ตรวจสุขภาพสิทธิมนุษยชน รอบที่ 4: เมื่อคำมั่นสัญญายังคงว่างเปล่า และสิทธิของประชาชนยังคงถูกปฏิเสธ

เดือนเมษายน 2569 มีผู้ถูกคุมขังในคดีการเมืองในเรือนจำและสถานพินิจทั่วประเทศอย่างน้อย 63 คน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ในจำนวนนี้ 34 คน ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 และในจำนวนนี้มี 27 คนที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งไม่ได้รับสิทธิประกันตัว โดยผู้ที่มีโทษสูงสุดคือ  มงคล ถิระโคตร ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 46 ปี จากการโพสต์เฟซบุ๊กเพียง 27 ข้อความ

ผู้ที่ถูกคุมขังต่อเนื่องนานที่สุดในกลุ่มคดีหลังการชุมนุมปี 2563 คือ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ถูกคุมขังตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2566 รวมกว่า 2 ปี 7 เดือน จาก 4 คดีมาตรา 112 รวมโทษ 10 ปี 6 เดือน รองลงมาคืออานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถูกคุมขังตั้งแต่ 26 กันยายน 2566 มีคดีมาตรา 112 ที่พิพากษาแล้ว 10 คดี รวมโทษค้างอยู่ราว 31 ปี 9 เดือน ทั้งสองยังอยู่ในสถานะผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด

จากข้อมูลพบว่า ตัวเลขผู้ต้องขังทางการเมืองพุ่งสูงขึ้นจากผลของการดำเนินคดีทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเข้ารับการ “ตรวจสุขภาพ” สิทธิมนุษยชนรอบที่ 4 ในกลไก UPR ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกลไกระหว่างประเทศที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างคำสัญญาที่รัฐไทยเคยได้ให้ไว้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

UPR คืออะไร

กระบวนการ Universal Periodic Review หรือ UPR คือกลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากลที่รัฐตรวจสอบรัฐ (Peer Review)  หรือทางการทูตมองว่ามีลักษณะเหมือนกระบวนการ เพื่อนเตือนเพื่อน โดยเน้นไปที่การให้ข้อเสนอแนะ ทุก 4 ปีครึ่ง รัฐบาลทั้ง 193 ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศตนเอง โดยประเทศสมาชิกอื่นๆ มีสิทธิเสนอข้อแนะนำและตั้งคำถาม ลองจินตนาการว่า UPR เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปีของรัฐ ที่ผลตรวจถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และการทำตามข้อเสนอแนะไม่ได้มีข้อผูกพัน

ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิจะเกิดขึ้น จะมีประชุมก่อนการทบทวน หรือ “Pre-session” ที่ เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมได้พูดโดยตรงกับคณะผู้แทนประเทศต่าง ๆ ในการเสนอประเด็นและข้อแนะนำเชิงนโยบาย เพื่อให้รัฐอื่นนำไปใช้ในวันทบทวน เวทีนี้มักจัดก่อนการประชุมราวหนึ่งเดือน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม) และถือเป็น “จังหวะสำคัญ” ของการทำการรณรงค์เชิงนโยบาย ทั้งในประเทศและที่เจนีวา เพราะภาคประชาสังคมจะสามารถพบปะ  และส่งข้อมูลให้คณะผู้แทนแบบตัวต่อตัวได้ ทั้งผ่านการพูดบนเวที การยื่นเอกสารสรุป และการสร้างเครือข่ายกับประเทศที่สนับสนุนประเด็นเดียวกัน

ในวันทบทวนจริง หรือ Interactive Dialogue กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง โดยแต่ละประเทศจะมีเวลาพูดข้อเสนอแนะเพียง 1–2 นาที ในเวทีนี้จะมีเฉพาะรัฐที่พูดได้  สำหรับไทยในรอบที่ผ่านมาเมื่อปี 2564 ได้รับข้อเสนอแนะจำนวนทั้งสิ้น 278 ข้อ

หลังการทบทวน รัฐบาลต้องตอบว่าจะ “รับรอง” หรือ “รับทราบ” ข้อเสนอแต่ละข้อ ซึ่งฟังดูคล้ายกันแต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การ “รับรอง” คือการให้คำมั่นว่าจะนำไปปฏิบัติ ส่วนการ “รับทราบ” คือการรับรู้โดยไม่ผูกพัน เป็นวิธีหลีกเลี่ยงการปฏิเสธอย่างเปิดเผยที่ผลในทางปฏิบัติแทบไม่ต่างกัน ผลการทบทวนทั้งหมดจะกลายเป็นบันทึกที่ประชาคมโลกหยิบขึ้นมาถามในรอบถัดไป ในรอบการทบทวนที่ 3 ที่ผ่านมา ไทยรับรองข้อเสนอแนะไปทั้งสิ้น 218 ข้อ

ชวนมองย้อน: สิ่งที่ไทยสัญญาแล้วยังไม่ทำ

ในรอบการทบทวนครั้งที่ 4 นี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ส่งรายงาน “Promises Made, Rights Denied” หรือ คำมั่นสัญญาที่ว่างเปล่า และสิทธิที่ยังถูกปฏิเสธ ชี้ให้เห็นว่าแม้ไทยจะรับรองข้อเสนอแนะไป 218 ข้อในรอบที่ 3  ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างคำสัญญากับความเป็นจริงยังกว้างขวางในทุกประเด็น

เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม ไทยรับรองข้อเสนอแนะจาก 9 ประเทศให้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่มาตรา 112 มาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ยังคงถูกบังคับใช้ทำให้บุคคลอย่างน้อย 1,992 ราย รวมถึงเด็กและเยาวชน ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมปี 2563 และอย่างน้อย 27 คนยังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีโดยไม่ได้รับการประกันตัว

การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อุปกรณ์ของบุคคลอย่างน้อย 35 รายถูกติดตั้งสปายแวร์เพกาซัส และในปี 2568 มีข้อมูลถูกเปิดเผยว่าตำรวจและทหารดำเนินการ “ทีมไซเบอร์” มีปฏิบัติการโจมตีใส่ร้ายองค์กรภาคประชาสังคม เมื่ออังคณา นีละไพจิตร และสุณัย ผาสุก ถูกข่มขู่สังหารออนไลน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติปฏิเสธที่จะสอบสวน

การลอยนวลพ้นผิด คดีตากใบที่มีผู้เสียชีวิต 85 รายหมดอายุความในปี 2567 โดยไม่มีใครถูกดำเนินคดี ผู้ประท้วงสามคนรวมถึงพายุ บุญโสภณ สูญเสียการมองเห็นถาวรจากกระสุนตำรวจ และยังไม่มีผู้ใดต้องรับผิด

การบังคับสูญหาย ไม่มีคดีใดที่นำผู้กระทำผิดมารับโทษได้สำเร็จ ทั้งกรณีพอละจี รักจงเจริญ สมชาย นีละไพจิตร และนักเคลื่อนไหวที่สูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แต่กฎหมายยังมีข้อบกพร่องสำคัญทั้งในนิยามและกลไกการบังคับใช้

สิทธิของผู้ลี้ภัย ชาวอุยกูร์ 40 คนถูกส่งกลับจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และนักปกป้องสิทธิชาวมองตานญาดถูกส่งตัวไปเวียดนามในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน โดยที่ไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494

ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แผนปฏิบัติการระดับชาติฉบับที่ 2 ยังขาดกฎหมายที่กำหนดให้มีการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (human rights due diligence) ในลักษณะบังคับ ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมายในการระบุ ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ยังล้มเหลวในการรับรองสถานะ “ชนพื้นเมือง”  ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงบ้านกะเบอดิน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ลุกขึ้นคัดค้านโครงการเหมืองถ่านหินเนื่องจากกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน โดยเฉพาะประเด็นการจัดทำรายงาน EIA ที่ไม่เป็นไปตาม หลักการยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้าและได้รับข้อมูลครบถ้วน ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งระงับโครงการชั่วคราว

สิ่งที่แอมเนสตี้เรียกร้อง

เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมฯ และพ.ร.บ.การชุมนุมฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และปล่อยตัวทุกคนที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สอบสวนการสอดแนมดิจิทัลและการคุกคามออนไลน์ต่อนักปกป้องสิทธิทุกกรณี ระงับการซื้อ ขาย และใช้งานสปายแวร์ทุกประเภทจนกว่าจะมีกรอบกฎหมายคุ้มครอง และยกเลิกการทำให้คดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา

การลอยนวลพ้นผิดและการบังคับสูญหาย แก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ให้ยกเลิกอายุความสำหรับความผิดเหล่านี้ สอบสวนการใช้กระสุนยางโดยมิชอบต่อผู้ชุมนุม และสอบสวนทุกคดีการบังคับสูญหายอย่างเป็นอิสระ

สิทธิของผู้ลี้ภัย เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และหยุดการบังคับส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่เสี่ยงต่อการประหัตประหาร

ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ออกกฎหมายบังคับให้ภาคธุรกิจตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตามหลักการชี้นำของสหประชาชาติ

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง แก้ไขกฎหมายเพื่อรับรองสถานะชนพื้นเมืองและสิทธิตามหลักการยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้าและได้รับข้อมูลครบถ้วน

ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สมัยประชุมที่ 53 ของ UPR แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันจับตา “คำมั่นสัญญา” ที่รัฐไทยเคยให้ไว้บนเวทีโลก ซึ่งรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่ายังคงเป็นเพียงถ้อยคำที่ว่างเปล่าสำหรับประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิฯ ท่ามกลางสถานการณ์สิทธิเสรีภาพที่ถดถอยและช่องว่างระหว่างคำสัญญากับความเป็นจริงที่ยังกว้างขวางในทุกมิติ

สามารถอ่านรายละเอียด “คำสัญญา” ที่รัฐไทยเคยให้ไว้บนเวทีโลก รวมถึงข้อเรียกร้องทั้งหมดได้ในรายงานฉบับเต็มที่นี่

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน