โทษประหารชีวิตในปี 2568 – ข้อเท็จจริงและตัวเลข
บทวิเคราะห์ระดับภูมิภาค
บทวิเคราะห์ระดับภูมิภาค
จากข้อมูลที่บันทึกโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล นับแต่ปี 2524 ตัวเลขการประหารชีวิตในปี 2568 เพิ่มจำนวนขึ้นสูงสุด โดยมีการประหารชีวิต 2,707 คน ใน 17 ประเทศ ทั้งนี้ตามตัวเลขในรายงานประจำปีล่าสุดของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เก็บข้อมูลการใช้โทษประหารชีวิตระดับโลก
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ทางการได้ควบคุมตัว โจว ฮั่ง ถงและ เหลย เฉิก หยั่น นักกิจกรรมชาวฮ่องกง ในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นให้ล้มล้างอำนาจรัฐ” สิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรรมของพวกเขาคือ การรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ศาลได้กำหนดการพิจารณาคดีของพวกเขาในเดือนมกราคม 2569 — หลังจากถูกควบคุมตัวโดยไม่ได้รับการประกันตัวมานานกว่า 4 ปี พวกเขาต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้อง — เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาโดยทันที
ในโลกที่การกดไลก์หรือแชร์ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกลับสามารถเปลี่ยนทิศทางความคิดของสังคมได้ยาวนานกว่านั้นมาก และเมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ เป้าหมายที่ถูกโจมตีอาจไม่ใช่แค่ความจริง แต่คือผู้คนที่กล้าตั้งคำถามต่ออำนาจ
เดือนเมษายน 2569 มีผู้ถูกคุมขังในคดีการเมืองในเรือนจำและสถานพินิจทั่วประเทศอย่างน้อย 63 คน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ในจำนวนนี้ 34 คน ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 และในจำนวนนี้มี 27 คนที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งไม่ได้รับสิทธิประกันตัว โดยผู้ที่มีโทษสูงสุดคือ มงคล ถิระโคตร ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 46 ปี จากการโพสต์เฟซบุ๊กเพียง 27 ข้อความ
COP หรือ การประชุมรัฐภาคี (Conference of Parties) คือการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่เหล่าผู้นำ นักวิทยาศาสตร์ นักเคลื่อนไหว นักเจรจา นักการทูต รวมถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากนานาประเทศจะรวมตัวกันเพื่อหาทางลดผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน โดยจะจัดขึ้นในทุก ๆ ปี และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพไปในแต่ละครั้ง
21 เมษายน 2569 ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2568/69 ที่เปิดเผยสถานการณ์โลกที่กำลัง “หันขวา” จากการที่ประเทศมหาอำนาจที่มีแนวปฏิบัติแบบอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมกลายเป็นขั้วอำนาจใหญ่ และกำลังไล่ล่าโจมตีดินแดนอื่นๆ เพื่อชิงทรัพยากรมาเป็นของตัวเอง สงครามที่เกิดขึ้นหลายครั้งในหลายประเทศนับตั้งแต่ปี 2568 เรื่อยมาจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการปราบปรามการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงในหลายประเทศ สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรม ซึ่งผลักให้ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกต้องพลัดถิ่นและลี้ภัย นั่นหมายความว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่
สืบเนื่องจากศาลอาญาระหว่างประเทศยืนยันข้อกล่าวหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งหมดของอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต และปูทางไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดีอย่างเต็มรูปแบบ
“ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) หรือ IO มีแนวโน้มถูกใช้เพื่อคุกคามพื้นที่ออนไลน์ บิดเบือนประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ หวั่นหากประชาชน สื่อ และนักสิทธิมนุษยชนเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่งผลให้สังคมขาดข้อมูลที่หลากหลายและตรวจสอบได้ นักวิจัยจากแอมเนสตี้ระบุว่า รัฐต้องเร่งแก้ไขปัญหา ยุติการลอยนวลพ้นผิด และไม่ผลักภาระให้ผู้ถูกคุกคามต้องรับมือด้วยตนเอง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานประจำปี 2568/69 ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางแนวโน้มการถดถอยในระดับโลก พร้อมย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิพลเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน พบผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอย่างน้อย 55 คน ชาวอุยกูร์กว่า 40 คนถูกส่งกลับ และผู้ลี้ภัยราว 81,000 คนยังขาดหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมระบุ 6 ประเด็นน่าห่วงด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องเร่งแก้ไข
โลกกำลังอยู่บนขอบเหวของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อันตราย ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการโจมตีอย่างเป็นระบบของรัฐมหาอำนาจ บรรษัท และขบวนการต่อต้านสิทธิ ที่มีต่อระบอบพหุภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเตือนในการแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน สถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69 ที่จัดขึ้นในวันนี้ พร้อมเปิดเผยผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน 144 ประเทศ ซึ่งนำไปสู่แนวทางที่ว่า รัฐต่างๆ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ต้องปฏิเสธการเมืองแบบต้นอ้อลู่ลม และต้องร่วมกันต่อต้านเพื่อขัดขวางการก่อตัวของระเบียบโลกแบบนักล่าดังกล่าว
Still We Rise — A Message from Amnesty’s Secretary General