เกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่การประชุม COP30 

การประชุมข้ามเส้นตาย 1.5 องศาโดยเจ้าภาพเปื้อนคราบน้ำมัน 

COP หรือ การประชุมรัฐภาคี (Conference of Parties) คือการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่เหล่าผู้นำ นักวิทยาศาสตร์ นักเคลื่อนไหว นักเจรจา นักการทูต รวมถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากนานาประเทศจะรวมตัวกันเพื่อหาทางลดผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน โดยจะจัดขึ้นในทุก ๆ ปี และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพไปในแต่ละครั้ง 

สำหรับ COP30 หรือการประชุมครั้งที่ 30 นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล นับเป็นการประชุมที่หลายฝ่ายจับตามอง เพราะนอกจากจะจัดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงทะลุเส้นตาย 1.5 องศาเซลเซียส จากรายงานในปี 2024 ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่เหล่าผู้นำโลกเคยให้สัญญาว่าจะควบคุมไว้ไม่ให้เกิน  แต่กลับไม่มีการรับรองมาตรการเด็ดขาดใหม่ เพื่อประกันว่าภาวะโลกร้อนจะไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แม้จะมีการนำเสนอตั้งแต่เริ่มต้นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็น “การประชุม COP เพื่อเปิดโปงความจริง” 

ความคืบหน้าภายใต้รอยร้าวของประชาคมโลก 

ผลลัพธ์จากการประชุม COP30 ได้แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความคืบหน้าบางเรื่อง แต่ประเด็นทางมนุษยชนกลับถูกลดทอนความสำคัญลง และมีปัญหาในหลายจุด เช่น การขาดกระบวนการที่จริงจังในบางประเด็น และความอ่อนแอของระบบการร่วมมือกันในประชาคมโลกเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “โกลบอล มูชิราว” นอกจากนี้ในประเด็นร้ายแรงอย่างอุณหภูมิโลกที่สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลพวงสำคัญมาจากการขุดเจาะและการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ยังคงถูกปล่อยให้เป็นวิกฤตต่อไป โดยไร้มาตรการเด็ดขาดรองรับหรือการรับประกันว่าจะมีการควบคุมไม่ให้สูงขึ้น รัฐต่าง ๆ 

กลับไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่จะทำให้เกิดการยุติที่เป็นธรรมและเสมอภาคของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ 

ทั้งนี้ความคืบหน้าที่เกิดขึ้น คือ มีข้อมติให้เกิดการพัฒนาแผนงานการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม บนพื้นฐานของ 

สิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนและสิทธิของพวกเขาเป็นหัวใจสำคัญ และอาจนำไปสู่การยุติการใช้และการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนปฏิบัติการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศเบเล็ง (GAP) 

ที่จะผลักดันให้เกิดปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่คำนึงถึงมิติหญิงชายมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเสียใจและขัดแย้งกับความต้องการของภาคประชาสังคมและชนเผ่าพื้นเมืองคือ มีการตัดการอ้างอิงกับสิทธิมนุษยชนออกไปจากแผนปฏิบัติการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ และเอกสารฉบับร่างอื่น ๆ  

อีกหนึ่งผลลัพธ์เชิงบวกคือการเจรจา ได้นำไปสู่การจัดทำรายงานสถานะของความสูญเสียและความเสียหาย ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของภาคประชาสังคม และระบุชัดเจนว่ารายงานนี้ต้องมุ่งทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นในกระแสหลัก 

นอกจากนี้ภายใต้ปัญหาเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะการขาดแคลนที่พักอาศัยในราคาที่เหมาะสม และการ 

เข้าถึงบัตรผู้เข้าประชุมสำหรับผู้สังเกตการณ์ ผลจากการกดดันต่อรัฐบาลบราซิลโดยชนเผ่าพื้นเมืองและภาคประชาสังคม ทำให้มีสัดส่วนผู้เข้าร่วมประชุมจากชนเผ่าพื้นเมืองมากเป็นประวัติการณ์ มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายขึ้นมากกว่าการเจรจา เช่น การเดินขบวนภาคประชาชน อย่างไรก็ตามในการประชุม COP 30 กลับมีการตรึงกำลังทหารเพิ่มขึ้นในพื้นที่ด้านนอกที่ประชุม ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่จำเป็นและทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าหวาดกลัว 

สิทธิมนุษยชนในวิกฤตสภาพภูมิอากาศ : ข้อเรียกร้องจากแอมเนสตี้ต่อเวที COP30 

ด้วยผลลัพธ์จากการประชุมดังกล่าว แอมเนสตี้  อินเตอร์เนชั่นแนล จึงเรียกร้องให้การประชุม COP30 เกิดผลลัพธ์ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การจัดให้มีการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ภาคพลเมือง รวมถึงสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบทั้งภายในและภายนอกกรอบอนุสัญญา UNFCCC  

สภาพความเป็นจริง : เกิดอะไรขึ้นทั่วโลกที่ส่งผลต่อความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ  

ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ สงครามความขัดแย้ง และอาชญากรรมระหว่างประเทศ 

การทำสงครามและปฏิบัติการทางการทหารทั่วโลกได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 5.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการเกิดภาวะโลกร้อน แต่รัฐกลับไม่แสดงความรับผิดชอบ 

ต่อปัญหานี้ตามอนุสัญญา อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) 

การยึดครองด้วยกำลังทหารและสงครามยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนชนและสิทธิของพวกเขา เช่นการโจมตีทำร้ายของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา รวมถึงการทำลายบ้านเรือน ระบบเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ  โรงพยาบาล และเครือข่ายด้านพลังงาน 

จนกาซากลายเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ปฏิบัติการเหล่านี้จึงถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างเป็นระบบ ต่อสิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิด้านสุขภาพ อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย สุขอนามัย การศึกษา และสิทธิที่จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มีสุขอนามัย และยั่งยืน 

ความล้มเหลวในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนและสื่อทั่วโลก มีส่วนเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาพภูมิอากาศและความอยุติธรรมในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งนี้แอมเนสตี้ได้เสนอข้อเสนอแนะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามอนุสัญญา UNFCCC และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากการทหารอย่างจริงจัง พร้อมทั้งรัฐทุกแห่งจะต้องกดดันให้อิสราเอล ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซาอย่างทันที  

ผู้ปกป้องโลกที่ไร้การปกป้อง สถานการณ์ของนักสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมใน COP30 

ในการประชุม COP30 ได้มีการเปิดตัวเครือข่ายแกนนำนักกิจกรรมและนักปกป้องสิ่งแวดล้อม (LEAD) ซึ่งแอม 

เนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร่วมทำงานเป็นภาคีด้วย โดยได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลบราซิล เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล นักปกป้อง ภาคประชาสังคม สถาบันพหุภาคี หน่วยงานและบุคคลที่สำคัญอื่นๆ  

แม้ดูจะมีความคืบหน้าในการสนับสนุน และยอมรับบทบาท รวมถึงการเพิ่มความคุ้มครองและลดความรุนแรงให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ทว่าในภาพความเป็นจริงแล้วยังมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกกีดกันบทบาทการทำงาน มีการคุกคามเพื่อปิดปาก ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรง ทั้งยังถูกควบคุมตัวก่อนการพิจารณาโดยพลการ  นอกจากนี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมยังเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมากสุด  ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุความยุติธรรมทางสภาพภูมิกาศ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการความคุ้มครอง กำลังใจ และพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทำงานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อไป  

เชื้อเพลิงฟอสซิล ช้างในห้อง ที่ผู้นำโลกยังตกลงกันไม่ได้  

ในระหว่างการประชุม COP30 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และองค์กรภาคี ได้มีการเปิดตัวรายงานใหม่ที่สำคัญ ชื่อ การสูญพันธุ์เพราะการขุดเจาะ: เหตุใดวงจรชีวิตของเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงคุกคามต่อชีวิต ธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน โดยสะท้อนให้เห็นว่าวงจรชีวิตของเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดทำลายระบบนิเวศตามธรรมชาติที่ไม่อาจทดแทนได้ และบั่นทอนสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่าง ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นต่อมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ผลกระทบด้านลบต่ออนามัยเจริญพันธุ์ และ ผลกระทบด้านลบอื่น ๆ ต่อสุขภาพ  

นับเป็นครั้งแรกในการลงมติในที่ประชุม COP ที่รัฐต่าง ๆ ยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่อุณหภูมิโลกจะเพิ่มเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และมีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดความร้ายแรงและระยะเวลาการเพิ่มอุณหภูมิ ของโลก  การที่ยังคงออกใบอนุญาต หรือสนับสนุนต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป อาจถูกมองได้ว่าเป็น “การกระทำที่ผิดในระดับระหว่างประเทศ”  เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน  ซึ่งรายงานดังกล่าว ได้รายงานถึงสถานการณ์การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยพบมากกว่า 3,500 ที่ยังอยู่ในระดับของโครงการ อยู่ระหว่างการพัฒนา หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างทั่วโลก การขยายตัวเช่นนี้อาจทำให้ประชากรอย่างน้อย 135 ล้านคน ต้องเสี่ยงภัย 

ทว่าในการประชุม COP30 แม้ว่าจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และการแสดงความปรารถนาอย่างชัดเจนจากประธานาธิบดีลูลลาของบราซิลและอีกประมาณ 80 ประเทศที่ต้องการผลักดันให้แผนการดำเนินงานเพื่อการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกบรรจุเป็นผลลัพธ์ของการประชุม แต่การคัดค้านอย่างหนักในบางประเทศ รัฐบางแห่ง รวมทั้งซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ซึ่งใช้ความพยายามอย่างยิ่ 

งยวดในการขัดขวางไม่ให้มีการกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นธรรมและเสมอภาค ไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงชื่อของคำว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยซ้ำ ทำให้เวทีของ UNFCCC ไม่สามารถเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสำคัญนี้ได้อีกครั้ง สถานการณ์นี้ส่งผลให้รัฐต่าง ๆ ที่ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และความจำเป็นต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ต้องให้ไปใช้วิธีการอื่นๆ แทน อย่างการดำเนินงานนอกเวทีหลัก 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเรื่องที่น่ายินดีที่กัมพูชาได้ประกาศเห็นชอบต่อสนธิสัญญายุติการขยายการสำรวจและผลิตเ ชื้อเพลิงฟอสซิล (FFNPTI) รวมถึงโคลอมเบีย  โดยนับเป็นรัฐเดียวในกลุ่มประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ออกมาสนับสนุน โดยได้ประกาศให้ “พื้นที่ป่าแอมะซอนทั้งหมดเป็นเขตสงวน ทรัพยากรธรรมชาติหมุนเวียน โดยห้ามการทำเหมืองขนาดใหญ่และการขุดเจาะไฮโดรคาร์บอนใหม่ ๆ อย่างเป็นทางการ” 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงคัดค้าน บราซิลในฐานะประธานการประชุมก็ได้ยืนยันว่าจะร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เพื่อพัฒนาแผนการดำเนินงานไปสู่การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 

ภาระที่ไม่เป็นธรรม เมื่อประเทศรายได้น้อยยังต้องคอยเงินจากประเทศผู้ปล่อยมลพิษ 

ประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษระดับสูง ยังคงล้มเหลวต่อพันธกิจช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำในรูปแบบเงินให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดหนี้สิน 

ที่ผ่านมากลุ่มประเทศรายได้ต่ำต้องเผชิญกับสถานการณ์การเงินไม่เพียงพอต่อการปรับตัวและบรรเทาความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งถือเป็นการชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรูปแบบหนึ่ง พวกเขาเรียกร้องการสนับสนุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน เทคโนโลยี หรือการเสริมสร้างศักยภาพ เพื่อช่วยให้สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดและแผนปฏิบัติการระดับชาติของตนได้  

ในช่วงเริ่มต้นการประชุม COP30 กลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยสุด (LDC) เรียกร้องให้เพิ่มการเงินเพื่อการปรับตัวต่อปีเป็นสามเท่าภายในปี 2573 โดยให้เพิ่มเป็นจำนวนเงินอย่างน้อย 1.2 แสนล้านเหรียญ ทว่าหลังการเจรจาอย่างยืดเยื้อมีเพียงการเติมเนื้อหา “เรียกร้องให้มีความพยายามหาเงินมาจากแหล่งการเงินที่หลากหลาย รวมทั้งเงินกู้ของเอกชน”  ซึ่งไม่ถึงขั้นเป็นการให้พันธกิจเฉพาะสำหรับประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องเป็นผู้มอบเงิน ซึ่งมีส่วนรับผิดชอบมากสุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด 

การไม่จัดให้มีการให้เงินช่วยเหลือใหม่เพิ่มเติมอย่างเพียงพอกับประเทศที่มีรายได้ต่ำ เพื่อช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับประชาชนหลายพันล้านคนทั่วโลก 

เสียงในโซนสีน้ำเงิน : แรงปะทะระหว่างความมั่นคงกับเสรีภาพในการชุมนุม 

ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568  นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่การประชุม COP26 ที่ประชาชนในเบเล็งสามารถจัดประท้วงในท้องถนน รวมทั้งการจัดเดินขบวนภาคประชาชนตามจารีตประเพณี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ  โดยประชาชนหลายพันคนเดินขบวนตลอดทั้งเมือง เพื่อเน้นย้ำข้อเรียกร้องของชนเผ่าพื้นเมือง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศและความรับผิดเพิ่มมากขึ้น  

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์แรกของการประชุมนั้น ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมเพื่อต่อต้านการกีดกันชนเผ่าพื้นเมืองออกจากการเจรจา  ส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งกีดขวางเพื่อความปลอดภัยด้านนอกอาคารที่ประชุม เลขาธิการของอนุสัญญา UNFCCC จึงได้ออกจดหมายไปยังรัฐบาลบราซิล  เรียกร้องให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ทางการตอบโต้ผู้เข้าชุมนุมอย่างหนักหน่วงและใช้กำลังทหารมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทั้งยังสร้างบรรยากาศที่น่าหวาดกลัวต่อผู้เข้าร่วม และทำให้เกิดอุปสรรคมากขึ้นต่อการเข้าถึงที่ประชุม  นอกจากนี้ยังมีมาตรการจำกัดการประท้วงอย่างสงบให้เกิดขึ้นภายในโซนสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การสหประชาชาติ ถือเป็นความขัดแย้งกับหลักการชุมนุมที่ต้อง “มองเห็นและได้ยิน” ซึ่งเป็นสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ  

แม้จะถูกจำกัดพื้นที่การชุมนุม รวมทั้งการห้ามเอ่ยชื่อพรรคการเมืองบางแห่ง การเอ่ยชื่อเมืองและองค์กร หรือการเอ่ยชื่อบุคคลใด ๆ ในการชุมนุม เว้นแต่เป็นการพูดเพื่อยกย่องหรือรำลึก แต่ในการชุมนุมครั้งนี้นั้นก็ได้มีการอนุญาตให้พิมพ์ชื่อของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนใต้ภาพของพวกเขา รวมถึงได้ระงับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสภาพอากาศ นับเป็นพัฒนาการที่ดีทั้งสองประการ เมื่อเทียบกับการประชุม COP ที่ผ่านมา 

จากชายขอบสู่เวทีโลก พัฒนาการที่ก้าวหน้าบนข้อจำกัดด้านการเข้าถึงที่ประชุม  

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่หลากหลาย รวมทั้งกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ในเวทีการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบ กำกับการทำงาน และสะท้อนความคิดเห็นต่อการทำงานของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้รัฐเห็นภาพที่หลากหลาย สามารถกำหนดนโยบายได้อย่างรอบด้าน การได้รับการคุ้มครองสิทธิในการแสดงออก การสมาคม การชุมนุมประท้วงโดยสงบ ของภาคประชาชนและกลุ่มชนพื้นเมือง จึงเป็นส่วนสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตโลก 

ก่อนการประชุม COP30 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนให้ผู้ 

สังเกตการณ์ได้เข้าถึงการประชุม UNFCCC อย่างทั่วถึง โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เช่น การขอวีซ่า ค่าใช้จ่ายด้านที่พักที่มีราคาสูง และการจัดสรรบัตรเข้าร่วมประชุมที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งอาจทำให้บางกลุ่มไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่   

ขณะเดียวกันได้มีการเผยแพร่ความตกลงประเทศเจ้าภาพ (HCA) สำหรับการประชุม COP30 ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่มีมาอย่างยาวนานสำหรับหน่วยงานภาคประชาสังคม นับเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ โดยในบทวิเคราะห์หลังมีการเผยแพร่เนื้อหาความตกลงดังกล่าว จดหมายเปิดผนึกต่อที่ประชุม UNFCCC ยังระบุถึงข้อเสนอแนะซึ่งหากมีการดำเนินงาน จะช่วยส่งเสริมความคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนในความตกลงประเทศเจ้าภาพในอนาคต  

นอกจากนี้ โดยภาพรวมแล้ว ชนเผ่าพื้นเมืองยังมีส่วนร่วมมากขึ้นในการประชุม COP30  ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่น่ายินดี เช่นเดียวกับความพยายามของรัฐบาลบราซิลที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความเท่าเทียมของชุมชนและกลุ่มที่เป็นชนกลุ่มน้อยและอยู่ชายขอบ ทั้งนี้ รวมถึงการแต่งตั้งทูตพิเศษ รวมทั้งตัวแทนชนเผ่าพื้นเมือง ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม และความเสมอภาคทางเชื้อชาติ และชุมชนเมืองชายขอบ การให้ความสำคัญกับกลุ่มชายขอบเป็นเหตุให้มีการกล่าวถึงคนเชื้อสายแอฟริกันเป็นครั้งแรกในข้อมติที่ประชุม COP เพื่อยอมรับบทบาทที่สำคัญของพวกเขาในข้อมติเกี่ยวกับ Global Mutirão, แผนงานการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแผนปฏิบัติการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศเบเล็ง 

ทว่า ในเวลาเดียวกัน การเจรจาก็อยู่ภายใต้อิทธิพลสำคัญจากการรวมตัวของล็อบบี้ยิสต์กว่า 1,600 คนที่ทำงานให้กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งนับเป็นจำนวนมากสุดและยังมีผู้เข้าร่วมอีกกว่า 500 คนที่ทำงานให้กับบริษัทส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงและยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ทำให้ในการพูดคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของการเจรจา เนื่องจากผู้สังเกตการณ์ถูกกีดกันจากการอภิปรายในสัปดาห์ที่สอง  เมื่อประธานใช้ตัวเองเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างกลุ่มที่เห็นต่างกัน โดยเป็นการประชุมลับ เป็นเหตุให้เกิดปัญหากับภาคประชาสังคมและชนเผ่าพื้นเมืองในการรณรงค์กดดัน 

ผู้พิการก็ไม่สามารถเข้าถึงการเจรจาได้เช่นกัน เนื่องจากไม่มีการเตรียมล่ามแปลภาษามือ ทั้งภาษามือระดับชาติและภาษามือสากล ไม่มีการใส่คำบรรยายแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะในระหว่างกิจกรรมและการเจรจาระดับสูง ไม่มีการใช้ภาษาและการจัดทำเอกสารที่เรียบง่าย ทำให้ผู้เข้าร่วมหลายคนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่  การเข้าถึงที่พัก การเดินทาง ที่ไม่คำนึงถึงกลุ่มผู้มีความเปราะบาง ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นว่ายังคงต้องมีการทำงานอีกมากเพื่อปฏิรูปอนุสัญญา UNFCCC เพื่อประกันให้สามารถถอำนวยให้เกิดความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และการบรรลุพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของรัฐภาคี 

ก่อนการประชุม COP31 มาถึง 

โดยภาพรวมแล้ว แม้จะมีผลลัพธ์ในเชิงบวกเกิดขึ้นจากการประชุม COP30 แต่กลับถูกบั่นทอนลงเพราะรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองมนุษยชาติและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนที่ลุกลามบานปลายและส่งผลกระทบร้ายแรง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขุดเจาะและการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้จะมีการนำเสนอหลักฐานผลกระทบของเชื้อเพลิงฟอสซิลเชิงประจักษ์ แต่ผู้นำโลกในห้องประชุมยังคงตกลงกันไม่ได้ และไม่มีแม้กระทั่งการรับรองมาตรการเด็ดขาดใหม่ เพื่อประกันว่าภาวะโลกร้อนจะไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทั้งยังมีมีการตัดเนื้อหาที่อ้างอิงถึงสิทธิมนุษยชน ออกไปจากแผนปฏิบัติการด้านความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงจากเอกสารร่างอื่น ๆ ด้วย 

การประชุมยังคงมีปัญหาในการพัฒนาระบบการเงินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริง และยังเสี่ยงสร้างภาระหนี้ โดยเฉพาะในด้านการลดผลกระทบ การปรับตัว และการรับมือกับความสูญเสียและความเสียหายจากวิกฤต สถานการณ์นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้คนนับพันล้านคน โดยเฉพาะในประเทศที่มีส่วนก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด แต่กลับได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วส่งผลต่อมนุษยชาติทั้งหมด 

ในด้านการจัดการยังคงป็นปัญหาอย่างมากในการขาดแคลนที่พักอาศัยที่มีราคาเหมาะสม และการเข้าถึงบัตรผู้เข้าประชุมสำหรับสังเกตการณ์ การอำนวยความสะดวกสำหรับกลุ่มผู้เข้าประชุมที่เปราะบาง  แม้จะมีสัดส่วนผู้เข้าร่วมจากกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองเพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการ แต่การประชุมยังคงถูกจับตามองโดยกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีจำนวนมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ นักสิทธิมนุษยชนยังคงด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตี และมีการตรึงกำลังทหารโดยไม่จำเป็นนอกพื้นที่การประชุมเพื่อรับมือกับผู้ชุมนุมอย่างสันติ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ถดถอยในการประชุม  COP30 นี้ ส่งผลให้แอมเนสตี้จำเป็นต้องเรียกร้องให้การประชุม COP30 มีผลลัพธ์ที่ยึดโยงกับสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน   เพื่อให้การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างเป็นธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก 

สำหรับการประชุม COP31 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 โดยมีรัฐบาลตุรกีเป็นเจ้าภาพและมีออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพร่วม เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เจ้าภาพการประชุม เป็นประเทศที่แทบไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน รัฐบาลตุรเคียได้ปราบปรามผู้เห็นต่าง  โดยการสอบสวนคดี สั่งฟ้องคดีที่ปราศจากข้อเท็จจริง และตัดสินลงโทษนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว นักการเมืองฝ่ายค้าน และบุคคลอื่นๆ รวมทั้งนักปกป้องสิ่งแวดล้อม ผู้ประท้วงโดยสงบต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ใช้อาวุธควบคุมฝูงชน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือการเยียวยา ผู้มีความหลากหลายทางเพศยังต้องเผชิญกับอคติและการเลือกปฏิบัติ รวมถึงความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ตุรเคียยังคงเป็นประเทศที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานถ่านหินอย่างมาก คิดเป็น 42% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2567 ทั้งยังคงมีการขยายกำลังผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศต่อไป 

เจ้าภาพร่วมอย่างออสเตรเลีย ซึ่งมีความรับผิดชอบหลักในการประสานงานการเจรจา  ก็ยังคงมีประเด็นเรื่องการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่น่ากังวล โดยออสเตรเลียยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ ซึ่งยังคงอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล และยังคงให้ความเห็นชอบต่อสัญญาการทำเหมืองเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ พรรคฝ่ายค้านเต็มไปด้วยนักการเมืองที่ปฏิเสธปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนขึ้น แม้ว่าประชาชนจะสนับสนุนการปลี่ยนแปลงก็ตาม  

ทั้งนี้ออสเตรเลียสัญญาว่าจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม COP ในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก จึงน่าจะมีการให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ที่ส่งผลกระทบอย่างโดดเด่นต่อหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา  ซึ่งประเทศในแปซิฟิกมีข้อเสนอสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศกลายประการ รวมทั้งความคิดเห็นเชิงคำปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สนธิสัญญายุติการขยายการสำรวจและผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล ความตกลงเพื่อระงับการทำเหมืองทะเลลึกชั่วคราว และข้อเสนอให้มีอนุสัญญาเพื่อลดการผลิตและการใช้พลาสติก แต่ประเทศส่วนใหญ่ในแปซิฟิกยังคงไม่มีสื่อมวลชนที่เข้มแข็งและอิสระ และยังคงมีกฎหมาย นโยบาย หรือการปฏิบัติที่จำกัด 

เสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออก ขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะได้เป็นเจ้าภาพการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม COP รวมถึงต้องเผชิญกับต้นทุนการเดินทางไปประชุมที่ราคาแพง หรืออาจมีอุปสรรคในการขอวีซ่า ซึ่งจำกัดการเข้าถึงของตัวแทนจากรัฐที่เป็นภาคีและไม่ได้เป็นภาคี 

สำหรับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ออสเตรเลียมีการประกาศใช้กฎหมายและการปฏิบัติที่จำกัดสิทธิมากขึ้น รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ มีการกำหนดบทลงโทษสำหรับการชุมนุมอย่างสงบที่รุนแรงรวมทั้งการจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกิน 50,000 เหรียญออสเตรเลีย 

ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศและสิทธิมนุษยชนที่น่ากังวลและจำเป็นต้องจับตามองในการประชุม COP31 โดยแอมเนสตี้มีข้อเสนอแนะให้ ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศเจ้าภาพการประชุม UNFCCC จะต้องประกันว่าบุคคลทุกคนสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี ทั้งในส่วนบุคคลหรือในการทำกิจกรรมร่วมกับบุคคลอื่น และการประท้วงอย่างสงบ รวมทั้งการทำกิจกรรมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ หรือไม่ต้องหวาดกลัวต่อการตอบโต้ ประการที่สอง ต้องประกันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนสำหรับภาคประชาสังคม รวมทั้งเอ็นจีโอ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และนักกิจกรรม โดยการยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่จำกัด 

สิทธิ งดเว้นจากการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลอย่างไม่เหมาะสม รวมทั้งข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพ 

ภูมิอากาศ และการปล่อยตัวบุคคลใด ๆ ที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และประการสุดท้าย ต้องประกันให้ผู้สื่อข่าวและตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมืองและภาคประชาสังคม ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการ ประชุมเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม COPs ได้รับการออกวีซ่าและเสียค่าธรรมเนียมในราคาที่เหมาะสม  

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

——–