“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แม้จะเป็นประโยคที่เรียกพลังใจให้ใครหลายคนเดินหน้าต่อ แต่สำหรับเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง เมืองที่ถูกเรียกว่า “ฝน 8 แดด 4” ประโยคนี้กำลังกลายเป็นคำอธิบายของการต่อสู้จริงๆ ของผู้คนที่นี่ พวกเขากำลังใช้ “ความพยายามทั้งหมดที่มี” เพื่อปกป้องสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ยังคงอยู่ต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
เกาะแห่งนี้มีชื่อว่า “เกาะพยาม” มีพื้นที่ประมาณ 21,683 ไร่ ตั้งอยู่กลางทะเลอันดามัน ในจังหวัดที่ต้องเจอกับฝนชุ่มฉ่ำยาวนานถึงราว 8 เดือนของปี เหลือเวลาเพียงประมาณ 4 เดือนเท่านั้นที่แดดออกเต็มที่ พอให้พึ่งพิงสำหรับการท่องเที่ยว ด้วยสภาพอากาศแบบนี้ ทำให้ชุมชนและผู้ประกอบการบนเกาะมี “ช่วงเวลาทำมาหากิน” หรือช่วงนาทีทองของฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงปีละราว 4 – 5 เดือนเท่านั้น โดยมากจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม และในระยะเวลาอันสั้นนี้เอง คือรายได้หลักเกือบทั้งหมดของผู้คนทั้งเกาะ
ก่อนจะไปถึงเรื่องผลกระทบและการเรียกร้องสิทธิของคนบนเกาะพยาม ลองมาทำความรู้จัก “รากของเกาะ” แห่งนี้กันสักนิด คนบนเกาะเล่าต่อกันมาว่า ชื่อ “เกาะ – พะ – ยาม” เพี้ยนมาจาก “เกาะ – พะ – ยา – ยาม” เพราะในอดีต การเดินทางมายังเกาะไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาอยู่กลางทะเลหลายชั่วโมงกว่าจะถึงฝั่ง บางครั้งเรือมีรอบไม่ถี่ ใครพลาดเรือก็ต้องนั่งรอ “พอยาม” ให้ถึงเรือรอบถัดไป จากประสบการณ์ต้องเฝ้ารอและลุ้นให้ทันรอบเรือในแต่ละวันนี้เอง ที่ทำให้คนพื้นถิ่นเรียกเล่น ๆ ว่า “เกาะ – พอ – ยาม” เพราะใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะเดินทางถึง ก่อนจะเพี้ยนกลายมาเป็น “เกาะพยาม” อย่างที่รู้จักกันในทุกวันนี้
ระหว่างการลงพื้นที่ เราได้พบชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะมากว่า 30 ปี เขาเรียกที่นี่ว่า “เกาะลับ” หรือ “จุดพักต่อวีซ่านักท่องเที่ยว” เพราะในอดีต นักเดินทางต่างชาติที่ชอบความสงบมักมาพำนักที่นี่ระหว่างรอจัดการเอกสารต่อวีซ่า หลายคนย้ำเหมือนกันว่า เกาะพยามไม่ใช่ “เกาะสวาท หาดสวรรค์” แบบในละครดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ตรงกันข้าม ที่นี่คือเกาะกลางทะเลอันดามันที่ยังเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทั้งต้นไม้ ชุมชน สัตว์ป่าบนบก นกบนฟ้า สัตว์ทะเลใต้น้ำ และหาดทรายเงียบสงบที่เหมาะแก่การพักผ่อน เป็น “ความเงียบที่มีชีวิต” ที่ธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คน และเศรษฐกิจท้องถิ่นต่างพึ่งพิงกันและกันมายาวนาน ไม่ได้มีเพียงภาพโรแมนติกแบบในจอโทรทัศน์ แต่คือพื้นที่จริงที่ผู้คนยังใช้ชีวิตและฝากอนาคตไว้กับเกาะแห่งนี้
เกาะพยาม จ.ระนอง กำลังจะเปลี่ยนไปหรือไม่?
คำถามนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นออกมาจาในใจคนบนเกาะพยามและในใจของผู้เขียน ระหว่างร่วมวงคุย “ฟังคนเกาะพยาม ก่อนเสียงจะจมหายไปในคลื่นแลนด์บริดจ์” ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 บริเวณหน้าหาดอ่าวเขาควาย พื้นที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิว “หินทะลุ” สถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนคุ้นตาและมักต้องแวะมาเช็กอินทุกครั้งที่มาถึงเกาะ
วงคุยครั้งนี้ตั้งต้นจากหลักคิดว่า “จะพัฒนาต้องเริ่มจากการฟังเจ้าของบ้าน” จึงกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของผู้คนที่หลากหลาย ทั้ง ชาวมอแกน ผู้ประกอบการ นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ ที่มาแลกเปลี่ยนมุมมองต่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) โครงการที่กำลังจะพาดผ่านลงมาบนพื้นที่ชีวิตของผู้คนที่นี่
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร – ระนอง ถ้าเล่าแบบง่ายที่สุดให้เข้าใจในตอนนี้ ก็คือโครงการที่รัฐตั้งใจจะสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่สองฝั่งทะเล เชื่อมจังหวัดชุมพรกับระนองเข้าหากัน พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อให้กลายเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศ โดยในเอกสารชี้แจงของรัฐโครงการนี้ถูกเล่าว่าจะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ สร้างเม็ดเงินมหาศาล และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวทันโลก แต่ขณะที่คำอธิบายถูกเล่าผ่านเอกสารของรัฐ ก็พบว่าชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกลับมีคำถามคาใจว่า…
“เมื่อทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไป ผลลัพธ์ที่แท้จริงคือใครได้ และใครเสีย”
“พื้นที่ทำกินจะยังอยู่ได้จริงหรือไม่”
“เสียงของคนบนเกาะจะถูกได้ยินแค่ไหนในระบบตัดสินใจของรัฐ”
คำถามเหล่านี้ไม่ได้ลอยอยู่แค่ในวงคุยหน้าหาดในวันนั้น แต่กำลังดังก้องไปทั่วเกาะพยาม และค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงคลื่นของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ซัดเข้ามาใกล้ทุกที จากบรรทัดนี้ไปคือเสียงของคนที่อยู่กับเกาะมาตลอดชีวิต เสียงของเจ้าของพื้นที่ที่สมควรถูกฟังทุกครั้ง เมื่อมีโครงการใดๆ กำลังเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของพวกเขา
1. เสียงจากชาวมอแกน เกาะพยาม ต่อโครงการแลนด์บริดจ์
“แลนด์บริดจ์เข้ามา เราจะอยู่ที่ไหน กินอะไร และมีสิทธิอะไรเหลือบ้าง”
ชาวมอแกนบนเกาะพยามจำนวนไม่น้อยยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาซ้ำซ้อนในทุกวัน ตั้งแต่เรื่องสถานะบุคคลที่ยังไม่ชัดเจน การเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างการรักษาพยาบาลและการศึกษา ไปจนถึงความไม่มั่นคงในพื้นที่อยู่อาศัยที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไร และในขณะที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่กำลังคืบคล้านเข้ามาใกล้ ชาวมอแกนซึ่งเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่เติบโตมาพร้อมทะเลและรู้จักผืนฝั่งแห่งนี้ดีกว่าใคร พบว่าเมื่อมีโครงการแลนด์บริดจ์ พวกเขากลับไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในสมการการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่เลย
อังคณา ทะเลลึก หรือ “กล้วย” ชาวมอแกนบนเกาะพยาม เล่าว่าชุมชนมอแกนต้องเจอปัญหาในชีวิตประจำวันมานาน ทั้งการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่ผูกพันกับทะเล และการที่เป็นคนที่มักถูกมองข้ามจากกระบวนการพัฒนา ทันทีที่ได้ยินข่าวเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ความกังวลของพี่น้องมอแกนก็ยิ่งทวีคูณ เพราะอาชีพหลักของพวกเขาคือการทำประมง ต้องอาศัยทรัพยากรทะเลเป็นหลัก หากทะเลเปลี่ยนไป ชีวิตทั้งชุมชนก็จะสั่นคลอนไปพร้อมกัน ด้วยวิถีวัฒนธรรมตั้งแต่บรรพบุรุษที่หาอยู่ หากินกับทะเลมานานนับร้อยปี

“พี่น้องพวกเราทำประมง อาชีพหลักคือประมง ถ้าเกิดแลนด์บริดจ์ กลัวไม่มีอะไรจะกิน เรื่องแลนด์บริดจ์ไม่อยากให้เกิดขึ้น พอได้ยินก็กระทบกระเทือนใจมากทุกวันนี้ และเราก็อยากให้เรื่องบัตรประชาชนดีขึ้น พวกเรากังวลว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะทำเรื่องบัตรให้พี่น้องเราสักที”
กล้วยยังเล่าต่อว่า ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าจริงๆ พื้นที่ทำกินสำคัญของคนมอแกนอย่างเกาะขาม เกาะแดง หาดทรายดำ และเกาะสน อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะที่ดินและทะเลแถบนี้ไม่ใช่แค่จุดท่องเที่ยวในสายตาคนนอกเท่านั้น แต่ที่นี่คือพื้นที่หากินที่ชาวมอแกนอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน เป็นทั้งแหล่งหาปลา เก็บหอย ดำน้ำ และเป็นพื้นที่ที่ผูกโยงกับความทรงจำ เรื่องเล่า และวิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะ ตั้งแต่เคยเป็นเกาะลับจนมามีชื่อว่าเกาะพยาม
“ถ้าแลนด์บริดจ์เข้ามา ตรงเกาะขาม เกาะแดง หาดทรายดำ กล้วยหากินแถวนั้น เกาะสน ที่นั่นชาวมอแกนจะหายไปหมดในการทำอาชีพประมง”
ด้าน ก้อย ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยาม เล่าถึงความกังวลต่อโครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังถูกผลักดันว่า การพัฒนาขนาดใหญ่แบบนี้อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาทะเลที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากินอยู่ทุกวัน ก้อยอธิบายว่า ตอนนี้ท้องทะเลในพื้นที่ก็เผชิญปัญหาอย่างหนักจากเครื่องมือประมงขนาดใหญ่ เช่น เรืออวนลากที่กวาดเอาสัตว์หน้าดินไปจนในอนาคตอาจแทบไม่เหลือให้เห็น ส่งผลให้จำนวนกุ้ง ปู ปลา ลดลงมากอยู่แล้ว หากในอนาคตมีโครงการแลนด์บริดจ์หรือท่าเรือขนาดใหญ่มาเพิ่มแรงกดดันลงไปอีก ชาวบ้านกลัวว่าทะเลจะยิ่งเสื่อมโทรม แหล่งอาหารของปลาและสัตว์ทะเลจะหายไป และท้ายที่สุด ปลาอาจไม่สามารถอยู่รอดในพื้นที่นี้ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
“เรากังวลว่าถ้าปลาไม่มีอาหาร ปลาก็อยู่ไม่ได้… ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์ จะเสียหายมากกว่านี้ รุ่นลูกหลานอาจไม่เหลืออะไรเลย”
ก้อยยังสะท้อนให้เห็นอีกมุมว่า ชุมชนมอแกนจำนวนไม่น้อยไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนเรือ และหลายครอบครัวยังไม่ถูกนับว่าเป็น “ผู้มีสิทธิ” ในสายตาระบบราชการไทย เมื่อพื้นที่ชายฝั่งถูกพัฒนา คนกลุ่มนี้อาจไม่มีที่ให้ยืนอยู่ ทั้งในแง่พื้นที่จริงและในกฎหมายที่คุ้มครอง เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีเอกสารใดๆ ไว้ใช้ยืนยันสิทธิในการทำประมงหรืออยู่อาศัยบนผืนดินและผืนน้ำที่สืบทอดกันมาของชาวมอแกน
เขายกตัวอย่างว่า เกาะพยามเป็นเกาะท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่บนความอุดมสมบูรณ์ของปะการังและสัตว์น้ำ หากมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ควบคู่กับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ามา จึงกังวลว่ากิจกรรมเหล่านี้อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นทั้งครัวกลางของชุมชนและจุดขายของเกาะไปพร้อมกัน และนั่นหมายถึงอนาคตของลูกหลานชาวมอแกน ที่อาจจะไม่มั่นคงและไม่แน่นอนเหมือนที่เคยเป็นอีกต่อไป
“เกาะพยามเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาตลอด พี่น้องหวังว่าเราจะไม่อด เราจะอยู่ตรงนี้ได้ แต่ถ้ามีท่าเรือ เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนเรือ จะทำมาหากินยังไง”
ก้อยยังตั้งคำถามถึงการสื่อสารของรัฐว่า ทำไมเวลาจะสร้างท่าเรือหรือโครงการใหญ่ๆ จึงไม่เคยมีใครมาแจ้งหรืออธิบายอะไรให้พี่น้องมอแกนฟังเลย ทั้งที่คนกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ในขณะเดียวกัน ชุมชนยังต้องเจอกับปัญหาพื้นฐานอย่าง ไฟฟ้าที่มีไม่พอ น้ำใช้ที่ไม่ทั่วถึง รวมถึงการเข้าถึงบริการจากภาครัฐที่ยังลำบากอยู่ทุกวัน แต่กลับต้องมารอลุ้นผลจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่โดยที่ไม่เคยถูกถามความเห็นเลยสักครั้ง
“คนมอแกนยังมีสิทธิใช่ไหมครับ หรือเพราะเขาไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยต้องเป็นแบบนี้”
ก้อยฝากข้อความถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า หากในที่สุดโครงการแลนด์บริดจ์ทำให้พี่น้องชาวมอแกนไม่สามารถอยู่ในพื้นที่เดิมได้จริงๆ สิ่งที่เขาอยากขอจากรัฐอย่างน้อยที่สุด คือการอนุญาตให้ชาวมอแกนมีสิทธิตัดไม้เพื่อนำมาทำ “กระบัง” หรือเพิงพักไว้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยบนเรือ เหมือนวิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษในท้องทะเล เพราะสำหรับก้อยและชาวมอแกน วิถีชีวิตบนเรือไม่ใช่แค่รูปแบบที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่เดียวที่ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ และยังยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อย่างไม่ถูกลบหายไปจากประเทศไทย
“ผมเกิดในเรือ เกิดในกระบัง เรามีอาชีพปลิงทะเล หอยทะเลเป็นหลัก… ถ้าสร้างแบบนี้ จะให้เรากลับไปอยู่ทะเลแบบเดิมได้ไหม”
2. เครือข่ายรักษ์ระนองชี้ “คนชายขอบซ้อนทับ” ที่ไม่เคยถูกคำนวณอยู่ในสมการการพัฒนา
รสิตา ซุ่ยยัง จากเครือข่ายรักษ์ระนอง เล่าว่าทั้งชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ ต้องเจอกับปัญหาใหญ่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะบุคคลที่ยังไม่ชัด การเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่โอกาสทางการศึกษา ปัญหาเหล่านี้ฝังอยู่ในจังหวัดระนองและบนเกาะพยามมาหลายชั่วอายุคน เมื่อมีโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์กำลังจะเข้ามาในพื้นที่ เธอมองว่าจะยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ จนทำให้คนที่เป็น “คนชายขอบ” อยู่แล้ว ต้องกลายเป็นคนชายขอบที่ซ้อนทับคำว่าชายขอบยิ่งขึ้น จากที่เป็นกลุ่มเดิมที่ถูกรัฐมองข้ามอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกผลักให้ถอยไปไกลจากสายตารัฐมากขึ้นกว่าเดิม

“ชาวมอแกน คนไทยพลัดถิ่น เสี่ยงที่ถูกซ้ำเติมจากโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะชาวมอแกนจำนวนมากไม่รู้เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เลย แม้จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลับพบว่าคนเหล่านี้เหมือนอยู่นอกสมการการพัฒนาและการเยียวยาบนเกาะพยาม”
“พอจะมีโครงการขนาดใหญ่มาก็เป็นห่วงมาก เพราะพี่น้องไม่รู้เรื่องนี้เลย บ้านที่เขาอยู่ก็ไม่มั่นคงอยู่แล้วนะ ขณะที่ชาวบ้านบางคนเช้ามาก็ไปทะเล ไปเข้าป่าชายเลน แม้จะทำมาหากินให้มีรายได้ แต่พี่น้องเขาพยายามดูแลป่าชายเลนและทะเล เพราะถ้าไม่มีทั้ง 2 อย่างนี้ เขาก็จะไม่มีพื้นที่ทำกิน”
รสิตา อธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ชุมชนมอแกนกระจายอยู่บนเกาะพยาม เกาะช้าง และเกาะเหลา มีประชากรราว 600 คน แต่ในจำนวนนี้มีหลายคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิและสัญชาติของตัวเองได้อย่างชัดเจน ผลก็คือพวกเขาเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานที่ควรเป็นสิทธิจากรัฐ ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา หรือสวัสดิการต่าง ๆ ที่คนซึ่งมีเอกสารรับรองตัวตนสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า
“บัตรประชาชนไม่มี เข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการศึกษา เข้าไม่ถึงหลายสิทธิมาตลอดอยู่แล้ว และพอมีโครงการขนาดใหญ่มา ก็ยิ่งทำให้เสียสิทธิ มันไม่ใช่แค่ถมทะเลแล้วมันจะทำให้ไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน เพราะพี่น้องต้องออกจากพื้นที่หมด เรียกร้องอะไรก็ไม่ได้”
รสิตา ยังชี้ว่าอาชีพดั้งเดิมของชาวมอแกนไม่สามารถถูกทดแทนด้วยการเปลี่ยนอาชีพอย่างที่รัฐมักใช้เป็นคำอธิบายในการพัฒนาโครงการ เพราะอาชีพชาวมอแกนอยู่กินกับท้องทะเล จะไปหากินหรือทำอย่างอื่น อาจดูจะสวนทางกับชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ ของเขาเกินไป
“อยากรู้ว่ารัฐใช้อะไรคิดในการพัฒนา เพราะมันคือชีวิต คือคน คือมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยในพื้นที่ พี่น้องชาวมอแกนก็คือคนไทยกลุ่มหนึ่ง รัฐควรดูแลคนกลุ่มนี้ มากกว่าออก พ.ร.บ. SEC ดูแลคนต่างชาติ รัฐควรจะดูแลพี่น้องมอแกนที่หาสัตว์น้ำมาให้เรากิน”
เธอยังเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ในขณะที่รัฐเร่งออกกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองและเอื้อสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนต่างชาติเต็มที่ คนในพื้นที่กลับยังไม่มีแม้แต่หลักประกันพื้นฐานสำหรับการใช้ชีวิตของตัวเองเลย
“ออกกฎหมายคุ้มครองต่างชาติ แต่ไม่ออกกฎหมายคุ้มครองมอแกน ให้คนต่างชาติอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี แต่เหมือนทำให้คนในพื้นที่ พี่น้องมอแกน อยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีที่สุด”
รสิตา พูดทิ้งท้ายว่า จังหวัดระนองไม่ใช่เพียงครัวของชุมชนท้องถิ่น แต่จังหวัดระนองคือครัวของโลก การอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและป่าชายเลน จึงเป็นการปกป้องความมั่นคงทางอาหารของคนไทยทั้งประเทศ
“ครัวระนองไม่ใช่ครัวท้องถิ่นแต่เป็นครัวโลก การรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้คือการรักษาเพื่อคนจำนวนมาก ซึ่งความสะอาดไม่ใช่กระบวนการทำอาหารแต่ละเมนูอย่างเดียว แต่เป็นความสะอาดที่รู้ที่มาของอาหารทะเลว่าสะอาดจริงๆ”
3. เสียงของผู้ประกอบการและคนที่ใช้ชีวิตบนเกาะพยาม หมู่บ้านที่สู้กับรัฐมานาน วันนี้อาจต้องสู้กับนายทุน
สายัน วรวิสุทธิ เล่าว่าตัวเองเกิดและเติบโตในหมู่บ้านบนเกาะพยาม หมู่บ้านที่ตั้งอยู่มาตั้งแต่ราวปี 2463 เดิมทีผู้คนใช้ชีวิตกันแบบชุมชนดั้งเดิม ใช้พื้นที่ทำกิน ทำบ้าน ทำสวน ทำประมง และดูแลกันเองตามวิถี ไม่ได้มีเส้นแบ่งเขตหรือกฎระเบียบจากรัฐมากำกับเหมือนทุกวันนี้ ต่อมารัฐเข้ามาประกาศพื้นที่บนเกาะให้เป็นเขตป่า ทำให้ชาวบ้านต้องเริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องสิทธิในการใช้ที่ดินและทรัพยากรที่ตัวเองอยู่และทำกินมานาน

ครั้งหนึ่งเคยมีแนวคิดจะประกาศพื้นที่บางส่วนให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ แต่ผู้นำชุมชนในช่วงนั้นเห็นตรงกันว่า หากเกาะพยามกลายเป็นเขตอุทยานฯ จริงขึ้นมา สิทธิของคนในพื้นที่จะยิ่งถูกจำกัดมากกว่าเดิม จึงร่วมกันคัดค้านจนไม่เกิดการประกาศเป็นอุทยานฯ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บนเกาะจำนวนมากก็ยังคงถูกจัดให้เป็นพื้นที่ป่าไม้ และบางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐที่จัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน เพื่อนำไปใช้ทำการเกษตรเท่านั้น หรือเรียกว่า เขต ส.ป.ก. ซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์อยู่ดี ทำให้ชาวบ้านยังต้องใช้ชีวิตและทำมาหากิน ท่ามกลางกรอบกฎหมายที่ไม่เคยตั้งต้นจากวิถีของคนที่อยู่มาก่อน
“การต่อสู้ของชุมชนบนเกาะพยามไม่ได้เพิ่งเริ่มวันนี้ แต่สะสมมาหลายช่วงชีวิตแล้วครับเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนบนเกาะ”
“เราต่อสู้เรื่องสิทธิมายาวนานแล้วกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยานฯ และวันนี้เราต้องต่อสู้อีกครั้งหนึ่งกับกลุ่มทุน เพราะอาจโดนรวมเข้าไปอยู่กับ SEC และแลนด์บริดจ์ ผมคิดว่าบางพื้นที่ไม่อยู่ในเขตที่รัฐวางไว้ แต่ก็อาจโดนเอามาใช้ประโยชน์ได้ จึงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการพัฒนานี้ ว่ามันคุ้มค่าจริงไหม”
4. คนรุ่นสองบนเกาะพยาม ที่ห่วงอนาคตลูกหลานมากกว่าชีวิตตัวเอง
ป้าศรี เป็นคนรุ่นที่ 2 ที่ย้ายมาทำกินบนเกาะพยามตั้งแต่ปี 2542 เธอบอกตรงๆ ว่าไม่ได้มีความรู้เชิงวิชาการหรือเทคนิคเรื่องโครงการพัฒนาอะไรมากนัก แต่พอจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง ย่อมต้องมีผลกระทบตามมาแน่นอน ป้าศรีเล่าถึงตัวเองว่า ต่อให้วันหนึ่งแลนด์บริดจ์สร้างเสร็จจริงๆ ตอนนั้นอาจเป็นช่วงที่เธอไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ คือไม่รู้ว่าลูกหลานที่ต้องใช้ชีวิตบนเกาะต่อไปจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

เพราะทุกวันนี้ เกาะพยามยังพึ่งพิงทะเลและการท่องเที่ยวได้อยู่ อาหารทะเลหากินกันเอง ราคายังไม่แพง ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร มีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาหาความสงบและธรรมชาติ หากในอนาคตมีแลนด์บริดจ์ ท่าเรือขนาดใหญ่ เสียงดัง มีมลพิษตามมา ป้าศรีอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ลูกค้าจะยังอยากมานอนบ้านพักเล็กๆ บนเกาะแบบนี้อยู่ไหม
“ถ้ามีแลนด์บริดจ์ นักท่องเที่ยวที่ไหนจะมาพักบ้านเรา เพราะมีเสียงดัง มีมลพิษ คงจะเหมือนทางภาคตะวันออกของไทย อย่างจังหวัดชลบุรี คงจะเป็นผลเสียกับบ้านเราเหมือนกัน”
ป้าศรีย้อนเล่าจุดเริ่มต้นชีวิตบนเกาะให้ฟังว่า ช่วงปี 2539 – 2540 ตอนนั้นเศรษฐกิจในจังหวัดระนองไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้น้องสาวซึ่งรู้ว่าป้าศรีทำกับข้าวอร่อย เลยชวนให้ลองย้ายมาอยู่เกาะพยาม ดูสักตั้งว่า ถ้ามาขายอาหารบนเกาะ จะพออยู่ได้ไหม ตอนแรกป้าศรีก็ลังเลใจมาอยู่บนเกาะ “จะขายให้ใคร จะอยู่รอดหรือเปล่า” แต่พอตัดสินใจย้ายมาอยู่จริงๆ กลับกลายเป็นว่าขายดีเกินคาด และทำให้เธอกลายเป็นแม่ค้าข้าวแกงคนแรกบนเกาะพยาม
ป้าศรีเล่าว่า เมื่อก่อนต้องขูดมะพร้าวทีละ 30 – 40 ลูก ทำเครื่องแกงเองทุกอย่าง วัตถุดิบหลายอย่างเก็บได้จากมะพร้าวในสวนของตัวเอง และสวนของเพื่อนบ้าน คนช่วยคน แบ่งของกันใช้ ตลอดหลายสิบปีจนถึงทุกวันนี้ ความทรงจำของป้าศรียังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คือ คนบนเกาะพยามมีน้ำใจ และพร้อมช่วยเหลือกันเสมอ ไม่ว่าจะย้ายมาใหม่หรืออยู่มานานแค่ไหนก็ตาม
“มาอยู่แล้วรักพื้นที่ รักธรรมชาติ เพื่อนบ้านดีไปหมด… ยิ่งอยู่ ยิ่งรัก ถึงไม่ได้เกิดที่นี่แต่เหมือนที่นี่เป็นบ้านอีกหลัง เราอยากให้ที่นี่ส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลานเรา”
สำหรับป้าศรี เกาะพยามอาจคือพื้นที่ชีวิต ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กหรือสถานที่มหัศจรรย์เฉพาะในช่วง High Season ในช่วงเวลา 4 เดือนเท่านั้น การมาของแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนภูมิทัศน์ชายฝั่ง แต่คือสิ่งที่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งรุ่นไป โดยที่วิถีแบบเดิมอาจไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกเลย
5. คนรุ่นใหม่ที่เลือกลาออกจากงานในเมือง เพื่อกลับมาอยู่เกาะพยายาม
ไอซ์ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่บนเกาะพยาม เธอเคยเป็นพนักงานประจำในเมือง ก่อนจะกลับมาช่วยป้าทำร้านอาหารบนเกาะเมื่อปีที่ผ่านมา ตอนแรกในหัวของไอซ์ไม่ได้มีภาพเกาะพยามมากไปกว่าชื่อเกาะอื่นๆ ที่เคยได้ยินอย่างเกาะช้างหรือเกาะล้าน จึงตอบรับคำชวนของป้า แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง กลับพบว่าที่นี่แตกต่างจากภาพที่เคยคิดไว้มาก
เธอเล่าว่า เกาะพยามสวยและสงบ คนไม่เยอะ และไม่มีความทันสมัยเกินไป จุดที่เธอชอบเป็นพิเศษคือโซนอ่าวใหญ่ เพราะเวลาไปนั่งมองทะเลแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องฝ่าฝูงชนเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ไอซ์เล่าว่า วันแรกๆ ที่มาช่วยป้าขายของ ไอซ์ใช้ซาเล้งเก่าๆ ขับขึ้นเนินกับรถคันเก่าๆ คนบนเกาะยังไม่รู้ว่าเธอเป็นลูกหลานของคนบนเกาะ แต่กลับพบว่ามีคนเข้ามาช่วยเข็นรถระหว่างขึ้นเนิน ทั้งที่เป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

เมื่อมาอยู่บนเกาะพยามได้สักพัก ไอซ์ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ กลับมาอยู่บนเกาะอย่างเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้ และใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วยร้านอาหารและขายของออนไลน์ สำหรับไอซ์สิ่งที่ได้จากที่นี่คือความสวยของธรรมชาติและมิตรภาพที่ดีงาม
ในช่วงแรก ไอซ์เคยคิดว่าโครงการแลนด์บริดจ์คงไม่กระทบกับตัวเองโดยตรง แต่พอได้ฟังข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ความสวยงามและความเป็นธรรมชาติของเกาะอาจถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจว่า ถ้ามีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริง ปลาจะหายไปไหม ระบบนิเวศในทะเลจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ราคาของอาหารและค่าครองชีพจะสูงขึ้นหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ทำให้ไอซ์กังวลว่าความรู้สึกปลอดภัยบนเกาะเล็กๆ ที่ธรรมชาติดี อาหารทะเลราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลงรักเกาะพยามมาตลอด อาจค่อยๆ เลือนหายไปตามกระแสการพัฒนาของรัฐ
6. เกาะพยามกำลังไปได้ดี แต่…แลนด์บริดจ์อาจทำให้ทุกอย่างถดถอย
พี่ยอด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเล็กๆ บนเกาะพยาม เขาเล่าว่าคนบนเกาะส่วนใหญ่ทำมาหากินกับการท่องเที่ยวและงานบริการกันแทบทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์หรือกฎหมาย SEC เดินหน้าไปโดยที่ชุมชนไม่รู้ ไม่เคยได้รับข้อมูลหรือมีส่วนร่วม ตนเชื่อว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบในไม่ช้า ก่อนจะย้ายมาทำธุรกิจบนเกาะพยาม พี่ยอดเคยใช้ชีวิตอยู่ภูเก็ตหลายปี เห็นเมืองท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งโรงแรม รีสอร์ต ท่าเรือ การขยายตัวของเมือง และผลกระทบที่ตามมา ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เขามองเกาะพยามไม่ใช่แค่ในฐานะเจ้าของกิจการเล็กๆ แต่ในฐานะคนที่เคยเห็นผลกระทบของการพัฒนาจากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมชายฝั่งมาก่อน
เขาสังเกตว่า ทำไมมีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมาที่เกาะพยามจำนวนมาก จึงลองไปค้นหาข้อมูลจากหนังสือ Travelling Guide Book เล่มหนึ่ง แล้วก็พบคำตอบ หนังสือเล่มนั้นเปิดมาหน้าแรกเป็นแผนที่ประเทศไทย และมี “เกาะพยาม” เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญ ชวนให้คนเดินทางมาระนองและภาคใต้ ที่สำคัญคือมีการเขียนถึงเกาะพยามยาวเกือบ 10 หน้า บรรยายว่าเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์สูง เงียบ สงบ และยังไม่ถูกรบกวนมากนัก

พี่ยอดเล่าว่า “นกเงือก” ที่ยังพบเห็นได้บนเกาะ เป็นเหมือนหลักฐานยืนยันว่าสภาพธรรมชาติที่นี่ยังดีมาก ไม่ใช่แค่สวยงามต่อสายตา แต่เป็นระบบนิเวศที่ยังหายใจอยู่ สิ่งที่คนบนเกาะช่วยกันทำมาตลอดหลายปี เขาเปรียบเหมือนการค่อย ๆ ก่อพระปรางค์ทรายทีละช้อน ให้ค่อย ๆ มีรูปทรงสวยขึ้นเรื่อย ๆ คือการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบช้า ๆ ยั่งยืน ไม่หวือหวา ไม่เร่งให้เกาะเปลี่ยนไปจนเสียสมดุล ทำให้ในสายตาของเขา แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่โครงการขนส่งหรือการค้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มาพร้อมแนวคิดการสร้าง “นิคมอุตสาหกรรม” ขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งหมายถึงการกว้านซื้อที่ดินและการใช้พื้นที่ระหว่าง 6,000 – 7,000 ไร่ ในขณะที่ทั้งเกาะพยามมีพื้นที่เพียงราว 20,000 กว่าไร่
เขากังวลว่า หากมีโครงการขนาดใหญ่มาขวางทางน้ำ หรือเปลี่ยนสภาพชายฝั่งจริงๆ จะส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง ดอนตาแพ้วซึ่งเป็นดอนทรายขนาดใหญ่และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก รวมถึงป่าชายเลนที่ยังสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ประมงสำคัญของระนอง อาจได้รับผลกระทบจนยากจะฟื้นกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง
“ถามว่าเราจะได้อะไรจากแลนด์บริดจ์ เราอาจจะได้มลพิษกลับมา… โครงการนี้อาจซ่อนด้วยนิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางรถไฟที่ผ่านพะโต๊ะก็อาจจะทำให้มีรายได้ แต่ก็ทำลายธรรมชาติเยอะ”
พี่ยอดยังตั้งคำถามว่า หากมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจริง คนในพื้นที่จะมีอาชีพอะไร ในเมื่อแรงงานต่างชาติและแรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาทำงานได้ และเตือนว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น เช่น ปราจีนบุรี คือคนในชุมชนจำนวนมากไม่ทราบข้อเท็จจริงของโครงการตั้งแต่ต้น เขาย้ำว่า เกาะพยามในวันนี้กำลังไปได้ดีในแบบของตัวเอง เป็นเกาะที่รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน เกาะพยามเป็นเกาะที่ค่อยๆ เติบโต แม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่พบว่าหลายเกาะในไทยได้รับผลกระทบหนัก แต่เกาะพยามยังอยู่ได้ เพราะมีต้นทุนชีวิตที่มั่นคง ค่าครองชีพไม่สูง และธรรมชาติยังเป็นเหตุผลให้คนกลับมาเกาะเสมอ
“สิ่งตรงนี้เรากำลังก่อร่างสร้างตัวไปเรื่อยๆ แต่จะพังเพราะแลนด์บริดจ์ น่าห่วงมาก”
7. ธุรกิจที่ไม่คิดถึงสิ่งแวดล้อม คือความเสี่ยงของทุกคน
พี่จอย เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกคนหนึ่งที่เลือกทำธุรกิจบนเกาะพยามอย่างค่อยเป็นค่อยไป เธอมองว่าเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ได้โยงแค่กับโรงแรมหรือโฮมสเตย์ แต่เชื่อมโยงกับเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารที่ขายของให้กับนักท่องเที่ยวด้วย เธอมีพื้นฐานเป็นครูบัญชีก่อน เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนอันน้อยนิดจากการเปิดร้านนวด แล้วค่อยๆ ขยับขยายมาทำธุรกิจท่องเที่ยวอื่นๆ ปัจจุบันเธอใช้เวลาอยู่บนเกาะพยามมาแล้วกว่า 13 ปี ด้วยความตั้งใจว่าอยากใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ดี พี่จอยเชื่อว่า “ธุรกิจอะไรที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นธุรกิจที่อันตรายมากสำหรับทุกคน”
เธอเล่าว่า เวลารัฐพูดถึงโครงการพัฒนา มักย้ำเสมอว่ามีการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างดี “สะอาด ปลอดภัย” แต่พอฟังแล้วเธอกลับตั้งคำถามว่า ถ้าวันนี้สิ่งแวดล้อมยังดีอยู่ คนในพื้นที่ก็พออยู่พอกิน ไม่ได้อดอยาก แล้วทำไมเรายังต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่มาเสี่ยงทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอีก? ในมุมของเธอ สิ่งที่รัฐควรทำอาจไม่ใช่การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม แต่คือการทำให้บ้านเมืองสะอาด รักษาธรรมชาติให้ดี น้ำใส อากาศดี ป่าและทะเลอุดมสมบูรณ์ เพราะแค่นั้นก็เพียงพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของต่างประเทศที่ผู้คนมักหนีหนาวมาพักผ่อนในประเทศไทยอยู่แล้ว

ในวงคุย เธอยังอ้างถึงข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่เคยระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ “ไม่คุ้มค่า” พร้อมตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดโครงการนี้ยังเดินหน้าต่อไป อีกทั้งยังแสดงความกังวลเรื่อง “แร่เอิร์ธ” หรือแร่หายากที่อาจถูกขุดจากผืนดินไทยไปขายต่างชาติ รวมถึงโครงสร้างกฎหมาย SEC ที่เปิดทางให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวถึง 99 ปี โดยพี่จอยชวนให้มองภาพระยะยาวว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนจากที่อื่นหลั่งไหลเข้ามาพร้อมทุนขนาดใหญ่ ทั้งแรงงาน นายทุน และนิคมอุตสาหกรรม ราคาที่ดิน อาหาร และค่าครองชีพย่อมพุ่งสูงขึ้น พื้นที่อาหารและแหล่งน้ำที่เคยใช้กันในชุมชนก็จะเปลี่ยนหน้าไป ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ทุกคนจะคิดว่าเราขัดผลประโยชน์ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ขอร้องรัฐบาลให้เราพัฒนาไปด้วยกัน อย่าพัฒนาแล้วให้คนไทยไปข้างหลัง และพัฒนาแค่กลุ่มนายทุนให้เดินหน้า”
สำหรับเธอ การท่องเที่ยวในแบบที่เกาะพยามเป็นอยู่ตอนนี้ คือระบบที่ทำให้รายได้กระจายไปทั้งเกาะ ไม่ใช่แค่เจ้าของที่พักหรือร้านอาหารเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ยังรวมถึงเกษตรกร ชาวประมง และคนทำมาหากินเล็กๆ ในชุมชนด้วย การสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ที่ปิดทางน้ำและเปลี่ยนระบบนิเวศ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ชายฝั่งเปลี่ยนไป” เท่านั้น แต่หมายถึงความมั่นคงทางอาหารของทั้งพื้นที่อาจสั่นคลอนตามไปด้วย
พี่จอยยังย้ำว่า วิถีของคนบนเกาะพยามคือการทำธุรกิจเล็กๆ ค่อยๆ ทำ ไม่เร่งรัด ทุกวันนี้คนบนเกาะจะทำมาหากินจริงจังราว 4 เดือนในฤดูกาลท่องเที่ยว แล้วปล่อยให้ตัวเองและธรรมชาติได้พักหายใจ อีก 8 เดือนที่เหลือคือช่วงที่ทะเล ป่า สัตว์ และผู้คนได้ฟื้นตัวไปพร้อมกัน
“อยากให้รัฐมองว่าธุรกิจบนเกาะพยายามคือเศรษฐศาสตร์ชาวบ้านที่เรียบง่าย แต่หมุนเวียนให้ทั้งคนและธรรมชาติอยู่ได้พร้อมกัน”
8. สิทธิในการพัฒนาต้องไม่พัฒนาทางเดียว แต่ต้องมองให้รอบด้าน
อภิศักดิ์ ทัศนี นักวิจัยด้านทรัพยากรจากกลุ่ม Beach for Life ระบุว่า จังหวัดระนองและเกาะพยามมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากอีกจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย การที่รัฐเลือกทำโครงการแลนด์บริดจ์ที่นี่ สำหรับเขามองว่าเป็นการพัฒนาที่ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก เพราะปัจจุบันพบว่าชาวประมงและชาวบ้านที่หากินอยู่กับท้องทะเลมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 13,000 บาท ขณะที่เกาะพยามแม้จะมีฤดูท่องเที่ยวหรือ High Season เพียง 4 เดือน แต่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอยู่ที่นี่กลับได้รายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะไม่มีโครงการพัฒนาอย่างแลนด์บริดจ์ ชุมชนก็ยังมีเม็ดเงินหมุนเวียนในชีวิตได้
“เราเลือกพื้นที่ผิดตั้งแต่แรกในการทำแลนด์บริดจ์ เพราะเรากำลังถมทะเลที่เหมือนเอาเกาะหลีเป๊ะ 3 เกาะมารวมกัน ย้ำว่าเราเลือกที่ผิดตั้งแต่แรก และมันสร้างปัญหาตามมามหาศาล”
“คนได้รับผลกระทบจากโครงการนี้มีเป็นหมื่น ๆ คน แต่ในรายงานของแลนด์บริดจ์บอกว่ามีไม่กี่สิบคน ขณะที่ ‘ดอนตาแพ้ว’ เป็นที่หาปลา ถ้าอยากรู้ว่าใครได้รับผลกระทบ ก็ลองให้ชาวประมงหรือชาวมอแกนติด GPS ดูตำแหน่งหากินว่า มีคนได้รับผลกระทบกี่คน ไม่ได้มี 12 ครัวเรือนแบบที่ EHIA เขียนแน่นอน”
นอกจากนี้ อภิศักดิ์ย้ำถึงรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้โครงการแลนด์บริดจ์ที่มองข้ามไม่ได้ เกี่ยวกับรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ระบุว่าพบมีสัตว์หน้าดินเพียงหนึ่งชนิด เจ็ดตัว ซึ่งเขามองว่าเป็นข้อมูลที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ราวกับเป็นข้อมูลจากพื้นที่ที่ไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตจริงๆ ของท้องทะเลในจังหวัดระนองและเกาะพยามมาก่อน

เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความคลาดเคลื่อนของจำนวนผู้ได้รับผลกระทบในรายงานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก และตั้งคำถามสำคัญเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งที่ชาวบ้านรับรู้จากประสบการณ์หลายสิบปี แต่เมื่อถามไปยังสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผู้ผลักดันโครงการ กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คลายความกังวลได้
ในสายตาของอภิศักดิ์ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ คือการที่รัฐบาลเลือกใช้ “ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” เป็น กุญแจดอกเดียว สำหรับเปิดทางให้โครงการเดินหน้า ทั้งที่ระนองยังมีศักยภาพการพัฒนาอีกนับไม่ถ้วน ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้จังหวัดเป็นเมือง Wellness วิถีประมงพื้นบ้าน ทรัพยากรป่าชายเลน ไปจนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตจากชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรัดโครงการพัฒนาที่ยังเต็มไปด้วยคำถามเช่นนี้
“พื้นที่นี้เป็นปากมดลูกที่เป็นมรดกโลกได้ เรานำเสนอขึ้นลิสต์ไปแล้ว แต่การขึ้นลิสต์ให้เป็นมรดกโลกต้องหยุดลง เพราะรัฐกำลังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งการทำ EHIA ก็ไม่คิดเรื่องมรดกโลก พอเป็นแบบนี้มันก็เป็นปัญหา การพัฒนาไม่ได้คิดเรื่องนี้ไปด้วย”
“นี่คือการเลือกพื้นที่ที่ผิดพลาดในการพัฒนา ที่นี่มีป่าสงวนชีวมณฑลใหญ่มาก เป็นที่บรรจบของระบบนิเวศตั้งแต่ภูเขา ทะเล น้ำเค็ม น้ำจืด พื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ มีความพิเศษทางระบบนิเวศ และไม่ได้ตัดขาดชีวิตคน เชื่อมโยงทั้งหมดตั้งแต่การท่องเที่ยว ชีวิตผู้คน และอาชีพทำกิน”
9. เสียงจากกรรมการสิทธิฯ แลนด์บริดจ์ต้องเริ่มจาก “สิทธิของชุมชน”
ต่อจากเสียงชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และนักวิชาการ ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นอีกคนที่เข้ามาให้ภาพในมุมของกลไกรัฐด้านสิทธิมนุษยชนต่อโครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC โดยอธิบายว่า ในมุมของ กสม. ยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ล้าหลัง และไม่รองรับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ในปัจจุบันที่ก้าวไปไกลกว่ากฎหมายควบคุมได้ หากโครงการแลนด์บริดจ์จะเดินหน้า สิ่งที่รัฐควรทำเป็นอันดับแรกคือทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายและข้อมูลได้ง่ายขึ้นและรับรู้ทั่วกัน ชาวบ้านควรรู้ว่ามีสิทธิอะไรบ้าง มีช่องทางมีส่วนร่วมอย่างไร หากมีการเวนคืนที่ดินจะคิดอย่างไร ใช้มาตรฐานอะไร และต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ได้รับข้อมูลช่วงท้ายของกระบวนการตัดสินใจของรัฐ
ศยามลระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีข้อร้องเรียนเข้ามาที่ กสม. เป็นจำนวนมาก ทั้งจากภาคประชาชนและภาควิชาการ เนื่องจากเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้ที่ไม่ได้มีแค่ท่าเรือ แต่ยังรวมถึงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เส้นทางรถไฟ มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายขนส่งที่จะเชื่อมไปยังท่าเรือหลังสวนและพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดแค่จุดเดียว แต่ครอบคลุมภาพรวมทั้งภูมิภาค พร้อมอธิบายว่า กสม. ใช้ “หลักสิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในข้อมูลข่าวสาร” เป็นกรอบพิจารณา โดยย้ำว่า ชุมชนควรมีส่วนร่วมสูงสุด ตั้งแต่การรับรู้ การออกแบบ การประเมินผลกระทบ ไปจนถึงมาตรการเยียวยา ไม่ใช่ถูกทำให้รับรู้เฉพาะปลายทางที่รัฐจะเดินหน้าอย่างเดียว

ขณะที่ ในมิติทางเศรษฐกิจ ศยามลตั้งคำถามว่าเหตุใดการพัฒนาภาคใต้ จึงต้องผูกติดกับโมเดลนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือขนาดใหญ่ เพียงไม่กี่แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว ภาคใต้มีฐานเศรษฐกิจที่หลากหลาย เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน การทำประมง และยังมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การทำซอฟต์แวร์ หรืออุตสาหกรรมต่อยอดจากพืชเศรษฐกิจเดิม ซึ่งควรถูกพิจารณาควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชาวประมง เธอชี้ว่าการรับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐยังไม่รอบด้าน ทั้งในมิติรายได้ วิถีการหาปลา การเข้าถึงพื้นที่ทะเล และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ทำให้การประเมินไม่สะท้อนชีวิตจริงของคนที่พึ่งพาทรัพยากรทะเลเป็นหลัก ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อร้องเรียน กสม. จึงมีมติให้ ทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมข้อเสนอสำคัญ คือ 1. จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ โดยให้คณะรัฐมนตรีและสภาพัฒน์เป็นผู้จัดในภาพรวมของจังหวัดระนองและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งแยกส่วนตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.หากให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้จัด จะโฟกัสเฉพาะเรื่องท่าเรือเท่านั้น และ 3.หากให้ นิคมอุตสาหกรรม เป็นคนจัด จะเน้นแค่เรื่อง ถนนและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างเดียว
10. คนเกาะพยามกำลังลุกขึ้นเพื่อสิทธิพื้นฐานที่สุด
“ความพยายาม” ที่เราเคยท่องกันว่า “อยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” กำลังถูกนิยามใหม่บนเกาะพยาม จังหวัดระนอง ทุกวันนี้ ความพยายามของผู้คนบนเกาะไม่ใช่การวิ่งไล่ตามเม็ดเงินจากแลนด์บริดจ์หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ แต่คือความพยายามจะรักษาบ้าน หาดทราย ทะเล และวิถีชีวิตให้ยังหลงเหลือไปถึงรุ่นลูกหลานในอนาคต
จากเรื่องเล่าของเกาะเล็กๆ กลางทะเลอันดามัน เมืองฝน 8 แดด 4 ที่มีเวลาทำมาหากินแค่ไม่กี่เดือนต่อปี เราได้เห็นชัดขึ้นว่าพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยชีวิตของชาวมอแกน ชาวบ้าน คนรุ่นสอง คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นักวิจัย และคนทำงานสิทธิ ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเดียวกันว่า การพัฒนาที่ดีควรพาทุกชีวิตบนเกาะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน จากกระบวนการพัฒนาที่ “ฟังเสียงเจ้าของบ้าน”
ถ้าเปรียบแลนด์บริดจ์เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้าฝั่ง ความพยายามของคนเกาะพยามในวันนี้ ไม่ใช่การไปยืนสู้กับคลื่นเพียงลำพัง แต่คือการส่งเสียงให้ดังพอจะให้สังคมได้ยินว่า
ก่อนจะสร้างอะไรลงบนแผ่นดินและท้องทะเลผืนนี้ อย่าลืมว่าที่นี่คือ “บ้าน” ของผู้คนมากมาย และการที่คนบนเกาะจะได้อยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี สำคัญกว่าการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ใดๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิของชุมชนและสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยของพวกเขา
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เชื่อว่า เสียงของคนเกาะพยามและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC จะไม่หยุดอยู่แค่ในวงคุยครั้งเดียว แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในระยะยาว ทั้งการช่วยกันเล่าเรื่องให้สังคมรับรู้มากขึ้น ผลักดันให้มีการทบทวนโครงการ การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน และต้องคิดถึงคนในพื้นที่ เพราะถ้าละเลยส่วนใดส่วนหนึ่งไปก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้
ถ้าวันหนึ่งแลนด์บริดจ์หรือโครงการใดก็ตามจะพาดผ่านระนองและเกาะพยามจริงๆ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าท่าเรือจะใหญ่แค่ไหน หรือมีนักลงทุนจากที่ไหนบ้าง แต่คือจะทำอย่างไรให้สิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิของชุมชนไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ถูกตัดออกจากสมการการพัฒนา เพราะการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน ต้องเริ่มจากหลักการง่ายที่สุดข้อหนึ่งคือ ก่อนตัดสินใจใดๆ ในการพัฒนาผืนดินและทะเลผืนนี้ ต้องฟังเสียง “เจ้าของบ้าน”




