คุณเคยคิดไหมว่า ถ้าวันหนึ่งการพูดในสิ่งที่คิดจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องกลัว เราจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ที่มีเจตนารมณ์เสรีได้อยู่ไหม หากต้องอยู่ในสังคมเช่นนั้น?
ในหลายสังคมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของผู้คนอยู่เสมอ สำหรับสิรภพ หรือ “ขนุน” อดีตนักเคลื่อนไหวและแกนนำนักศึกษาในช่วงการชุมนุมประท้วงปี พ.ศ.2563 คำถามดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำถามทางการเมืองหรือสิทธิมนุษยชน แต่เป็นคำถามที่เขาต้องเผชิญด้วยตัวเองตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีของการต่อสู้คดี และยังคงติดตามเขาออกมานอกกำแพงเรือนจำจนถึงปัจจุบัน
ตามมาตรฐานระหว่างประเทศแล้ว การเห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม แต่ในประเทศไทยการเห็นต่างสามารถกลายเป็นคดีอาญาที่มี “ราคา” มหาศาล ทั้งต่อการศึกษา โอกาสในการทำงาน อนาคต และความรู้สึกปลอดภัยของผู้คน
ขนุนเริ่มสนใจการเมืองและงานด้านความยุติธรรมจากบทสนทนาเล็ก ๆ ในงานเปิดบ้านแนะแนวการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ในเวลานั้นเขาจะยังไม่เข้าใจว่าการเมืองคืออะไร แต่คำพูดของทีมงานคนหนึ่งที่บอกว่า “น้องไม่ได้โง่ น้องแค่ไม่รู้ น้องรู้ได้ น้องแค่อ่าน น้องยังตามทันได้” กลับกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาเริ่มสนใจปัญหาทางสังคมและการเมืองรอบตัว จนตัดสินใจเข้าศึกษาด้านรัฐศาสตร์ และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเพื่อสานต่อความสนใจในการทำความเข้าใจกระบวนการเคลื่อนไหวในสังคมและระบบงานยุติธรรม
แต่เส้นทางที่เขาตั้งใจเดินกลับต้องหยุดชะงักลงจากการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จากการชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังรัฐสภาตีตกร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนและมีการสลายการชุมนุมที่รัฐสภาในวันก่อนหน้า
ขนุนถูกฟ้องในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 และถูกจำคุกครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ก่อนจะได้รับการประกันตัวในอีก 3 วันต่อมา จากนั้นเขาต่อสู้คดีมาโดยตลอดจนศาลมีคำพิพากษาในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลาต่อสู้คดีกว่า 4 ปี นอกจากคดีนี้ ขนุนยังถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 คดี ทั้งจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกยกฟ้องทั้งหมด 5 คดี และเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดตามมาตรา 112 เพียงคดีเดียว แต่บาดแผลของคดีไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ศาลมีคำพิพากษา
“หลัก ๆ เลยกระทบเรื่องเรียน เพราะตอนนั้นอยู่ช่วงวัยเรียน อายุ 19–20 กว่า ๆ ตั้งแต่เริ่มโดนจนพิพากษาก็อายุ 23 แล้ว ต้องเสียเวลาเรียน ต้องไปขึ้นศาล ไปโรงพัก ไปสำนักงานอัยการ เสียค่าเดินทาง เสียกำลังใจ มันเหนื่อยเพราะไปบ่อย”
การต่อสู้คดีทำให้ชีวิตของเขาต้องถูกแขวนไว้กับกระบวนการยุติธรรมเป็นเวลาหลายปี การถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศทำให้โอกาสในการไปดูงานหรือพูดในต่างประเทศต้องหายไป และบางครั้งเพียงการรู้ว่าตัวเองอาจไม่สามารถเดินทางได้ ก็ทำให้เขาตัดสินใจไม่สมัครหรือไม่รับโอกาสเหล่านั้นตั้งแต่ต้น
นอกจากผลกระทบต่อการเรียนและโอกาสในชีวิต ขนุนและครอบครัวยังต้องเผชิญกับการถูกติดตามและสอดส่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมายังบ้านของเขา รวมถึงการถูกจับตามองบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการเปิดเผยในรัฐสภาว่าเขามีรายชื่ออยู่ในรายการบุคคลเฝ้าระวังของ กอ.รมน. ในปี พ.ศ. 2564 และ 2565
ความรู้สึกหวาดระแวงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่มีการชุมนุมหรือวันที่ต้องขึ้นศาล หากแต่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตตลอดช่วงเวลาที่คดีดำเนินอยู่
“ประเทศย่อส่วน” ภายในโลกของเรือนจำ
แม้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ขนุนก็ยังไม่เคยละทิ้งความสนใจในการทำความเข้าใจระบบงานยุติธรรมและความเป็นไปของสังคม เขายังคงศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และวิเคราะห์โครงสร้างของระบบเรือนจำจากประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอ
ขนุนเปรียบเรือนจำพิเศษกรุงเทพว่าเป็นดั่ง “ประเทศย่อส่วน” มีผู้คุมเป็นผู้ปกครองสูงสุด มีแดนเป็นจังหวัด และมี “บ้าน” เป็นชุมชนที่ผู้ต้องขังรวมกลุ่มกันตามวงสังคมของตัวเอง
จากการสังเกตและวิเคราะห์ระบบภายในเรือนจำ เขามองเห็นความไม่ได้สัดส่วนระหว่างภาระหน้าที่กับงบประมาณที่กรมราชทัณฑ์ได้รับ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นตอที่ทำให้สิทธิของผู้ต้องขังถูกละเลยได้ง่าย เพื่อรักษาความมั่นคงและควบคุมระบบให้เดินต่อไปได้
“ประเทศเรามีชนชั้นยังไง ข้างในนั้นก็เป็นอย่างนั้น มันมีทุกอย่าง แค่มันย่อส่วน พอผู้ต้องขังล้น ระเบียบทุกอย่างที่เป็นเรื่องสิทธิก็ถูกทิ้งไป ต้องเอาความมั่นคงเป็นที่ตั้ง ราชทัณฑ์อยู่ปลายน้ำสุดเลย มันรับทุกอย่างแต่งบประมาณน้อยมาก มันผิดตั้งแต่ต้นน้ำ”
สิ่งที่เขาได้เห็นในเรือนจำจึงไม่ได้ทำให้ความสนใจด้านกระบวนการยุติธรรมของเขาหายไป หากกลับทำให้เขาเห็นโครงสร้างของระบบเหล่านั้นจากอีกด้านหนึ่ง
รัฐบอกว่า “คืนคนดีสู่สังคม” แต่สังคมเปิดโอกาสให้พวกเขากลับมาหรือไม่

เมื่อออกจากเรือนจำ ขนุนยังคงตั้งใจเดินหน้าสู่เส้นทางการทำงานด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรมตามที่เคยฝันไว้ แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากประวัติคดีอาญา
เขาเคยสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่ต้องพบกับข้อบังคับในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทำให้ไม่สามารถสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวได้
เมื่อพยายามสมัครงานด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรม เขาก็ต้องพบกับอุปสรรคในลักษณะเดียวกัน แม้บางสถาบันจะไม่ได้มีปัญหากับการรับผู้ที่มีประวัติคดีทางความคิด แต่เมื่อคดีดังกล่าวถูกบันทึกเป็นคดีอาญา ก็อาจทำให้เกิดข้อจำกัดจากกฎหมายหรือกฎระเบียบที่กำกับดูแลองค์กรนั้น
“รัฐบอกว่า ‘คืนคนดีสู่สังคม’ แต่คุณปิดโอกาสคนเหล่านั้นทุกทาง แล้วเขาจะเป็นคนดีให้คุณได้อย่างไร”
คำถามนี้อาจสะท้อนความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีทางความคิดได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะในขณะที่รัฐพูดถึงการคืนคนสู่สังคม คนเหล่านั้นกลับต้องเผชิญกับระบบที่ยังคงปิดกั้นโอกาสในการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตต่อไป
การสิ้นสุดของคดีจึงไม่ได้หมายความว่าผลกระทบจากคดีจะสิ้นสุดลงด้วยถึงแม้พวกเขาจะไม่ควรต้องถูกดำเนินคดีตั้งแต่ต้นก็ตาม
เพราะแม้จะก้าวออกจากเรือนจำแล้ว ประวัติการถูกดำเนินคดีอาจยังคงติดตามพวกเขาไปในการสมัครงาน การสมัครเรียน และการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต
ถึงอย่างนั้น ขนุนยังคงเดินหน้าต่อไป ปัจจุบันเขากำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน โดยเฉพาะขบวนการเยาวชนในช่วงปี พ.ศ. 2563–2564 และพัฒนาตัวเองในฐานะนักวิชาการที่พยายามทำความเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากย้อนกลับไปมองสิ่งที่ขนุนต้องเผชิญ เราอาจกล่าวได้ว่าคดีทางความคิดได้ทิ้งร่องรอยของ “แผลเป็น” ที่ไม่จำเป็นเอาไว้
เพราะการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบพึงเป็นสิ่งที่รัฐต้องรับประกันและปกป้องผู้คนที่ใช้สิทธิดังกล่าวจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่การสร้างระบบที่ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียโอกาสในชีวิตไปอย่างเป็นระบบ
แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?
เพื่อย้ำว่าไม่ควรมีใครต้องเผชิญกับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิในเสรีภาพเหล่านั้นตั้งแต่ต้น แอมเนสตี้ ประเทศไทยภายใต้แคมเปญ RESIST และลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ผ่านการรณรงค์เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดยความร่วมมือกับเครือข่าย เราขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันว่าสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงต้องกระทำได้โดยได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐ ผ่านช่องทางดังนี้
- ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งออกโดยคณะรัฐประหารเพียง 15 วันหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 และมีส่วนในการเพิ่มโทษความผิดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกในหลายมาตรา รวมถึงมาตรา 112 โดยมีเป้าหมายรวบรวม 50,000 รายชื่อภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 https://decoup6octsins.com/
- ร่วมเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังทางความคิด หรือ เพื่อนในเรือนจำ ผ่านเว็บไซต์โครงการฟรีราษฎร (FREERATSADON) ภายใต้แคมเปญ RESIST ที่รณรงค์เพื่อยืนหยัดต่อต้านการกระทำแบบอำนาจนิยมทุกรูปแบบ โดยจดหมายที่ท่านเขียนจะถูกส่งไปยังผู้ต้องขังทางความคิดเพื่อบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง โดยเขียนได้ที่ https://freeratsadon.amnesty.or.th/
นอกจากนั้นท่านยังสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และร่วมสนับสนุนการทำงานขององค์กรที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังทางความคิดและครอบครัวของพวกเขาอย่าง FreedomBridge ได้ที่ https://freedombridge.network/
และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย และสนับสนุนหรือสมัครสมาชิกเพื่อสนับสนุนงานรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ที่ https://www.amnesty.or.th/
ภาพประกอบบทความโดย Sa-ard สะอาด


