ทำไมต้องส่งเสียงเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิในที่ดินทำกิน? : คุยกับพชร คำชำนาญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนรุ่นใหม่ และอดีตกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ชาติพันธุ์

ปี 2568 เป็นปีแรกที่เรามี “กฎหมายชาติพันธุ์” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย หลังพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568

โดย “กฎหมายชาติพันธุ์” นั้น มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมส่งเสริมศักยภาพ และสร้างความเสมอภาค

แม้จะมีกฎหมาย แต่ไม่ได้แปลว่าการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิในที่ดินทำกินจะสิ้นสุดลง เพราะถึงแม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีการระบุสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ แต่ยังไม่ครอบคลุมนิยามของ “ชนเผ่าพื้นเมือง” รวมถึงในระหว่างกระบวนการเดินทางของร่างพ.ร.บ. สู่การประกาศใช้เป็นกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติโหวตคว่ำ มาตรา 27 ของร่างดังกล่าว ซึ่งพูดถึงสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ ในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์  

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เช่นกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ที่มีผู้พบเห็นเขาครั้งสุดท้ายที่ด่านมะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเขาด้วยข้อกล่าวหาครอบครองน้ำผึ้งป่า ไม่กี่วันก่อนที่เขาจะยื่นถวายฎีกา เรียกร้องสิทธิและการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับผืนป่าแก่งกระจาน ในปี 2557 

รวมถึงการถูกดำเนินคดีอาญาจากการชุมนุมประท้วง หรือความพยายามที่จะกลับไปยังที่ดินทำกินดั้งเดิมของบรรพบุรุษ การถูกสังหารนอกกฎหมายด้วยอคติทางชาติพันธุ์ และการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงเพราะเขาออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชน 

การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับพวกเขา สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และชุมนุมประท้วงในเรื่องความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติระหว่างรัฐกับประชาชนจะต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญา พวกเขายังถูกติดตามและคุกคาม โดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย 

สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร  และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน

ไม่ใช่เพียงแค่ชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้นที่ยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิตจากการถูกบังคับไล่รื้อ การสูญเสียที่ดินทำกิน และผลกระทบจากโครงการพัฒนา การลงทุน และการจัดการทรัพยากรที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน 

โดยการละเมิดสิทธิเหล่านี้สะท้อนผ่านสถานการณ์การชุมนุมที่แอมเนสตี้ได้เก็บข้อมูลตลอดปี 2568 ที่ระบุว่า การชุมนุมประท้วงด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) เป็นประเด็นที่มีการชุมนุมประท้วงมากที่สุดของปี รวมอย่างน้อย 85 การชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น การชุมนุมต่อต้านเหมืองแร่โปแตช โดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด   การชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  (SEC)  และ การชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพีมูฟ (P-Move)

แม้พวกเขาจะส่งเสียงต่อการละเมิดสิทธิ แต่เมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ กลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี หรือการถูกตีตราว่าเป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา ในแคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ ประเทศไทย ยังพบกับสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร  และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  • การบังคับไล่รื้อและการบังคับโยกย้ายชุมชนโดยขาดการปรึกษาหารืออย่างมีความหมายและการเยียวยาที่เหมาะสม
  • การบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลให้ชุมชนดั้งเดิม ชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนชาติพันธุ์ สูญเสียสิทธิที่ดินหรือถูกดำเนินคดี
  • การดำเนินโครงการโดยขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน
  • การขาดกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพราะยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เราไม่อยากให้คุณลืม 

เราจึงชวน พชร คำชำนาญ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาเล่าให้ฟัง ผ่านเรื่องที่คุณอาจเคยเข้าใจชนเผ่าพื้นเมืองผิด

ประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง? 

ไม่จริง 

“ที่จริงประเทศไทยมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง มากถึง 60 กลุ่ม เป็นอย่างน้อย จำนวนประชากรเกิน 6 ล้านคน นั่นหมายความว่าประชากรประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ของประเทศไทย เป็นพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” 

ขณะที่ทั่วโลก มีชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 5,000 กลุ่ม คิดเป็นจำนวนประชากรราว 476 ล้านคน หรือประมาณ 6.2% ของประชากรโลก พวกเขากระจายตัวอยู่ในกว่า 90 ประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลกและพูดภาษามากกว่า 4,000 ภาษา โดยชนเผ่าพื้นเมืองส่วนใหญ่ประมาณ 70% อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย 

ชนเผ่าพื้นเมืองอยู่แค่ในป่า? 

ไม่จริง 

“ชนเผ่าพื้นเมืองมีถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 4 ที่ 

หนึ่ง คือพื้นที่ป่า ชัดเจนว่ามีแค่สองกลุ่มเท่านั้น คือกลุ่มพี่น้องมานิ (มันนิ) และมละบริ (มลาบรี) ครับ 

สอง อาศัยในพื้นที่สูง กลุ่มนี้แหละที่ถูกเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนที่บุกรุกป่า เช่น พี่น้องกะเหรี่ยง ลาหู่ อาข่า และลีซู เป็นต้น 

สาม พี่น้องในแถบชายทะเล กลุ่มนี้เราจะเรียกว่ากลุ่มพี่น้องชาวเล ซึ่งมีอยู่สามกลุ่มย่อย คืออุรักลาโว้ย (อุลักลาโวยจ) มอแกลน และมอแกน 

สี่ คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยปนเปอยู่ในเขตเมือง เช่นพี่น้องไทใหญ่ พี่น้องมอญ เป็นต้น ที่อาศัยอยู่ในเมือง”

“ฉะนั้นการบอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในป่าเท่านั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด” 

ไร่หมุนเวียนคือไร่เลื่อนลอย? 

ไม่จริง 

“เคยเห็นตั้งแต่สมัยเรียนเนอะครับ วิชาสังคมศึกษาจะชอบบอกว่าพื้นที่ป่าหายไปเพราะการทำไร่เลื่อนลอยของพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองใช่ไหมครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนมาก แล้วก็อยู่คู่กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน 

“จริง ๆ แม้กระทั่งในระดับโลกเองเนี่ยเขาก็ยอมรับนะครับว่ารูปแบบไร่หมุนเวียนเนี่ยเป็นรูปแบบหนึ่ง ในการทำเกษตรบนพื้นที่สูง ที่ถือว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตแล้วก็ระบบนิเวศในพื้นที่ป่าด้วยนะครับ ซึ่งตอนเนี้ยประเทศไทยก็ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังดำรงวิถีในการทำไร่หมุนเวียน ที่ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยเหมือนที่ใคร ๆ พยายามทำให้พวกเราเชื่อแบบนั้น” 

ไร่หมุนเวียนคือวิถีชีวิตดั้งเดิม และต่อยอดมาสู่ความมั่นคงทางอาหารของพี่น้องปกาเกอะญอในหลากหลายพื้นที่ รวมถึงเป็นการทำการเกษตรที่ยึดโยงไว้กับวิถีทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพื้นที่ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์จากรุ่นสู่รุ่น 

สอดคล้องกับวิถีชีวิตและลักษณะร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก คือการที่ชนเผ่าพื้นเมืองนั้นมีความสัมพันธ์พิเศษกับดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน  อย่างไรก็ตาม การถูกเลือกปฏิบัติกลับกลายเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมชนเผ่าพื้นเมืองกว่าร้อยละ 15 ของโลก มีสถานะที่ยากจนที่สุด อีกทั้งชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกยังต้องเผชิญกับกับสภาพที่ไม่มีดินแดนสำหรับที่พักอาศัย ขาดสารอาหาร และเกิดการพลัดถิ่นภายในประเทศที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ 

ขณะที่เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เคยกล่าวไว้ในวงสนทนา “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมใจแผ่นดิน แผ่นดินกลางใจปกาเกอะญอ” ในวันที่ 17 เมษายน 2565  ว่า

  “ไร่หมุนเวียนมันเป็นรอบผลิตทั้งปี ที่มันยึดโยงจารีตวิถีวัฒนธรรม มันอธิบายผ่านการผลิตข้าว การปลูก ข้าวไร่ ก่อนปลูก ระหว่างปลูกจะมีการคุยกันในชุมชนว่า จุดไร่ จุดยังไง ต้องจุดช่วงไหน ความร้อนถึงจะไม่ลุกลาม กันไฟยังไง โดยบริบทสังคมไม่สามารถมีเงินไปซื้อไปเหมาไปจ้างระบบผลิตแบบกระแสหลักที่เป็นเครื่องจักรปุ๋ยเคมีเข้ามา และมีการใช้หลากหลายเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่สอดคล้องกับพื้นที่ลงไปในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ระยะกลางร่วมกับข้าว กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ จนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ก็จะมีความเชื่อจะมีการเลี้ยงผูกข้อมือแล้วก็เอาข้าวกับเมล็ดพันธุ์ไปแบ่งปัน

การที่คนอยู่กับธรรมชาติ คือการทำลายป่า และการทำลายทะเล

ไม่จริง 

“ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีพื้นที่ป่าประมาณ 60-70% ของพื้นที่จังหวัด ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีพื้นที่ป่าสูงเกือบจะ 90% ของพื้นที่จังหวัด ในพื้นที่เหล่านั้นมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทั้งสิ้นครับ

โดยจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ป่าประมาณ 9,422,762.41 ไร่ ขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ป่าประมาณ  7,978,039.52 ไร่ 

“ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนมาก ๆ เลยครับว่า ยิ่งถ้ามีคนอยู่ในป่า แล้วสามารถจัดการป่าได้เท่าไหร่ พื้นที่ป่าก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น 

“ฉะนั้นการบอกว่าป่าหายไปเพราะคนอยู่กับป่าเนี่ยจึงไม่เป็นความจริงเสมอไป เป็นการเหมารวมเกินไป เพราะว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่เขาสามารถจะอยู่กับป่า ดูแลป่าได้จริง ๆ

“ส่วนสองถ้าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลซึ่งอยู่ในพื้นที่ทางทะเล อยู่กับทะเล เป็นทำลายทะเล จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้พื้นที่ทะเลเสื่อมโทรมไปคือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ครับ 

“หรือว่าในบริเวณชายหาดที่เสื่อมโทรมไปเนี่ยก็เกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยว การไปประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลทับ แล้วเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวต่างหากนะครับที่ทำให้ปัญหาขยะระบาด หรือทำให้ปัญหาทรัพยากรปะการังเสื่อมโทรม เพราะว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับทะเลเขาก็คงไม่อยากจะทำลายแหล่งขุมทรัพย์ แหล่งทรัพย์สิน แหล่งหากินของตนเองครับ เพราะว่าการหากินของเขาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทางทะเลเขาก็เลยจะต้องมีการดูแลทะเล เลยเป็นความคิดที่เป็นการเหมารวมจนเกินไป แล้วก็เป็นความคิดที่ไม่เป็นไปตามความจริงครับ”

การประกาศอุทยาน คือการอนุรักษ์ธรรมชาติ?

ถูกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกส่วนหนึ่ง

“ถ้าไปดูประวัติศาสตร์การจัดการป่าไม้จริง ๆ อุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่ตั้งขึ้น คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมีกฎหมายอุทยานฉบับแรกในปี 2504 ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์  ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทำการอนุรักษ์ เป็นจุดสืบเนื่องมาจากยุคที่มีการเปิดสัมปทานป่าไม้ 

“เราจะเห็นว่า พอมีการประกาศอุทยานในพื้่นที่อุทยานหลายแห่ง ก็มีการสร้างเขื่อน เช่น อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราจะเห็นว่า แม้มีการประกาศอุทยาน แต่ทรัพยากรก็ยังเสื่อมโทรมอยู่ดี

“ส่วนที่บอกว่าใช่ แต่เป็นใช่ แบบผิดรูปแบบ คือหลังจากประกาศปิดป่าในปี 2532 รัฐบาลไทยก็พยายามเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการประกาศอุทยานแห่งชาติ โดยอ้างว่าจะต้องอนุรักษ์พื้นที่ที่มีความเสื่อมโทรม เสื่อมโทรมที่ว่าหมายถึงเสื่อมโทรมจากโครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเหมือง เขื่อน หรือโครงการสัมปทานป่าไม้

“ดังนั้นการอนุรักษ์ในช่วงนั้น คือการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับลงไปเพื่อที่จะฟื้นฟูความเสื่อมโทรม แต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำผิดพลาดมาก ๆ คือการทำแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ ด้วยการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยทำให้ชุมชนต้องหลุดออกจากสิทธิในที่ดินของตัวเอง ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็เป็นการอนุรักษ์ที่ไม่ยั่งยืนอยู่ดี”

เมื่อไล่คนออกจากป่าแล้วชดเชยด้วยการจัดสรรที่ดินใหม่ให้ นั่นคือเพียงพอแล้ว?

ไม่จริง

“ตอนที่มีเรื่องที่แม่ฮ่องสอน (กรณีถนนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวม) มีหลายคอมเมนต์เลยที่พูดว่าก็ตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่า ไม่ใช่ที่ที่คนอยู่ แล้วชุมชนจะไปอยู่ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่ย้ายออกมา

“ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น พื้นที่ตรงนั้นเป็นบ้านเขา เป็นที่อยู่อาศัยของเขานะครับ แล้วเขาก็อยู่ได้อย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศอยู่แล้ว ฉะนั้นการเพียงแค่ย้ายเขาลงมาในเมืองยังไม่จบนะครับ ปัญหาไม่จบครับ ซ้ำร้ายเนี่ยปัญหามันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นด้วย

“ถ้าดูอย่างกรณีที่มีการอพยพแต่เดิม เช่น กรณีชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ถูกอพยพในปี 2539 และ 2554  โดยที่หน่วยงานรัฐก็อ้างว่ามีการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้แล้วข้างล่างแต่สุดท้ายคือชุมชนไม่สามารถอยู่ได้ เพราะพื้นที่ตรงนั้นไม่เหมาะกับการทำกิน รวมถึงเป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของเดิมอาศัยอยู่ ทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่พอกิน และไม่ได้สอดคล้องกับการทำวิถีชีวิต โดยไม่เหมาะกับการทำกินในรูปแบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน 

“ทำให้ตอนนี้ปัญหาจึงรุมเร้าไปที่พี่น้องบางกลอย ให้เป็นกลุ่มคนที่ขาดแคลน ไม่สามารถจัดการตัวเองได้ ไม่สามารถพัฒนาชุมชนของตัวเองได้ ทั้งๆ ที่จริง ๆ แล้ว การให้เขาอยู่ที่เดิม มันเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากกว่ามาก ๆ ครับ” 

ในปี 2564 ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จำนวน 28 คน ถูกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแจ้งความดำเนินจากการที่ชาวบ้าน 37 ครอบครัวลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกลับขึ้นไปทำกินที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมก่อนการถูกอพยพ นอกจากนี้ ในปี 2565 กลุ่ม #Saveบางกลอย ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงเยาวชนอย่างจันทร ต้นน้ำเพชร แม้ภายหลังอัยการจะสั่งไม่ฟ้องก็ตาม 

ถ้ากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองได้บัตรประชาชนแล้ว ก็คือจบแล้ว? 

ไม่จริง 

“การได้บัตรประชาชน ไม่สามารถลบล้างอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้มีกรณีของเด็กหนุ่มชาวกะเหรี่ยงจากจังหวัดกาญจนบุรี ที่ถูกทำร้ายถึงแม้ว่าเขาจะแสดงบัตรประชาชนว่าเขาเป็นคนไทยแล้ว แต่เขาก็ยังคงถูกทำร้ายอยู่ดี

“และแม้คุณจะมีบัตรประชาชนก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ หากคุณถูกเขตป่าของรัฐประกาศทับ กรณีที่เห็นชัดเจนมาก ๆ ในช่วงนี้ ก็คือกรณีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวม ที่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตั้งหมู่บ้านมาและเป็นหมู่บ้านทางการของฝ่ายปกครองแล้ว และมีบัตรประชาชน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้

“การมีกฎหมายชาติพันธุ์แล้วหรือการมีบัตรประชาชนแล้ว ก็ยังไม่สามารถลบล้างอคติที่สังคม หรือหน่วยงานรัฐมองพวกเขาว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนไทย เป็นกลุ่มคนที่ด้อยการพัฒนา หรือเป็นกลุ่มคนที่ต้องถูกเบียดขับออกจากสังคมเราได้ 

“ดังนั้นการได้บัตรประชาชนแล้วยังไม่จบครับ เขายังต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในด้านอื่น ๆ ด้วย”

ผ่านกฎหมายชาติพันธุ์แล้ว ตอนนี้ได้รับสิทธิครบถ้วน?

ไม่จริง

“ถึงแม้กฎหมายฉบับนี้จะระบุสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การไม่ถูกดูถูกเหยียดหยาม สิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิทธิในการจัดการที่ดินทรัพยากร สิทธิในภาษา สิทธิในการจัดการศึกษาของเขา หรือสิทธิที่จะเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน ระบบสาธารณสุขที่ดี การเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ทางสังคม

“แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หน่วยงานรัฐก็ยังไม่ได้เข้าใจเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงอคติที่ฝังหัวอยู่ในหน่วยงานรัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ก็ทำให้สิทธิเหล่านี้ ที่เขียนไว้อย่างครบถ้วนตามกฎหมาย มันไม่ถูกนำไปปฏิบัติใช้จริง ฉะนั้นตอนนี้ยังไม่จบ เรายังจะต้องมีการเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ตามกฎหมายฉบับนี้ ควบคู่ไปด้วยครับ”

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองไม่ใช่คนไทย

ไม่จริง 

“ความเข้าใจผิดอีกอย่าง คือความเข้าใจผิดว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทย เป็นคนต่างด้าว เป็นคนที่มาจากข้างนอก ซึ่ง 60 กลุ่มที่เราบอกไป บางส่วนก็เป็นกลุ่มที่มีการอพยพเข้ามาจริง ๆ บางกลุ่มก็เป็นกลุ่มคนที่อยู่ติดแผ่นดินจริง ๆ ซึ่งเขาเรียกเขาว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์”

ถ้าไม่มีสัญชาติ แปลว่าไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย 

ไม่จริง 

“เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก ๆ เพราะว่ากระบวนการพิสูจน์สิทธิ เพื่อที่จะเข้าสู่การมีสัญชาติ หรือการมีบัตรประชาชน เต็มไปด้วยข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอรัปชั่นกันเองของหน่วยงาน หรือว่าการที่ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงใครว่าหลักฐานในทางวิชาการ หรือหลักฐานทางการของหน่วยงาน 

“ฉะนั้นการที่เขาไม่มีบัตรประชาชนก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่คนไทย และสามารถถูกทำร้ายได้

การเหมารวมด้วยอคติทางชาติพันธุ์ 

“อีกความเข้าใจผิดคือการมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องปัญหาความมั่นคง หรือเรื่องภัยของยาเสพติด เช่น การชอบพาดหัวข่าวว่าพี่น้องม้งค้ายา อันนี้ก็คือไม่เป็นความจริง หรือถึงแม้ว่าจะเป็นความจริง เราก็ควรมองเป็นกรณี 

“ไม่เห็นมีการพาดหัวข่าวว่าคนไทยค้ายาเลยนี่ครับ ฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเรื่องคล้าย ๆ ว่าเป็นความเข้าใจผิดต่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์”

ในปี 2560 ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองลาหู่ และนักกิจกรรม ถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ได้กล่าวอ้างว่าเขาครอบครองยาเสพติดจำนวน 2,800 เม็ด แม้ครอบครัวของเขาจะได้ชดเชยในทางแพ่ง แต่ความยุติธรรมยังมาไม่ถึงในทางอาญา 

รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้สถานการณ์สงครามยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการทรมาน ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บังคับบุคคลให้สูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยสีละ จะแฮ ชนเผ่าพื้นเมืองชาวลาหู่ และหนึ่งในผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในเหตุการณ์นั้นเคยกล่าวไว้ว่า 

‘ผมเคยถูกจับไปขังไว้ในหลุมดินนาน 12 วันเพื่อทรมานในนั้น ตอนอยุ่ในหลุมถูกล่ามโซ่ที่ขากับพี่น้องที่ถูกทรมานหลายคน เท่าที่จำได้ประมาณ 7-8 คนอยู่ในนั้นด้วยกัน ตอนนั้นทรมานมาก ๆ แต่เรื่องของผมถ้าเทียบกับคนอื่นถือว่าน้อยมาก เพราะหลายคนถูกกระทำความรุนแรงเกินกว่าเหตุ บางคนถูกเอากระแสไฟฟ้าช็อตร่างกาย ช็อตอวัยวะเพศ ผมรู้เห็นทั้งหมด ตอนนั้นที่เกิดเหตุประมาณปี 2544 – 2545 ช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่หลานชายหายตัวไป’ 

หลานชายของเขาเป็นหนึ่งในผู้ถูกบังคับให้สูญหายในเหตุการณ์นี้เช่นเดียวกัน  

“รวมถึงการมองว่าคนที่อยู่ในป่าจะต้องเผาป่าแน่ ๆ เลยทำให้เกิด PM 2.5 ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เลยนะครับ เพราะว่าในพื้นที่ป่าบางประเภท มันจะต้องมีการใช้ไฟในการรักษาสภาพพื้นที่ป่าอยู่แล้ว

“เราควรเข้าใจร่วมกันว่าถ้าพื้นที่ป่าเป็นแหล่งอาหาร เป็นที่อยู่อาศัยของคนแล้ว ไม่มีใครอยากจะทำลายบ้านตัวเอง หรือว่าอยากทำลายแหล่งอาหารของตัวเองหรอกครับ”

การคุกคามด้วยกฎหมาย 

เพราะถูกละเมิดสิทธิ พวกเขาจึงต้องออกมาส่งเสียงถึงรัฐบาล 

ในปี 2564 พชร คำชำนาญ และกลุ่มภาคี #Saveบางกลอย ถูกดำเนินคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมประท้วงในจังหวัดกรุงเทพมหานคร แม้ภายหลังอัยการจะไม่สั่งฟ้องก็ตาม 

หลายปีต่อมา ในปี 2568 เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะอีกครั้ง และจะต้องพบอัยการในวันที่ 30 มีนาคม 2569 นี้ ร่วมกับอีก 7 คน

“ในวันที่ 1 เมษายน 2568 พวกเราได้ติดตามการแก้ไขปัญหาที่ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ชุมนุมว่าชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล สำหรับเราถือว่าไม่มีความเป็นธรรมเลย เพราะทำเนียบรัฐบาลควรจะเป็นสถานที่ที่เปิดกว้างให้พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ได้เข้าไปพูดคุยและเรียกร้องต่อรัฐบาล

“ที่ผ่านมาเนี่ยรัฐบาลในช่วงนั้นก็ไม่ได้มีความจริงใจ หรือว่าตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของพวกเรา เราก็เลยออกไปชุมนุมนะ เพื่อเรียกร้องให้มีการยุติการบังคับใช้กฎหมายที่จะสร้างผลกระทบของพวกเรา”

พชรกล่าวว่า กฎหมายเหล่านั้นคือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562   กฎหมายสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าปี 2562 

“ปัญหาเรื่องที่ดินป่าไม้ และเรื่องการถูกเขตอุทยาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประกาศทับ เป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมาหลายสิบปี แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้ในระหว่างช่วงที่ชุมชนยังเดือดร้อนจากกฎหมายเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือว่าคิดถึงว่าจะมีชีวิตที่ดีได้ยังไงในพื้นที่ที่ถูกเขตป่าของรัฐประกาศทับได้เลย 

“เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปชุมนุมเรียกร้องถึงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ซึ่งเราก็ยืนยันว่าในการไปชุมนุมเรียกร้องของเรา มันไม่ใช่ความผิดเพราะเราเรียกร้องในเรื่องของปัญหาความเดือดร้อน รวมถึงมันเป็นประเด็นสาธารณะด้วย ที่มีจำนวนคนเดือดร้อนทั่วประเทศที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ต่ำกว่า 4,000 ชุมชน 

“การเรียกร้องของเรามันเป็นการส่งเสียงไปช่วยบอกรัฐบาลว่าตอนนี้ในพื้นที่ มันมีความเดือดร้อนยังไง แล้วรัฐบาลควรจะแก้ยังไงครับ” 

หากย้อนดูสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในปี 2568 แอมเนสตี้ ประเทศไทย พบว่า มีการชุมนุมประท้วงไม่น้อยกว่า 176 การชุมนุม และหากนับรวมจำนวนวันปักหลักค้างคืนเท่ากับหนึ่งการชุมนุมจะพบว่ามีการชุมนุมมากกว่า  673 ครั้ง โดยมีการชุมนุมเกิดขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงในบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐ 

โดยการชุมนุมประท้วงด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) เป็นประเด็นที่มีการชุมนุมประท้วงมากที่สุดของปี รวมอย่างน้อย 85 การชุมนุม เช่น 

การชุมนุมต่อต้านเหมืองแร่โปแตช โดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด 

หลังจากที่รัฐบาลออกประทานบัตรให้บริษัทไทคาลิ จำกัด ในการทำเหมืองแร่โปแตช ส่งผลถึงการปนเปื้อนความเค็มในดินและแหล่งน้ำ โดยการทำเหมืองดังกล่าวยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน ขณะที่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 รัฐบาลไทยลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเนื้อหาเปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถสำรวจและผลิตแร่ได้โดยข้ามขั้นตอนการอนุญาตตามกฎหมายภายในส่งผลให้ชุมชนมองว่าเป็นการลดทอนกลไกคุ้มครองสิทธิและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเร่งรัดโครงการเหมือง

รู้จักด่านขุนทดให้มากขึ้น ผ่านค่าย Human Rights Geek : อ่านบทความ 

การชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  (SEC)  

มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากเครือข่ายภาคประชาชน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่มีการยื่นหนังสือคัดค้านถึงรัฐบาลให้ถอนร่าง พ.ร.บ. SEC ออกจากการพิจารณา โดย “เครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ต่อมาในเดือนมิถุนายนมีการรวมตัวชุมนุมในพื้นที่ภาคใต้เพื่อต่อต้าน โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SEC และในเดือนสิงหาคมได้มีการยกระดับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านกิจกรรม “เดินกับม๊ะทมหรือเดินหยุดแลนด์บริดจ์”

รู้จักการต่อสู้ของภาคประชาชนในพื้นที่ SEC : อ่านบทความ

การชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพีมูฟ (P-Move)

กลุ่มพีมูฟซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรัฐจาก 19 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน–ป่าไม้ ข้อพิพาทกับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐรวมถึงกฎหมายด้านเศรษฐกิจพิเศษ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันประเด็นปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชน พวกเขากลับถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 11 คน ใน 8 คดี  ในข้อหากล่าวหลักจาก พ.ร.บ.การชุมชนสาธารณะ พ.ศ. 2558 

คนเมืองและคนธรรมดา จะสามารถทำอะไรได้บ้าง? 

อย่างน้อยคือเริ่มจากการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของวิถีชีวิต แล้วก็ยอมรับว่าประเทศเราเป็นประเทศพหุวัฒนธรรม

“เรามีหลายวัฒนธรรมรวมตัวกันซึ่งมันคือเสน่ห์ของประเทศไทย แล้วมันคือการทำให้สังคมของเรามีภูมิคุ้มกันในการที่เราจะอยู่รอดไปได้ในหลายวิกฤต 

“ในช่วงที่โควิดเข้ามา ช่วงนั้นพี่น้องคนเมืองแบบพวกเราจะต้องกักตัวอยู่ในบ้าน แล้วก็ต้องสั่งอาหารเดลิเวอรี่มากิน ในขณะที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่เขาอยู่ในป่าเนี่ย เขาสามารถปิดชุมชนแล้วก็มีข้าวกิน เก็บหาของป่า รวมถึงมีมากพอที่จะแบ่งปันให้กับพี่น้องคนในเมืองด้วย 

“คือเราคิดว่าเราควรจะช่วยกันมองพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ครับ จากเดิมที่เรามองว่าเขาเป็นตัวปัญหา เป็นคนขาดการพัฒนาเป็นคนที่ใคร ๆ ว่าด้อยกว่าเรา ให้มองเป็นกลุ่มคนที่เขามีศักยภาพเหมือนกัน แต่ว่าศักยภาพเขามันเป็นศักยภาพที่เกิดจากวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่มันแตกต่างหลากหลาย 

“ฉะนั้นผมคิดว่าเราควรช่วยกันมองเขาในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา แล้วก็เป็นพลังสร้างสรรค์สังคม เสริมศักยภาพของเขาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

“แต่ว่าก่อนจะเกิดเรื่องแบบนั้นได้ พวกเราจำเป็นจะต้องช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อกดดันให้รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐเนี่ยคุ้มครองสิทธิ ส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นจริงด้วย พวกเราสามารถทำได้ เหมือนที่เราพยายามทำกันมาในกรณีอื่น ๆ ที่ขับเคลื่อนประเทศ ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมถึงช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ครับ”

———- 

แคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน คือแคมเปญที่จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ผู้คนในประเทศไทยเผชิญอยู่จริง และเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องแสดงความรับผิดรับชอบอย่างเป็นรูปธรรม

ในประเด็น ‘สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน’ แอมเนสตี้ ประเทศไทย เรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย 

  • รับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยโดยไม่เลือกปฏิบัติ  
  • ยุติการไล่รื้อและการบังคับโยกย้ายถิ่นฐานโดยไม่สมัครใจ 
  •  รับรองสิทธิในที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์  
  • รับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนอย่างมีความหมายในโครงการพัฒนา 
  • กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษยชน จัดให้มีกลไกการเยียวยา การชดเชย และการฟื้นฟูที่เป็นธรรม  
  • คุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชน จากการคุกคาม การใช้ความรุนแรง และการฟ้องคดี 

ทั้งนี้ แอมเนสตี้ได้รวบรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และนำเสนอเป็นข้อเสนอแนะทั้งหมด 7 ด้าน ถึงพรรคการเมืองและรัฐบาล ได้แก่ 

  1. เสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  2. ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
  3. การคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ
  4. ระบบกฎหมายและการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบ
  5. สิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ดิจิทัล
  6. สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน
  7. ความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน

คุณเองก็สามารถร่วมลงชื่อเพื่อ Take Action เสนอนโยบายไปกับเราได้! ที่ https://bit.ly/4r28YwJ 

การลงชื่อของคุณจะถูกนำไปใช้อย่างไร 

  • ใช้เป็นเสียงของประชาชนในการสื่อสารกับพรรคการเมืองและรัฐบาล 
  • ใช้ประกอบการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายหลังการเลือกตั้ง 
  • ใช้ในการรณรงค์สาธารณะเพื่อผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ 

เพราะเสียงของคุณมีความหมาย และมันจะทำให้ประเทศไทยต้องเคารพสิทธิของทุกคน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน