สืบเนื่องจากวิดีโอที่ปรากฏขึ้นล่าสุดซึ่งดูเหมือนเป็นการปล่อยตัวและความพยายามหลบหนีของเหยื่อออกจากศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่งทั่วกัมพูชา
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ภาพวิดีโอที่ปรากฏ ซึ่งดูเหมือนเป็นการปล่อยตัวและความพยายามหลบหนีออกจากศูนย์สแกมเมอร์ครั้งใหญ่ของผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการทรมาน ก่อให้เกิดความกังวลว่าขณะนี้มีคนหลายพันคนติดค้างอยู่ในกัมพูชาโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ และมีความเสี่ยงที่จะถูกค้ามนุษย์ซ้ำไปยังศูนย์สแกมเมอร์แห่งอื่น
รัฐบาลกัมพูชาต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนเหล่านี้ และช่วยนำเหยื่อทั้งหมดที่ยังคงอยู่ภายในศูนย์สแกมเมอร์ออกมายังที่ที่ปลอดภัย พร้อมทั้งรับประกันว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาได้ พวกเขาจะต้องไม่ถูกบังคับส่งกลับประเทศต้นทางหากมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกประหัตประหารดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
พัฒนาการที่น่าตกใจครั้งล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของปัญหาอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในกัมพูชาที่น่าวิตกอย่างยิ่ง และความล้มเหลวของรัฐบาลในการสืบสวนอย่างเหมาะสมและนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบมาลงโทษ
“หากรัฐบาลกัมพูชาจริงจังกับการยุติอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยการกดขี่เยี่ยงทาสเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องเร่งตรวจสอบศูนย์สแกมเมอร์ทุกแห่งทั่วประเทศ และในกรณีที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด รวมถึงเจ้าของที่ดินและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดอันตรายจากศูนย์สแกมเมอร์ด้วย คำให้การจากเหยื่อหากพวกเขายินยอม ควรถูกนำมาใช้เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในศาลกัมพูชา”
ข้อมูลพื้นฐาน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลได้ระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของวิดีโอและรูปภาพจำนวน 15 รายการ ซึ่งหลายรายการได้รับมาจากกลุ่มวิจัย CyberScamMonitor และได้ตรวจสอบโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นความพยายามหลบหนีและการปล่อยตัวผู้คนออกจากศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 10 แห่งทั่วกัมพูชาภายในช่วง 36 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้ 7 แห่ง เคยถูกนำเสนอไว้ในรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 เกี่ยวกับศูนย์สแกมเมอร์ โดยถูกอ้างอิงด้วยรหัส BA01, KA02, SI03, SI08, SI15, SI37 และ SI38
วิดีโอแสดงให้เห็นผู้คนกำลังออกจากหรือได้ออกจากสถานที่หลายแห่ง ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลยืนยันแล้วว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์หรือระบุว่าเป็นสถานที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นศูนย์สแกมเมอร์ ในวิดีโอบางส่วน มีผู้คนดูเหมือนจะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำร้ายร่างกายที่ประตูของศูนย์แห่งหนึ่งในเมืองบาเวต (BA01)
จนถึงปัจจุบัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลได้สัมภาษณ์เหยื่อในอุตสาหกรรมสแกมเมอร์มากกว่า 100 คน ซึ่งมักถูกค้ามนุษย์จากนอกประเทศกัมพูชาเข้าสู่ศูนย์เหล่านี้ และถูกทำให้ตกเป็นทาส ถูกบังคับให้หลอกลวงหรือชักชวนผู้อื่น ถูกลิดรอนเสรีภาพ และถูกทรมานหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ควบคุม
ในเดือนกรกฎาคม 2568 รัฐบาลกัมพูชาประกาศปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ทั่วประเทศ ต่อมารัฐบาลระบุว่าสามารถช่วยเหลือปล่อยตัวเหยื่อการค้ามนุษย์ได้มากกว่า 3,000 คน
ในเดือนมิถุนายน 2568 รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลพบว่าศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชาเป็นสถานที่ที่มีการใช้แรงงานทาส การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง โดยดำเนินงานในลักษณะคล้ายเรือนจำและถูกควบคุมโดยองค์กรอาชญากรรม รายงานสรุปว่าทางการกัมพูชาล้มเหลวในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดเหล่านี้ และมีหลักฐานชี้ให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดของรัฐหรือการเพิกเฉยโดยเจตนา ซึ่งเอื้อให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตต่อไป




