไม่เข้มข้นเท่าประเทศอื่น แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้วจะยังสามารถนำมาใช้ฟ้องร้องเอาผิดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวเชิงบวกเกิดขึ้น เมื่อร่างแก้ไขกฎหมายฉบับใหม่ มาตรา 284/7 ได้เริ่มครอบคลุมถึงการใช้ AI ตัดต่อภาพลามกเพื่อนำไปข่มขู่กรรโชก โดยกำหนดบทลงโทษสูงสุดถึง 15 ปีหากผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญ แม้ยังมีช่องว่างสำหรับผู้เสียหายกลุ่มอื่นที่กฎหมายยังไปไม่ถึง

ในทางสิทธิมนุษยชน การกลั่นแกล้งด้วย AI ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว สิทธิที่จะปลอดจากความรุนแรง และสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีโดยไม่ต้องหวาดกลัว เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกว่าตัวตนของตนเองอาจถูกขโมยไปสร้างความเสียหายได้ทุกเมื่อ หลายคนเลือกที่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิในการมีส่วนร่วมทางสังคมของพวกเขาไปด้วย

เราจะป้องกันและรับมือได้อย่างไร

แม้สถานการณ์จะดูน่ากังวล แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทำได้เพื่อปกป้องตนเองและคนรอบข้าง:

  • เก็บหลักฐานทันที จับภาพหน้าจอ บันทึกลิงก์ และวันเวลาที่พบเนื้อหา ก่อนที่เนื้อหานั้นจะถูกลบหรือแก้ไข
  • แจ้งแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่มีช่องทางรายงานเนื้อหาที่สร้างด้วย AI โดยเฉพาะ ซึ่งมักดำเนินการได้เร็วกว่าการรายงานเนื้อหาทั่วไป
  • แจ้งความ ผ่านกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หรือสายด่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • ไม่ตัดสินหรือแชร์ต่อ หากพบเห็นเนื้อหาลักษณะนี้เกี่ยวกับผู้อื่น การไม่ส่งต่อคือวิธีง่ายที่สุดที่ทุกคนช่วยลดความเสียหายได้ทันที

ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่หยุดยั้งไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้จริงคือกฎหมายที่ทันสมัยกว่านี้ แพลตฟอร์มที่รับผิดชอบมากขึ้น และสังคมที่ตระหนักรู้เท่าทัน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หากเราร่วมกันผลักดัน

คำถามที่พบบ่อย เมื่อพบการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์

Q: ไซเบอร์บูลลี่ต่างจากการกลั่นแกล้งด้วย AI อย่างไร? 

ไซเบอร์บูลลี่แบบดั้งเดิมมักอาศัยถ้อยคำ ภาพถ่ายจริง หรือข้อมูลที่มีอยู่แล้วของเหยื่อ ส่วนการกลั่นแกล้งด้วย AI คือการสร้างภาพ เสียง หรือบทสนทนาปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทำให้พิสูจน์ความจริงได้ยากกว่าและสร้างความเสียหายได้เร็วกว่าเดิมมาก

Q: ภาพหรือคลิป deepfake ผิดกฎหมายไทยหรือไม่? 

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับ deepfake โดยตรง แต่สามารถเอาผิดได้ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และหากเข้าข่ายการข่มขู่กรรโชกด้วยภาพลามก ร่างแก้ไขมาตรา 284/7 จะครอบคลุมกรณีนี้โดยเฉพาะเมื่อมีผลบังคับใช้

Q: ถ้าถูก AI สร้างภาพหรือคลิปปลอมของตัวเอง ควรทำอย่างไรก่อน? 

เก็บหลักฐานให้ครบก่อนเนื้อหาจะถูกลบ แจ้งแพลตฟอร์มที่เนื้อหาถูกเผยแพร่ให้ลบออก และแจ้งความกับ บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ควรลบหลักฐานทิ้งเองก่อนแจ้งความ

Q: เด็กและเยาวชนเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งด้วย AI มากกว่าคนทั่วไปจริงหรือไม่? 

จากข้อมูลของ RAND และ NCMEC พบว่าโรงเรียนมัธยมเป็นพื้นที่ที่พบเหตุการณ์ Deepfake บูลลี่ หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์มากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเยาวชนเข้าถึงแอปพลิเคชัน AI ได้ง่ายและอาจไม่ตระหนักถึงผลกระทบทางกฎหมายและจิตใจที่ตามมา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพการแสดงออกในโลกออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานของเราด้านความรุนแรงทางออนไลน์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้พื้นที่ดิจิทัลปลอดภัยสำหรับทุกคน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้

บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้ 

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน