Amnesty International
23 ปีก่อน ในวันสิทธิมนุษยชนสากล กลุ่มเพื่อนที่อาศัยอยู่ในกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ได้เฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ ด้วยการเขียนจดหมายเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 24 ชั่วโมง เพื่ออุทิศเวลาให้แก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และเป็นการส่งเสียงเพื่อไม่ให้การหายตัวไป หรือการคุมขังคนเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกลืม
จดหมาย 2,326 ฉบับ ในวันนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของแคมเปญ “Write for Rights” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “เขียน เปลี่ยน โลก” แคมเปญเพื่อการยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกละเมิดสิทธิและครอบครัวของพวกเขา พร้อมส่งเสียงไปยังผู้มีอำนาจ ให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสื่อสารไปยังชาวโลกว่าประชาชนทุกคนพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ว่าการใช้อำนาจนั้นจะเกิดที่ใดบนโลกก็ตาม
เวทมนตร์ของคนธรรมดา


7 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ในปีที่ 23 ของแคมเปญ “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เปิดตัวแคมเปญนี้พร้อมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยร่วมผลักดันเรื่องราวการต่อสู้ของคนธรรมดา 10 กรณี หนึ่งในนั้นคือ กรณีของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ถูกลงโทษจำคุก 16 ปี 20 วัน จากคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการปราศรัยในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วง พ.ศ. 2563 โดยกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “The Magic of Ordinary People” หรือเวทมนตร์ของคนธรรมดา


ณธกร นิธิศจรูญเดช เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายรณรงค์เชิงสาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิดในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 ประเด็น คือความเชื่อของแอมเนสตี้ที่ว่า พลังจากคนธรรมดาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และอีกมิติหนึ่ง คือความเป็นเวทมนตร์ ความเป็นผู้วิเศษ ที่ปรากฏอย่างชัดเจนในการปราศรัยครั้งหนึ่งของอานนท์ นำภา ซึ่งเขาได้แต่งกายในธีม Harry Potter วรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กชายธรรมดาที่หาญกล้าต่อสู้กับจอมมาร การปราศรัยครั้งนั้นสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ให้กับสังคม และการชุมนุมในวันนั้นถูกเรียกขานว่า “ม็อบแฮร์รี พอตเตอร์”
“เรามีความเชื่อว่าสิ่งที่เราพยายามให้เกิด อย่างการเขียนจดหมายก็ดี การลงชื่อในข้อเรียกร้องก็ดี ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็นการยืนหยัดเคียงข้าง หรือว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะเราคิดว่าเสียงในประเทศมันอาจจะดัง แต่ถ้ามันมีเสียงของประเทศอื่นเข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้วย ช่วยเรียกร้องด้วย มันน่าจะดังและมีพลังพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตของคนที่ถูกละเมิดสิทธิได้ นี่คือความเชื่อหลักของแอมเนสตี้” ณธกรกล่าว


ไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงจุดยืนเคียงข้างผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิเท่านั้น แต่พลังจากปลายปากกาของคนธรรมดาอาจจะสะท้อนไปถึงผู้มีอำนาจ และทำให้การใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตนั้นลดลงได้ด้วย ซึ่งปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้กล่าวว่า
“การเขียนจดหมาย การลงชื่อสนับสนุน และการแบ่งปันเรื่องราว เป็นวิธีที่ทรงพลังที่เราสามารถสนับสนุนนักกิจกรรมที่กำลังเผชิญความเสี่ยงได้ เราสามารถใช้เสียงของเราเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปราบปรามสิทธิเสรีภาพ ตรวจสอบการกระทำของผู้ที่มีอำนาจ และเรียกร้องความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ที่รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนเติบโตขึ้นได้ ท่ามกลางความเงียบและความเพิกเฉย แต่อำนาจของเขาจะหดตัวลง ถ้าพวกเราร่วมมือกัน พูดเสียงดัง มีการจัดตั้ง และมีความสามัคคี”



การเปิดตัวแคมเปญ “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” แสดงออกผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายภายในงาน หนึ่งในนั้นคือ การปรุง “น้ำยาสรรพรส” เพื่อให้ผู้ร่วมงานทุกคนแปลงร่างเป็นอานนท์ พร้อมส่งเสียงร่ายเวทย์ เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สมุนไพรรสเผ็ดฉุนนานา ทั้งแก่นฝาง พริกไทย กระวาน ออลสไปซ์ ลาเวนเดอร์ บลูโลตัส และจูนิเปอร์ เบอร์รี ถูกนำมาวางเตรียมไว้ ให้ผู้ร่วมงานใช้เจตจำนงเสรีเลือกหยิบใส่หม้อ รอคอยการต้มและแจกจ่าย
“คำว่าสรรพรสก็คือมีหลายรสชาติ เวลาเราใส่สมุนไพรพวกนี้เข้าไป มันเหมือนเรากำลังเปลี่ยนพลังงานของน้ำ ของของเหลว คือจริงๆ แล้ว การถ่ายเทพลังงานตามหลักธาตุมันมีอยู่สองอย่าง คือน้ำกับลม สมุนไพรที่เลือกมาแต่ละอันก็เป็นสมุนไพรที่รสฉุน เผ็ด ที่มันจะเติมพลังงานให้ ไฟคือความเผ็ดร้อน รสฉุนมันคือลม แล้วก็มีความหวาน ความหอมของดอกไม้ แล้วก็จะมีส่วนผสมพิเศษ อย่างกุหลาบกับลาเวนเดอร์ มันจะเป็นธาตุพิเศษ เป็นธาตุเวทมนตร์จริงๆ คือมีหลายธาตุอยู่ด้วยกัน เวลาเราดมลาเวนเดอร์ เราจะเห็นว่ามันมีทั้งความฉุน ความหวาน ความเค็ม ความเปรี้ยว เพราะฉะนั้น มันเป็นธาตุวิเศษ พวกแม่มดเลยชอบใช้ลาเวนเดอร์ในการปรุงยา”


นอกจากนี้ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ยังถูกแสดงผ่านศิลปะอย่างดนตรีและบทกวี ที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งจุดประกายความหวังและกำลังใจให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน เสริมทัพด้วยความตาสว่าง และพลังใจ ผ่านไอศกรีมรสชาติพิเศษอย่าง “รสตาสว่าง” และ “รส Bee-lieve in Action” ให้ทุกคนได้ก้าวเดินต่อไปสู่เป้าหมาย คือชัยชนะของประชาชน
พื้นที่เล็กๆ แห่งเสรีภาพ
แม้ทุกวันนี้ผู้คนจะสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่านพื้นที่ออนไลน์ เช่นเดียวกับแคมเปญ “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” ที่สามารถแสดงพลังได้ผ่านทางออนไลน์ แต่พื้นที่ทางกายภาพก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เตชิต เปิดร้าน “อะไร อะไร” (Arai Arai Home Cafe) ร้านกาแฟเล็กๆ บนถนนไมตรีจิตต์ ให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญ และจัดมุมสำหรับลงชื่อในแคมเปญ “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” เป็นเวลานานถึง 4 เดือน




“เราทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง พัฒนาชุมชน มันก็ทำให้เรามีพื้นฐานเรื่องความเท่าเทียม เรื่องสิทธิอยู่แล้ว และพื้นที่ตรงนี้เราเปิดเพื่อให้เมืองมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ที่คนมีความเห็นแตกต่างหลากหลายสามารถมาแชร์ มาคุยกันได้ คือตอนนี้ ต่อให้เรามีพื้นที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางออนไลน์เยอะขึ้น แต่ยังไง พื้นที่ที่เป็นกายภาพมันก็สำคัญ เมื่อไรก็ตามที่มีคนที่อาจจะมีความสนใจเล็กๆ น้อยๆ เขาอาจจะทำคนเดียวอยู่ตลอดชีวิต แต่ถ้ามันมีพื้นที่ให้เขาได้นำเสนอออกมา ให้คนได้ดูเขาสักคนสองคน เขาก็จะรู้สึกมั่นใจและไปต่อ”
จากความสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง เตชิตมองว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองคือการที่คนเรามีสิทธิเสรีภาพในการส่งเสียง ซึ่งสะท้อนในบทบาทของร้านอะไร อะไร ในการเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถส่งเสียงของตัวเองได้โดยไม่ถูกตัดสิน
“มนุษย์เรามีเจตจำนง มีเจตนารมณ์ เราเกิดมาด้วยเสียง ด้วยคำพูด เรารู้สึกว่าถ้าการพูดออกไป ทำให้คนอื่นได้เรียนรู้ ได้รับรู้ ได้เข้าใจ ได้มองเห็นอะไรมากขึ้น แล้วมันก็เป็นช้อยส์ของคนอื่นที่เขาจะเลือก มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ผมรู้สึกว่าการทำอะไรแบบนี้มันทำให้สังคม ให้ปัจเจก ให้จิตวิญญาณของทั้งปัจเจกและของประเทศเติบโตขึ้น มากกว่าที่เราจะตีกรอบให้มันอยู่ในระนาบเดียวกัน ในกรอบเดียวกัน”
“มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มันไม่มีทางหรอกที่สวนสวนหนึ่ง หรือป่าป่าหนึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยการปลูกต้นไม้ประเภทเดียวกัน ถ้าคุณเป็นผู้ดูแลที่ดี คุณก็ควรจะเข้าใจธรรมชาติของความแตกต่างเหล่านี้ และคุณทะนุถนอมดูแลความแตกต่างนี้ และความแตกต่างเหล่านี้จะให้ผลผลิตกับคุณเอง” เตชิตกล่าว





เวลาจะพิสูจน์การต่อสู้ของประชาชน
“คนธรรมดาเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยข้อความสั้นๆ ที่จะร่วมกันยืนยันในหลักการของผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิมนุษยชน และจะเป็นแรงหนุนให้ผู้ที่ถูกคุกคามมีกำลังใจในการทำหน้าที่ต่อไป บอกเขาว่า ยังมีพวกเราอยู่เคียงข้าง ไม่มีใครทอดทิ้งเขา และพร้อมที่จะสู้ไปกับเขา อย่าดูถูกดูแคลนตัวอักษร อย่าดูถูกดูแคลนพลังของจดหมาย หรือพลังของคนตัวเล็ก และเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง พลังของคนธรรมดานี่แหละที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้” ปิยนุชกล่าว

ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุถึงสถานการณ์ของอานนท์ว่า ขณะนี้ อานนท์ต้องโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 16 ปี และต้องย้ายไปยังเรือนจำคลองเปรม ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษที่มีระยะเวลาจำคุกนาน และเราไม่มีทางรู้เลยว่าอานนท์จะต้องเผชิญกับอะไรอีก แต่แน่นอนว่าแทบไม่มีทางที่โทษของเขาจะลดลง อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของอานนท์ และกำลังใจจากทุกคนที่อยู่ข้างนอกก็จะไม่ลดลงเช่นกัน
“‘เวลา’ จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราสู้ พวกเราเรียกร้อง เป็นความจริง เป็นสัจจะ
วันนั้น พวกเราจะชนะ ผมจะได้อิสรภาพ (อีกครั้ง)”
ข้อความในโปสการ์ดจากอานนท์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567 บอกเราเช่นนั้น

สำหรับเคสผู้ถูกละเมิดสิทธิทั่วโลกที่แอมเนสตี้ ประเทศไทยรณรงค์ในปีนี้ นอกจากกรณีของ “อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังมีอีก 9 กรณีทั่วโลกที่ต้องการเสียงสนับสนุนของทุกคน เช่น “พัค คยองซอก” นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนพิการ จากประเทศเกาหลีใต้ ถูกดำเนินคดีหลังชุมนุมประท้วงโดยสงบที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงโซล “โจเอล ปาเรเดส” ช่างเซรามิกที่สูญเสียดวงตาข้างหนึ่งจากการสลายการชุมนุมประท้วงในประเทศอาร์เจนตินา และ “มานาฮีล อัล-โอตัยบี” จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่ถูกตัดสินโทษจำคุก 11 ปีจากการสนับสนุนสิทธิผู้หญิงและถูกทำร้ายในระหว่างการถูกคุมขัง
แอมเนสตี้ ประเทศไทย เชิญชวนเข้าร่วมกับแคมเปญ ‘Write for Rights’ หรือ ‘เขียน เปลี่ยน โลก’ ในปีนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการระดับโลกที่เชื่อมั่นในโลกที่ยุติธรรมและเปี่ยมด้วยการเคารพในสิทธิมนุษยชน ร่วม “เขียน เปลี่ยน โลก” ร่วมลงชื่อได้ที่ https://bit.ly/3Zn4PqW เพื่อสร้างความหวังและความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้