ความจริงที่อันตรายของนักกิจกรรมหญิงและ LGBTI

การกระทำหรือคำพูดจากคนใกล้และคนไกล อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆ หนึ่งไปตลอดกาล สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง: BEING OURSELVES IS TOO DANGEROUS” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เล่าถึงวิธีการที่นักกิจกรรมผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) ถูกสอดส่องติดตามโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยการเฝ้าติดตามทางดิจิทัล รวมถึงถูกพุ่งเป้าโจมตีด้วยการใช้สปายแวร์เพกาซัสและการคุกคามทางออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะปิดปากพวกเขา ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

เรื่องราวของนักกิจกรรม 40 ชีวิตที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ อาจดูจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนที่ต้องเจอชะตากรรมในโลกออนไลน์ที่ถูกโจมตีด้วยวิธีการต่างๆ อ่านมาถึงบรรทัดนี้แอมเนสตี้ ประเทศไทย อยากให้ลองเปิดใจอ่านรายงานอันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง เพราะอาจทำให้ทุกคนตาสว่าง รู้เท่าทัน และให้ความสำคัญเรื่องสิทธิของตัวเอง

เนื้อหาในรายงานคือการฉายเรื่องราวให้ทุกคนเห็นวิธีการคุกคามชีวิตของกลุ่มคนนิรนาม รับรู้การใช้เทคโนโลยีบางอย่างที่อาจเป็นสารตั้งต้นให้เกิดคำถามจากนักกิจกรรมว่า สิ่งเหล่านี้มีทางการไทยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาเกี่ยวข้องหรือไม่ ในการใช้ยุทธวิธีหยุดยั้งไม่ให้ประชาชนกล้าเป็นตัวเอง เช่น การเปิดปฏิบัติการข่าวสาร หรือ Information Operations (I.O.) เรียกง่ายๆ คือการสร้าง ‘แอคหลุม’ หรือ ‘ล็อกโปรไฟล์’ เพื่อซ่อน ปกปิดความลับ ไม่บอกตัวตน ไม่ใช้ชื่อจริง ไม่ใช้รูปจริง เพื่อทำให้ผู้ถูกกระทำสืบค้นข้อมูลด้วยตัวเองไม่ได้

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดงาน Activism Space ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2567 ณ SCC Creative Space ราชเทวี กรุงเทพ ภาพในงานนี้มีทั้งเรื่องเล่าเรื่องราวที่ใช้ชื่อวงคุยว่า ‘หนังสือมนุษย์’ ที่นักกิจกรรมในรายงานอันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง คนที่อยู่แวดวงสิทธิมนุษยชน ยินดีและสมัครใจมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตจากการถูกคุกคามและถูกโจมตีในโลกออนไลน์ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน พร้อมการส่งต่อความรู้เรื่องการทำกิจกรรมรณรงค์จากแอมเนสตี้ ประเทศไทย

การโจมตีในโลกออนไลน์ต่อนักกิจกรรม พบว่าบางคนอาจยอมสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา หลังต้องเจอเหตุการณ์ในชีวิต เช่น ถูกดำเนินคดีจนทำให้เท้าข้างหนึ่งไม่ต่างกับการเข้าไปอยู่ในเรือนจำ หรือถูกคุกคามชีวิตด้วยวิธีการบางอย่างที่แยบยลหรือโจ่งแจ้งเพื่อสกัดไม่ให้พวกเขาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก แต่ไม่ใช่กับ ‘บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม’ หรือ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ นักกิจกรรมหญิง ที่เสียชีวิตขณะถูกคุมขังที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์หลังอดอาหารประท้วงเป็นเวลานาน ในช่วงเวลาของการมีชีวิตอยู่ บุ้งถูกโจมตีจากคนคุ้นหน้ากันหรือแม้กระทั่งคนไม่รู้จักกันบนโลกออนไลน์ โดยถูกโจมตีด้วยคำพูดและความคิดเห็นที่รุนแรง ทั้งตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงวันที่เธอเองหมดลมหายใจ

บุ้ง เนติพร เป็นหนึ่งในนักกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอคติทางเพศและความรุนแรงในโลกดิจิทัล ในงาน Activism Space จึงได้ร้อยเรียงเรื่องราวของเธอขึ้นมาผ่าน นิทรรศการ “Ticket to Harm : ศาลเตี้ยออนไลน์” ที่นอกจากสะท้อนเรื่องราวชีวิตของบุ้งแล้ว นิทรรศการนี้ยังเป็น Community หรือพื้นที่ให้ทุกคนที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักกิจกรรมได้มีพื้นที่ในการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแชร์ประสบการณ์ชีวิต เยียวยาหัวใจกันและกัน แลกเปลี่ยนวิธีการหาทางออกร่วมกันได้ และในพื้นที่เดียวกันกับนิทรรศการยังมีวงเสวนาเล็กๆ ที่มีเสียงสะท้อนจากนักกิจกรรมและคนที่โดนผลกระทบจากอคติทางเพศและความรุนแรงในโลกดิจิทัลจากการเป็นตัวเองเช่นเดียวกับ บุ้ง เนติพร ด้วย

เพื่อนถึงเพื่อน เปิดใจคนใกล้ชิด ‘บุ้ง เนติพร’

“บุ้งคือกลุ่มทะลุวังที่จะคอยซัพพอร์ตเด็กๆ หรือจะคอยดูแลเด็กๆ เป็นมิติที่เรารู้จักเขาตอนนั้น”

วีรดา คงธนกุลโรจน์ เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่ทำให้เธอรู้จักบุ้งเมื่อช่วงปี 2563-2564 ในตอนนั้นเธอได้กลายมาเป็นเพื่อนบุ้งจากงานที่ทำและการมีอุดมการณ์ที่คล้ายกัน

“เราในฐานะคนหนึ่งที่บังเอิญได้ทำการรู้จักกันเป็นการส่วนตัวผ่านงาน ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาไปทำกิจกรรม มันทำให้เขาเจออะไรมาบ้าง บนโลกออนไลน์เขาถูกโจมตีมาโดยตลอด อันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราหรือแม้กระทั่งนักกิจกรรมทั้งหลายต่างต้องเจอ จึงตั้งคำถามบ่อยๆ ว่า บุ้งอยู่ได้ยังไง?”

วีรดา ตั้งคำถามกับสิ่งที่เธอเจอและนักกิจกรรมหลายคนถูกกระทำก่อนที่เธอจะเล่าเพิ่มเติมว่า การที่เธอเห็นบุ้งตกเป็นเป้าของรัฐ ทำให้วีรดาในฐานะเพื่อนคนหนึ่งรู้สึกแย่มากๆ เพราะรัฐเอาเธอมาแขวนตั้งแต่วันที่ถูกนำตัวเข้าไปอยู่ในเรือนจำ แต่ความจริงที่เห็นชัดคือไม่ว่าจะมีอิสรภาพนอกเรือนจำหรือต้องเข้าไปอยู่ในกรงขังที่ไร้อิสรภาพ ชีวิตบุ้งที่เห็นผ่านสายตาในฐานะความเป็นเพื่อน มักจะมีคนมาแสดงความคิดแบบสบถ และหยาบคายอยู่เรื่อยมา

“สิ่งที่เห็นคือคอนโดของเขาไม่เคยว่างเว้นจากสายสืบของตำรวจ หลายๆ ครั้งที่เราไปส่งเขา มันจะมีช่วงหนึ่งที่บุ้งดูแลหยก เราก็ไปส่งแล้วเราก็สังเกตว่ากลุ่มคนนี้ ไม่ใช่คนปกติที่มาคอยดูเขา ซึ่งมันมีแบบนี้มาตลอด เราก็จะคอยถามว่าวันนี้มีคนมาเฝ้าหรือเปล่าวันนี้ หรือแม้กระทั้งเขาจะออกไปไหน เขาจะออกไปทำกิจกรรม จะมีคนติดตามเขาตั้งแต่หน้าคอนโด คือชีวิตเขาไม่ปลอดภัยเลยตั้งแต่ถูกสื่อ ถูกรัฐ เอามาแขวนว่าเป็นบุ้ง ทะลุวัง”

แม้ว่าตัวของวีรดา ไม่ได้เจออย่างบุ้ง แต่ว่าสิ่งที่เธอได้เจอจากการทำงาน ทำให้เธอเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นกับชีวิตของบุ้ง เนติพร เพื่อนของเธอ เป็นการทำร้ายชีวิตคนๆ หนึ่งทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ แล้ววันหนึ่งก็นำไปสู่วันที่บุ้งถูกทำร้ายจริงๆ ในชีวิตจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ให้สิทธิในการประกันตัว เพียงเพราะเธอมีจุดยืน มีอุดมการณ์ และใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง

“อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกแย่มากๆ คือ พอเป็นเพศหญิง หรือ LGBTIQ+ ทุกคนจะรับจบหมดเลย ถ้าเป็นรุ่นแรกๆ เลยก็จะเป็นรุ้ง เราเห็นว่าจะถูกสื่อสารเอาไปล้อเลียน แต่ว่าของบุ้งเนี่ยเห็นชัดเลยคือการนำไปสู่ความเกลียดชัง คือมันเหมือนกับเป็นลายเส้นว่ามึงทำอะไรกับคนนี้ๆ ก็ได้ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัว มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ คือรัฐมันโจมตีจนกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว และผู้คนก็เชื่อตามนั้น”

ประชาชนคุกคามกันเอง เป็นเรื่องเบาบางทันที เมื่อเทียบกับกระบวนการ (ไม่) ยุติธรรม

“อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ให้ได้ค่ะ มันเลือกไม่ได้ มันเกิดขึ้นแล้ว ถ้านิรโทษกรรมก็อาจสบายใจขึ้น”

ประโยคคำพูดจาก เบนจา อะปัญ นักกิจกรรมหญิงที่พูดขึ้นในวงเสวนา เธอเป็นหนึ่งในคนที่ก็ถูกคุกคามจากโลกออนไลน์เพียงเพราะเธอเห็นต่างทางการเมืองและใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกไม่ต่างจากบุ้ง เนติพร และนักกิจกรรมคนอื่นๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก

“ตอนนั้นเรายังไม่ได้เคลื่อนไหวเหมือนนักกิจกรรม แต่คือเรารู้สึกว่าเราแค่วิจารณ์มันออกไปในโลกอินเทอร์เน็ต แล้วเราก็โดนด่า โดนคุกคาม โดนส่งข้อความเข้ามาสารพัดข้อความ แล้วเอาไปแขวนต่อในกลุ่ม ให้เกิดการถกเถียงหรือใช้ถ้อยคำที่รุนแรงทางตัวอักษรกับเรา”

เบนจาเปิดใจว่าในตอนนั้นเธอเองก็หวั่นไหวไม่ต่างจากเพื่อนนักกิจกรรมคนอื่นๆ ที่หันหลังให้กับอุดมการณ์ของตัวเองหรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปขับเคลื่อนสังคมในรูปแบบอื่น ที่ทำให้คิดเช่นนี้ในตอนนั้นเพราะเธอรู้สึกว่า “เราก็อยู่ในพื้นที่ของเรา เราไม่ได้ไปทำอะไรใคร ทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่ง แค่พอโพสต์นั้นมันเด้งไปอยู่บนจอทีวี แล้วก็มีคนเข้ามารุมด่าเรา”

เหตุการณ์ตอนนั้นทำให้ชีวิตช่วงหนึ่งของเบญจาต้องอยู่กับความกลัวและตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันจะสามารถพูดมันออกมาได้ไหม” เบนจาเล่าเสริมอีกว่าปัจจุบันยังเจอภัยคุกคามบนโลกออนไลน์และในชีวิตจริงอยู่ แต่ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ในตอนนั้นที่เธอต้องเจอ ทุกวันนี้ถือว่าเป็นเรื่องเบาบางมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมหรือรัฐบาลทำใส่ในตอนนั้น เพราะทำให้เบนจาถูกดำเนินคดี ถูกติดตาม และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ

“การเข้าคุกถือเป็นการพรากอิสรภาพไปจากเรา มันไม่ได้เจ็บปวดทางกาย แต่เจ็บปวดทางด้านจิตใจเต็มๆ ออกจากคุกมาเหมือนจะไม่มีอะไร กลับไปใช้ชีวิตแบบปกติแทบไม่ได้ เพราะเรายังยืนอยู่บนฐานความจริงที่ว่า เขาสามารถเอาเรากลับเข้าไปตอนไหนก็ได้ เราจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไรให้ปลอดภัยจริงๆ ต่อให้วันนี้เราตื่นมาอยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ว่าในอนาคตไม่ได้การันตีว่าคุณจะกลับไปอยู่ที่นั่น ตั้งแต่เราเริ่มต้นออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง จนกระทั่งออกมาเคลื่อนไหวจริงๆ และหยุดการเคลื่อนไหวไปแล้ว ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย มันรู้สึกว่าถูกรายล้อมไปด้วยมวลสารอะไรอยู่เสมอ ที่พร้อมจะเอาเราไปอยู่ในคุกหรืออยู่ที่ไหนสักแห่งได้ตลอดเวลา”

สังคมและศาสนาอาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ไม่ใช่แค่การเมือง ไม่ใช่แค่ภาครัฐ แต่ชีวิตของ ‘นุ่น มนูญ วงษ์มะเซาะห์’ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เคยตกอยู่ในสถานะที่ชีวิตรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการเป็นตัวเองเช่นกัน นุ่นเล่าว่าได้เริ่มต้นจากไปให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวหนึ่งเกี่ยวกับพื้นที่ปลอดภัยของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่นับถือศาสนาอิสลาม การกล้าเป็นตัวเองในครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปอยู่แรมปี เริ่มจากโดนโจมตีจาก Homophobic คือคนที่หัวรุนแรงแล้วก็คลั่งศาสนา นอกจากนี้นุ่นเคยโดนถึงขั้นขู่หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดหน้าและถูกเรียกเข้าไปนั่งคุยในห้องมืดๆ กับครูในสมัยที่เธอยังไม่จบการศึกษา สถานการณ์นี้ตอกย้ำนุ่นว่า “สิ่งที่นุ่นเป็นคือสิ่งที่เป็นบาปในศาสนา”

 

อคติทางเพศ และความรุนแรงบนโลกดิจิทัล

ในช่วงปี 2563-2564 เป็นช่วงปีของการชุมนุมที่มาพร้อมการใช้เทคโนโลยี การชุมนุมจึงไม่ได้จัดกิจกรรมบนท้องถนนหรือพื้นที่ที่คนต้องเดินทางไปรวมตัวกันเพียงอย่างเดียว แต่มีการใช้เทคโนโลยีมาเคลื่อนไหวด้วยในตอนนั้นผ่านการสร้างพื้นที่ในออนไลน์ หรือ ‘การชุมนุมออนไลน์’ จะมีผู้หญิงหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าไปอยู่ในนี้จำนวนมาก มาถึงตรงนี้อาจมองว่าเป็นประตูแห่งโอกาสในการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เพราะเทคโนโลยีมาขยายข้อจำกัดการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกหรือการเป็นตัวเองให้เปิดกว้างขึ้น แต่หลายอย่างกลับสวนทางกัน กลายเป็นว่าเทคโนโลยีนั้นถูกนำมาใช้จำกัดสิทธิและเสรีภาพ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีรัฐบาลหรือทางการไทยอยู่เบื้องหลังหรือไม่?

แสงเทียน เผ่าเผือก เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเล่าว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีแคมเปญ “ปกป้องสิทธิในการชุมนุมประท้วง” หรือ Protect the Protest เป็นแคมเปญที่มีเป้าหมายส่งเสริมให้คนทุกคนรักษาสิทธิและเสรีภาพของตัวเองในการแสดงความคิดเห็นของตัวเองในรูปแบบต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการชุมนุมของประชาชนทุกคน เพราะแอมเนสตี้เชื่อว่าสิทธิในการชุมนุมประท้วงหรือว่าสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนทำได้ตามหลักสากล

แคมเปญ Protect the Protest เชื่อมโยงกับรายงาน ‘อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง’ เพราะเนื้อเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรายงาน เป็นประสบการณ์จริงที่นักกิจกรรมเจอด้วยเหตุแห่งความรุนแรงทางเพศจากการใช้เทศโนโลยี ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ไม่ได้มีการทำงานเพียงแค่แคมเปญกิจกรรมเท่านั้น แอมเนสตี้ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาครัฐ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ทุกคนที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ในวงเสวนา ‘หนังสือมนุษย์’ เป็นส่วนหนึ่งของคนต้นเรื่องทั้งหมด 40 คนจากรายงานอันตราเกินกว่าจะเป็นตัวเอง หากใครอ่านมาถึงตอนท้ายอาจจะทำให้เห็นภาพการขับเคลื่อนประเด็นของแอมเนสตี้ชัดเจนขึ้นในเรื่องการรณรงค์ให้เกิดการยุติความรุนแรงทางเพศที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ยิ่งถ้าไปอ่านในรายงานจะเห็นภาพที่ชัดขึ้น”

Ticket to Harm : ศาลเตี้ยออนไลน์ แม้เป็นเพียงชื่อนิทรรศการในงาน Activism Space แต่หากตีความคำว่า ‘ศาลเตี้ยออนไลน์’ ที่แอมเนสตี้ ประเทศไทยต้องการสะท้อนให้เห็นภาพชัดเกี่ยวกับการถูกตีตรา การถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผ่านตัวอักษร ผ่านข้อความสั้นๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆ หนึ่งไปตลอดกาลได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถกดอ่านรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง” ทั้งหมดได้ที่: https://bit.ly/3JZkDZA 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้