ระนองมีดีอะไร? ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: 101 รัฐเห็นโครงการพัฒนาที่คุ้มทุน แต่…คนระนองเห็นบ้าน อาชีพ สิ่งแวดล้อม และสิทธิที่หายไป

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดวงเสวนา “แลนด์บริดจ์ 101: ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน” ที่จังหวัดระนอง เปิดพื้นที่ให้ทั้งนักวิจัย ตัวแทนชุมชน ผู้ประกอบการในเมืองระนองและเกาะพยาม ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) หลังรัฐบาลสื่อสารว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเชื่อมฝั่งอ่าวไทย – อันดามัน (ชุมพร – ระนอง)

สิ่งที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญจากภาคประชาสังคมและคนในพื้นที่จังหวัดระนอง ว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจมีเป้าหมายหลักในการปูทางสู่การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ร่วม 70,000 ไร่ เพื่อให้เกิดรายได้ 4.5 ล้านล้านบาท นั้นคุ้มค่ากับการลงทุนก่อสร้าง แล้วเหตุใดข้อมูลด้านอุตสาหกรรมและผลกระทบเชิงโครงสร้าง จึงแทบไม่ถูกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในนามของการพัฒนาประเทศไทย

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์คือเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลเน้นนำเสนอต่อสาธารณะ ว่าเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง 2 ฝ่ายหลัก คือ มุมมองของรัฐบาลที่เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล ขณะที่มุมมองของชุมชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ต่างตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ว่าแท้จริงแล้วเป็นความคุ้มค่าของใคร พร้อมแสดงความกังวลถึงผลกระทบขนาดใหญ่ ที่อาจเกิดกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในจังหวัดระนอง โดยเฉพาะหากโครงการนี้อาจจะมีการสร้างฉากหน้าเพื่อการขนส่ง แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นไปเพื่อรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มากไปกว่านั้น

ในวงคุยแลนด์บริดจ์ 101: ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ จังหวัดระนอง  มีใจความสำคัญว่า โครงการพัฒนาลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่เป็นความพยายามของรัฐอย่างต่อเนื่อง ที่อาจจะต้องการทำให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทว่าที่ผ่านมากลับถูกคัดค้านและล้มเหลวมาตลอดหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการสะพานเศรษฐกิจในเส้นทางกระบี่ – ขนอม ทับละมุ – สิชล และสตูล – สงขลา  ที่ผลักดันภายใต้ชื่อเดิม คือ แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard Development) หรือแม้กระทั่งโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษฝั่งอันดามันที่ทวาย ประเทศเมียนมา ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงกับฝั่งอ่าวไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย

ทั้งหมดนี้ล้วนมีบทสรุปที่ไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากถูกคัดค้านและส่งผลกระทบที่รุนแรงกับสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในปัจจุบันจึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นการปัดฝุ่นแนวคิดเดิมภายใต้กรอบกฎหมายใหม่ที่เปลี่ยนชื่อและเนื้อหาบางอย่างหรือไม่ นั่นคือการประกาศพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ให้ครอบคลุม 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช พร้อมกับพยายามวางรากฐานทางกฎหมาย คือ ผลักดันให้เกิดร่าง พรบ. SEC ที่พบว่าอาจจะมีการถอดแบบมาจากระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อน: แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คืออุตสาหกรรมพลังงาน

วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระ ระบุว่า ในรายงานความก้าวหน้าการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ฉบับที่ 2 ได้นำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างรายได้และทำให้เกิดความคุ้มทุน โดยอ้างว่าต้องการทำให้เป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ประมาณ 70,000 ไร่ แต่เมื่อดูในรายละเอียดกลับพบว่าเป็นแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S Curve) ที่ต้องอาศัยการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรมีในการสร้างฐานการผลิตวัตถุดิบ หากเป็นเช่นนี้จริง แผนนี้อาจหมายถึง การพัฒนาด้านพลังงานและปิโตรเคมีต่อเนื่องจากภาคตะวันออก ดังที่ปรากฏในแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์จะต้องใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล แต่แทบไม่มีการสื่อสารอย่างชัดเจนถึงที่มาของแหล่งน้ำดิบและแผนผลิตไฟฟ้าสำรองให้ประชาชนรับรู้ มีเพียงข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารและเวทีอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ช่องทางที่โครงการแลนด์บริดจ์ใช้สื่อสารกับท้องถิ่นโดยตรง โดยระบุถึงแผนจัดหาน้ำจากแหล่งสำคัญของคนระนอง เช่น อ่างเก็บน้ำส้มแป้น อีกทั้งพื้นที่ระนองยังพบแร่หายากหรือแร่เอิร์ธ (Rare Earth) อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ที่มีแผนถูกจะนำไปใช้อีกด้วย

“โครงการนี้ รัฐให้สิทธิแก่เอกชนที่ได้รับสัมปทานลงทุนก่อสร้างในการบริหารพื้นที่ 50 ปี ส่วนผู้ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรมได้สิทธิ 99 ปี ฉะนั้นในขั้นตอนจัดทำ EHIA ที่รัฐและบริษัทที่ปรึกษาได้รับปากและทำข้อตกลงไว้กับประชาชน แต่เมื่อเอกชนได้สิทธิสัมปทานเบ็ดเสร็จไปแล้ว ถามว่าข้อตกลงต่างๆ นักลงทุนซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร จะรับรู้ไหม หรือจะยอมรับข้อตกที่มีการทำกับชาวบ้านมาก่อนไหม”

“ประชาชนไม่เพียงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ชีวิตพวกเขากำลังถูกกดทับด้วยเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ที่รัฐใช้อำนาจกำหนดนโยบายและขับเคลื่อน โดยไม่เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพื่อให้คนระนองได้ร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาบ้านตัวเอง”

“จุดมุ่งหมายนโยบายนี้อ้างว่าสร้างโอกาสการจ้างงาน แต่นี่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่จริงหรือไม่ แต่ตัวเลขการว่างงานของระนอง ต่ำกว่า 1,000 กว่าคน หมายความว่าตำแหน่งงานที่อ้างว่าจะมีนับแสน ไม่ได้สัมพันธ์กับความต้องการของพื้นที่”

“โครงการนี้ถูกสาธารณะตั้งคำถามว่าย่นระยะทาง แต่ไม่ย่นระยะเวลา และไม่มีความคุ้มค่าการลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง การศึกษาของรัฐหลายชิ้นชี้ชัดอยู่แล้ว คำถามจึงจะอยู่ที่ว่า แลนด์บริดจ์แท้จริงมีแผนพัฒนาด้านใดบ้าง หากเป็นมีลักษณะคล้าย EEC ความคุ้มค่าจะถูกกระจายให้กับกลุ่มผลประโยชน์ใดบ้าง ประชาชนในท้องถิ่นจะได้อะไร”

เสียงจากชุมชน: ครัวของประเทศกำลังถูกทำลาย

ตัวแทนชุมชนในพื้นที่ ต่างแสดงความกังวลอย่างหนัก ถึงผลกระทบที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ไพบูลย์ สวาทนันท์ ชาวชุมชนประมงพื้นบ้าน บ้านเกาะหาดทรายดำ จังหวัดระนอง เผยว่าพื้นที่ทะเลระนองเป็นคอขวด มีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์กว่า 170,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล และอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก และมีพื้นที่ทะเลประมาณ 7,000 ไร่ ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกของโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นสันดอนในทะเลที่ชาวประมงพื้นบ้านเรียกว่า “ดอนตาแพ้ว” ตรงนี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่ที่ดึงดูดสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูงมากมายให้เข้ามาในพื้นที่ ทำให้ดอนตรงนี้เป็นเหมือนครัวของประเทศไทยในจังหวัดระนอง และถ้ามีการสร้างสิ่งขวางทางน้ำ จึงกังวลว่าจะทำให้กระแสน้ำวนและเชี่ยวขึ้น เกาะพยามและป่าชายเลนจะเสียหาย ซึ่งปัจจุบันพบว่าการทำประมงพื้นบ้านและโฮมสเตย์ของชุมชนมีมูลค่าสูงถึง 200 – 300 ล้านบาทต่อปี

ไพบูลย์บอกอีกว่า ที่ผ่านมามีการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่จริงใจ จนเกิดข้อกังวลกับชาวชุมชนที่ทำอาชีพประมง เพราะการชี้แจงในการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ตัวเองเข้าไปแสดงความคิดเห็น ไม่เคยถูกนำไปใส่ในรายงานอย่างเป็นทางการ ขณะที่การขนส่งวัสดุก่อสร้างโดยใช้เรือบาร์จ (Barge) หรือเรือท้องแบนขนาดใหญ่ ต้องผ่านพื้นที่ทำกินของชาวประมงวันละ 100 – 200 เที่ยว เกือบตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เกิดตะกอนใต้น้ำตลอดเวลา จนทำลายแหล่งน้ำและสัตว์ในทะเล

“ถูกปิดกั้นข้อมูล ถูกเบี่ยงเบนข้อมูล ให้ข้อมูลเชิงบวกกับกลุ่มที่คิดว่าเป็นไปได้ ผู้นำชุมชนต้องทำตามนโยบายของรัฐ เวลาทีมศึกษาจะเข้าหมู่บ้าน จะมีคำสั่งออกมาว่าเราในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำตามนโยบาย ถ้าเรื่องใดขัด ห้ามไปยุ่งเกี่ยว”

“ถามว่า 9 ปีของการก่อสร้างท่าเรือ จะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ทิศทางน้ำและดอนในทะเลเปลี่ยนไปหมด กลายเป็นว่าเกิดฝุ่นตะกอนไปหมด ระหว่างเรือเขาวิ่งไปวิ่งมา จะมีฝุ่นตลอด สัตว์น้ำหายแน่นอน”

หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น ไพบูลย์ ย้ำว่าจะต้องมีการเยียวยา 3 ข้อ ดังนี้

  1. เยียวยาอาชีพปัจจุบันของคนในพื้นที่ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
  2. ผลประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องมีการปันผลให้กับชาวประมงพื้นบ้านอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม
  3. ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของระนองที่กำลังจะสูญหายไป

เกาะพยามที่อาจสูญหาย: การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังสิ้นสุด

จุฑารัตน์ เรืองแก้ว ผู้ประกอบการและประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เกาะพยาม เผยว่า ที่ผ่านมาเกาะพยามดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากยุโรปและสแกนดิเนเวีย ทำให้การท่องเที่ยวของเกาะมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาทต่อปี และเป็นการพึ่งพาทรัพยากรจากระนองทั้งหมด หากมีการขนส่งวัสดุก่อสร้างผ่านเส้นทางเดินเรือ เชื่อว่าการท่องเที่ยวเกาะพยามจะสิ้นสุดลง

ข้อกังวลที่สำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC) ซึ่งถูกเสนอขึ้นมาเพื่อใช้บริหารจัดการพื้นที่ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้” โดยจะอนุญาตให้นักลงทุนเช่าพื้นที่ได้ถึง 99 ปี และสามารถทำให้กฎหมายปกติที่ใช้กันทั่วไปสูญเสียสภาพการบังคับที่สมบูรณ์ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เช่น พื้นที่ชีวมณฑลหรืออุทยานแห่งชาติได้ทั้งหมด เรื่องนี้ทำให้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะพยามกังวลถึงการต้องโยกย้ายถิ่นฐาน หรืออาชีพที่ทำอยู่บนเกาะพยามจะได้รับผลกระทบ

“แม้ตัวเองไม่ได้เป็นคนเกาะพยามโดยกำเนิด แต่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ตั้งแต่ตอนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ถามว่าทำไมเรามาอยู่ เพราะคิดว่าเกาะพยามยังเป็นพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ เรารักที่นี่เหมือนบ้าน ถ้าเลือกได้ก็อยากจะตายที่นี่”

“ปกตินักท่องเที่ยวมาเกาะพยามจะอยู่ 3 – 6 เดือน เป็นชาวยุโรป สแกนดิเนเวีย ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวบนเกาะพยามไม่ต้องทำการตลาด เขามาเองตามรีวิว ถามว่าทำไมนักท่องเที่ยวพยายามมาที่เกาะพยาม เพราะมันสงบ เงียบ ทุกคนตั้งใจมา ดั้นด้นมา บางคนตั้งใจมา 1 อาทิตย์ แต่กลายเป็นว่ามาอยู่เป็นเดือน จนเกิดการบอกกันแบบปากต่อปาก การตลาดเราไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย”

“เราถามว่าทำไมเลือกพื้นที่ตรงนี้ เขาบอกว่ามีผลกระทบน้อยสุด เราตั้งคำถามว่ามีการท่องเที่ยวอยู่ ไม่พบเลยเหรอ เขาบอกไม่พบสัตว์ทะเลหน้าดิน แต่เราพบว่ามีสัตว์ทะเลเต็มไปหมดเลย”

ประมงพาณิชย์และสิ่งแวดล้อม: เมื่อร่องน้ำลึกคือจุดเริ่มต้นของวิกฤต

นอกจากนี้ ภาคประมงพาณิชย์และประชาชนที่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่าง สมทรัพย์ จิตตะธัม นายกสมาคมประมงจังหวัดระนอง ยืนยันว่ารายงานการประชุมของรัฐบาลสรุปว่าประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ความเป็นจริงมีการคัดค้าน โดยที่ผ่านมา พบความกังวลที่สำคัญที่สุด คือการขุดลอกร่องน้ำลึก 19 เมตร ยาว 11 กิโลเมตร ในพื้นที่ที่เป็นทรายและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว (4.5 กม./ชม.) เขาชี้ว่าร่องน้ำจะตื้นเขินในเวลาเพียง 1 เดือนครึ่ง ทำให้ต้องมีการขุดลอกตลอดทั้งปี และจะส่งผลให้เกิดฝุ่นตะกอนต่อเนื่อง ซึ่งจะทำลายปะการังและทำให้สัตว์น้ำย้ายถิ่นฐาน

“ที่รัฐจะสร้างการจ้างงานแสนตำแหน่งใน ร่าง พ.ร.บ. SEC ไม่มั่นใจว่าผู้ลงทุนจะจ้างแรงงานไทยหรือเปล่า และไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือเปล่า ใจผมมองว่า 80 – 90% โครงการไม่เกิด แต่พอมันมีคำว่าแลนด์บริดจ์เข้ามา มันก็จะดึงโครงการใหญ่ๆ ของระนองออกไป ทุกอย่างต้องหยุดชะงักไป”

“เรื่องการท่องเที่ยว ถ้ามีแลนด์บริดจ์ เชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะหายไปหมด เพราะเขาหาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ  เมืองที่มี Wellness สปา ซึ่งนี่ต่างหากที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของระนอง

“กลัวแลนด์บริดจ์จะรั้งความเจริญของระนอง เพราะคนที่มีแผนลงทุนทำธุรกิจจะชะลอไปก่อน รอให้แลนด์บริดจ์ชัดเจนก่อน กลายเป็นการพัฒนาท้องถิ่นระนองถูกเบียดบังจากโครงการแลนด์บริดจ์”

“โครงการแลนด์บริดจ์ถ้ามา ประมงพื้นบ้านต้องเลิก หากินไม่ได้แน่นอน ผลกระทบกับชาวบ้านต้องเกิดขึ้นแน่นอน และเรื่องท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนแน่ ชาวต่างชาติไม่มาแน่ๆ”

เมืองสุขภาพที่ถูกกลืน: เมื่อวิสัยทัศน์จังหวัดไม่ตรงกับโครงการ

นฤมล วิริยบัณฑร ผู้ประกอบการธุรกิจเวลเนส จ.ระนอง ระบุว่า โครงการนี้ขัดแย้งกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเกษตรมูลค่าสูง ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจังหวัดระนองขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดเล็ก เป็นแบบ SME ที่พึ่งพาตัวเองได้ แต่การเข้ามาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เชื่อว่าจะไม่ทำให้คนระนองรวยขึ้น แต่เป็นการสร้างแต้มต่อที่ไม่เป็นธรรมกับธุรกิจท้องถิ่น

นอกจากนี้ ตัวแทนภาคธุรกิจยังตั้งข้อสังเกตว่า นักท่องเที่ยวอาจจะไม่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีคนเข้ามาทำงานและทำธุรกิจมากขึ้น และปัจจุบันผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายราย ต้องชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพราะไม่มั่นใจในทิศทางการพัฒนาของจังหวัดระนองต่อไป

นฤมลเสริมอีกว่า ที่ผ่านมากระบวนการทำรายงาน EHIA มักเป็นพื้นที่ของภาครัฐเป็นหลัก ส่วนภาคเอกชนหรือประชาชนแทบไม่ถูกเชิญเข้าร่วมเท่าไหร่นัก และผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์อาจอาจจะไม่ได้กระทบต่อธุรกิจเท่านั้น แต่อาจกระทบไปถึงชีวิตของเธอ คนในครอบครัว และทุกคนในจังหวัดที่เธอรัก

“แม้จะอยู่ในบทบาทภาคเอกชน แต่ขอพูดในนามประชาชนคนหนึ่ง ในเชิงศักยภาพ ถ้ามองอย่างแรกจะบอกว่าวิสัยทัศน์จังหวัดระนองคือ เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำ การเกษตรสร้างสรรค์ เมืองน่าอยู่ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิต และประตูการค้าผ่านแดนฝั่งอันดามัน โดยวิสัยทัศน์นี้ใช้มาเกิน 10 ปีแล้ว เราพยายามผลักดันทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ให้ใช้ประโยชน์สูงสุดในโครงการพัฒนายั่งยืนต่างๆ”

และถ้ายิงคำถามกลับมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์ดีหรือไม่ดี นฤมลไม่กล้าฟันธงเรื่องนี้อย่างเต็มปาก แต่ขอให้รัฐวิเคราะห์ SWOT คือ จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค และโอกาสให้ชัด และบอกว่าถ้ามีโครงการนี้จังหวัดระนองจะได้ผลกระทบอะไรบ้าง เธอเชื่อว่าคนระนองไม่ใช่คนปิดกั้นความเจริญ แต่ต้องการข้อมูลที่โปร่งใสจากการพัฒนาของรัฐเท่านั้น

“คนระนองไม่เห็นแก่ตัว ถ้าระนองพัฒนาไปแล้วทำให้ประเทศดีขึ้น คิดว่าคนระนองเปิดใจรับแลนด์บริดจ์ แต่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน สนข. เข้ามาแต่ละครั้งก็ตอบไม่ได้ว่าจะดีจริงไหม หรือมีผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร คำตอบของรัฐยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร สุดท้ายอยากได้ความชัดเจนว่า มันจะกระทบชีวิตเราอย่างไร เพราะพอได้ยินก็พบว่าเดือดร้อน กระทบไปแล้ว”

“ปีนี้เป็นปีแรกที่จังหวัดระนองมีนักท่องเที่ยวมามากกว่าก่อนโควิด-19 ที่ผ่านมาเราพยายามดึงอินฟลูเอนเซอร์มาช่วยในการโปรโมต และเราเชื่อว่าการพัฒนาเมืองด้วยโครงการขนาดใหญ่จะกระจุกกับคนกลุ่มเดียว ส่วนธุรกิจท้องถิ่น ธุรกิจขนาดเล็กแบบ SME ยังมองไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อะไร”

“รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการพัฒนาและกระจายอำนาจ แลนด์บริดจ์มา นักท่องเที่ยวไม่เพิ่ม แม้คนจะเข้ามากขึ้น เราแอบกังวลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การเก็บรักษาป่า เพราะยังไงเราก็ถูกทำลาย วิถีชีวิตเปลี่ยนไป เพราะข้อมูลที่เก็บก็ไม่เพียงพอ มันอาจเติบโต แต่เปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นอุตสาหกรรมและการลงทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ สนข. บอกว่าเปลี่ยนการจ้างงาน แต่คิดว่าแรงงานที่มาทำคงไม่ใช่คนไทย เพราะทุกวันนี้ไม่มีคนไทยทำงานแบบนั้น รัฐบาลต้องกลับไปคิดให้รอบคอบ”

“การมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทำให้ระนองรวยขึ้นไหม ฟันได้เลยว่าทำไม่ได้ กรุงเทพ ชลบุรี ยังรวยกระจุกจนกระจายเหมือนกัน เชื่อว่าคุณภาพชีวิตคนระนองดีกว่าระยองแน่นอน เงินอาจตอบโจทย์ชีวิต แต่คุณภาพชีวิตที่ดีอาจจะดีกว่า”

เมืองที่หายใจด้วยธรรมชาติ: เสียงจากคนทำธุรกิจรายเล็ก

ธนัญญา พนากิจสุวรรณ เจ้าของอะเดย์ อินน์ ระนอง โฮสเทล บอกว่า การพูดถึงแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานหรือการขนส่งเท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามถึงอนาคตของเมืองที่ยังหายใจอยู่กับธรรมชาติ และเศรษฐกิจที่ยังหมุนเวียนอยู่ในมือของคนตัวเล็กๆ

“ถ้าแลนด์บริดจ์มาจะเปลี่ยนไปแบบไหน มองว่าการท่องเที่ยวอาจไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนไปแน่นอน จังหวัดระนองมีนักท่องเที่ยวที่มาเสพป่าชายเลน ทะเล อาหารทะเล สูดอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้เรามีอยู่แล้วโดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม และจังหวัดอื่นก็สร้างแบบเราไม่ได้”

ธนัญญาบอกว่า ทุกวันนี้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศคือจุดแข็งของระนอง เมืองที่ยังสงบ ยังมีทะเลใสและป่าชายเลนสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางอิสระ วางแผนเอง จ่ายเอง และมักจะใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น เพราะความเรียบง่ายและความเป็นมิตรของผู้คน พร้อมอธิบายว่า เศรษฐกิจของระนองในปัจจุบันพึ่งพา SME และธุรกิจชุมชนเป็นหลัก ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงโฮมสเตย์ ทั้งหมดล้วนสร้างรายได้หมุนเวียนภายในเมือง หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ภาพเหล่านั้นอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“ข้อดีของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือเขามาเอง วางแผนเอง สะพายเป้ไปเกาะพยาม ไปซื้อของในเมือง รายได้มันกระจายถึงทุกกลุ่ม คนทำธุรกิจเล็กๆ ก็อยู่ได้”

“ถ้ามี พ.ร.บ.เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ คนที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนที่เข้าถึงทุนใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ในระนองมีเยอะมาก ตอนนี้ลูกค้าที่มาจังหวัดระนองให้คุณค่ากับเศรษฐกิจชุมชน แต่ถ้าแลนด์บริดจ์มา ธุรกิจเล็กรายน้อยจะทำงานยากขึ้น เพราะบิลจะไม่อยู่ร้านท้องถิ่นอีกแล้ว มันจะเข้าร้านทุนใหญ่ๆ หมด”

ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กในจังหวัดระนอง ธนัญญายอมรับว่าการพูดเรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับคนระนอง เพราะทุกคนรู้จักกันหมด จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าแสดงความเห็น แต่การได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะ ทำให้เธอเห็นแสงเล็กๆ ของความหวังว่ารัฐหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่นี้ จะทบทวนเรื่องนี้ในการพัฒนาที่อาจจะเกิดปัญหาในภายหลัง

“อยากให้ทุกคนเข้าใจในความลำบากใจของคนระนอง เมืองเรามันเล็กมาก ทุกคนรู้จักกันหมด ใครพูดอะไร ใครอยู่บ้านไหนก็รู้ แต่วันนี้ได้เจอสื่อเยอะขนาดนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ อยากฝากให้สื่อช่วยตีแผ่ความสวยงามของจังหวัดระนอง ศักยภาพของจังหวัดระนอง เพราะถ้าเรื่องนี้ถูกพูดถึง คนระนองจะเริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น”

บ้านไม่ใช่แค่หลังคา: สิทธิมนุษยชนที่เริ่มต้นจากพื้นที่อยู่อาศัย

ณธกร นิธิศจรุญเดช เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายรณรงค์เชิงสาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอจะต้องเป็นบ้านที่มีมากกว่าหลังคาคลุมหัว เพราะเมื่อพูดถึงคำว่า “บ้าน” หลายคนอาจนึกถึงเพียงที่พักอาศัย (a physical shelter) แต่ในมุมของสิทธิมนุษยชน บ้านไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง หากแต่คือพื้นที่แห่งศักดิ์ศรี ความมั่นคง และการมีอยู่ในสังคม

ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) “สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ” หมายถึงสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และสอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่การมีที่นอนหรือหลังคาเหนือหัวเท่านั้น โดยองค์ประกอบทั้ง 7 ประการของสิทธินี้ ได้แก่

  1. ความมั่นคงทางกฎหมายในการถือครอง (Legal Security of Tenure)
  2. การเข้าถึงบริการพื้นฐาน (Availability of Services)
  3. ความสามารถในการจ่ายได้ (Affordability)
  4. ความเหมาะสมในการอยู่อาศัย (Habitability)
  5. การเข้าถึงได้ของกลุ่มเปราะบาง (Accessibility)
  6. ทำเลที่ตั้งที่ปลอดภัยและเข้าถึงแหล่งงาน (Location)
  7. ความเพียงพอทางวัฒนธรรม (Cultural Adequacy)

“การพัฒนาใดที่ละเมิดสิทธิหรือมองข้ามองค์ประกอบเหล่านี้ ล้วนเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง”

โดยแอมเนสตี้ ประเทศไทย เปรียบเทียบโครงการแลนด์บริดจ์กับสถานการณ์โลกที่ยังพบว่ามีผู้ถูกขับไล่จาก “การพัฒนา” ดังนี้

  1. กัมพูชา ที่ผลักดันให้เกิดมรดกโลกที่แลกมาด้วยบ้านของประชาชน โดยรายงาน “Nobody Wants to Leave Their Home” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดโปงการบังคับย้ายประชาชนกว่า 40,000 คนออกจากพื้นที่นครวัด (Angkor) โดยอ้างเหตุผลการอนุรักษ์มรดกโลกยูเนสโก ทั้งที่ยูเนสโกเองยืนยันว่าไม่เคยเรียกร้องให้ย้ายคนออก ขณะที่ประชาชนจำนวนมากถูกขู่ให้ “ย้ายโดยสมัครใจ” มิฉะนั้นจะถูกขับไล่โดยไม่ชดเชย ที่ดินจัดสรรใหม่ขาดน้ำ ไฟ ถนน และแหล่งงาน ทำให้ชาวบ้านต้องตกอยู่ในหนี้สินและความยากจนยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ถูกละเลยคือ “สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ” ในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ความมั่นคงทางกฎหมายจนถึงความเหมาะสมต่อวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายชั่วอายุคน
  2. ฟิลิปปินส์ ที่พบการ “เปลี่ยนผ่านสีเขียว” ที่ทิ้งรอยเลือดไว้ใต้เหมืองนิกเกิล โดยในรายงาน “What Do We Get in Return?” ของแอมเนสตี้ได้เปิดเผยว่า การขุดแร่นิกเกิลในฟิลิปปินส์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า กลายเป็น “เขตสังเวย” (Sacrifice Zones) ของสิทธิมนุษยชน พบบริษัทเหมืองละเมิดกระบวนการให้ความยินยอมโดยสมัครใจ (FPIC) ของชนเผ่าพื้นเมืองปาลาวัน (Pala’wan) ขุดเหมืองโดยไม่มีใบอนุญาต และกีดกันผู้นำท้องถิ่นออกจากกระบวนการตัดสินใจ ผลลัพธ์คือชุมชนต้องเผชิญน้ำปนเปื้อน ฝุ่นพิษ โรคทางเดินหายใจ และการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ EV กลับได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากแร่ที่ขุดออกไป
  3. สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ที่พบ “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” หรือ “ลัทธิอาณานิคมใหม่” ซึ่งรายงานร่วมระหว่างแอมเนสตี้กับ Saami Council ตั้งคำถามต่อโครงการ “พลังงานสะอาด” ที่รุกล้ำเข้าสู่ดินแดนของชนเผ่าซามิ (Sámi) ในภูมิภาคอาร์กติก ทั้งฟาร์มกังหันลมและเหมืองนิกเกิลที่บดบังเส้นทางเลี้ยงกวางเรนเดียร์ แม้ศาลสูงสุดของนอร์เวย์จะตัดสินว่าโครงการกังหันลม Fosen ละเมิดสิทธิของซามิ แต่กังหันลมยังคงหมุนอยู่ทุกวัน คำถามจึงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “นี่คือการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อมนุษย์ หรือคือการสืบทอดอำนาจแบบอาณานิคมในรูปแบบใหม่หรือไม่”
  4. ไทย พบที่อยู่อาศัยและบ้านที่สั่นคลอนกลางกระแสพัฒนา ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกัน จากการติดตามโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่า การชุมนุมเกี่ยวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิในที่ดิน การจัดการทรัพยากร และผลกระทบจากโครงการพัฒนา เช่น โครงการสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) โครงการป่าคาร์บอน และเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ผ่านมาพบเสียงของชาวบ้านสะท้อนว่า “บ้าน” ของพวกเขาไม่ได้หมายถึงแค่ที่พักพิง แต่คือพื้นที่ชีวิต ความทรงจำ และชุมชนที่มีความหมาย หากบ้านหายไป พวกเขาไม่เพียงสูญเสียทรัพย์สิน แต่สูญเสีย “สิทธิในการดำรงอยู่”

แอมเนสตี้ ประเทศไทยย้ำว่า การพัฒนาต่างๆ ต้องฟังเสียงของคนที่อยู่ในพื้นที่ เพราะมีบทเรียนจากทั่วโลกย้ำชัดว่า การพัฒนาจะเรียกว่าประสบความสำเร็จไม่ได้ หากต้องแลกมาด้วยการไร้บ้าน ไร้ที่อยู่อาศัยของใครบางคน และการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจต้องยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง ต้องมีการปรึกษาหารืออย่างมีความหมาย (Meaningful Consultation) ต้องเคารพเสียงของชุมชน และต้องมีมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรม

“โครงการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

สุดท้ายในวงคุยแลนด์บริดจ์ 101 มีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ อาจไม่ใช่แค่โครงการขนส่งสินค้า แต่เป็นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกผลักดันมาอย่างยาวนาน ภายใต้เรื่องเล่าสาธารณะที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าของการขนส่งเป็นเพียงฉากหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจจากเป้าหมายที่แท้จริงซึ่งถูกวางไว้แต่ต้น นั่นคือการพลิกโฉมระนองและชุมพรให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งนี่อาจเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ตั้งอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการยอมรับการพัฒนาที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งอาจสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม แต่อาจต้องแลกมาด้วยการสูญเสียฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนที่ไม่อาจหวนคืน เช่น การท่องเที่ยวธรรมชาติ การบริการสุขภาพ และการประมงที่ยั่งยืน ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นตัวตนและจุดแข็งของจังหวัดระนองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ท้ายที่สุด สังคมอาจต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า ความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการแลดน์บริดจ์และการพัฒนาอื่นๆ ในประเทศไทย ควรถูกวัดจากอะไร ระหว่างตัวเลข GDP ที่เติบโต กับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และความสุขของผู้คนในพื้นที่

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน